แย้มถ้าทักษิณพ้นโทษจะขอปรึกษาเรื่องงานก้าวไกลเซ็งชวด‘ปธ.’ปราบทุจริต-แรงงาน
‘เศรษฐา’ปลื้ม‘ไบเดน’ผู้นำสหรัฐร่วมยินดีที่ได้เป็นนายกฯ กางยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมไทยในเวทียูเอ็น ให้สัมภาษณ์สื่อตปท. แย้มถ้า‘ทักษิณ’พ้นโทษ ไม่ไปขอความเห็นเรื่องการทำงานคงไม่ฉลาดนัก ครม.ออกกฎเหล็ก ห้ามรัฐมนตรี-ข้าราชการให้ข่าวสื่อมวลชน ฝ่าฝืนฟันวินัยร้ายแรง ปลดออก-ไล่ออก อ้างความมั่นคง-ประโยชน์แห่งรัฐ ก้าวไกลฟาด ใช้มาตรฐานจริยธรรมตัดสิทธิการเมือง ‘ช่อ’ ชี้เป็นกลไกแฝงในรธน.ต้องแก้ใหม่ทั้งฉบับ เคาะเก้าอี้ประธานกมธ.ยก 3 ก้าวไกลเซ็งชวดป.ป.ช.-แรงงาน ชี้รัฐบาลบิ๊กตู่ใจกว้างกว่า ป.ป.ช.จ่ออุทธรณ์ หลังศาลยกฟ้อง‘พ่อ-ลูก วิลาวัลย์’ คดีรุกป่าเขาใหญ่
ครม.ออกกฎปิดปากรมต.-ขรก.
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2566 ได้มติเห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการรักษาความลับของทางราชการที่เกี่ยวข้อง กับการประชุม ครม. และการให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้
1.ให้ยกเลิกมติครม.เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2542 (เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขมติครม.ที่เกี่ยวกับการรักษาความลับของทางราชการ และการให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน) วันที่ 11 พ.ค.2547 (เรื่อง การรักษาความลับของทางราชการ) และวันที่ 22 พ.ย.2554 (เรื่อง การรักษาความลับในการประชุมครม.)
2.แนวทางปฏิบัติในการรักษาความลับของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครม.และการให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน โดยให้รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าร่วมการประชุมครม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครม.ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
2.1 ให้รักษาความลับหรือเอกสารของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครม. โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ลับที่สุด ลับมาก และลับ ตามชั้นความลับที่ได้กำหนดไว้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและประโยชน์แห่งรัฐ
ทั้งนี้ กรณีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครม. เลขาธิการครม.หรือรองเลขาธิการครม.ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตามเงื่อนไขที่สำนักเลขาธิการครม.กำหนดตามในมาตรา 20 (1) แห่งพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
2.2 การพิจารณาหารือหรืออภิปรายของครม.ในการประชุมครม.ให้ถือเป็นความลับของทางราชการ ดังนั้น รัฐมนตรี ผู้เข้าร่วมการประชุม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุม พึงระมัดระวังและไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องที่พิจารณาในที่ประชุมครม.
ฝ่าฝืนฟันวินัย-ปลดออก-ไล่ออก
2.3 ในการจัดทำระเบียบวาระการประชุมครม. หากหน่วยงานเจ้าของเรื่องเห็นว่าเรื่องที่เสนอครม.เป็นเรื่องที่มีชั้นความลับ มีความอ่อนไหว และมีผลกระทบสูงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ของประเทศชาติ หากถูกนำไปเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง
2.4 ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องระบุไว้ในหนังสือนำส่งเรื่องเสนอครม.ให้ชัดเจนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีชั้นความลับ มีความ อ่อนไหว และมีผลกระทบสูงอย่างไร หรือหากสำนักเลขาธิการครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าลักษณะดังกล่าว สำนักเลขาธิการครม.จะจัดทำระเบียบวาระการประชุมครม. โดยจะแจกเอกสารระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในระบบเรียกดูระเบียบวาระการ ประชุมครม.ด้วยเครื่องแท็บเล็ต (M-VARA) และหลังจากครม.พิจารณาแล้วเสร็จจะถอนเรื่องออกจากระบบ M-VARA ทันที
ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐดูแล และระมัดระวังมิให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารการประชุมครม.เปิดเผยเอกสารดังกล่าวก่อนการประชุมครม.
2.5 กรณีมีผู้นำเอกสารหรือข้อความซึ่งเป็นความลับของทางราชการไปเผยแพร่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่ได้รับความเสียหายพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย เช่น กรณีข้าราชการพลเรือนฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามมาตรา 82 (6) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาความลับของทางราชการ
“โดยหากฝ่าฝืน ข้าราชการพลเรือนผู้นั้นถือเป็นผู้กระทำผิดวินัยตามมาตรา 84 และหากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงกรณีจะถือว่าข้าราชการพลเรือนผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (7) ทั้งนี้ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยตามมาตรา 97 กล่าวคือ ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี”

โอท็อป – นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวจัดงาน โอท็อป มิดเยียร์ 2023 ที่สุดแห่งภูมิปัญญา รังสรรค์จากการพัฒนา เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย ที่ศูนย์การค้าเอ็ม ควอเทียร์ กรุงเทพฯ
ต้องยึดประโยชน์ของประเทศ
อนึ่ง ตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2564 ได้วางหลักเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมในเรื่องการรักษาความลับของทางราชการไว้เช่นเดียวกันตามข้อ 7 (3) กล่าวคือ ข้าราชการการเมืองต้องยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยอย่างน้อยต้องไม่นำข้อมูลข่าวสารอัน เป็นความลับของทางราชการซึ่งตนได้มาในระหว่างอยู่ในตำแหน่งไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เอกชนทั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง และข้อ 8 (5) กำหนดให้ข้าราชการการเมืองต้องรักษาความลับของทางราชการ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
2.6 เรื่องใดที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือประเทศชาติโดยส่วนรวม เมื่อครม.มีมติแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่รับผิดชอบเป็นหน่วยงานหลักชี้แจงต่อสาธารณชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเพิ่มเติมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
กรณีเป็นเรื่องที่ครม.มีมติเห็นชอบหรืออนุมัติตามมติของคณะกรรมการต่างๆ แล้ว ให้ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการชี้แจงในทำนองเดียวกันด้วย
2.7 ให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจให้ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมครม. มติครม. การดำเนินงานของ ครม. รัฐมนตรี หรือกระทรวง กรม ตลอดจนชี้แจงต่อสาธารณชนเมื่อปรากฏว่ามีการเสนอข่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงหรือไม่ ถูกต้องครบถ้วนอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคลากรหรือรัฐบาล หรือการปฏิบัติ ผิดพลาดได้ ทั้งนี้ อาจขอให้โฆษกกระทรวงเป็นผู้แถลงข่าว หรือออกคำชี้แจงเอง หรือ ร่วมกันแถลงข่าว หรือชี้แจงด้วยก็ได้
‘นิด’โชว์ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม
เวลา 11.00 น. วันที่ 20 ก.ย. ตามเวลา ท้องถิ่น (สหรัฐช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมง) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชา ชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 78 (UNGA78) ระหว่าง 18-24 ก.ย.
นายเศรษฐากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นปัญหาเร่งด่วนและร้ายแรง รัฐบาลจะร่างแผนพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่ มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เตรียมการยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และดำเนินโครงการนำร่องโดยใช้แนวความคิดจากเกษตรกรรมยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมต่อยอด และกำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการรถไฟฟ้าสีเขียว สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อปและการวัดไฟฟ้าแบบสุทธิเพื่อจูงใจการผลิตพลังงานสะอาด ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ.2037 (พ.ศ.2580) และส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว ผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ
เวลา 11.49 น. ที่ Trusteeship Council Chamber นายเศรษฐากล่าวถ้อยแถลงใน การระดมทุนเพื่อการพัฒนา ในการประชุม High-Level Dialogue on Financing for Development หัวข้อ “Financing the SDGs for a world where no one is left behind” เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการระดมทุนเพื่อการพัฒนาในทุกมิติ สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเสนอให้ปฏิรูปสถาปัตย กรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเงินทุนเพื่อการพัฒนาอย่างครอบคลุม
ต่อมานายเศรษฐาหารือทวิภาคีกับ นายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกฯ เวียดนาม สองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเห็นพ้องเพิ่มเที่ยวบินระหว่างกันมากขึ้นเพื่อเชื่อมเมืองรองของไทย เช่น อุดรธานี กับเวียดนาม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค และการค้าทวิภาคีระหว่างกัน

ดินเนอร์ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ร่วมงานกาลาดินเนอร์ ที่สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน หอการค้า และภาคเอกชนสหรัฐเป็น เจ้าภาพจัดเลี้ยงและเชิญขึ้นกล่าวปาฐกถา ที่โรงแรมเซนต์รีจิส มหานครนิวยอร์ก
หนุนลงทุนอุตฯ-การเงินสีเขียว
เวลา 13.15 น. นายเศรษฐากล่าวเปิดกิจกรรมของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNESCAP สำนักเลขาธิการอาเซียน และศูนย์อาเซียนด้านการศึกษาและการหารือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียน
นายเศรษฐากล่าวว่า ไทยยืนยันรักษาบทบาทในฐานะประเทศผู้ประสานงานฯ เพื่ออนาคตของภูมิภาคที่ยั่งยืน และเสนอแนวทางด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้อาเซียนมีโรดแม็ปขับเคลื่อน ไทยยินดีร่วมมือกับอาเซียนขับเคลื่อนการจัดทำ ASEAN Green Agenda ให้เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างยั่งยืน, อาเซียนควรสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่ออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยเดินหน้าดึงการลงทุนจากอุตสาหกรรมสีเขียวเข้าภูมิภาค ส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การ ใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดการเงิน สีเขียว ขณะที่การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนสามารถเป็นศูนย์กลางของการผลิตที่ยั่งยืนของโลกได้
เวลา 17.00 น. นายยุน ซ็อก-ย็อล ประธานา ธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ได้พบหารือทวิภาคีกับนายเศรษฐา ต่างต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธ ศาสตร์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเร่งรัดผลักดันการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสาขาต่างๆ อาทิ ซอฟต์เพาเวอร์ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ สตาร์ตอัพ ยานยนต์ไฟฟ้า ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา และนายกฯ เชิญชวนให้นักลงทุนเกาหลีเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวเกาหลี
เวลา 19.30 น. ที่โรงแรม St.Regis นครนิวยอร์ก สหรัฐ นายเศรษฐากล่าวปาฐกถาในงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ ว่า ปีที่ผ่านมาสหรัฐกลับมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ตอกย้ำความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และย้ำนโยบายและโอกาสมากมายสำหรับบริษัทสหรัฐ ทั้งการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่เกียร์สูง อาทิ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตและบล็อกเชน เป็นต้น ที่ผ่านมารัฐบาลดำเนินการหลายอย่างเพื่อลดข้อจำกัดเพื่ออำนวยความสะดวก ถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยให้มากขึ้น
ปลื้ม‘ไบเดน’ยินดีนั่งนายกฯ
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ UNGA ครั้งที่ 78 ว่า ภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอแนวคิดของไทย ไม่ใช่เฉพาะในฐานะนายกฯ แต่ในฐานะคนไทย และไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้แต่รวมถึงรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ที่ร่วมมือกัน หลายประเทศชื่นชมที่ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสภาพแวดล้อม ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจและการเมืองอย่างเดียว ตนมาในฐานะผู้นำมาทำหน้าที่นำเสนอเท่านั้น
การประชุมครั้งนี้คือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ผ่านมาวันกว่าๆ ได้ไปพูดในหลายเวที ทุกประเทศให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการเติบโตระหว่างประเทศ สำหรับการออกหุ้นกู้ Sustaianability linked bond นั้น ไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนี้ และมีการออกหุ้นกู้ 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐอยู่แล้ว แต่เป็นหุ้นกู้ที่มีขีดจำกัดเรื่องการใช้เงินจึงต้องขยายขอบเขต และได้รับการตอบรับ โดยเฉพาะจาก BlackRock
ส่วนการพบกับนายโจ ไบเดน ประธานา ธิบดีสหรัฐ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองผู้นำ บรรยากาศเป็นไปด้วยดีแต่ระยะเวลาพบกัน สั้นไป มีการย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐทางการค้ามายาวนานกว่า 160 ปี นายไบเดนแสดงความยินดีกับตนเอง ในฐานะได้รับตำแหน่งนายกฯ และตนได้ยืนยันว่าจะเป็นคู่ค้า Trading partner ที่ดีต่อกัน คาดว่าจะมีการหารือทวิภาคีร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายในการประชุมเอเปค ที่ซานฟรานซิสโก ช่วงพ.ย.นี้
นอกจากนี้ มีโอกาสพบปะผู้นำต่างประเทศหลายคน เช่น นายกฯ เอสโตเนีย ซึ่งมีความก้าวหน้ามากเรื่อง E-Government ไทยติดต่อเพื่อเรียนรู้และขอให้ทางเอสโตเนียถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ ลด ขั้นตอนทางราชการและลดการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้พบกับ Prince Albert รองนายกฯ ของอังกฤษ และหารือว่าหากมีโอกาสจะขออนุญาตไปเยือน ซึ่งรองนายกฯอัง กฤษ จะไปนำเรียนนายกฯ อังกฤษ
ลั่นไม่คิดปลดผู้ว่าฯธปท.
นายเศรษฐากล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าว่า ได้ทราบสถานการณ์แล้ว เรื่องนี้อยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) รัฐบาลไม่ได้ไปก้าวก่าย แต่ไม่อยากให้บอกว่าเงินบาทอ่อนจะไม่ดีเสมอไป เพราะมาช่วยเรื่องการส่งออก ทำให้ตัวเลขดีขึ้น หรือการท่องเที่ยว มีเงิน 1 เหรียญได้ 36 บาท ทำให้คนอยากมาท่องเที่ยวยิ่งขึ้น
ส่วนกรณีมีข่าวว่าจะปลดนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าฯ ธปท. นายเศรษฐากล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าตลกมาก ตนไม่เคยมีความคิด “บางคนพูดว่านายกฯ ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปไล่ อย่าว่าแต่สิทธิ์เลย ความคิดยังไม่มีเลย เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับผมและผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เราไม่เคยมีเรื่องอะไรมาก่อน ผมให้ความเคารพ ให้เกียรติ ต่างคนต่างเคารพ ซึ่งกันและกัน”
สำหรับปัญหาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มีกำลังไม่พอรองรับการเปิดวีซ่าฟรี ที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถานนั้น ได้พูดคุยกับผบช.สตม. และกำชับไปแล้วว่าช่องเปิดมี 150 กว่าช่องเคยใช้ 70 กว่าช่อง ท่านสัญญาจะเปิดได้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ได้กำชับว่าขอให้เติมเคาน์เตอร์ให้เต็มจะได้ทำได้ ขอให้มอนิเตอร์ตลอด ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่งผบช.สตม.รับทราบแล้ว ไม่ใช่ว่ามีนโยบายวีซ่าฟรีแล้วไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้
“ผมให้ความสำคัญตั้งแต่ก้าวแรกที่ นักท่องเที่ยวมาถึง ขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่ตรวจคนเข้าเมือง เข้าวีซ่า รับกระเป๋า เรียกรถ จนไปถึงโรงแรม รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งไม่ได้แค่ฮูเลฮูเล กับนโยบายที่ออกไป”นายเศรษฐากล่าว

ถกทวิภาคี – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ หารือทวิภาคีกับนายยุน ซ็อก-ย็อล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ทุกมิติ ในโอกาสเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา
รอ‘ทักษิณ’พ้นโทษ-ขอคำปรึกษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. เว็บไซต์ของสำนักข่าวบรูมเบิร์กเผยแพร่ คำสัมภาษณ์ของนายเศรษฐา ที่ให้สัมภาษณ์กับฮัสลินดา อามิน แห่งบลูมเบิร์ก เทเลวิชั่น สื่อธุรกิจชั้นนำของสหรัฐ ในนิวยอร์ก
ช่วงหนึ่งนายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงนายทักษิณ ชินวัตร จะมีบทบาทในรัฐบาลเมื่อ พ้นโทษแล้วหรือไม่ว่า “ยังไม่มีความชัดเจน แต่ผมเชื่อว่าเขาจะสร้างประโยชน์เพิ่มให้กับรัฐบาลและคนไทย คุณทักษิณยังคงเป็น นายกฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติ ศาสตร์การเมืองไทย ดังนั้นนี่เป็นเหตุผลที่ดีอย่างเห็นได้ชัดว่า ถ้าหากท่านเป็นอิสระแล้ว ผมไม่ไปขอความเห็นจากท่านหรืออดีต นายกฯ คนอื่นๆ ก็คงไม่ฉลาดนัก”
บลูมเบิร์ก ระบุว่า การที่นายเศรษฐาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 78 ถือเป็นการมีส่วนร่วมในต่างประเทศครั้งแรกตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และถือเป็นผู้นำ คนใหม่คนแรกของประเทศไทยในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษหลังจากที่กองทัพเข้ายึดอำนาจในปี พ.ศ.2557 รัฐประหารโค่น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวนายทักษิณโดยนายกฯ คนใหม่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีในขณะนี้ หลังจากดำเนินธุรกิจภาคเอกชนมายาวนานกว่า 30 ปี
ทั้งนี้ นายเศรษฐายอมรับว่ายังขาดประสบการณ์ทางการเมือง แต่ไม่สนใจข้อกังวลต่างๆ และมั่นใจในความทนทานของรัฐบาลผสมของเขา “ผมเชื่อว่าเราเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมาก”
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เปิดเผยกรณีกรมราชทัณฑ์ได้ออกหนังสือเมื่อ 20 ก.ย.ต่อเวลาการรักษาตัวของนายทักษิณ ในร.พ.ตำรวจอีก 30 วันว่า กรมราชทัณฑ์มีหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำตามกฎหมายของราชทัณฑ์ที่มีการแก้ไขในปี 2560 เพื่อสอดรับกับสหประชาชาติหรือหลักสากล และเรื่องราชทัณฑ์อยู่ในอำนาจหน้าที่ของอธิบดี แม้แต่รมว.ยุติธรรม ก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ ส่วนนายทักษิณยังรักษาอาการป่วยต่อที่ ร.พ.ตำรวจ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงยุติธรรม และไม่ทราบว่าสาเหตุการผ่าตัดเป็นโรคอะไร สำหรับเรื่องการรักษาพยาบาล ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และให้ความสำคัญต่อการวินิจฉัยของแพทย์
‘ชลน่าน’เล็งรื้อกม.กัญชา
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ซึ่งล่าสุดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศผลักดันร่างเดิม 94 มาตรา ว่า การเสนอกฎหมายเป็นสิทธิของสส. ที่สามารถเข้าชื่อ 20 คนก็เสนอได้ ส่วนเสนอแล้ว สภาจะพิจารณาอย่างไรเป็นไปตามเสียงข้างมาก สอดรับกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เพราะเสียงข้างมากเป็นนโยบายของรัฐบาล เราในฐานะพรรคแกนนำจะเข้าไปดู เนื่องจากมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายออกมารับ กำกับ ควบคุมการใช้กัญชาในขณะนี้ ซึ่งจะยึดตามนโยบายของรัฐบาลเป็นหลักว่า เพื่อการแพทย์และสุขภาพ ส่วนอย่างอื่น เช่น การเอาไปใช้สันทนาการ หรือใช้ผิดประเภทถือว่านอกเหนือจากนโยบายรัฐบาล ต้องมีกฎหมาย มารองรับว่าไม่ชอบอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างกฎหมายเอง หรือร่างในนามของรัฐบาล นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราจะดูรายละเอียดอีกครั้ง หากเป็นไปได้จะเสนอเป็นร่างของ ครม.ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในเชิงนโยบายที่เราพูดคุยกันจบแล้ว ต่อข้อถามว่าเป็นไปได้ว่าอาจไม่ยืนยันร่างเดิมที่เคยมีการเสนอเข้าสภาแต่ ตกไปแล้วหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า คงไม่เป็นการยืนยัน แต่จะหยิบร่างนั้นมาดูว่าอะไรเป็นส่วนที่ดี อะไรที่จะเติมเต็ม แทนที่จะเขียนร่างใหม่ก็เอาร่างนั้นมาปรับแก้ ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ 94 มาตราเลยนั้นเป็นสิทธิที่ทำได้ ส่วนเสนอเข้าสภาแล้วจะเอาทั้ง 94 หรือมาตราหรือไม่ หรือเอามาบางส่วนก็แล้วแต่สภา
ต่อข้อถามว่าการผลักดันกฎหมายยุคนี้จะมาปิดจุดอ่อนหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ใช่ เพราะการที่สส.จะอภิปรายและไม่ให้กฎหมายนี้ผ่าน เนื่องจากยังมีช่องว่าง ถ้าปล่อยออกไปจะเหมือนไปส่งเสริม เช่น ปลูกมากขึ้น ปลูก 15 ต้น การเข้าถึงมากขึ้น ถ้าไม่มีกฎหมายควบคุมที่ดีก็จะเกิดโทษ ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเราจะมีการฟอร์มทีม และแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาดูแล เมื่อถามว่าในแนวคิดที่จะดำเนินการนี้จะไม่ขัดกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ไม่ขัดเพราะภูมิใจไทยพูดชัดอยู่แล้วว่าไม่สนับสนุนการใช้สันทนาการ กัญชาเสรีไม่มี เป็นเพียงวาทกรรมที่เขาถูกโจมตี
ก.ก.ฟาดมาตรฐานจริยธรรม
วันเดียวกัน พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์ เฟซบุ๊กกรณีตัดสิทธินักการเมือง อิทธิฤทธิ์ ของกลไก “มาตรฐานทางจริยธรรม” ในรัฐธรรมนูญ 2560 และความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กรอิสระว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ศาลฎีกามีคำพิพากษาถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตของคุณพรรณิการ์ วานิช เลขาธิการ คณะก้าวหน้า ฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย จากโพสต์ในโซเชี่ยลมีเดียเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ก่อนคุณพรรณิการ์ได้รับเลือกตั้งเป็น ผู้แทนราษฎร
รายละเอียดเนื้อหาสาระของคำพิพากษาต่อกรณีนี้ มีหลายส่วนถูกตั้งคำถามโดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตเรื่องห้วงเวลาของ การกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการรับตำแหน่งทาง การเมือง เรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือการที่การกระทำเดียวกันของคุณพรรณิการ์ เคยถูกฟ้องในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) แต่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง
ในภาพใหญ่ เหตุการณ์ของคุณพรรณิการ์ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ขยายอำนาจขององค์กรอิสระซึ่งมีที่มาที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน แต่เปิดช่องให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง โดยเฉพาะการทำลายอนาคตทางการเมืองของผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผ่านกลไกไม้บรรทัดที่ชื่อ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกใช้เป็นเหตุในการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 4 กรณี ที่เป็นที่รับรู้วงกว้าง คือ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี (พิพากษาเมื่อ 7 เม.ย.2565) นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส.มุกดาหาร (พิพากษาเมื่อ 6 ม.ย.2566) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต สส.บัญชี รายชื่อ (พิพากษาเมื่อ 22 ก.พ.2566) และน.ส. ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต สส.กรุงเทพฯ (พิพากษาเมื่อ 3 ส.ค.2566)
ตัดสิทธิ‘ช่อ’-เลื่อนลอย
“มาตรฐานทางจริยธรรม” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดร่วมกันโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แต่ถูกบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมถึงสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 235 กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง และเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กลไกนี้มีหลักการที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานประชาธิปไตยสากล เพราะนอกจากเป็นการวางกลไกที่ “ผิดฝาผิดตัว” ในการ ให้อำนาจองค์กรหนึ่งมากำหนดมาตรฐาน จริยธรรมหรือพิพาษาเรื่องจริยธรรมขององค์กรอื่น แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้องค์กรตุลาการใช้อำนาจในการ “ประหารชีวิต” นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยข้ออ้างเรื่อง “จริยธรรม” ที่สามารถถูกเขียนไว้อย่างกว้างและสามารถถูกตีความได้ตามดุลพินิจของตนเอง
เหตุการณ์นี้จึงยิ่งตอกย้ำความจำเป็น ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พรรคก้าวไกลหวังว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการปฏิรูปอำนาจและที่มาขององค์กรอิสระเป็นวาระที่ขาดหายไม่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องรวมถึง 1.การวางขอบเขตอำนาจให้สมเหตุสมผลและไม่เปิดช่องให้ถูกใช้ในการขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน 2.การปรับกระบวนการสรรหา-รับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ยึดโยงกับประชาชนและไม่ถูกผูกขาดไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง 3.การสร้างกลไกในการตรวจสอบและกลไกรับผิดรับชอบขององค์กรอิสระ
ดังนั้น ไม่ว่าอาวุธเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรม” ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 จะถูกใช้กับนักการเมืองคนใดหรือจากพรรคการเมืองใด และไม่ว่าพฤติกรรมของนักการเมืองคนนั้น จะเป็นสิ่งที่ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ทันทีที่สังคมไทยยอมรับให้การใช้อาวุธนี้กลายเป็นเรื่องปกติ นั่นเท่ากับเรายอมรับให้มีการทำลายล้างกันทางการเมืองอย่างไม่ชอบธรรม จนสุดท้าย “มาตรฐานจริยธรรม” อันเลื่อนลอย-ไร้มาตรฐานนี้ เป็นอาวุธหวนกลับมาบ่อนทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
ต้องแก้รัฐธรรมนูญใหม่
เวลา 10.10 น. ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. และนายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรคก้าวไกล แถลงว่า ในฐานะผู้อภิปรายถึงนโยบายในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ที่มีการใช้นิติสงครามเข้ามาดำเนินการกับนักการเมือง พบว่าปัญหานี้มันแฝงอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถูกเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เพื่อให้องค์กรอิสระไม่ว่า จะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ได้ออกมาตรฐานทางจริยธรรมของตนเองขึ้นมา ซึ่งมีผลต่อ สส. สว. รวมถึงรัฐมนตรีอยู่ภายใต้จริยธรรมมาตรฐานนี้
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า หาก สส. สว. หรือรัฐมนตรีมีปัญหาข้อพิพาทในเรื่องจริยธรรมนี้ ไม่ได้จบเพียงแค่ในองค์กรนั้นๆ ดำเนินการเอาผิดทางจริยธรรม กลับให้อำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระใช้วินิจฉัยดำเนินการเอาผิดกับนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ เป็นปัญหามาก เราต้องตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่า เพราะความผิดของน.ส.พรรณิการ์ เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนจะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง และมีรายละเอียดซับซ้อนกว่านั้นมาก นี่จึงไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงจริงๆ แต่กลับเปิดโอกาสให้มีการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง รวมถึงการใช้ให้เป็นเครื่องมือปราบนักการเมืองที่ไม่ยอมจำนน เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นหลักของนิติรัฐ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในบทบาทของนิติบัญญัติ จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายปิยรัฐกล่าวว่า ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลได้นำเสนอให้มีการแก้ไขหรือ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เคาะประธานกมธ.ยก 3 ฉลุย
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อจัดสรรโควตา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าพรรคการเมืองใดจะได้ประธานกมธ.ชุดใด โดยมีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีการพิจารณามาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้ต้องพิจารณาครั้งที่ 3 ในที่ประชุมได้เตรียมกล่องสี่เหลี่ยมใส 2 กล่อง บรรจุไข่สีทอง 35 ใบ และไข่สีน้ำเงิน 8 ใบไว้เตรียมจับสลากหากตกลงกันไม่ได้
เมื่อเริ่มการประชุม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า อยากให้แต่ละพรรคถอยคนละก้าว เพื่อจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ในฐานะที่พรรค เพื่อไทย เป็นพรรคอันดับ 2 และได้กมธ. 10 คณะ แต่พรรคเพื่อไทยขอกมธ.หลักๆ 2 คณะ ที่เหลือ 8 คณะเรายอมก็ได้ ขอให้ถอยกันมาแล้วดูว่าหลักๆ จะเอาอะไร และที่เหลือจะตกลงกันได้ ถือว่าเราใจกว้างมากแล้ว คิดว่าแต่ละพรรคต้องถอย ไม่เช่นนั้นการเจรจาวันนี้จะไม่สำเร็จ
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การเจรจาที่ผ่านมา เรามีการถอยให้กันบ้าง และเห็นด้วยกับนายวิสุทธิ์ว่าวันนี้ภายในห้องต้องมีการจบกันให้ได้ และวันนี้สส.ระยอง พรรคก้าวไกลได้ปฏิญาณตนแล้ว โดยรวมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งยังคงสถานะ สส.อยู่ จะทำให้สถานะประธาน กมธ.ของพรรคก้าวไกล จากที่ได้ 10 คณะ เพิ่มมาเป็น 11 คณะ ดังนั้น ยืนยันว่าเราต้องได้ 11 คณะ ตามจำนวนที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคำนวณมา
จากนั้น ที่ประชุมได้ประชุมเป็นการภายใน หลังผ่านไปเพียง 30 นาที ได้สั่งพักการประชุมเพื่อให้ทุกพรรคไปพูดคุยตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนแล้วกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้งเนื่องจากเหลืออยู่ 3 คณะที่ยังตกลงกันไม่ได้ โดยมีการถกเถียงเรื่องเรื่องจำนวน สส.ของพรรคก้าวไกลที่ได้เพิ่มสส.ระยองทำให้พรรคก้าวไกลจะได้กมธ.เพิ่มมา 1 คณะ และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลดลงไปเหลือ 2 คณะ แต่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้หยิบยกกรณีของนายพิธา ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ว่าไม่ควรนำมารวมด้วย แต่ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่าแม้นายพิธาจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นสส.อยู่ จึงสามารถนำมาคิดคำนวณกมธ.ได้ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้พรรคก้าวไกลได้ประธานกมธ. 11 คณะ พรรครวมไทยสร้างชาติได้ 2 คณะ
27ก.ย.นัดส่งชื่อประธาน
หลังประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายพิเชษฐ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ใช้เวลานานมากแต่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทุกพรรคถอยคนละก้าว โดยวันที่ 27 ก.ย.ทุกพรรคจะเสนอรายชื่อประธานกมธ. ทั้ง 35 คณะ และในวันที่ 28 ก.ย. จะเป็นการประชุมนัดแรก เพื่อจะเลือกประธาน รองประธาน เลขานุการ และโฆษก กมธ. ทุกตำแหน่ง ซึ่งจำนวนกมธ.ได้ตามสัดส่วนส.ส.ของแต่ละพรรค แต่จะมีบางคณะ เช่น กมธ.แก้ไขปัญหาหนี้สินและกมธ.ติดตามราคาพืชผลผลิตทางการเกษตร ในที่ประชุมเห็นว่าควรเปลี่ยนเป็นภารกิจอื่นที่สำคัญกว่า
นายอัครเดชกล่าวว่า ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ 2 คณะครึ่ง คือกมธ.พลังงาน และกมธ.อุตสาหกรรม ส่วนอีก 1 กมธ.คือ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ซึ่งต้องแบ่งกับพรรคก้าวไกลคนละครึ่ง เนื่องจากติดในเรื่องข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม คือจะเป็นกมธ.คนละ 2 ปีหรือปีเว้นปี ซึ่งต้องมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง
ก.ก.เซ็งแห้วป.ป.ช.-แรงงาน
นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องถือว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เราพยายามทำให้จบเพื่อเดินหน้าทำงาน น่าเสียดายที่ฝั่งรัฐบาลบางส่วน แทนที่จะยอมถอยกันคนละก้าว ก็ไม่ถอยเลย ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่กมธ.คณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัชกล่าวว่า น่าเสียดาย ตนคิดว่าควรเป็นประเพณีปฏิบัติได้แล้ว ในระบบรัฐสภากมธ.สำคัญๆ ที่มีบทบาทในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ควรเป็นของฝ่ายค้าน สังคมจะคาดหวังได้ยากที่ประธานกมธ.ติดตาม ตรวจสอบการคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจมิชอบอยู่ในฝ่ายรัฐบาล
ตนเข้าใจเพราะหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นฝ่ายรัฐบาล เช่น สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยนั่ง สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั่ง กลายเป็นสมัยพล.อ.ประะยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีความใจกว้างกว่า ที่ให้ฝ่ายค้านเป็นประธานกมธ.ป.ป.ช. น่าเสียดายที่รัฐบาลพลเรือนชุดแรกหลังการรัฐประหาร กลับไม่เปิดพื้นที่ตรงนี้ให้ฝ่ายค้าน แต่ไม่เป็นไร คิดว่าคงมีอีกหลายกลไก ที่จะสามารถใช้ประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกล ถูกทำให้ต้องถอยทั้งกมธ.กระจายอำนาจและแรงงานที่เคยอยากได้ใช่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า กมธ.กระจายอำนาจ และกมธ.แรงงาน เป็นนโยบายที่พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญและเป็นความต้องการที่ซ้อนทับกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งคู่ ซึ่งเราพยายามพูดคุยมาหลายวันแล้วว่าถอยกันคนละก้าวได้หรือไม่ เลือกคนละ 1 เก้าอี้ แต่น่าเสียดายที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม เมื่อถามว่า โดยรวมแล้ว 11 คณะที่ได้มาพอใจหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ไม่เป็นไร เราพยายามถึงที่สุดภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง
เพื่อไทยคว้า 10 คณะใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ แบ่งเป็นพรรคก้าวไกล 11 คณะ คือ 1.กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ 2.กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 3.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 4.กมธ.สวัสดิการสังคม 5.กมธ.การทหาร 6.กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 7.กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 9.กมธ.การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม 10.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน และ 11.กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค
พรรคเพื่อไทย 10 คณะ คือ 1.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ 2.กมธ.การคมนาคม 3.กมธ.การ ท่องเที่ยว 4.กมธ.การสาธารณสุข 5.กมธ.การต่างประเทศ 6.กมธ.การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม 7.กมธ.กิจการสภาผู้แทนฯ 8.กมธ.การสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 9.กมธ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด 10.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน
พรรคภูมิใจไทย 5 คณะ คือ 1.กมธ.การศึกษา 2.กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ 3.กมธ.การปกครอง 4.กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย และ 5.กมธ.การแรงงาน
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 3 คณะ ได้แก่ 1.กมธ.กีฬา 2.กมธ.แก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ และ 3.กมธ.แก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ ได้แก่ 1.กมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา และ 2.กมธ.การตำรวจ พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คณะ ได้แก่ 1.กมธ.กิจการการพลังงาน และ 2.กมธ.การอุตสาหกรรม พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 1 คณะ คือ กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ พรรคประชาชาติ (ปช.) 1 คณะ คือ กมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สำหรับ กมธ.กิจการศาลฯ มีพรรคก้าวไกล และพรรครวมไทยสร้างชาติ แบ่งกันเป็นประธานกมธ.คนละครึ่ง
ทร.เตรียมชงเครื่องยนต์จีนให้กห.
ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจใช้เครื่องยนต์ CHD 620 ของจีนมาใส่ในเรือดำน้ำที่ไทยซื้อจากจีน หลังเยอรมันไม่สามารถขายเครื่องยนต์ขับเคลื่อนกำเนิดไฟฟ้าในเรือดำน้ำ ตามกฎการห้ามการส่งออกให้จีนว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อมูลที่จีนนำเสนอ รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลและเครื่องยนต์ ล่าสุดจีนได้เสนอข้อพิจารณามาที่กองทัพเรือไทยแล้วในการแก้ไขข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเพื่อที่จะขยายระยะเวลาในการสร้างเรือดำน้ำออกไปอีกหากมีการแก้ไขข้อตกลง ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างเรือดำน้ำเพิ่มเติมอีกประมาณเกือบ 3 ปี เพราะต้องอยู่ในขั้นตอนการผลิตเครื่องยนต์ก่อน แล้วมาติดตั้งกับเรือน้ำที่มีการต่อไว้แล้วในระดับหนึ่ง
ขณะนี้คณะกรรมการบริหารโครงการเรือดำน้ำ ได้เสนอเรื่องขึ้นมาที่กองทัพเรือ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ที่เกี่ยวข้อง โดยภาพรวมทางกองทัพเรือ เชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้รับรวมถึงการตรวจสอบเครื่องยนต์ของจีน สามารถใช้ทดแทนเครื่องยนต์ของเยอรมันได้ โดยไม่ทำให้เสียเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งาน ซึ่งทางจีนได้แจ้งการรับประกันเพิ่มเติม จากเดิมตามข้อตกลงเป็นการรับประกันชิ้นส่วนของเรือน้ำภายหลังส่งมอบเป็นเวลา 2 ปี เป็นการรับประกันเครื่องยนต์ดังกล่าว 8 ปีพร้อมอะไหล่ และเจ้าหน้าที่มาดูแลเครื่องยนต์ที่ประเทศไทย รวมถึงการซ่อมบำรุงในช่วง 8 ปี ที่เป็นระยะเวลาในการอัพเกรดเรือดำน้ำตามช่วงระยะเวลา เป็นข้อมูลที่กองทัพเรือ จะสรุปนำเสนอนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมให้ทันในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณานำเข้าครม.ต่อไป
ความจริงกองทัพเรือเคยเจรจากับทางการเยอรมันผ่านผู้ช่วยทูตทหารตั้งแต่ทราบ ปัญหา ซึ่งทางผู้ช่วยทูตทหารเยอรมันและเอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูลว่าทางเยอรมันไม่สามารถขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำตามกฎของการห้ามการส่งออก ในกรณีที่สามารถนำไปใช้เป็นอาวุธสงครามให้กับทางการจีนได้ และกองทัพเรือได้ทราบข้อมูลจากทางกองทัพเรือจีนว่า ทางจีนเองต้องผลิตเครื่องยนต์เพื่อใช้เองในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งจีนมีการพัฒนาเรือดำน้ำและต่อเรือดำน้ำอยู่ตลอด ฉะนั้นในอนาคตจีนต้องใช้เครื่องยนต์ของจีนเองในการติดตั้งเรือดำน้ำ