ล่าบัญชีม้าซ้ำเติมหนี้ต้นเหตุคดีสลดปากน้ำ

ตร.เร่งคดีฆ่า 3 ศพ ออกหมายจับ 5 บัญชีม้า ต้นเหตุเครียด จนผัวก่อเหตุสลด ฆ่าลูกเมีย
แล้วปาดคอตัวหวิดดับ พร้อมออกหมายจับมือมีด ที่อาการดีขึ้น ขณะสพม.สมุทรปราการแจงวุ่น ปมเปิดรับบริจาคได้ถึง 2 ล้าน ยันช่วยจัดงานเหลือทำบุญ ส่วนกรณีแย่งจัดงานศพจบแล้ว ญาติเมียยอมให้จัดที่กำแพงเพชร

จากกรณี นายสาณิช (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ก่อเหตุฆ่าปาดคอน.ส.วิภาพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ภรรยา พร้อมลูกชายอายุ 11 ขวบ และ 13 ปี รวม 3 ศพ ก่อนปาดคอตนเอง หวังจบชีวิตตามไปด้วย แต่ได้รับการช่วยเหลือในสภาพอาการสาหัส ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สาเหตุเนื่องจากเจอทางตันหนี้สินจากการค้ำประกันเงินกู้ แถมเคราะห์ซ้ำถูกแอพฯ เงินกู้หลอกโอนเงินสูญกว่า ล้านบาท ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รองผบช.สอท. เปิดเผยกรณีเกิดเหตุสามีฆ่าภรรยาและลูกรวม 3 ศพ เนื่องจากปัญหาหนี้สิน โดย 1 ในสาเหตุเชื่อว่าเกิดจากภรรยาผู้ก่อเหตุ ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากหลายที่เป็นเงินกว่า 1.7 ล้านบาท ทำให้ถูกเจ้าหนี้มาตามทวงทุกวันว่า จากการตรวจสอบขณะนี้พบเงินของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีม้า 2 แถว รวม 8 บัญชี ส่วนชื่อผู้เปิดบัญชีม้ามี 5 รายชื่อ ซึ่งพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ได้ออกหมายจับไปตามรายชื่อ 5 รายชื่อทั้งหมดแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมตามหมายจับทั้งหมด

ขณะเดียวกันพบว่ามีเงินของผู้เสียหายที่ถูกโอนไปยังบัญชีม้าถูกเบิกออกมาเป็นเงินสด และถูกโอนไปต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวผู้กดเงินจากบัญชี รวมถึงประสานกับทางธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและติดตามกลุ่มดังกล่าวว่ามีใครเกี่ยวข้อง เพิ่มเติมด้วย

แจ้งจับลูกเขย – นายสุรศักดิ์ ราชา พ่อเลี้ยงน.ส.วิภาพร แจ้งจับนายสาณิช สามีของลูกสาว ผู้ก่อเหตุฆ่าน.ส.วิภาพรและลูกชายรวม 3 ศพ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ขณะที่นายพิเชษฐ์ พี่ชายของนายสาณิช (ภาพเล็ก) โชว์หนังสือขอรับศพทั้ง 3 ไปประกอบพิธีที่จ.กำแพงเพชร เมื่อ 29 ส.ค.

ทั้งนี้ ตำรวจได้แจ้งเตือนประชาชน กรณีการกู้เงินออนไลน์ทุกรูปแบบหากไม่แน่ใจควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเป็นแหล่งเงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีการเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนดหรือไม่ เพราะปัจจุปันคนร้ายจะสร้างกับดักออนไลน์เอาไว้ หากประชาชนตกเป็นเหยื่อจะกู้เงินแต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีการโอนเงินไปก่อนนั้นอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะการกู้เงินทั้งออนไลน์และ ออฟไลน์จะไม่มีการให้ผู้กู้โอนเงินไปก่อนแน่นอน ส่วนกรณีที่ถูกคนร้ายโทร.มาหลอกสามารถบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานเพื่อเตือนภัยได้ แต่ระมัดระวังการบันทึกภาพเพราะหากไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จริง ก็อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลได้

วันเดียวกัน พล.ต.ต.พัลลพ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับแล้ว 6 ราย เป็นบัญชีม้าแถวแรกที่ผู้ตายโอนเงินไปให้แก๊งมิจฉาชีพ 5 ราย ส่วนอีกรายเป็นหมายจับนายสาณิช ผู้ก่อเหตุ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างการสอบสวนพยานเพิ่มเติมให้รอการแถลงอีกครั้ง

ทั้งนี้เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ นายสุรศักดิ์ ราชา อายุ 66 ปี พ่อเลี้ยงของน.ส.วิภาพร ที่ถูกนายสาณิช สามีฆ่าปาดคอ พร้อมลูกชายรวม 3 ศพ เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวจากจ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายสาณิช ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมีพ.ต.ท.รังสรรค์ คำสุข รองผกก.สอบสวน รักษาราชการแทนผกก.สภ.บางแก้ว รับแจ้งความไว้ในครั้งนี้

โดยนายสุรศักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทางญาติของนายสาณิชชิงมารับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จ.กำแพงเพชรว่า ตนไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงรับศพกลับไปที่ จ.กำแพงเพชร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะนำศพลูกสาวและหลานชายทั้งสองมาตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่วัดหนามแดง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากมีญาติ พี่น้องที่ทำงานในพื้นที่แห่งนี้และเพื่อความสะดวกต่อทั้งสองฝ่าย แต่พอเดินทางมาถึง กลับทราบว่าทางครอบครัวของลูกเขยนำศพไปกำแพงเพชรแล้ว ในฐานะของบิดาของน.ส.วิภาพรไม่ยอมและต้องนำศพลูกสาวและหลานชายทั้งสองกลับมาที่วัดหนามแดง ซึ่งคงต้องไปคุยกับทางนั้นอีกครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายสุรศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า ที่อยากรับศพลูกและหลานมาจัดการที่วัดหนามแดง เพราะแม่ของเขา เสียชีวิตที่นี่และเคยไว้ที่วัดหนามแดง อยากให้ลูกสาวและหลานมาอยู่กับแม่เขา นี่คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก ส่วนประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องเงินบริจาคนั้น ไม่เคยทราบเรื่องมากก่อน แต่พอกลายเป็นกระแสนั้น ตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ยื้อที่จะเอาศพลูกสาวมาที่วัดหนามแดง และตัดสินใจแล้วว่ามอบหมายให้ทางจ.กำแพงเพชรดำเนินการตามประเพณี ส่วนตนเองและครอบครัวก็จะเดินทางไปร่วมงานที่จ.กำแพงเพชร เพื่อความสบายใจและไม่อยากให้สังคมตราหน้าว่าแย่งศพกัน ส่วนลูกเขยก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ในส่วนตัวก็อโหสิกรรมให้กับลูกเขยที่ก่อเหตุ ทั้งนี้อาจจะขอนำกระดูกกลับมาไว้ร่วมกับแม่เขาที่ วัดหนามแดง

ที่จ.กำแพงเพชร เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 28 ส.ค. ครอบครัวของนายสาณิชลำเลียงศพทั้ง 3 ศพ เดินทางมาที่ศาลาวัดถนนงาม หมู่ที่ 1 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลภายในศาลาวัดดังกล่าว โดยมีพระครูจาบจากวัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ เป็นผู้นำศพทั้งสามมา เนื่องจากเป็นกรรมการสถานศึกษาของ บรรดาเด็กๆ ที่เสียชีวิต เพื่อเตรียมให้ญาติบำเพ็ญกุศลศพตามพิธีกรรมทางศาสนา

พระครูจาบเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าว ตนและบรรดาลูกศิษย์ที่ทราบข่าวได้รวบรวมปัจจัยเป็นค่าน้ำมันรถและค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง นำศพมาบำเพ็ญกุศลดังกล่าว

นายพิเชษฐ์ พี่ชายของนายสาณิช ผู้ก่อเหตุกล่าวว่า เบื้องต้นยืนยันว่าได้รับศพมาถูกต้องตามกฎหมาย และจะดำเนินการตั้งศพทั้ง 3 บำเพ็ญกุศลที่วัด จนถึงการพิธีฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 2 ก.ย. หากญาติทางโน้นจะมารับศพไป ทางนี้ยืนยันว่าไม่ให้ศพไปอย่างแน่นอน แต่ให้สามารถมาร่วมงานได้ ส่วนน้องชายผู้ก่อเหตุตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังคงต้องรักษาตัวอยู่ เพราะบาดเจ็บสาหัส ส่วนเงิน 2 ล้านกว่าบาทที่เปิดรับบริจาคนั้น ตนไม่ทราบเรื่องการรับบริจาคอะไรด้วยเลย ในความตั้งใจจริงของตนที่ไปรับศพทั้ง 3 มานั้น เพื่อที่จะมาบำเพ็ญกุศลตามศาสนาเพียงเท่านั้น ส่วนเงินในการทำศพ ยืนยันว่ามีกำลังพอที่จะดำเนินการ โดยไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคแต่อย่างใด ทั้งนี้การที่สพม.และทางโรงเรียนของเด็กทั้ง 2 จะนำเงินมามอบให้เพื่อจัดการงานศพ ยังไม่ได้รับการประสานเข้ามาว่าจะมาในวันใด ขอจัดการเรื่องงานศพให้แล้วเสร็จก่อน

ขณะที่นายวัชรินทร์ โตขาว รองผอ.สำนัก งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จ.สมุทรปราการ ในฐานะผู้กำกับดูแลเรื่องเงินบริจาคของโรงเรียนบางแก้วประชาสรรค์ ชี้แจงและระบุยืนยันเกี่ยวกับเงินบริจาคว่า ได้เปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือผ่านบัญชีของทางโรงเรียน ให้กับเด็กนักเรียนที่เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เนื่องจากได้รับรายงานจากทางโรงเรียนว่าคงจะต้องช่วยเหลือเปิดรับบริจาคเรื่องการจัดงานศพ เพราะทางนักเรียนไม่มีญาติ จึงเดินทางไปที่โรงพักไปพบกับพี่ชายของผู้ก่อเหตุ ก็ติดต่อทั้ง 2 ฝ่าย ให้พูดคุยกันให้เข้าใจ ว่าจะเอาศพไว้วัดไหน โดยทางโรงเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงบ่ายก็พบว่ายอดบริจาคสูงถึง 2,39,0000 บาท ซึ่งก็ปิดรับบริจาคไปแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ตอนนี้เงินบริจาคอยู่ในบัญชีของโรงเรียนยังไม่ได้เบิกไปใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้น และยังไม่มีญาติฝ่ายใดติดต่อเข้ามาสอบถาม

ส่วนหลังจากงานศพก็จะนำเงินที่เหลือจากการจัดการศพ เบื้องต้นคาดว่าจะนำเงินไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลเพื่อให้ทุกคนได้สบายใจ และอุทิศบุญกุศลให้กับผู้เสียชีวิต ตามจุดประสงค์ที่คนบริจาคเข้ามาเพื่อทำบุญ โดยทุกขั้นตอนทางโรงเรียนบางแก้วประชาสรรค์จะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งก็ยอมรับว่าทางโรงเรียนมีเวลาคิดเรื่องนี้น้อยไปหน่อย ยังกังวลเรื่องข้อกฎหมาย ตอนนี้ก็อยากให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินทั้งหมดยังอยู่ในบัญชีของโรงเรียน ยังไม่ได้เบิกมาใช้จ่ายใดๆ ส่วนที่ตัดสินใจเปิดรับบริจาคก็เพราะว่าญาติบอกว่าไม่สามารถจัดงานได้เพราะไม่มีเงิน ทาง ผอ.โรงเรียนบางแก้วประชาสรรค์ ก็อยากช่วยโดยความบริสุทธิ์ใจ

วันเดียวกัน ที่สภ.บางแก้ว นางนิภาลัย (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี พร้อมเพื่อนร่วมงานผู้ตาย 7 คน เดินทางเข้าแสดงความบริสุทธิ์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจวว่า พวกตนเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานที่ให้ยืมเงินเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มเงินกู้นอกระบบ โดยเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา น.ส.วิภาพรส่งข้อความแจ้งว่าติดปัญหาเรื่องบ้านขอยืมเงินสามแสน แต่ให้ยืมไปแค่หนึ่งแสนบาท ส่วนคนอื่นก็แสนสองแสน สูงสุดคือพี่ที่ทำงานอีกคนที่โดนยืมไปเก้าแสนบาท รวมทั้งหมดที่มาวันนี้ 1,390000 บาท ส่วนตัวไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้ ที่ให้ยืมเพราะรู้จักกันมานานเป็นสิบปี หลังจากที่ให้ยืมไปแล้ว ทางผู้ตายโทร.มาพูดคุยเรื่องที่ถูกแอพโกงไป ก็ทวงถามไปว่าจะใช้เงินคืนยังไง ทางผู้ตายก็ร้องไห้ขอโทษตน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน