ประทับใจเยือนกัมพูชาจับมือฮุนเซน-ฮุนมาเนตดันการค้า-ล้างแก๊งคอลมติก้าวไกลขับ‘หมออ๋อง’
นายกฯ ประกาศไม่ขอรับเงินเดือน ส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมทั้งหมดให้มูลนิธิต่างๆ ต่อยอดโอกาสกลุ่มเปราะบาง ประเดิม ‘มูลนิธิเด็ก’ เดินทางเยือนกัมพูชา ‘เศรษฐา’ ปลื้ม เจ้าภาพแต่งเพลงต้อนรับ จับมือ ‘ฮุน มาเนต’ ดันการค้าชายแดน-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ‘จุรินทร์’ ยันปชป.ไม่แตกไปตั้งพรรคใหม่แค่ข่าวลือ ‘ชัยชนะ’ ชี้ 25 สส.ไม่ทิ้งพรรค คาดอย่างช้าต้นพ.ย.ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ก้าวไกลมีมติขับ‘ปดิพัทธ์’ พ้นพรรค ศาลคดีทุจริตสั่งจำคุก ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ 9 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ผิดมาตรา 157 ละเว้น ไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ให้เอกชน ได้ประกันตัวสู้ชั้นอุทธรณ์
‘นิด-ฮุน มาเนต’กระชับสัมพันธ์
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 28 ก.ย. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ดอนเมือง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง พร้อมคณะ เดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ ในโอกาสเยือน ราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
เวลา 11.00 น. นายเศรษฐาหารือทวิภาคีกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ที่สำนักนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยนายกฯ ทั้งสองต่างแสดงความยินดีต่อกันในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในช่วงเดียวกัน และมีเป้าหมายขับเคลื่อนพัฒนาประเทศในทิศทางเดียวกัน ต่างย้ำมิตรภาพ อันใกล้ชิด และเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ พร้อมประกาศยกระดับความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และนายเศรษฐาเชิญนายกฯ กัมพูชาเยือนไทยด้วย
ส่วนการหารือ เห็นพ้องส่งเสริมความ ร่วมมือมากยิ่งขึ้นทั้งการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และภาคเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการร่วมกันอำนวยความสะดวกและเพิ่มปริมาณการค้า ให้บรรลุเป้าหมาย 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 540,000 ล้านบาท) ภายในปี 2568 ผลักดันการขนส่งข้ามแดน โดยเร่งรัดเปิดใช้สะพานมิตรภาพที่บ้าน หนองเอี่ยน-สตึงบท การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การยกระดับจุดผ่านแดน และร่วมกันในเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว
ดันค้าชายแดน-ปราบแก๊งคอลฯ
ด้านการท่องเที่ยว ไทยจะเพิ่มความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ และขอให้กัมพูชาอนุญาตให้ใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแนวชายแดน ด้านความมั่นคง นายเศรษฐาเสนอให้กัมพูชาจัดการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ครั้งต่อไป เพื่อเดินหน้ายกระดับจุดผ่านแดน เพิ่มปริมาณการค้าชายแดนและเสนอให้สองประเทศเร่งเก็บกู้ ทุ่นระเบิดตามพื้นที่ชายแดน สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างหน่วยงานความมั่นคงในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณชายแดน
นายเศรษฐายังสนับสนุนการทำงานและความร่วมมือที่ใกล้ชิดเพื่อร่วมกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อประเทศทั้งสอง รวมถึงภูมิภาค เพราะส่งผลกระทบด้วย โดยพร้อมทำงานและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกัมพูชาเพื่อช่วยกันติดตาม ข่าวปลอมที่อาจสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
จากนั้น นายกฯ ทั้งสองร่วมทำพิธีส่งมอบเชิงสัญลักษณ์ศูนย์แรกรับเหยื่อการค้ามนุษย์และกลุ่มเสี่ยงในปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย และร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ต่อมาเวลา 13.30 น. นายเศรษฐามาวางพวงมาลา ที่วิมานเอกราช ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญ แห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2501 ปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในสถานที่ พักผ่อนและเที่ยวชมยอดนิยมของชาวพนมเปญ เสร็จแล้วนายกฯ ทั้งสอง ไปวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระบรมรัตนโกศ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของสวนวิมานเอกราช
ปลื้มกัมพูชาแต่งเพลงต้อนรับ
เวลา 15.30 น. ที่สภาแห่งชาติ กรุงพนมเปญ นายเศรษฐาพบหารือกับ สมเด็จมหารัฐสภา ธิการธิบดี ควน โซะดารี ประธานรัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือทุกมิติเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ เวลา 16.20 น. นายเศรษฐา ไปยัง พฤฒสภา กรุงพนมเปญ เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จวิบุลเสนาภักดี ซาย ชุม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และประธานวุฒิสภากัมพูชา
เวลา 17.00 น. นายเศรษฐาเข้าเยี่ยมคารวะ สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานคณะองคมนตรีกัมพูชา ที่วิมาน 7 มกรา (ที่ทำการ พรรคประชาชนกัมพูชา) จากนั้นสมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นเจ้าภาพในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ และเวลา 19.00 น. นายเศรษฐาเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ กลับถึงไทยเวลา 20.20 น.
นายเศรษฐาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาเยือนกัมพูชาวันนี้ประทับใจมาก และได้มีโอกาสแสดงความขอบคุณสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นผู้นำท่านแรกที่โทร.มาแสดงความยินดีกับผมที่ได้เข้ารับตำแหน่งนายกฯ ที่สำคัญไปกว่านั้น ผมรู้สึกยินดีที่สุดที่กัมพูชา-ไทย มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในทุกมิติ…ขอบคุณเพลง เพราะๆ ที่ทางรัฐบาลกัมพูชาตั้งใจแต่งให้ผม และคณะจากประเทศไทยในโอกาสเยือนกัมพูชาครั้งนี้ด้วย เพลงเพราะมาก และเนื้อหาเพลงสะท้อนความสัมพันธ์ของเราทั้ง 2 ประเทศเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ วันที่ 29 ก.ย. นายเศรษฐา ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ตและพังงา ตรวจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน

เยือนกัมพูชา – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการประเทศแรก เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุน เซน ประธานคณะองคมนตรีกัมพูชา ที่ทำการพรรคประชาชนกัมพูชา กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.
‘เศรษฐา’ส่งต่อเงินเดือนให้มูลนิธิ
นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายเศรษฐาขอส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมของทุกเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งนายกฯ และรมว.คลังตลอดการดำรงตำแหน่งให้มูลนิธิต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ผู้เปราะบางที่ต้องการการช่วยเหลือ นายกฯ มีดำริว่า “การให้” เป็นเรื่องที่ดี ตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน นายกฯ จึงตั้งใจเริ่มที่ ตัวเองก่อน ขณะที่รัฐบาลมีหลายนโยบายที่พยายามอย่างมากในการมุ่งสร้างประโยชน์สุข และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้เด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ทั้งยังสามารถได้รับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ นายกฯ และรมว.คลังทั้งหมด หลังจากได้รับมาแล้วรวมเป็นเงิน 125,590 บาทต่อเดือน (เงินเดือนนายกฯ 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท) ขอส่งต่อให้กลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที แต่สิ่งที่ทดแทนไม่ได้คือหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการสนับสนุนมูลนิธิต่างๆ เป็นการ ช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง ซึ่งทำได้เร็วกว่าการพึ่งระบบของรัฐที่ต้องใช้เวลา เพราะต้องอาศัยการทำผ่านพ.ร.บ.ต่างๆ ตามกลไกของรัฐสภาในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว
สำหรับการคัดเลือกองค์กรที่จะได้รับความช่วยเหลือนั้นจะมีทีมงานเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ ครั้งแรกจะบริจาคให้มูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) ช่วยเหลือเด็กด้านปัจจัยพื้นฐาน การดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่างๆ ให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมทางร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ รวมถึงด้านการศึกษา ที่สามารถช่วยให้เด็ก เข้าระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้องต่อไป อย่างที่แจ้งไว้ การส่งต่อเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนแรก ซึ่งนายกฯ พยายามจะหาโอกาสไปพบปะพูดคุยกับองค์กรกลุ่มต่างๆ เพื่อรับฟังเสียง รับทราบถึงปัญหา และความเดือดร้อนของมูลนิธิที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขต่อไป
ไม่หวังกดดันครม.ทำตาม
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า การรับเงินเดือนมาแล้วจ่ายภาษี แล้วก็บริจาค เป็นความประสงค์ของตน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็นการนำตัวอย่างให้กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่ใช่ครับ ไม่ได้ครับ แต่เป็นความประสงค์ส่วนตัว อย่าไปกดดันท่านอื่นเลย เพราะความจำเป็นส่วนตัวเขามีทุกคน”
ต่อข้อถามว่าในแง่กฎหมาย ได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายหรือไม่กรณีบริจาคเงินเกิน 3,000 บาทจะผิดหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า กำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ทุกอันก็บริจาคไปตามมูลนิธิต่างๆ ที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว และช่วยเหลือภาคส่วนที่มีความต้องการความ ช่วยเหลือ ถือเป็นเจตนารมณ์เท่านั้น เมื่อถามว่าเป็นสิ่งที่ทำมาก่อนจะมาดำรงตำแหน่ง นายกฯ หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า พยายามจะทำต่อไปแต่ไม่อยากพูดเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ตนคิดว่าเงียบๆ ไปจะดีกว่า
นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกฯ ด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ว่า การทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของนายเศรษฐา ต้องได้รับเงินเดือน เมื่อได้รับมาแล้วถือเป็นทรัพย์สินของนายกฯ ซึ่งนายกฯ สามารถส่งต่อให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อการกุศลได้ โดยไม่เกี่ยวกับองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเมือง เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงเลือกตั้งที่กฎหมายห้ามไว้
“ส่วนตัวมองว่าการบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ เช่นนี้ เป็นการแสดงออกถึงความทุ่มเท ทำงานให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่โดย ไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ เพราะทุกคนทราบดีว่าก่อนที่นายเศรษฐาจะเข้ามาสู่การเมืองมีความพร้อมในเรื่องนี้แล้ว ถือเป็นการส่งมอบโอกาสให้กับประชาชนคนไทย และเป็นตัวอย่างให้นักการเมืองได้ทุ่มเทเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายพิชิตกล่าว
‘โรม’โวยนายกฯไม่มาตอบกระทู้
เมื่อเวลา 11.25 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยช่วงกระทู้ถามสดด้วยวาจา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก้าวไกล (ก.ก.) ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ถามนายกฯ กรณีปัญหาเกี่ยวกับตำรวจ แต่ประธานในที่ประชุมแจ้งว่า นายกฯ ติดภารกิจไปต่างประเทศ ไม่สามารถมาตอบคำถามได้
นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือแจ้งว่านายกฯ เดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เข้าใจได้ว่าท่านมีภารกิจล่วงหน้า แต่ข้อบังคับการประชุมข้อที่ 151 กำหนดว่าการที่ไม่มาตอบกระทู้ จะต้องบอกต่อสภาว่าจะมาตอบเมื่อไร แต่นายกฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดดังกล่าว ถือว่าผิด ข้อบังคับข้อที่ 151 อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรายังไม่ทราบถึงเหตุผล หลักเกณฑ์ ว่าเป็นอย่างไร เรื่องที่ตนถามจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นประเด็นในสังคม ดังนั้น นายกฯ ควรจะคาดหมายได้อยู่แล้วว่าจะถูกถามในที่ประชุมสภาวันนี้ จึงควรมอบหมายให้รัฐมนตรีบางท่านมาตอบคำถามของตน เพื่อให้ประชาชนสบายใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับองค์กรตำรวจ แต่นายกฯไม่มาตอบ และไม่บอกว่าจะมาตอบเมื่อไร แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของตำรวจ
‘อดิศร’โดดป้อง-ก่อนตะเพิดรมต.
ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของกระทู้ถามสดคือต้องการให้มีการถามและตอบแบบทันท่วงที แต่วันนี้เข้าใจได้เพราะนายกฯ มีภารกิจอย่างเป็นทางการ แต่ภาวะปกติจะต้องมาตอบ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หากเลื่อนไปจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และไม่ใช่เรื่องสด ดังนั้น ตนจะประสานรัฐบาล และวิปรัฐบาลให้ หากนายกฯ ไม่มาตอบคำถามในครั้งถัดไป ตนจะให้นายรังสิมันต์ถามโดยไม่ต้องมีผู้ตอบ แต่ครั้งนี้ต้องขอให้ เข้าใจจริงๆ เพราะนายกฯ เดินทางไปจริง มีกำหนดการล่วงหน้าชัดเจน
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการ ประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ตนเชื่อมั่น และได้พูดคุยกับนายกฯ ท่านอยากจะมาที่สภาแห่งนี้ ตนจะรับปากแทนท่านก็ไม่ได้ แต่ท่านอยากจะให้ความสำคัญกับกระทู้ถามสดทุกกรณี รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนด้วย เราอยากประเมินสมรรถภาพ คุณภาพของรัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรีไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้จะสมควรอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ พิจารณาตัวเองไป ตนจะพยายามทำหน้าที่ประสานงานกับนายกฯ และรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ ให้เห็นสภาอันศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้เป็นที่ควบคุมตรวจสอบ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายพวกตนก็อยากถามเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ต้องขออนุญาตเพราะท่านไปต่างประเทศ เป็นภารกิจที่เราควรจะให้ความเคารพในการทำหน้าที่ จึงขอรับปากประธานสภาว่า วิปรัฐบาล ทุกท่านจะพยายามประสานไปยังรัฐมนตรี ทุกท่านเกี่ยวกับการตอบกระทู้
โฆษกรัฐซัดก้าวไกลป่วน
นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า การตั้งกระทู้ครั้งนี้เป็นการตั้งแบบปัจจุบันทันด่วน กว่ารัฐสภาจะรู้เรื่องก็เวลาประมาณ 09.00 น.วันที่ 28 ก.ย. และตนประสานกลับไปว่านายกฯ ไปปฏิบัติภารกิจที่กัมพูชา เมื่อมีผู้ตั้งกระทู้ถาม จึงไม่มีใครไปตอบ นายกฯ ไม่ได้หนีและพร้อมตอบคำถามต่อสภาและเคารพสส.ทุกคนที่ถาม นายกฯ มีบัญชาทุกครั้งว่าให้รัฐมนตรีไปตอบ หาก ไม่ติดภารกิจอื่น เช่น นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็ไปตอบกระทู้
ขอเรียนพรรคก้าวไกล ให้ใจเย็น ถ้าจะถามใหม่ในสัปดาห์หน้า เรายินดีประสานงานให้ ถ้านายกฯ อยู่ในประเทศจะไปตอบให้ แต่ขอให้ประสานมาโดยเร็ว เพราะการยื่นกระทู้สด จะยื่นไม่เกิน 08.30 น.ในวันประชุม บางทีก็ปิดเป็นความลับ ไม่ได้บอกว่าจะยื่น ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มองว่าพรรคก้าวไกลใจร้อนหรือเล่นการเมืองหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า เป็นเรื่องของเขาจะเล่นหรือไม่เล่น แต่อยากให้เข้าใจเหมือนกัน เพราะรู้อยู่แล้วว่านายกฯ ไปกัมพูชา ข่าวออกไปทั่ว แต่ไม่ใช่ความผิดของใคร คลาดเคลื่อนกันเล็กน้อยในการประสานงานเท่านั้น
ต่อมานายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงผ่านไลน์กลุ่มผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลว่า “รู้ทั้งรู้ว่านายกฯ ติดภารกิจเยือนกัมพูชา แต่ยังหาเรื่องตั้งกระทู้ถามสดในสภาทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์อะไร”
สภาถกญัตติด่วนแก้ปัญหาตร.
เวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนของ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติเรื่องขอให้สภา ร่วมกันเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน และญัตติของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก้าวไกล ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกัน เพื่อส่งความคิดเห็นของสมาชิกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป
นายอดิศรกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในตร. เป็นข่าวที่ประชาชนได้ฟังแล้วมีผลกระทบต่อจิตใจว่าในอนาคตเขาจะพึ่งใครถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น เพราะในองค์กรมีคนละก๊กคนละฝ่าย ตนติดใจเมื่อวานนี้ (27 ก.ย.) อ่านข่าวมี นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าถ้า เปิดเผยข้อมูลในตร.ตายหมด ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ตนตกใจมากว่าในตร.ซึ่งผ่านการปฏิรูปไปแล้ว แต่พอเห็นการให้สัมภาษณ์ ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดังกล่าว ตนรับไม่ได้ จึงอยากให้ ผบ.ตร.คนใหม่สนใจและขยายผลเรื่องนี้ ว่าสิ่งที่นายตำรวจคนดังกล่าวพูดว่า ถ้าพูดแล้วจะตายกันทั้งตร.คือเรื่องอะไร ตนอยากให้องค์กรตำรวจป็นองค์กรที่บริสุทธิ์ เราปฏิรูปตำรวจกันมา แต่ผลออกมาอย่างที่เป็นข่าวแล้วจะปฏิรูปไปทำไม
ด้านนายรังสิมันต์เสนอญัตติว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย. มีนักข่าวสัมภาษณ์นายเศรษฐาซึ่ง นายกฯ ตอบว่าอย่าไปใช้คำว่าสังคายนา เพราะ เป็นการทำลายเกียรติของตำรวจ นั่นแสดง ให้เห็นว่า นายกฯ ไม่มีความจริงใจที่จะปฏิรูปตำรวจใช่หรือไม่ ทั้งที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการทุจริต ซึ่งทราบดีว่าการปฏิรูปตำรวจนั้นไม่ง่าย เพราะมีเรื่องของตั๋วช้าง หรือคนของท่านเองเป็นตัวประกัน แม้จะได้เป็นตั๋ว แมมมอธ แต่แมมมอธก็สูญพันธุ์ได้ วันนี้ จึงเป็นตัวประกันว่าจะทำอะไรก็ยากลำบาก แต่หากท่านไม่ลงมือทำอะไรเลย องค์กรตำรวจจะอยู่ในสภาพนี้ต่อไป
‘รังสิมันต์’จี้นายกฯกล้าปฏิรูป
นายรังสิมันต์กล่าวว่า สิ่งที่ตนต้องการคือ นายกฯ ต้องมีความกล้าหาญที่จะปฏิรูป ให้ตำรวจดีๆ มีที่ยืนอยู่บ้าง ถ้าท่านมีหัวใจที่กล้าหาญ กระดุม 5 เม็ดที่ตนจะอภิปราย ต่อจากนี้จะเป็นไกด์ไลน์ให้กับนายกฯ กระดุมเม็ดแรกคือ ต้องทำให้การเลือกผบ.ตร.เป็นการเลือกด้วยความสามารถ มีเหตุผล เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของวงการตำรวจและประชาชน ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอ 3 ขั้นตอนที่ทำได้ด้วยพ.ร.บ.ตำรวจฉบับปัจจุบันและสามารถทำ ได้เลย คือ 1.ต้องเปิดให้รองผบ.ตร.ที่ต้องการเป็นผบ.ตร.สมัครเข้ามาพร้อมแฟ้มผลงาน 2.ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ให้สังคมเห็นและแสดงความคิดเห็น และ 3.ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ตำรวจสมัครเข้ามาเลือกว่า เขาอยากให้รองผบ.ตร.คนไหนเป็นผบ.ตร. ถือเป็นการซาวเสียงสำหรับตำรวจชั้นผู้น้อย เพื่อให้นายกฯ มีข้อมูลต่างๆ แล้วสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกใครเป็นผบ.ตร.
กระดุมเม็ดที่ 2 ต้องแก้ไขพ.ร.บ.ตำรวจใหม่ ด้วยการกระจายอำนาจตำรวจเพื่อให้จังหวัดและประชาชนในจังหวัดนั้นได้เข้ามามีบทบาทต่างๆ และกำหนดทิศทางการแก้ไขปราบปรามอาชญากรรม เพราะในแต่ละพื้นที่มีปัญหาไม่เหมือนกัน รวมถึงในการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ควรให้ผู้บังคับบัญชามีดุลพินิจเพียงอย่างเดียว ควรเปิดให้เพื่อนร่วมงานได้ประเมินท่านด้วย
กระดุมเม็ดที่ 3 นายกฯ ต้องอย่าทำให้ตำรวจหิว อย่าทำให้ตำรวจต้องไปหาเงินเองเพื่อความอิ่มท้องและความสุขสบายของครอบครัว เราควรมาคุยกันได้แล้วว่าเงินเดือนที่เหมาะสมของทุกตำแหน่งคือเท่าไร หาก ไม่ทำกระบวนการเช่นนี้จะไม่มีทางทำให้ตำรวจเลิกรับส่วยหรือสินบนได้ สิ่งที่ท่าน ต้องทำคือการเปลี่ยนเงินจากการเช่ารถหรู ที่ได้ประโยชน์อยู่ไม่กี่คน มาสู่ตำรวจชั้น ผู้น้อยได้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องควักเงินในกระเป๋าตัวเองหรือไม่ ปัญหาด้านการทุจริตจะค่อยๆ หมดไป
กระดุมเม็ดที่ 4 รัฐบาลควรส่งเสริมให้ตำรวจชั้นประทวนมีโอกาสเติบโตให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ตำรวจชั้นประทวน ที่ยังไม่จบปริญญาตรีให้เข้าถึง การศึกษาต่อไป ส่วนคนที่มีปริญญาตรีอยู่แล้วควรส่งเสริมให้มีหน้าที่ที่สูงขึ้นได้ในอนาคต กลายเป็นว่าชั้นประทวนต้องรอไปจนอายุ 53 ปี ถึงจะขึ้นไปสัญญาบัตรได้
กระดุมเม็ดที่ 5 รัฐบาลต้องเลิกสิ่งที่ไม่จำเป็นทั้งหลายที่ตำรวจต้องทำ ไม่ว่าเป็นการติดตามผู้บังคับบัญชา และโครงการที่ไม่จำเป็นที่ตำรวจต้องรับผิดชอบ เช่น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เป็นต้น รวมถึงการยกเลิกบังคับทรงผมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นี่คือการเคารพต่อหัวของเขาอย่างที่สุด
ก.ก.ขับ‘หมออ๋อง’พ้นพรรค
เวลา 18.00 น. ที่รัฐสภา พรรคก้าวไกล มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่ และ สส.ของพรรค จากนั้นเวลา 20.45 น. ได้ออกแถลงการณ์ กรณีให้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 พ้นจากสมาชิกภาพ ดังนี้
นับจากนี้ไป พรรคก้าวไกลจะมุ่งมั่น เดินหน้าทำงานเต็มที่ในฐานะ “ฝ่ายค้าน” เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า และเตรียมความพร้อมในการเป็นรัฐบาลที่ดีของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ในวันนี้ กก.บห.ชุดใหม่และผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลจึงได้ประชุมร่วมกัน เพื่อวางแนวทางการทำงานที่รองรับเป้าหมายของพรรค ดังนี้
1.ที่ประชุมร่วมฯ เห็นว่า พรรคก้าวไกลควรเดินหน้าเป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยให้หัวหน้าพรรคคนใหม่นายชัยธวัช ตุลาธน รับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่านค้านในสภา” เพื่อกำกับทิศทางการทำหน้าที่ในสภาของฝ่ายค้าน
2.ที่ประชุมร่วมฯ เข้าใจว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะทำให้ สส.จากพรรคก้าวไกล ไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานสภาหรือรองประธานสภาได้ ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106
3.ที่ประชุมร่วมฯ รับทราบจากหัวหน้าพรรคว่า ทาง กก.บห.ได้หารือประเด็นดังกล่าวกับนายปดิพัทธ์แล้ว โดยนายปดิพัทธ์ได้แสดงความประสงค์ว่าต้องการทำหน้าที่ในฐานะรองประธานสภาต่อไป เพื่อผลักดันให้สภา มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้า รวมถึงเพื่อช่วยผลักดันให้กระบวนการตรวจรับอาคารรัฐสภา ซึ่งมีสัญญาก่อสร้างมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท มีความโปร่งใส
อ้างเดินหน้าฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์
4.ที่ประชุมร่วมฯ เห็นด้วยว่าภารกิจที่นายปดิพัทธ์ ตั้งใจขับเคลื่อนจะนำไปสู่การยกระดับการทำงานของสภา และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของการทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ซึ่งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากนายปดิพัทธ์ยังคงดำรงสถานะเดิมในฐานะรองประธานสภา จากพรรคก้าวไกล
5.ที่ประชุมร่วมฯ จึงมีมติว่า ในเมื่อนาย ปดิพัทธ์ยังคงยืนยันความประสงค์จะทำงานในฐานะรองประธานสภาต่อ พรรคก้าวไกลจึงจำเป็นต้องให้นายปดิพัทธ์ออกจากการ เป็นสมาชิกพรรคของพรรคก้าวไกล ตามบทบัญญัติแห่งข้อบังคับพรรคก้าวไกลและรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถ ทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์” ได้
6.ที่ประชุมร่วมฯ หวังว่าแม้นายปดิพัทธ์จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลอีกต่อไป แต่เขาจะยังขับเคลื่อนนโยบายตามที่ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนถูกรับเลือกโดยสภา และต้องวางตนเป็นกลางต่อทุกพรรคการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 80
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนี้นายปดิพัทธ์ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วันเพื่อคงสมาชิกภาพสส. และยังเป็นรองประธานสภาต่อไป คาดว่าจะเข้าสังกัดพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเหมือนกันและเป็น แนวร่วมพรรคก้าวไกลมาตลอด ทำให้พรรคก้าวไกลได้ทั้งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและรักษาเก้าอี้รองประธานสภาไว้ได้ แม้จะอยู่ต่างพรรคก็ตาม
‘จุรินทร์’ยันปชป.แตกแค่ลือ
ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวสมาชิกพรรค บางส่วนและอดีตสส.จะไปจดตั้งพรรคใหม่แล้วดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรค เป็นหัวหน้าพรรคว่า ยังไม่เคยได้ยิน เห็นแต่จากข่าว ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ถามอยู่แล้วว่าข่าวลือ ตนไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ ต้องไปถามผู้ที่มีชื่ออยู่ในข่าวจะดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าความสัมพันธ์ภายในพรรคดีขึ้นต่อเนื่องใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เชื่อว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ ด้วยดี การเลือกกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)ชุดใหม่ รอเวลาจูนกันนิดหนึ่ง แล้วทุกอย่างจะยุติได้ ความจริงพรรคประชาธิปัตย์เคย ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง และในอดีตหนักหน่วงกว่านี้เยอะ ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ 10 มกรา ตอนนั้นคิดว่าหนักหนาสาหัสมาก แต่สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ก็ฟื้นกลับมาได้ ที่สำคัญที่สุดคือพี่น้องประชาชนยังไม่ทิ้ง พรรคประชาธิปัตย์ และพร้อมที่จะอยากเห็นพรรคการเมืองนี้ได้ทำหน้าที่ต่อไป
ต่อข้อถามว่า เรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีการกำหนดเวลาไว้ชัดเจนแล้ว หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ต้องทำให้เร็วที่สุด ตามข้อเท็จจริง และตามสถานการณ์ที่เป็นจริง เชื่อว่าแต่ละฝ่ายก็พร้อมที่จะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน ตนพยายามที่จะทำให้สามารถปรับจูนความคิดต่างๆ ให้ไปทางเดียวกันให้ได้ แต่หลักใหญ่คือ เราพร้อมทำหน้าที่ไปในทางเดียวกัน ในฐานะฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล อันนี้ชัดเจน
‘ชัยชนะ’ชี้ 25 สส.ไม่ทิ้งพรรค
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในพรรคไม่มีการพูดคุยว่าใครจะย้ายออกจากพรรค หรือไปตั้ง พรรคใหม่ เท่าที่ตนยืนยันได้ สส.ทั้ง 25 คน ในปัจจุบัน ไม่มีใครที่จะย้ายพรรคและไปตั้งพรรคใหม่ ส่วนอดีตสมาชิกตนไม่ทราบ เพราะบางคนไม่ได้พูดคุย ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าสส.ทั้ง 25 คนอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์จนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า นายชัยชนะกล่าวว่า ตนพูดว่าสมัยนี้จนถึงจบสมัย ไม่มีใครย้ายพรรค แต่หลังจากหมดสมัยสภา แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่ใครจะอยู่หรือใครจะย้ายไปพรรคไหนก็ต้องยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ต่อข้อถามถึงการเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.ชุดใหม่ในครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นเมื่อไร นายชัยชนะกล่าวว่า ภายในต้นเดือนต.ค.จะมีการประชุมกก.บห.ชุดรักษาการ เพื่อกำหนดแนวทางในการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและกก.บห.ชุดใหม่ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้นคิดว่าภายในเดือนต.ค. หรือช้าสุดไม่เกินต้นเดือนพ.ย.นี้ ต้องได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งบุคคลที่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ยังคงเป็นชื่อของนายนราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวพรรคเหมือนเดิม
“ผมคิดว่าวันนี้ทุกฝ่ายต้องถอยคนละก้าวเพื่อมาพูดคุยกัน และหาวิธีที่ดีที่สุด และวันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ประชาธิปัตย์อยู่ในยุคเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่าน ฉะนั้นสิ่งที่ทำในอดีตที่ดี เราต้องสืบทอดต่อไป อะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับโลกปัจจุบันก็ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้ายังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ เก่าๆ เราก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้ ถ้าเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะสู้กับเขาได้” นายชัยชนะกล่าว