งดทำนานอกฤดูประมง‘น้ำโขง’เจ๊ง-ปลาตายอื้อ
กรมชลฯ ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ 22 จว.ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเตือนชาวนางดทำนาปีต่อเนื่อง เหตุน้ำในเขื่อนเหลือน้อย อีกทั้งลดความเสียหายจากเอลนีโญ ขณะที่ประมงน้ำโขงที่เชียงคานเดือดร้อนหนัก ปลาในกระชังน็อกน้ำตาย 400 กระชัง เนื่องจากน้ำโขงขึ้นพรวด ชาวบ้านแม่สามแลบ สบเมยระดมสร้างสะพานไม้ชั่วคราวสะพานบ้าน กอมูเดอ-กลอเซโล หลังถูกน้ำป่าซัดขาดจนใช้การไม่ได้ เดือดร้อนทั้งตำบล
เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านกอมูเดอ กลอเซโล ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่ อบต.แม่สามแลบ ช่วยกันตัดไม้สร้างสะพานไม้ชั่วคราว บริเวณสะพานเข้าบ้านกอมูเดอ- กลอเซโล เพื่อให้รถจักรยานยนต์ผ่านสัญจรได้ บรรเทาความเดือดร้อน หลังคอสะพานถูกน้ำป่าซัดเสียหายทั้งสองด้าน รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ตั้งแต่เย็นวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา
โดยวันนี้กำลังพลหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 พร้อมเครื่องจักรนำเอาสิ่งกีดขวางที่ทับถมบริเวณสะพานออก เพื่อเบี่ยงทางน้ำถมดินคอสะพานให้ใช้ได้ชั่วคราวเพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรเข้าออกได้ รวมถึงการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าพื้นที่เพื่อเปิดเส้นทางระหว่างบ้าน กอมูเดอและบ้านกลอเซโล ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องทำสะพานใหม่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือแนวทางการจัดสรรงบประมาณกันต่อไป

ยกกระชัง – ชาวประมงปลากระชังริมแม่น้ำโขง ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย ต้องตักปลาออกเร่ขายแบบขาดทุนหลังน็อกน้ำตายยกกระชัง จากสถานการณ์ระดับแม่น้ำโขงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดขุ่นโคลน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอนรายงานเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่ อ.สบเมย ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เวลา 14.00 น. มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่ อ.สบเมย 4 ตำบล 25 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับผลกระทบ 9,635 คน 4,339 ครัวเรือน ทางหลวง ทางหลวงชนบท ถนนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเสียหายรวม 34 จุด
โดยพื้นที่บ้านแม่ตอละ ต.แม่สามแลบ เสียหายหนักสุด ราษฎรได้รับผลกระทบ 83 ครัวเรือน 340 คน ราษฎรเสียชีวิต 1 ราย น้ำป่าไหลหลากพัดบ้านเรือนเสียหาย 12 หลัง สะพานในหมู่บ้านถูกตัดขาด 1 จุด ปัจจุบันการสัญจรสามารถเข้าออกได้ตามปกติ
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระดับน้ำโขงที่ไหลผ่านจ.หนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ ได้ 10.78 เมตร ลดลงจากเมื่อวานตอนเช้า 0.57 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.42 เมตร วันนี้ไม่มีฝนตกในพื้นที่ ส่วนน้ำโขงในพื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ก็ลดลงเช่นเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีกระแสน้ำโขงที่ไหลเอ่อท่วมขึ้นมากในพื้นที่ อ.เชียงคาน และ อ.ปากชม จ.เลย ส่งผลกระทบกับผู้เลี้ยงปลากว่า 50 กระชัง ล่าสุด วันนี้สภาพปลากระชังในแม่น้ำโขงของกลุ่มเกษตรที่บ้านคกงิ้ว ต.ปากตม อ.เชียงคาน กว่า 400 กระชัง เกิดอาการน็อกน้ำ ขาดอากาศหายใจตายจำนวนมาก ตายยกกระชัง เนื่องจากแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อวันที่ 7-10 ส.ค. น้ำไหลเชี่ยวและเต็มไปด้วยตะกอนขุ่นแดง ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1-1.5 ล้านบาท เกษตรกรต้องเร่งตักปลาที่ยังไม่ตายขึ้นมาแช่น้ำแข็งออกเร่ขายแบบขาดทุน ราคา ก.ก.ละ 50 บาท ส่วนปลาที่ตายต้องรีบตักทิ้ง ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี
วันเดียวกัน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่ากรมชล ประทานมีหนังสือถึงผู้ว่าฯ ในลุ่มเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2566 เรื่องขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์เกษตรกรพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยางดเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566 เห็นชอบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 66 ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติภายใต้มาตรการดังกล่าวเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ล่าสุดกรมชล ประทานเห็นว่าจากปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น กระทบต่อปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าปกติ นำมาซึ่งปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในภาพรวม ซึ่งจะต้องพิจารณาเรียงตามภารกิจที่สำคัญคือการอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรมและอื่นๆ
“เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขณะนี้ พบว่าใกล้เคียงกับปี 2562 ต่อเนื่อง 63 ทำให้เมื่อสิ้นฤดูฝนมีปริมาณน้ำใช้การได้จาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ประมาณ 5,000-7,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก ต้องบริหารเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและอื่นๆ ยกเว้นด้านการเกษตร เหตุจากน้ำต้นทุนไม่พอ ดังนั้น จึงมีหนังสือถึงผู้ว่าฯ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ขอความร่วมมือผู้ว่าฯ ในพื้นที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนทราบเพื่อขอความร่วมมือไม่ทำนาปีต่อเนื่อง เพื่อประหยัดน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ขณะเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อการทำการเกษตรที่อาจจะเกิดขึ้น” นายทวีศักดิ์กล่าว

ทะเลเขียว – สภาพน้ำทะเลหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี กลายเป็นสีเขียวเข้มจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ‘แพลงตอนบูม’ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
ส่วนปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ทั้งประเทศไทยเกิดฝนตกน้อยกว่าค่าปกตินานจนถึงปีหน้านั้น กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต และเน้นย้ำให้มีการเก็บกักน้ำในลำน้ำให้ได้มากที่สุด รวมถึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อสำรองน้ำรับมือกับผลกระทบจากปรากฏการณ์ ดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วย 22 จังหวัด ได้แก่ 1.กทม. 2.กำแพงเพชร 3.ชัยนาท 4.นครนายก 5.นครปฐม 6.นครสวรรค์ 7.นนทบุรี 8.ปทุมธานี 9.พระนครศรีอยุธยา 10.พิจิตร 11.เพชรบูรณ์ 12.ลพบุรี 13.สมุทรปราการ 14.สมุทรสาคร 15.สระบุรี 16.สิงห์บุรี 17.สุพรรณบุรี 18.อ่างทอง 19.อุทัยธานี 20.ตาก 21.สุโขทัย และ 22.ฉะเชิงเทรา
วันเดียวกัน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) แจ้งเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก หลังพบร่องมรสุมกำลังปานกลางพาดผ่านตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ในช่วงวันที่ 12-18 ส.ค. มีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และพื้นที่ชุมชนเมืองที่เคยเกิดน้ำท่วมขังไม่สามารถระบายได้ทัน ดังนี้ภาคเหนือ เชียงราย (อ.แม่จัน แม่สาย แม่ฟ้าหลวง) เชียงใหม่ (อ.อมก๋อย), ตาก (อ.ท่าสองยาง แม่สอด แม่ระมาด อุ้มผาง), น่าน (อ.เมืองน่าน บ่อเกลือ ปัว เชียงกลาง ทุ่งช้าง เฉลิมพระเกียรติ สองแคว) โดยเฉพาะจ.น่านซึ่งปัจจุบันมีน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่ อ.เวียงสา อ.ท่าวังผา และอ.แม่จริม ระดับน้ำจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

สร้างกันเอง – สะพานบ้านกอมูเดอ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ถูกน้ำป่าพัดขาดพัง เสียหาย ชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างสะพานชั่วคราวเพื่อใช้สัญจรหลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมาแล้วหลายวัน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนองคาย (อ.เมืองหนองคาย เฝ้าไร่ โพนพิสัย รัตนวาปี), บึงกาฬ (อ.เมืองบึงกาฬ ปากคาด บุ่งคล้า เซกา ศรีวิไล พรเจริญ โซ่พิสัย บึงโขงหลง), นครพนม (อ.เมืองนครพนม ท่าอุเทน ศรีสงคราม บ้านแพง นาทม โพนสวรรค์), สกลนคร (อ.บ้านม่วง อากาศอำนวย)
ภาคตะวันออก ระยอง (อ.เขาชะเมา บ้านค่าย แกลง บ้านฉาง), จันทบุรี (อ.เมืองจันทบุรี ขลุง เขาคิชฌกูฏ ท่าใหม่), ตราด (อ.เมืองตราด คลองใหญ่ บ่อไร่ แหลมงอบ เขาสมิง เกาะกูด เกาะช้าง)
ภาคใต้ ระนอง (อ.เมืองระนอง กะเปอร์ กระบุรี), พังงา (อ.คุระบุรี ท้ายเหมือง), ภูเก็ต (อ.เมืองภูเก็ต กะทู้ ถลาง), สตูล (อ.ละงู) และตรัง (อ.กันตัง สิเกา ปะเหลียน)