ล่อลวงเหยื่อเน้น‘นร.-นศ.’ออกอุบายถ่ายคลิปถูกจับส่งข่มขู่พ่อแม่โอนเงินช่วย

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ หว่านล้อมให้น.ร.-น.ศ.ถ่ายคลิป-มัดมือมัดเท้าตัวเอง ลวงพ่อแม่ผู้ปกครองถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง ขณะที่สมาคมธนาคารแจงหลังลูกค้าโหลดแอพฯ ถูกดูดเงินล้าน แล้วโทร.แจ้ง ธนาคารก็สั่งอายัดธุรกรรมทันที ย้ำไม่กดลิงก์จากเอสเอ็มเอสแปลกปลอม ยันแบงก์ไม่มีนโยบายส่งข้อความแนบลิงก์

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมคณะทำงานร่วมกันแถลงคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์หลอกลวงให้โอนเงินและข่มขู่คุกคามต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2565 มีคดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (คอลเซ็นเตอร์) จำนวน 20,000 กว่าเคส ข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำนวน 2,000 กว่าเคส ซึ่งเดิมเป็นการโทรศัพท์หลอกบุคคลทั่วไปให้โอนเงิน แต่ช่วงนี้มี 4 เคสที่น่าสนใจ ซึ่งมีรูปแบบการ กระทำผิดในลักษณะเดียวกัน

พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวว่า คนร้ายใช้วิธีการโทรศัพท์หาพ่อแม่แล้วส่งรูปบุตรหลานที่ถูกควบคุมตัวไว้มาให้ โดยที่พ่อแม่ไม่สามารถติดต่อบุตรหลานได้ จำต้องโอนเงินให้ไป ซึ่งหลังจากโอนเงินแล้ว บุตรหลานก็ติดต่อกลับมาได้ ซึ่งเบื้องต้นพ่อแม่คาดว่าเป็นเรื่องการเรียกค่าไถ่ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนลึกๆ พบว่า เป็นคดีที่บุตรหลานถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทร.มาข่มขู่บุตรหลานว่าเกี่ยวข้องกับการ กระทำผิด และบังคับให้ถ่ายคลิป หรือภาพถ่ายส่งให้กลุ่มคนร้ายนำไปเรียกค่าไถ่จากพ่อแม่อีกครั้ง โดยให้โอนเงินผ่านบัญชีบุตรหลานของตนเองหรือเข้าบัญชีม้า แล้วหลบหนีไป

พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวต่อว่า กลุ่มคนร้าย ได้ใช้วิธีการโทรศัพท์ผ่านระบบ Voip (Voice Over Internet Protocol) หรือระบบอินเตอร์เน็ต โทร.เข้าโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์พื้นฐานของผู้เสียหายหรือเหยื่อ โดยสุ่มหรือเลือกกลุ่มนักศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนดี โดยคนร้ายได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วแต่จะอ้างเพื่อข่มขู่ทำให้เหยื่อตกใจกลัวว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีหมายจับต่างๆ และมีความผิดมูลฐานฟอกเงิน โดยทำทีอ้างว่าช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินคดีได้ และเสนอให้ความช่วยเหลือ โดยให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อโอนเงินมายังบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า)

“หากนักศึกษาหรือเหยื่อไม่มีเงิน กลุ่มคนร้ายก็แนะนำให้ไปย้ายหรือออกจากห้องพักหรือที่พักปัจจุบันที่พักอยู่ใกล้กับสถานศึกษา และให้ไปเปิดซิมโทรศัพท์ใหม่ เพื่อใช้พูดคุยโต้ตอบกับคนร้าย พร้อมกับซื้อเชือก ผ้าเทปกาวจากร้านค้า แล้วให้ปิดโทรศัพท์ สั่งการให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อใช้ผ้าเทปและเชือกมัดมือมัดเท้าตัวเอง และถ่ายคลิปวิดีโอโดยใช้เครื่องของผู้เสียหายหรือเหยื่อเองเก็บเอาไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ว่าถูกลักพาตัวและส่งคลิปดังกล่าวให้คนร้ายทางแอพพลิเคชั่น ทางโทรศัพท์ จากนั้นคนร้ายจะส่งคลิปไปยังพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เพื่อเรียกค่าไถ่จากพ่อแม่หรือผู้ปกครองของผู้เสียหายหรือเหยื่อ โดยการโอนเงินมีอยู่ 2 รูปแบบ 1.พ่อแม่โอนเงินไปให้เหยื่อแล้วเหยื่อโอนเงินต่อไปให้คนร้าย และ 2.พ่อแม่โอนเงินให้คนร้าย” พล.ต.อ. สมพงษ์กล่าว

พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวถึงข้อสังเกต และ ข้อควรระวังป้องกันการตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ว่า 1.คนร้ายอาจหาข้อมูลหรือสุ่มคัดเลือกเหยื่อเป็นกลุ่มนักศึกษาระดับชั้นอุดมศึกษา ซึ่งพักอาศัยอยู่ตามหอพักหรือที่พักใกล้สถานศึกษาโดยเหยื่อเป็นบุคคลที่อยู่หอพักหรือที่พักเพียงคนเดียว ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

2.วางแผน และมีสคริปต์เพื่อเตรียมการพูดหลอกลวง และใช้ถ้อยคำที่มีประสบการณ์มาก เพื่อข่มขู่และชักจูงให้เหยื่อตกใจกลัว เช่น โทร.มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีพัสดุตกค้าง แจ้งว่ามีหมายจับ หรือมีคนเอาข้อมูลไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วเอาบัญชีไปใช้ในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ขู่ว่าถ้าถูกดำเนินคดีจะไม่ได้เรียนต่อ และคล้อยตามคำสั่งของคนร้าย

3.ใช้โทรศัพท์ผ่านระบบ Voip ซึ่งหมายเลขดังกล่าวจะมีเลขไม่ถึง 10 หลัก และมีเครื่องหมาย +697 +698 โดยสังเกตได้ว่าน่าจะเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่โทร.มาจากต่างประเทศหรือโทร.ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หากผู้เสียหายโทร.ย้อนกลับไปยังเบอร์ของคนร้าย จะไม่สามารถติดต่อได้ และหมายเลขดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริง เป็นการสร้างหมายเลขหรือปลอมเบอร์

4.คนร้ายได้พัฒนารูปแบบการหลอกลวง โดยผสมผสานระหว่างแผนประทุษกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับแผนประทุษกรรมการเรียกค่าไถ่ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มนักศึกษา เพื่อทดแทนปริมาณเหยื่อที่ปัจจุบันอาจไม่ค่อยเชื่อถือของแผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม และ 5.เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มนักศึกษา เพราะนักศึกษาพักอยู่คนเดียวห่างจากครอบครัว มีการสั่งซื้อของ มีการหัดเริ่มลงทุนมีการยุ่งเกี่ยวกับการพนัน จึงทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าถึงได้ง่ายและข้อมูลที่ใช้ข่มขู่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นจริง ควรระวังไม่ให้เหยื่อที่อยู่หอพักตามลำพัง ควรมีบัดดี้อยู่ด้วย

สำหรับแนวทางการป้องกัน สำหรับนักศึกษา พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวว่า มีข้อแนะนำดังนี้ 1.สังเกตเบอร์ที่โทร.เข้ามาก่อนรับสาย หากเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือเป็นเบอร์ที่มีเครื่องหมาย +697 +698 นำหน้า ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2.สังเกตความผิดปกติของปลายสายได้จากคำถาม เช่น การถามชื่อ และข้อมูลส่วนตัวโดยตรง หรือการใช้ข้อความอัตโนมัติในการตอบรับแล้วให้เรากดเบอร์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ ถ้ามีการสนทนาทางวิดีโอคอล ให้มีสติและสังเกตปากกับเสียงตรงกันหรือไม่ หรือภาพและท่าทางมีความผิดปกติหรือไม่ ซึ่งคนร้ายใช้โปรแกรมปลอมใบหน้าขณะสนทนาได้

3.หากคนร้ายข่มขู่ว่ากระทำผิด และต้องไปแจ้งความหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ ให้นัดหมายไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งความ สอบสวนปากคำ ชี้แจง หรือยื่นพยานเอกสารพยานวัตถุ ณ สถานที่เกิดเหตุหรือสถานที่ราชการด้วยตนเอง หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพ วางสายทันที แจ้งเบาะแส กับหน่วยงานที่ดูแล เช่น ตำรวจ ธนาคาร ค่ายมือถือ หรือ กสทช.

4.หากคนร้ายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ ให้สันนิษฐานว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากข้อมูลบัญชีมีเพียงธนาคารที่ตรวจสอบได้ห้ามบอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน รวมถึงห้ามโอนเงินตามคำกล่าวอ้าง

5.โหลดแอพพลิเคชั่น Who’s call ซึ่งสามารถตรวจสอบหมายเลข และจะระบุหมายเลขที่ไม่รู้จัก ช่วยให้ทราบว่าใครโทร.มาทันที และ 6.หากคนร้ายส่งเอกสารมาข่มขู่ ให้ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่ออกเอกสารนั้นๆ โดยตรง หรือโทรศัพท์หาตำรวจท้องที่ เบอร์ 191 หรือเบอร์ 1441 และเบอร์ 08-1866-3000 หรือเข้าพบพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ หรือปรึกษากับผู้ปกครอง

พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวว่า สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง นอกจากต้องรู้เกี่ยวกับวิธีป้องกันตัวสำหรับศึกษาดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเติม มีดังนี้ หากคนร้ายข่มขู่ให้โอนเงินพร้อมส่งคลิปมาให้ดู ให้รีบปรึกษาบุคคลที่ไว้วางใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ หรือโทร.สายด่วน 191, 1441 และเบอร์ 08-1866-3000 เพื่อพิจารณาแยกแยะว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมีการจับตัวเรียกค่าไถ่จริงๆ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ให้ความช่วยเหลือถูกวิธี และก่อนโอนเงินให้ดูว่าเป็นบัญชีที่อยู่ในแบล็กลิสต์ที่ใช้กระทำความผิด หรือบัญชีม้าหรือไม่

พล.ต.อ.สมพงษ์กล่าวต่อว่า กรณีนี้คนร้ายจะเลือกเหยื่อที่เป็นนักศึกษา ซึ่งอาจไม่รู้เท่าทันคนร้าย อีกทั้งเป็นจุดอ่อนไหวของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีความรักความห่วงใยบุตร-ธิดาของตนเองเป็นทุนเดิม โดยมีแผนประทุษกรรม ดังนี้ หลอกให้เหยื่อย้ายหรือเปลี่ยนที่พัก ไปหาเช่าที่พักใหม่ เพื่อไม่ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองตามหาตัวได้ และหลอกเหยื่อว่ามีตำรวจนอกเครื่องแบบสะกดรอยเฝ้าดูอยู่ห้ามออกไปจากห้องเช่าที่พักใหม่, หลอกให้เหยื่อลบแอพฯ ที่เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารออกจากเครื่อง เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และติ๊กต็อก เพื่อไม่ให้เหยื่อติดต่อกับคนอื่น, หลอกให้เหยื่อปิดมือถือเบอร์เดิม เพื่อไม่ให้พ่อแม่ติดต่อได้ และหลอกให้เปิดเบอร์ใหม่ใช้ในการติดต่อกับคนร้าย รวมถึงให้สแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อใช้และควบคุมไลน์เหยื่อ ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือไอแพดตลอดเวลา

เพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ ติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com, เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ โทรศัพท์ 08-1866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.com

ด้าน สมาคมธนาคารไทย ชี้แจงกรณี ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกติดตั้งแอพฯ และดูดเงินจากบัญชีไปกว่า 1 ล้านบาทว่า ทางธนาคารสมาชิกที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเหตุดังกล่าวและดำเนินการระงับธุรกรรมชั่วคราวทันทีเมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย และแจ้งให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจที่สะดวกหรือใกล้ที่สุด เพื่อขยายระยะเวลาการระงับธุรกรรมชั่วคราวไปอีก 7 วัน และดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด

ขณะนี้ธนาคารที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประสานกับผู้เสียหาย และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อรวบรวมข้อมูลให้กับพนักงานสอบสวนต่อไป โดยภาคธนาคารมีความห่วงใยและพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ ป้องกันและติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกตระหนักถึงภัยทางการเงินที่มีความ ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยทางชมรมป้องกันและปราบปรามทุจริต และศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคธนาคาร (TBCERT) ได้เร่งพัฒนาแนวทางการจัดการให้ มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ร่วมมือประชาชนดังนี้

1.ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมจากแหล่งอื่น นอกจากแหล่งที่ได้รับการควบคุมและรับรองความปลอดภัยจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่เป็นออฟฟิเชี่ยล สโตร์ อาทิ เพลย์ สโตร์ หรือ แอพฯ สโตร์ เท่านั้น 2.ไม่ตั้งพาสเวิร์ดซ้ำ หรือใช้ร่วมกับโมบายแบงกิ้ง 3.ไม่สแกนใบหน้า หรือยืนยันตัวตนผ่านแอพฯ ที่ไม่รู้จัก 4.ไม่กดลิงก์จากเอสเอ็มเอสแปลกปลอม โดยภาคธนาคารไม่มีนโยบายส่งข้อความเอสเอ็มเอสแนบลิงก์ทุกชนิด หรือมีข้อความให้แอดไลน์ ไอดี หากได้รับเอสเอ็มเอสดังกล่าว อย่า หลงเชื่อเด็ดขาด

5.ควรสังเกตโล่ ที่อยู่ด้านหน้าไลน์ แอ๊กเคาต์เสมอ ซึ่งควรมีโล่สีเขียวหรือน้ำเงินเข้มเท่านั้น และ 6.หากต้องการทำธุรกรรมใดๆ ควรโทร.กลับไปที่หน่วยงานที่ถูกแอบอ้างด้วยตนเอง

ทั้งนี้ หากลูกค้าธนาคารพบธุรกรรมผิดปกติหรือมีข้อสงสัย ขอให้ติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารที่ลูกค้าใช้งานทันที เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรม โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน