ปฏิบัติตามรธน.ก้าวไกลยื่นสภาดันพรบ.นิรโทษทุกสีตั้งแต่ปี 49

‘เศรษฐา’ ไม่กังวล ถูก ร้องป.ป.ช.เอาผิดปมตั้งผบ.ตร.ยืนยันไม่ได้ลุแก่อำนาจ ทำตามรธน. นายกฯกำชับกรรมการเป๋าเงินดิจิทัล เข้มวินัยการเงินการคลัง ถ้ามีข้อข้องใจให้สรุปในที่ประชุม อย่าไปพูดข้างนอก กันประชาชนสับสน ปัดไม่รู้รอยร้าว ‘ทักษิณ-เฉลิม’ โยนเพื่อไทยจัดการเอง ‘ไอติม’ จวกรัฐบาลอีก ตั้งกรรมการประชามติแก้รธน.เสี่ยงเป็นตรายาง ‘ภูมิธรรม’ รับรองไม่ใช่แน่ แย้มจะทำประชามติแค่ 2 ครั้ง ก้าวไกลชงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสภา ครอบคลุมทุกกลุ่มสีเสื้อตั้งแต่ปี 49

‘เศรษฐา’มอบนโยบายปปง.

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. เวลา 11.15 น. ที่สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายในการปฏิบัติงานแก่คณะ ผู้บริหารสำนักงาน ปปง. โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานปปง. และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ต้อนรับ

นายเศรษฐากล่าวว่า ปปง.เป็นหน่วยงานสำคัญ เพราะเชื่อมโยงเกี่ยวกับความมั่นคง ปัจจุบันธุรกิจสีเทาทั้งหลาย เรื่องธุรกรรมการเงินเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้เครือข่ายสามารถขยายรายได้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ยาเสพติด การพนันออนไลน์ และอีกหลายเรื่อง ซึ่งการยึดทรัพย์ จะเป็นการทำลายต้นตอของปัญหาหลายๆ อย่าง จึงต้องทำงานกันอย่างรวดเร็วและกระชับขึ้น โดยยึดหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ การบังคับ ใช้กฎหมายต้องชัดเจน โปร่งใส และสาธารณชน รับรู้ได้ เช่น หากยึดทรัพย์มาต้องมีการขึ้นเว็บไซต์ว่าทำงานไปแล้วเท่าไร ยึดของใครมา ส่งคืนรัฐไปแล้วเท่าไหร่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสำนักงานปปง.มีความมั่นใจต่อกรณี ดำเนินการที่ค้างอยู่ 6 พันล้านบาท และต้องมั่นใจว่าให้ความเป็นธรรมด้วย เรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน มีกำหนดระยะเวลาอยู่ และตนมอบหมายไปแล้วว่าแต่ละเรื่องต้องมี KPI มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีข้อครหา ปปง.ในเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะผู้บริหาร ที่มีข่าวว่าเกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทา นายเศรษฐา กล่าวว่า ตรงนี้ต้องให้เกียรติเจ้าหน้าที่ด้วย อย่าพูดกันไปอย่างนั้นเลย ตนเชื่อว่าในวันนี้มาพูดแล้ว ทุกคนเข้าใจถึงเรื่องที่สังคมยังมีข้อกังขาอยู่ การมอบนโยบายในวันนี้เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ทุกคนทํางานอย่างสุจริต รอบคอบ รวดเร็ว และตอบโจทย์สังคมได้ ฉะนั้นขอให้ดูกันต่อไป เชื่อว่าประสิทธิภาพการทำงาน จะดีขึ้น ข้อครหาของสังคมต้องลดน้อยลง

สั่งปิดปากกก.เป๋าดิจิทัล

เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบาย โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 1/2566 โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที

นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่านโยบายนี้ เป็นเรื่องต้องทำ จึงขอให้ผู้ที่เป็นกรรมการชุดนี้ ซึ่งล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอแนะแนว ความคิดออกมา หากมีอะไรที่อยากเสนอแนะ หรือมีข้อข้องใจไม่สบายใจ ขอให้นำมาพูดคุยหารือกันให้ละเอียดเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในที่ประชุม หากมีอะไรที่เรายังไม่ได้นำมาพูดคุย ถกเถียงกัน หรือมีข้อขัดแย้งกัน ขอให้เก็บกันไว้ในห้องนี้แล้วพูดคุยกันในหมู่คณะกรรมการหรือผู้ใหญ่เพื่อให้ได้ทางออกที่สมบูรณ์ และอย่าทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน

ตนต้องขอร้องเรื่องนี้ เพราะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล และการแต่งตั้งคณะกรรมการนี้ ต้องการให้เป็นสิ่งยืนยันความตั้งใจที่จะดำเนินการเรื่องนี้จริงๆ หากมีการหารือถกเถียงกันจนมีข้อสรุปได้แล้ว ให้คณะกรรมการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพราะนโยบายนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนได้อย่างมหาศาล ส่วนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อง Position ต่างๆ ยินดีรับฟังความคิดเห็น เพราะอยากทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณา รายละเอียดในประเด็นต่างๆ และเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบโดยเร็วต่อไป

รถอีวี – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ทดลองนั่งรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ยี่ห้อบีวายดี ซีล รุ่นเพอร์ฟอร์แมนซ์ 3.8 เอส 530 แรงม้า ชาร์จไฟ 1 ครั้ง วิ่งได้ 650 ก.ม. ซึ่งบริษัทเอกชนนำมาให้ทดลองใช้ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 ต.ค.

ลั่นไม่มีนโยบายประชานิยม

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายเศรษฐาทดลองนั่งรถยนต์อีวีของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่นำมาให้ทดลอง เป็นรถเก๋งป้ายแดง ยี่ห้อ BYD Seal รุ่นเพอร์ฟอร์แมนซ์ 3.8 เอส 530 แรงม้า หมายเลขทะเบียน ภ-1192 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เปิดตัว โดยนายเศรษฐา ทดลองนั่งที่เบาะหลัง แต่ด้วยที่เป็นคนที่รูปร่าง สูงและมีขาที่ยาว ทำให้การขึ้นลง และลุกนั่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก และเมื่อมาทดลอง นั่งตรงเบาะคนขับ พบว่าไม่สามารถวางเท้า ที่คันเร่งได้ แม้ว่าจะเลื่อนเบาะมาจนสุดแล้ว

นายเศรษฐากล่าวว่า รถคันนี้ 530 แรงม้า แรงกว่ารถยนต์ปอร์เช่ ราคาประมาณ 1,599,000 บาท คันที่นำมาเป็นตัวท็อป ชาร์จครั้งหนึ่ง วิ่งได้ 650 กิโลเมตร ที่บ้านตนก็มีรถไฟฟ้า มีเทสล่า มีเฟียต และอาวดี้ซึ่งได้คืนบริษัท ไปแล้ว แต่ไม่มียี่ห้อบีวายดี

จากนั้นนายกฯ หันไปบอกกับบริษัท ที่นำรถยนต์มาให้ลองนั่งว่า มีคนถามว่าจะให้ภาคราชการนำมาใช้บ้างได้หรือไม่ ติดต่อเขาหน่อยสิ เอามาให้บริการและทดลองสัก 3-4 คัน เพื่อให้เป็นพรีเซ็นเตอร์หน่อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า โอกาสที่จะให้หน่วยงานราชการนำรถมาใช้ให้มากขึ้น มีมากน้อยเพียงใด นายเศรษฐากล่าวว่า ถือเป็นความคิดที่ดี และต้องดูเรื่องงบประมาณด้วย เพราะอายุการใช้รถเดิมเขาก็มี ถ้าหมดอายุก็เป็นข้อเสนอแนะที่ดี ฝากให้ฝ่ายเลขานุการเตือนด้วยจะได้นำไปสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยว่าขอให้พิจารณาลองรถไฟฟ้ามาใช้ และต้องดูเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ ทำให้อากาศสะอาดมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีนโยบายรถอีวีคันแรกหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ยังไม่ได้คิด และคิดว่ายังไม่มี ตรงนี้ผมคิดว่าเราไม่ใช่ประชานิยม เพราะอีวีเป็นยานยนต์ ที่ทำให้อากาศสะอาดขึ้น ไม่มีการปล่อยคาร์บอน ออกมา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ในขณะนี้”

ปัดไม่รู้รอยร้าว‘ทักษิณ-เฉลิม’

นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศตัดขาดกับนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจาก นายทักษิณระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิมเป็นคนกวนโอ๊ยทั้งพ่อทั้งลูก เลยไม่ให้ตำแหน่งว่า ความขัดแย้ง ระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม ตนไม่ทราบเรื่องว่า ท่านทะเลาะอะไรกัน และไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า เข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่า เป็นเรื่องคนสองคนแล้วกัน ไม่ทราบประวัติศาสตร์เขาว่า เป็นอย่างไรบ้าง ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบเพื่อไทย เป็นคนจัดการและพูดคุยใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคที่จะจัดกันเอง วันนี้ตนไม่ได้เข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของแต่ละคน อาจจะมีการงอนกันบ้าง น้อยใจ กันบ้าง ตนไม่ทราบเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ร.ต.อ.เฉลิมอาจไม่พอใจเรื่องการจัดสรรตำแหน่ง ในรัฐบาลนี้ ทั้งที่เป็นตัวขับเคลื่อนช่วงเลือกตั้ง นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ตำแหน่ง มีจำนวนจำกัด และหลายๆ ท่านที่เข้ามาทำงาน การเมืองมีความประสงค์จะช่วยบ้านเมือง เราอยู่ตรงนี้ บางท่านได้เป็นรัฐมนตรี บางท่านได้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี บางท่านได้เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการ บางท่านได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี บางท่านได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรี บางท่านได้อยู่ในคณะกรรมการต่างๆ มีหน้าที่ และมีหลายเสาที่สามารถเข้าไปอยู่กันได้ แต่เรื่องการแต่งตั้งยังไม่จบ ทยอยมาเรื่อยๆ เห็นได้จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา มีการคัดสรรที่ดี และมีหลายพรรคการเมือง ที่เกี่ยวข้องด้วย คงจะทยอยๆ ออกมา วันนี้ ถ้าผู้สื่อข่าวสอบถามตนตอบได้เท่านี้

ต่อข้อถามว่า เป็นปัญหาภายในพรรคที่ต้อง คุยกันภายในพรรคใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ทุกพรรค ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า มีปัญหากันทั้งนั้น มานั่งพูดคุยกันดีกว่า วันนี้เราพูดคุยกันด้วยความเข้าใจดีกว่า เมื่อถามว่า ไม่อยากให้ ร.ต.อ.เฉลิมพูดเร็วว่า อยากจะออกจากพรรคหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า คงไปบอกใครให้พูดอะไรไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับตน แต่ตนพูดโดยรวมว่าถ้ามีปัญหากัน ก็เจรจาด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัย ใช้ภาษาที่ไม่ก้าวร้าว ตนยึดหลักนี้และพูดมาโดยตลอด ขอให้เป็นในลักษณะนั้น

‘อ้วน’เชื่อสัมพันธ์ไม่สะบั้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย) ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบเรื่องร.ต.อ.เฉลิมกับนายทักษิณ ได้เห็นจากข่าวของสื่อมวลชน นายทักษิณ และร.ต.อ.เฉลิม มีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่แล้ว คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนตนให้ความเคารพ ร.ต.อ.เฉลิม และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอยู่เสมอ ถ้ามีโอกาสพบกับร.ต.อ.เฉลิม คงจะได้ สอบถามถึงกระแสข่าวดังกล่าว ทุกอย่าง น่าจะเป็นไปด้วยดี ร.ต.อ.เฉลิมอยู่กับพรรคเพื่อไทยมานาน ให้ความช่วยเหลือและให้ คำปรึกษาแก่พรรคในเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะทำให้เกิดรอยร้าวภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา และยังไม่รู้สึกว่า มีปัญหาอะไร ต่อข้อถามว่าจะถูกมองว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลอีกหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ไม่ฆ่าหรอก เสร็จงานแล้วไม่ฆ่าโค มีแต่จะทำงานให้ดีขึ้น ช่วยให้โคทั้งหลายได้มีงานทำ ช่วยให้โคทั้งหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ ในการที่จะทำงานได้ดี”

ต่อข้อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม เคยขอให้นายวัน อยู่บำรุง บุตรชายมีตำแหน่งในรัฐบาลบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการวางคนดำรงตำแหน่งต่างๆ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ได้รับฟังเรื่องราวและได้รู้กฎเกณฑ์กติกาว่า เป็นอย่างไร ภายในพรรคก็มีความพยายามประสานงานกันอยู่ และไม่เคยได้ยินว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหา ตนจะหาโอกาสพบกับร.ต.อ.เฉลิม ในเร็วๆ นี้ ได้ข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่ค่อยสบาย หากได้พูดคุยกับร.ต.อ.เฉลิม แล้วผลออกมาเป็นอย่างไร จะนำมาแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ ขอย้ำว่าไม่มีปัญหา ทุกคนสบายใจได้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเป็นที่เคารพของคนในพรรค และเป็นผู้ที่มีบทบาทในพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะต้องไปพบนายทักษิณ ก่อนที่จะไปพูดคุยกับร.ต.อ.เฉลิม หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ต้องไปพบนายทักษิณ ก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล ยังติดต่ออะไรไม่ได้ จึงสงสัยอยู่ว่าเขาไปได้ยินสิ่งที่นายทักษิณพูดได้อย่างไร

กลุ่ม 16 รวมตัวโชว์ปึ้ก 30 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นักการเมืองที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม 16 เมื่อปี 2536 ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสุชาติ ตันเจริญ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสนธยา คุณปลื้ม นายวราเทพ รัตนากร นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายประวัฒน์ อุตตะโมช นายธานี ยี่สาร และนายเกษม รุ่งธนเกียรติ ได้โชว์ภาพรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านริมน้ำของนายสุชาติ ย่านจ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา มีการรวมตัวรับประทานอาหารอยู่ตลอด แต่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษครบ 30 ปีของกลุ่ม 16 พอดี

ขณะที่สมาชิกหลายคนที่ไม่ได้มา ได้วิดีโอคอลเข้ามาพูดคุย โดยระบุว่า การรวมตัว ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการรวมตัวเพื่อกลับมาทำงานการเมืองในนามกลุ่ม 16 แต่เป็นเพียงการ รับประทานอาหารร่วมกันเท่านั้น เหมือนที่นัดกันเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในอดีตกลุ่ม 16 ถือว่ามีบทบาททางการเมืองอย่างมาก และปัจจุบันหลายคนยังมีบทบาททางการเมืองอยู่ และส่วนใหญ่สังกัดพรรคเพื่อไทย

‘ไอติม’ซัดรบ.ยูเทิร์นกก.แก้รธน.

เวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถามนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่า ในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 หลายพรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทยประกาศด้วยความมั่นใจว่า หากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล พรรคจะเดินหน้าทำประชามติทันทีโดยไม่ต้องอาศัยเสียงสว.

มาถึงวันนี้ท่านตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ครม.มีอำนาจในการออกมติให้จัดทำประชามติ และนับหนึ่งไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ท่านเลือกที่จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาก่อน จึงเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ต้องมาล้มกระดานทั้งหมด เพราะมีข้อสรุปร่วมกันมาก่อนแล้ว ผ่านกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ว่าต้องมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รวมทั้งต้องทำประชามติ แม้กระทั่งตัวคำถาม ตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาของการศึกษา แต่คือเวลาของการตัดสินใจว่าท่านจะเดินหน้าต่ออย่างไร

การที่พรรคก้าวไกลมีมติไม่เข้าร่วม คณะกรรมการ เพราะมี 2 จุดยืนคือ 1.สนับสนุน ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และ 2.สนับสนุน ให้เป็นการจัดทำโดยส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ทางตรงของประชาชนทั้งหมด ตราบใดที่รัฐบาล ยังไม่มีความชัดเจนว่าภายใต้กรอบของ 2 จุดยืนนี้ หรือเป็นการทลายกรอบดังกล่าว พรรคก้าวไกลจึงขออนุญาตยังไม่เข้าไปร่วมในฐานะกรรมการ เพราะเสี่ยงที่จะไปเป็นตรายางที่อาจขัดกับจุดยืนหลักของพรรค แต่เรายินดีมากที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ความเห็นและข้อเสนอต่อคณะกรรมการ

‘ภูมิธรรม’รับรองไม่ใช่ตรายาง

ด้านนายภูมิธรรมชี้แจงว่า การดำเนินการครั้งนี้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ และขณะนี้ วางหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า จะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด หากคิดตามกรอบไทม์ไลน์แล้วภายใน 4 ปีที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ จะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เกิดความเห็นชอบของทุกฝ่ายทุกคนในสังคม โดยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้สำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยืดเวลาไปเรื่อยๆ ไทม์ไลน์ที่ไกล ที่สุดคือประมาณ 3 ปีกว่า และคณะกรรมการต้องไปหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้ใช้เวลาน้อยที่สุด เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบ 3,000-4,000 ล้านบาท หากทำหลายครั้งก็เหมือนการเลือกตั้งหลายครั้ง คิดว่า ในเวลาเช่นนี้ไม่ควรต้องเสียเงินมากเช่นนั้น จึงพยายามหาลู่ทางว่าหากเป็นไปได้อยากทำประชามติสัก 2 ครั้งก็จะดี

ส่วนที่ถามว่าจะรับปากได้หรือไม่ว่า คณะกรรมการที่เข้ามาไม่ได้เป็นตรายาง ตนรับรองด้วยเกียรติและคิดว่านายพริษฐ์ ต้องให้เกียรติผู้ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการนี้ เพราะมาจากหลายภาคส่วน เพื่อมาดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ พวกเขาอย่างไร อยากให้นายพริษฐ์มองภาพให้กว้างขึ้น ยอมรับความเห็นที่แตกต่างกัน สิ่งที่ต้องรับประกันคือวันนี้จะทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ 2 ข้อที่พรรคก้าวไกลเสนอ เราอยู่ในสภาจะต้องมีการตกลงทำความเข้าใจกัน การที่ทำให้ทุกส่วนมาคุยกันเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาของประเทศโดยไม่สร้างความขัดแย้งใหม่

“ผมเสียใจนิดเดียวที่พรรคก้าวไกลเอาตัวออกจากคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น ไม่ควรมองอะไรที่แง่ร้ายเกินไป สิ่งที่เรากำลังทำคือกำลังจะเริ่มต้น หากทำใจกว้างนิดหนึ่งแล้วเข้ามาผมว่าเราจะคุยกันได้ แต่มีการกันไว้ 1 ที่นั่ง แม้จะยังไม่เข้าร่วมแต่ไม่ได้ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุดหยุดลง แต่เรากำหนดไว้ ในแผนการว่าจะมีการคุยกับพรรคก้าวไกล ต่อไปในอนาคต” นายภูมิธรรมกล่าว

ก้าวไกลชงร่างพ.ร.บ.นิรโทษ

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อม สส.ของพรรค ยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้กระทำความผิดอันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง แก่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ นี้ ตนจะนำไปตรวจความเรียบร้อย ทั้งรายชื่อสส. และระเบียบที่ไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้าพร้อมส่งกลับภายใน 7 วัน

ด้านนายชัยธวัชกล่าวว่า จากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2549 ภายหลังได้ลุกลามบานปลายจนในที่สุดเกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อมายังมีการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ตลอดเวลาตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกของกลุ่ม พันธมิตรฯ มาจนถึงปัจจุบัน มีพี่น้องประชาชน จำนวนมากที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการชุมนุม หรือการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ และมีพี่น้องประชาชนกว่าหลายพันคนถูกดำเนินคดี ตั้งแต่คดีเล็กๆ น้อยๆ จนไปถึงคดี ข้อกล่าวหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงมาถึงปัจจุบัน และยังไม่มีท่าทีที่จะยุติการดำเนินคดี

พรรคก้าวไกลเห็นว่าการจะทำให้สังคมไทย กลับเข้าสู่ภาวะปกติสุข เกิดความสุข ความสามัคคีกันในสังคมได้ การจะถอนฟืนออก จากกองไฟ ต้องหยุด และยุตินิติสงคราม เพื่อเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นการสร้างความยุติธรรม และความปรองดองที่ยั่งยืนในสังคมไทย ต่อไป

คลุมทุกกลุ่มสีเสื้อตั้งแต่ปี 49

สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ ที่พรรคก้าวไกลเสนอ มีดังนี้ 1.กำหนดให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวน และชุมนุมประท้วงทางการเมือง ตลอดจนการกระทำทางกายภาพ หรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ที่เป็นความผิดตามกฎหมายในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.2549 หรือวันแรกของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนถึงวันที่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้ หากการกระทำดังกล่าว มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองนั้น ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

2.การนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมถึงการ กระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์สลายการชุมนุม ซึ่งมีการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ ตลอดจนไม่นิรโทษกรรม การกระทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมาย อาญา และไม่นิรโทษกรรมการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113

3.กลไกในการนิรโทษกรรม กำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม 9 คน โดยให้อำนาจประธานรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ประกอบด้วย ประธานสภา ผู้นำฝ่ายค้าน บุคคลที่ได้รับเลือกจากครม. บุคคลที่ สส.เลือกอีก 2 คน แบ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาล 1 คน และฝ่ายค้าน 1 คน นอกจากนี้ เพื่อให้มีความรอบคอบมากขึ้นจะมีองค์ประกอบ ที่มาจากผู้พิพากษา หรืออดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม 1 คน ซึ่งมาจากการเสนอใน ที่ประชุมใหญ่ของประธานศาลฎีกา และมาจาก ตุลาการ หรืออดีตตุลาการในศาลปกครอง อีก 1 คน มาจากพนักงานอัยการหรืออดีตพนักงานอัยการอีก 1 คน ซึ่งต้องมาจากการ นำเสนอของศาลปกครองและอัยการเอง และส่วนสุดท้ายคือเลขาธิการสภา

4.กำหนดสิทธิผู้ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากระเบียบ ประกาศ คำสั่ง คำวินิจฉัย มติ หรือการกระทำของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำผิด เพื่อการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้ ให้มีสิทธิ์สามารถ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้เอง

‘ชัยธวัช’แจงโควตากมธ.ลด

นายชัยธวัชกล่าวถึงกรณีประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ของพรรคก้าวไกล ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากที่ต้องได้ 10 คณะ เหลือ 8 คณะว่า บางคณะที่เราตกลงกับพรรคว่าจะผลัดกันเป็นประธาน กมธ.คนละครึ่ง เป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเจรจาต่อรอง ซึ่งมี 1 คณะ ส่วนอีกคณะในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้านเราแบ่งประธาน กมธ.ให้พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไม่ได้มี สส.มากพอ เช่น เป็นคนละสมัย เพื่อทำให้บรรยากาศในการทำงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี ปัจจุบันตนไม่รู้แต่ละห้อง กมธ.มี Error อะไรบ้าง แต่ตนชี้แจงทำความเข้าใจกับ สส.ในพรรคแล้ว หลังจากที่ตัวแทนวิปและตนได้เจรจากับพรรค อื่นๆ ในที่ประชุมร่วมกับรองประธานสภา ถือเป็นข้อยุติแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ไม่ได้ประธาน กมธ.การวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นายชัยธวัชกล่าวว่า กมธ.อว.เป็นชุดที่เราแบ่งกับพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เพราะเขามี สส.แค่ 6 คน ทำให้ไม่ได้ประธาน กมธ.เลย เราเป็นเพื่อนพรรคร่วม ฝ่ายค้านด้วยกัน ก้าวไกลเป็นพรรคหลักคิดว่าควรแบ่งสลับกันทำหน้าที่ประธาน และยังมีอีก 1 คณะที่พรรคก้าวไกลตกลงกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าอยากได้ กมธ.ตรงกัน 2 คณะคือ กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ และ กมธ.ที่ดิน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

พรรคพลังประชารัฐยินดีจะให้พรรคก้าวไกล ได้ประธาม กมธ.ที่ดินฯ ส่วนพลังประชารัฐเอาประธาน กมธ.การเกษตรฯ ภายหลังพรรคพลังประชารัฐเสนอใหม่ว่าในเมื่อพรรค ก้าวไกลได้ กมธ.ที่ดินฯ แล้ว ให้เอา กมธ. การเกษตรฯ ไปด้วย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ยินดีทำหน้าที่ประธาน กมธ.ชุดไหนก็ได้ที่ไม่มี ใครเลือก แต่ขอประธาน กมธ.จากก้าวไกล เพิ่มอีก 1 โควตา ตัวแทนเจรจาของพรรค ก้าวไกลเห็นว่าทำให้เรื่องยุติ ไม่ยืดเยื้อ เดินหน้า ไปได้ทำให้ยอมรับเงื่อนไขนี้ เพราะ กมธ. การเกษตรฯ ถือเป็นประโยชน์ในการทำงานกับประชาชนมาก ถือว่าจบลงได้ด้วยดี

รทสช.-ก.ก.สลับนั่งกิจการศาลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังที่ประชุมสภาผู้แทน ราษฎร เลือกตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภา จำนวน 35 คณะ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และข้อบังคับที่ 90-91 ลงตัว โดยสัดส่วนแต่ละคณะประกอบด้วยกมธ. 15 คน สส.คนหนึ่งเป็นกมธ.ได้ไม่เกิน 2 คณะ และกมธ.แต่ละคณะมีการประชุมนัดแรกวันที่ 5 ต.ค. ที่รัฐสภา เพื่อเลือกประธานกมธ.

นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประธานกมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานกมธ.คนที่ 1 พร้อมกมธ.บางส่วน ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุม

นายสัญญากล่าวว่า การประชุมกมธ. กิจการศาลฯ วันนี้ ถูกจับตาว่าอาจมีความ ขัดแย้งตกลงกันไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือการประชุมมีบรรยากาศที่ดี มีแต่รอยยิ้ม และตนพูดชัดเจนว่าจะสลับกันเป็นประธานกมธ.กับน.ส.เบญจา จึงขอให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าไม่มีการทะเลาะกัน ไม่มีการแบ่งพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จะมุ่งมั่นตั้งใจทำตามหน้าที่กมธ. เพื่อประโยชน์ประชาชน ขอให้มั่นใจว่ากมธ.ชุดนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำรงตำแหน่งประธานกมธ.คนละกี่ปี นายสัญญากล่าวว่า เบื้องต้นคุยว่าจะสลับกัน แต่ระยะเวลาต้องหารือกับ น.ส.เบญจา และพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่คิดว่าไม่มีปัญหา เรามีสัญญาลูกผู้ชาย กันแล้ว จะจัดสรรอย่างเป็นธรรมทุกเรื่อง

‘ณัฐชา’โผล่เยอรมัน-ประชุมสะดุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกมธ.การสวัสดิการ สังคม ที่เป็นโควตาของพรรคก้าวไกล ซึ่งได้วางตัวนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคก้าวไกล เป็นประธาน ได้เลื่อนการเลือกประธานกมธ. และตำแหน่งต่างๆ ออกไปเป็นวันที่ 11 ต.ค. เนื่องจากนายณัฐชาอยู่ที่ประเทศ เยอรมัน ขณะที่การประชุมกมธ.ชุดนี้มีผู้เข้าร่วม ประชุมเพียง 8 คนจากทั้งสิ้น 15 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมมาเพียงเสียงเดียว

กมธ.ที่ไม่เข้าร่วมประชุมมี 7 คน ได้แก่ สส.พรรคก้าวไกล 5 คน นายณัฐชา น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ นายกัณตภณ ดวงอัมพร สส.กทม. น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ และนายสมดุลย์ อุตเจริญ สส.เชียงใหม่ รวมถึง นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา และ นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายศุภโชค และนายกาญจน์ ไม่เข้าประชุม เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีประชุม รวมถึงนายณัฐชาได้ติดต่อส่วนตัวมาจาก ต่างประเทศว่าขอเลื่อนออกไปก่อน

ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร” โพสต์รูปภาพ นายณัฐชา คู่กับ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล พร้อมข้อความระบุว่า “#ทุกคนคะ เห็นสตอเบอรี่มั๊ยค๊าาา ลูกเบอเร่อเลย Cheer ค๊าาาา”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน