คุยแบ่งรมต.หลังลงมติปัดห้ามนั่งกระทรวงเก่าวันนอร์พร้อมนัด18สค.พิธามีลุ้นยกฟ้องม.151ปชป.วุ่นสาธิตขอลงซ่อม

‘วันนอร์’ ขอให้รอศาลรธน. ชี้ขาดคำร้องเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำก่อน ค่อยนัดโหวตรอบสาม ด้านเพื่อไทย ย้ำส่งชื่อเดียว ‘เศรษฐา’ ชิงนายกฯ มั่นใจเสียงหนุน เกินกึ่งหนึ่ง ยันคุยแบ่งเค้ก รมต. หลังโหวตเสร็จ ‘ภูมิธรรม’ ปัดห้ามพรรคร่วมนั่งกระทรวงเดิม เตรียมคุย รทสช.แล้ว ‘วันชัย’ ย้ำ สว.พร้อมโหวตแคนดิดเตนายกฯ เพื่อไทย เลขาฯ ก้าวไกล ห่วงเพื่อไทย ถูกบีบแบ่ง เก้าอี้ครม. กรรมการไต่สวน จ่อชงกกต. ยกคำร้อง ‘พิธา’ ผิด ม.151 ชี้ไม่พบไอทีวี มี รายได้ทำสื่อ ปชป.วุ่น ‘หมอบัญญัติ-สาธิต’ แย่งลงซ่อมสส.ระยอง ม็อบแนวร่วม ธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” แยกราชประสงค์ ปลุกมวลชนช่วยกันส่องไฟ หน้าพรรคเพื่อไทย ทั่วประเทศ

‘วันนอร์’รอศาลรธน.วินิจฉัยก่อน

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาคำร้อง มติรัฐสภากรณีเสนอชื่อโหวตนายกรัฐมนตรีซ้ำได้หรือไม่ ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ก่อนจะนัดประชุมรัฐสภา แต่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนัดประชุมวันที่ 18 ส.ค. หรือ 22 ส.ค. โดยต้องดูหน้างานจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และมี 2 องค์กรที่ต้องช่วยกันพิจารณาคือ หากมีคำวินิจฉัยอย่างไร ต้องประชุมฝ่ายกฎหมายของสภา และประชุมวิป 3 ฝ่าย เพราะเป้าหมายของสภา ต้องการให้มีรัฐบาลโดยเร็ว แต่ก็ต้องเรียบร้อย โดย ไม่ผิดกติกาด้วย

เมื่อถามว่าการเลือกนายกฯ รอบที่ 3 จะผ่านไปเรียบร้อยหรือไม่ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า อยากให้เรียบร้อย แต่อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ที่จะประสานงานกัน ฝ่ายสภามี หน้าที่เตรียมการจัดประชุมให้เรียบร้อย และทุกฝ่ายต้องพร้อม ทั้ง สส.และสว. โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสามารถ นำไปสู่การปฏิบัติได้

ศาลรธน.นัดฟังคำสั่ง 16 สค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 ส.ค. เวลา 09.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรค ก้าวไกล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากมีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาในวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา

เพื่อไทยมั่นใจเสียงหนุนเกินครึ่ง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชี รายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้เรามั่นใจว่าเสียงที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรค เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาแล้ว และเสียงของสว. ที่เราได้รับสัญญาณจากหลายๆ ฝ่าย ก็เห็นว่าส่วนมากได้แสดงท่าทีโหวตสนับสนุนแคนดิเดตของพรรค ซึ่งเราขอขอบคุณ

เมื่อถามว่าสรุปแล้วพรรคของ 2 ลุง เราจะไปเทียบเชิญมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ขณะนี้หากพรรคใด จะมาร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เราก็ไม่ได้ปิดโอกาส เหมือนที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ให้สัมภาษณ์ว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องนี้ยังพอมี เวลาอยู่ ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา ยังไม่ได้นัดวันประชุมเพื่อโหวตนายกฯ

ย้ำเสนอชื่อ‘เศรษฐา’ชิงนายกฯ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีบางฝ่ายมองว่าควรดัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดต นายกฯ แทนนายเศรษฐา ทวีสิน นายประเสริฐกล่าวว่า จริงๆ เราได้พูดคุยกันแล้วว่า จะเป็นนายเศรษฐา และพรรคก็พูดหลายครั้งแล้วว่าเป็นชื่อนายเศรษฐา ฉะนั้นคิดว่าไม่มีการเปลี่ยนอะไรแล้ว

เมื่อถามว่ามีสว. อยากให้นายเศรษฐา เข้าไปชี้แจงในสภา ด้วยตนเอง มีโอกาส ที่จะให้นายเศรษฐา เข้าไปชี้แจงหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องการชี้แจง หากดูตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา หรือการโหวตแคนดิเดตนายกฯ ที่เป็นคนนอกนั้น ข้อบังคับไม่ได้กำหนดให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ต้องเข้าไปในห้องประชุม ฉะนั้น เรื่องนี้ประธานรัฐสภาก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เราจะฟังประธานรัฐสภาเป็นหลัก แต่หากยึดข้อบังคับเป็นหลัก ปกติแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ได้เป็นสส. ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปในสภา

ยันยังไม่คุยแบ่งเค้กรมต.

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความ คืบหน้าในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีว่า ยังไม่มีการพูดคุยกัน ขอตั้งนายกฯ ให้ได้ก่อน ส่วนที่มองว่าต้องคุยกันเรื่องตำแหน่งให้ชัดเจนก่อนโหวตนายกฯ นั้น ตนเข้าใจว่าเป็นอย่างไร แต่การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ เมื่อเราตั้งนายกฯ เรียบร้อยแล้ว เรื่อง ต่างๆ จะมีการพูดคุยกันด้วยดี สำหรับกรณีที่พรรคเก่าจำเป็นต้องคุมกระทรวงเดิมหรือไม่นั้น เป็นเพียงแค่แนวคิด ส่วนการปฏิบัติ ตนขอยังไม่แสดงความคิดเห็น

ปัดห้ามพรรคร่วมคุมกระทรวงเดิม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย ยื่นเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ต้องไม่ห้ามรัฐมนตรีนั่งกระทรวงเดิมว่า ตนยัง ไม่ได้ยินพรรคใดประสานเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่เท่าที่คุยกับหัวหน้าพรรคที่ จะมาร่วมงานกับเพื่อไทย ไม่มีปัญหาที่รุนแรงในเรื่องนี้ ประเด็นที่ว่านายเศรษฐาไปพูด ไม่ให้พรรคที่จะมาร่วมกับเพื่อไทยทำงานกระทรวงเดิมนั้น นายเศรษฐาไม่ได้พูดเป็นหลัก เป็นคำถามจากสื่อว่าหลักการไม่ควรให้นั่งกระทรวงเดิมหรือไม่ ซึ่งนายเศรษฐาพูดเพียงว่าหลักการดูดีเห็นชอบ แต่ต้องดูว่า การเชิญพรรคต่างๆ มาร่วมต้องให้เกียรติและดูความเหมาะสม ไม่อยากให้ยึดติด อยากให้ดูนโยบาย คุณสมบัติของคนที่จะมาทำงานเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่

นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน หน้าที่ของพวกเราต้องประสานงานตั้งรัฐบาลให้ได้ แต่ประเด็น เหล่านี้ต้องดูความเหาะสม นโยบายตัวบุคคล คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เท่าที่คุยกับหัวหน้าพรรคหลักๆ เราพูดเหมือนเดิมว่าอยู่ที่ใครร่วมและส่งสัญญาณเลือกนายกฯ ให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีนายเศรษฐา เป็นนายกฯ หลังจากนั้นมาพูดเรื่องกระทรวงให้สังคมพอใจและ สอดรับนโยบายบายแต่ละพรรคน่าจะดีกว่า ขอความกรุณาจากพรรคร่วมให้ช่วยดูตรงนี้ เอาวาระประเทศวาระประชาชนเป็นที่ตั้ง ดูความเหมาะสมจะแบ่งกันทำงานอย่างไร ทุกเรื่องคุยกันได้ หากใช้เหตุผล อยากให้รอเวลาคุยกันอีกนิดเดียว

จ่อประสานคุยรวมไทยสร้างชาติ

เมื่อถามว่าพรรคต่างๆ อยากให้คุยก่อนโหวตนายกฯ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรารวมเสียงมาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีปัญหา ถึงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้มันชัด ต้องชัดเจนก่อนว่า มีคนพร้อมร่วมรัฐบาลเท่าไร แล้วจะจัดการอย่างไร ตอนนี้เรามี 238 เสียง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บอกจะโหวตให้โดยไม่มีเงื่อนไขก็รวมเป็น 278 เราต้องทำให้ได้ 375 เสียง เท่าที่ฟังพรรคอื่นๆ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็พูดทางบวก ให้ใช้นโยบายเป็นแกนกลางกำหนดนโยบายทำงาน ดูใครเหมาะสม ใครเป็นหลักเป็นรอง ถ้าคุยด้วย ผลประโยชน์ประเทศชาติ คุยได้หมด ตั้งใจว่าเมื่อเลือกนายกฯ แล้ว รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานได้ในเดือนก.ย. คิดว่าจะประเด็นกระทรวงต่างๆ จะเสร็จสิ้นใกล้เคียงกับการโหวตนายกฯ ขอดูเวลาที่เหมาะสม

เมื่อถามว่าได้ประสานงานไปยังพรรค รวมไทยสร้างชาติแล้วหรือยัง จะมีการประกาศชื่อพรรคร่วมอื่นอีกหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า กำลังดำเนินการ ทราบว่าพรรครวมไทย สร้างชาติมีแนวโน้มเป็นบวก เราคุยกันบ้างแล้วตั้งแต่เชิญมารับฟังแนวทางร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ ยืนยันความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา เมื่อเตรียมการเรียบร้อยแล้วจะเชิญพรรค รวมไทยสร้างชาติ มาพูดคุยอย่างเป็นทางการ เมื่อได้ความชัดเจนว่าจะร่วมรัฐบาลกันหรือไม่ จะประกาศอย่างชัดเจนอีกครั้ง

มั่นใจ‘เศรษฐา’ไม่ติดเงื่อนจริยธรรม

เมื่อถามว่าสว.อยากให้นายเศรษฐาไปแสดงวิสัยทัศน์ในสภา นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องถามนายเศรษฐา แต่นายเศรษฐาไม่ใช่ สส. การเข้าไปพูดในสภาอาจลำบาก และที่ผ่านมาไม่เคยมีการแสดงวิสัยทัศน์ การตรวจสอบ ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ เป็นเรื่องจำเป็น ทุกคนตรวจสอบได้ นายเศรษฐาก็พูดชัดเจนแล้วประเด็นที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตั้งคำถามโดยให้บริษัทที่ถูกตั้งคำถามชี้แจง และนายเศรษฐา ก็รักษาสิทธิโดยการฟ้องร้องนายชูวิทย์ ว่าไปตามกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเลี่ยงภาษี แต่เป็นการบริหารจัดการภาษีตามกฎหมาย เป็นหลักการที่มีการสอนกันในมหาวิทยาลัย เมื่อทุกอย่างทำตามกฎหมาย ก็ไม่ผิดจริยธรรม มั่นใจนายเศรษฐา ไม่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติอย่างแน่นอน

ยันไม่เคยบอกก้าวไกลดึง 2 ลุง

นายภูมิธรรมกล่าวถึงแกนนำพรรคเดินทางไปพูดคุยกับพรรคก้าวไกล ที่มีการระบุพรรคไม่ได้บอกรายละเอียดการเดินหน้าตั้งรัฐบาลว่า ขอยืนยันข้อเท็จจริง การไปพบกับพรรคก้าวไกลวันนั้น ไปในฐานะทีมเจรจา ส่วนที่มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปด้วยนั้น พรรคก้าวไกล เป็นคนร้องขอมา เพื่อจะได้สบายใจกันทุกฝ่าย น.ส.แพทองธารก็ไปด้วย เราไม่ปิดบังอะไร ส่วนที่มีรายงานข่าวว่าเราไปแจ้งว่าจะเอา 2 ลุงมาร่วมรัฐบาลนั้น ไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจจะคลาดเคลื่อน เราบอกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดให้เขาสนับสนุนเราเป็นรัฐบาลได้ เพื่อให้เราทำงานได้ แต่พรรคก้าวไกลอยากให้เรากลับไปเป็น 312 เหมือนเดิม ซึ่งเราบอกไปว่าเราอยากตั้งรัฐบาลให้ได้เพื่อเปิดประตู แก้วิกฤต การกลับไปเป็นเหมือนเดิมคือ 312 มันไปไม่ได้ เราต้องเลือกทางเดินอื่นที่มี ไม่กี่ทาง ซึ่งอาจจะขัดใจประชาชนบ้าง แต่พรรค ที่จะมาร่วมกับเราก็มาจากประชาชน

หากพรรคก้าวไกลโหวตให้ เราก็ขอบคุณ ไม่โหวตก็ไม่ว่ากัน หากเขาเป็นฝ่ายค้าน เราเป็นรัฐบาลถ้าทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ให้ประเทศได้ เราพร้อมสนับสนุนนโยบายของเขาที่เป็นประโยชน์ แต่เราจะไม่ยอมเรื่องมาตรา 112 และเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน และในการพูดคุย ตนได้พูดไปว่าหากมีอะไรไม่สบายใจก็ขอโทษ เรามองเรื่องการร่วมมือเป็นหลักจะแก้ปัญหาได้ ถ้าทำงานใหญ่ คิดเรื่องใหญ่ต้องใจใหญ่ คิดเรื่องเล็กทำงานใหญ่ไม่ได้

สว.สมชายจี้ถามตั้งรัฐบาลสลายขั้ว

นายสมชาย แสวงการ สว. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคเพื่อไทย ปิดดีล 315 เสียง จัดตั้งรัฐบาลสลายขั้ว ระบุว่า “คิดกันให้ดี รัฐบาลสลายขั้ว แก้ไขหรือสร้างวิกฤต มติ ครม. วาระแรกด่วน จัดประชามติให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดีลลับฮ่องกง ล้มรัฐธรรมนูญปราบโกง เพื่อใคร เพื่อปากท้องประชาชน?”

วันชัยพร้อมโหวตแคนดิเดตพท.

นายวันชัย สอนศิริ สว. ให้สัมภาษณ์ถึง ท่าทีของสว. โหวตเลือกนายกฯ แคนดิเดต จากพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เสนอใครมา ไม่ว่าจะเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน นายชัยเกษม นิติศิริ หรือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร สว.จะสนับสนุน ไม่ขัดข้อง เราไม่มีข้อแม้เงื่อนไขใดๆ สำหรับบุคคลที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอมา เราไม่ได้ ยึดติดเรื่องตัวบุคคล แต่เรายึดติดว่าใครรวมเสียงข้างมากมาแล้ว เสนอบุคคลใด เราจะสนับสนุนบุคคลนั้น

“หากเอาเรื่องคุณสมบัติ มันมีข้อกล่าวหากันได้ทั้งนั้น ถ้าเอานายชัยเกษมก็จะบอกว่าอายุเยอะเกินไป ถ้าจะเอาน.ส.แพทองธาร ก็บอกว่าเด็กไป ใกล้นายทักษิณ ชินวัตร เกินไป ถ้าเอานายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็จะบอกว่านโยบายกัญชามอมเมาประชาชน นี่คือตัวอย่างว่ากล่าวหา กันได้ ดังนั้น สว.จึงเห็นว่าตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบวินิจฉัย ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ส่วนข้อกล่าวหาต่างๆ ก็กล่าวหากันไป”

เมื่อถามว่าข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่ใช่ประเด็นที่สว.จะนำมาพิจารณาแคนดิเดตจากเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า เหมือนที่ตนยืนยันว่า ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือหน่วยงานองค์กรใดวินิจฉัย ยังต้องถือว่าบุคคล นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จะเอาเพียงข้อกล่าวหา มาเป็นเหตุไม่โหวตให้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

ไม่กังวลฝ่ายการเมืองต่อรองเก้าอี้

นายวันชัยกล่าวว่า โดยหลักการแล้ว สว. ไม่มีข้อขัดข้องต่อคนที่พรรคที่รวมเสียง ส่วนใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีบางคน บางกลุ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องปกติจะให้เหมือนกัน 100% คงเป็นไปไม่ได้

เมื่อถามว่าการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไปจะเรียบร้อย และได้บุคคลที่จะเป็นนายกฯ เลยหรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า เชื่อว่าได้ตัว นายกฯ แน่นอน และคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีประเด็นอื่นใดที่จะทำให้การโหวตนายกฯ ล่าช้าเกินไป เพราะสว.ก็อยากให้โหวตเพื่อจะได้นายกฯ โดยเร็ว

เมื่อถามถึงพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้แบ่งกระทรวงให้ชัดเจนก่อนโหวตนายกฯ อาจกระทบต่อการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนนายเศรษฐา กังวลต่อประเด็นนี้ หรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ซึ่งเขาจะมีข้อสรุปหรือหยุดชะงักอย่างไร เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ส่วนสว.มีหน้าที่เตรียมตัวโหวต และพร้อมจะโหวตให้เสียงข้างมาก ที่ไม่มีประเด็นเรื่องมาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกล

กิตติศักดิ์เชื่อนายกฯไม่ใช่‘เสี่ยนิด’

ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. ให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจว่าบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่นายเศรษฐา ส่วนน.ส.แพทองธาร ก็คงไม่เอา เพราะครอบครัวไม่ให้มา ขณะที่ นายชัยเกษม ก็มาไม่ได้เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง จึงยังชี้ไปที่ 2 ลุงที่เหลือที่จะเป็นแคนดิเดต นายกฯ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือลุงป้อม หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กับ นายอนุทิน หรือลุงหนู ซึ่งตนไม่กลัวว่าจะแสดงความเห็นผิด ถ้าผิดก็หน้าแตกไป แต่ขอยืนยันแบบนี้ โดยพรรคเพื่อไทยจะต้องส่งไม้ต่อ เพราะเรื่องกำกวมกับพรรคก้าวไกล และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล้วนเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อการสร้างประเด็นความขัดแย้ง จึงจะออกมาในลักษณะว่า หากนายเศรษฐาไม่ถอยเอง หากได้เข้าไปในสภาก็ไม่น่าจะผ่าน

เมื่อถามว่าแสดงว่าปัญหาของเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ แต่เป็นเรื่องความชัดเจนต่างๆ ใช่หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนคิดว่าการจะได้นายกฯ และรัฐบาล ควรจะแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจ แต่พรรคเพื่อไทย กลับต้องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน เรามองไปในทางเดียวกันว่าแก้เพื่อใคร แก้เพื่อต้องการให้ใครกลับบ้าน ตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจสร้างความขัดแย้ง จึงเห็นว่าน่าจะเป็นเงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยจะส่ง แคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้

เชื่อโดนอภิปรายอ่วมแน่

“ในวันโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไป เชื่อว่าจะดุเดือด ดูแล้วจะมีการอภิปรายกันสนั่นลั่นทุ่ง หากมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา เชื่อว่าจะเจ็บตัวพอสมควร คงมีการอภิปรายกันหนักมาก เพราะเท่าที่ฟังข้อมูลหลายด้านค่อนข้างหนักพอสมควร” นายกิตติศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่าสว.คนอื่นๆ มีความเห็นเหมือนนายกิตติศักดิ์ มากน้อยอย่างไรบ้าง นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ในวงสนทนาเรามีผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ก็มีความเห็นแนวทางคล้ายๆ กับตน รวมถึงพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว. ก็ให้สัมภาษณ์แล้วว่าไม่เอาทั้งนายเศรษฐา และไม่เอาพรรคเพื่อไทย

กก.ห่วงพท.ถูกบีบแบ่งเก้าอี้ครม.

ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการถามความเห็นประชาชนในการโหวตเลือกนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นเรื่องที่ สส.ทำกันเอง พรรคไม่ได้มอบหมาย ซึ่งจะนำเรื่องนี้กลับมาพูดคุยกันอีกครั้งในการประชุม สส. วันที่ 15 ส.ค. เวลา 14.00 น. ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุป

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย เริ่มถูกกระแสกดดันจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขอให้จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนโหวตนายกฯ รวมถึงปัญหาเรื่องตัวแคนดิเดตนายกฯ นายชัยธวัชกล่าวว่า การจัดแบ่งตำแหน่งคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องปกติในการจัดตั้งรัฐบาล ในทางปฏิบัติก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องทำควบคู่กันไป เรามองด้วยความเป็นห่วงว่า การจัดตั้งรัฐบาลในสถานการณ์แบบนี้ จะถูกเข้ามากำกับควบคุมโดยขั้วอำนาจเดิมมาก เป็นสิ่งที่น่าจะปฏิเสธได้ยาก

รอคุย‘ปดิพัทธ์’หลังตั้งรัฐบาล

ส่วนพรรคก้าวไกลอยากให้กลับมาเป็น 312 เสียงเหมือนเดิมหรือไม่นั้น นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของพรรค เพื่อไทย ตอนนี้พรรคก้าวไกลอยู่ในโหมดเตรียมตัวทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน เราก็ใช้ช่วงเวลานี้เตรียมงานภายในพรรค พัฒนาศักยภาพความพร้อมในการทำงานของ สส.ใหม่

เมื่อถามถึงนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 ทวีตข้อความยืนยันว่าไม่ลาออกง่ายๆ หลังพรรคก้าวไกล ถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านนั้น นายชัยธวัชกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน คงต้องคุยกันอีกครั้งหลังจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

‘ทิม’นำพงศธรสมัครซ่อมระยอง

นายชัยธวัชกล่าวว่า ในวันที่ 15 ส.ค. เวลา 08.00 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และตน พร้อมด้วยนายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ หรือโย ว่าที่ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3 จะเดินทางไปว่าการอำเภอแกลง เพื่อสมัคร รับเลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3 หลังได้หมายเลขผู้สมัครแล้ว จะรีบประชาสัมพันธ์ ทั้งในอ.แกลง และอ.เขาชะเมา เพราะยังกังวลว่ามีประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งซ่อม และตามปกติ การเลือกตั้งซ่อม ประชาชนจะไม่ตื่นตัวเท่ากับเลือกตั้งทั่วไป ยืนยันจะสู้เต็มที่เพราะเท่าที่ได้ไปสัมผัสพูดคุยกับประชาชน ก็ทำให้มีความมั่นใจว่าพรรคก้าวไกลยังอยู่ในใจประชาชน

ปชป.วุ่น‘บัญญัติ-สาธิต’แย่งลงสส.

นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีตสส. 3 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลงสมัครครั้งที่แล้วได้อันดับ 3 แพ้ให้กับพรรคก้าวไกลที่มาเป็นอันดับ 1 เปิดเผยว่า การเลือกตั้งซ่อม เขต 3 ระยอง ที่จะเปิดรับสมัครวันที่ 15-17 ส.ค. ตนมีความพร้อมลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่ เคยดำรงตำแหน่ง สส.มาถึง 3 สมัย แต่ต้องรอมติจากพรรคว่าจะเลือกส่งใครลงสมัคร เพราะมีผู้สมัครเสนอชื่อเพิ่มอีก 3 คน ประกอบด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.เขต 1 ระยอง นายธารา ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.เขต 4 ระยอง และนายทักษิณ ปิตุเตชะ ผู้สมัคร สส.เขต 1 ระยอง ซึ่งทั้งหมดแพ้ให้กับพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คาดว่ามติพรรคจะสรุปภายในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายนครชัย ขุนณรงค์ ลาออกจาก สส.เขต 3 ระยอง นพ.บัญญัติ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าพร้อมลงชิงชัย โดยข่าววงในฝั่งตระกูลปิตุเตชะ เตรียมส่ง นายสาธิต ลงสู้ พร้อมเจรจากับ 2 พรรคให้งดส่งผู้สมัคร แล้วมาสนับสนุนนายสาธิต สู้กับพรรคก้าวไกล เพื่อส่งให้นายสาธิต กลับเข้าสภาอีกครั้ง แต่ปรากฏว่านพ.บัญญัติ ไม่ยอมถอย ขอปักหลักสู้อีกครั้ง แม้จะมีการเจรจากันเพื่อเปิดทางให้นายสาธิตลงสมัครก็ตาม

จ่อชงยกฟ้อง‘พิธา’รู้แต่ฝืนสมัคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สำนวนการสอบสวนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรณีรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.มาตรา 151 เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งสส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) เพราะเหตุมีชื่อถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ได้ถูกส่งมายังชั้นสำนักงาน กกต.นั้น มีรายงานว่า ผลสอบที่คณะกรรมการไต่สวนดำเนินการเสร็จสิ้น ได้เสนอความเห็นว่า เห็นควรให้ยกคำร้อง ด้วยเหตุผลว่า การดำเนินการตามมาตรา 151 เป็นคดีอาญาที่ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน แต่ขณะเปิดสมัครรับเลือกตั้งส.ส. วันที่ 4-7 เม.ย.2566 ไม่พบว่าบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) มีการประกอบกิจการอยู่และมี รายได้จากการทำสื่อ

ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนและเสนอรายงานไปยังเลขาธิการกกต. ซึ่งได้มอบรองเลขาธิการกกต. ดำเนินการจ่ายสำนวนดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้งพิจารณา ตามที่ระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด 2563 กำหนด ก่อนเสนอให้กกต.วินิจฉัย

รอลุ้นอนุฯวินิจฉัยสอบเพิ่ม

การพิจารณาเรื่องร้องเรียน ร้องคัดค้าน ของคณะอนุฯ หลายกรณีเมื่อสอบสวนแล้ว ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการไต่สวน เมื่อคณะอนุฯ เห็นว่ามีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อสงสัยก็จะสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง ซึ่งกรณีนี้ คาดว่า คณะอนุฯ จะมีการสอบสวนเพิ่มเติม และแจ้งให้นายพิธามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะรอคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีกกต.ยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ขอให้วินิจฉัยสถานะสส.ของนายพิธา จากเหตุเดียวกัน ก่อนจะสรุปสำนวนพร้อมความเห็นเสนอกกต.พิจารณา เช่นที่เคยดำเนินการกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อครั้งถือหุ้นสื่อ บริษัท วีลัค มีเดีย จำกัด

สำหรับการดำเนินการตามมาตรา 151 หากที่สุดกกต.มีมติเห็นว่า ผู้สมัครรายนั้นรู้ อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ ยังคงลงสมัคร ก็จะให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน และเมื่อพนักงานสอบเสร็จจะส่งเรื่องให้อัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา

กรณีนายธนาธร แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 แต่เมื่อกกต.ดำเนินคดีอาญา อัยการกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยมาตรา 151 กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังสมัคร ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น 20 ปี

พท.ปิดทางเข้าพรรคป้องถูกป่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์ ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุด พรรคปิดทำการ ไม่มีบุคคลสำคัญเข้ามาปฏิบัติงานที่พรรค ทั้งนี้ ยังคงมีแผงเหล็กปิดกั้นประตูทางเข้า มัดด้วยสายเคเบิลไทร์อย่างแน่นหนาทั้งประตูเข้า-ออกสองฝั่ง ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา มีกลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวมาทำกิจกรรมหน้าที่ทำการพรรค วันนี้จึงยังมี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมายืนประจำการ 5-6 คน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นอีก

ม็อบชวนส่องไฟฉายหน้าพท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุม นัดทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ในเวลา 17.00 น. เดินจากแยกปทุมวัน มุ่งหน้าแยกราชประสงค์ ปรากฏว่าเวลา 15.30 น. เริ่มมีมวลชนมา รวมตัวรอร่วมทำกิจกรรมอยู่บริเวณลาน หน้าหอศิลป์ โดยมีแกนนำ อาทิ น.ส.กัลยากร สุนทรพฤกษ์ นายสามารถ ปุยปัญจะ นาง วรวรรณ แซ่อั้ง นางสาคร คำแถลง นายณัฐพงศ์ มาลี นายพนัส พลายบัว นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังพบกลุ่มไอลอว์ นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ มาตั้งโต๊ะเพื่อขอชื่อประชาชนเพื่อเสนอคำถามประชามติ ในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจากสน.ปทุมวัน มาคอยดูแลความเรียบร้อย

ทั้งนี้ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ และกลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น ผลสรุปว่าฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ เพราะเนื่องด้วยกลยุทธ์ของเผด็จการที่วางเหล่า สว.ไว้เป็นจระเข้ขวางคลองงดออกเสียงขวางมติของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย มิหนำซ้ำ พรรคฝ่ายประชาธิปไตยดันไปเห็นดีเห็นงามและพร้อมผสมพันธุ์กับพรรคที่ฝักใฝ่รับใช้เผด็จการ และมีแนวโน้มที่จะขยับไปผสมพันธุ์กับพรรคเผด็จการ

จึงขอเชิญชวนประชาชนและทุกกลุ่มองค์กรทั่วประเทศ มาร่วมทำกิจกรรมส่อง ไปให้ทางประชาธิปไตย ด้วยการรวมตัวส่องไฟฉาย ที่ทำการพรรคเพื่อไทยทุกสาขา หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ จนกว่าจิตวิญญาณประชาธิปไตยจะหวนคืนสู่พรรคเพื่อไทย

อาลัยเหยื่อ53 – ผู้ชุมนุมขบวน#ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย เดินเท้าจากแยกปทุมวัน หยุดอยู่ที่ป้ายวัดปทุมวนาราม พร้อมสาดส่องแสงเทียน ไฟฉาย สาดแฟลชมือถือ และวางดอกไม้อาลัยเหยื่อที่ถูกสลายการชุมนุมเดือนพฤษภา 2553 ก่อนจะมุ่งหน้าราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.

ไว้อาลัยหน้าวัดปทุม-ส่องไฟ

เวลา 18.07 น. ทางแกนนำให้ตั้งขบวน โดยมีรถหกล้อบรรทุกเครื่องขยายเสียง นำหน้า มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินตามด้านหลัง ระยะทาง 3 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางทางกลุ่ม ผู้ชุมนุมได้หยุดอยู่ตรงหน้าวัดปทุมวนาราม เพื่อยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต 6 ศพ ที่ เสียชีวิตภายในวัด โดยยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 20 นาที ก่อนที่ประชาชนนำดอกกุหลาบและเทียนไปวางรำลึกใต้ต้นไม้ และหน้าป้าย วัดปทุมวนาราม จากนั้นจะเดินขบวนต่อไปที่แยกราชประสงค์ เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ก่อนยุติการชุมนุม

แดงสมุทรสาครเผาหุ่นทักษิณ

เมื่อเวลา 15.30 น. กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ จ.สมุทรสาคร กว่า 50 คนนำโดยนายวัชรินทร์ ทิพย์มงคล รวมตัวกันในซอยศาลเจ้าอาม้า ต.ตลาดกระทุ่มแบน อ.กระทุ่มแบน เพื่อมาพบปะพูดคุยกันพร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ โดยทำหุ่นฟางที่ติดใบหน้ารูปนายทักษิณ ชินวัตร และสวมเสื้อสีแดงที่สกรีนใบหน้านายทักษิณ เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังนำเสื้อแดง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เคยใช้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต อาทิ ตีนตบ นกหวีด รูปนายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย มาวางกองรวมกันไว้ ก่อนจุดไฟเผา ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาเพื่อประกาศเจตนารมณ์สิ้นสุดความเป็นคนเสื้อแดง และเพื่อแสดงออกถึงการ เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงที่สูญเสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ในอดีต ก่อนอ่านแถลงการณ์ระบุ การกระทำของพรรคเพื่อไทยที่ไปจับมือกับพรรคเผด็จการ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจะไม่เป็นนั่งร้านของพรรคนี้อีกต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน