เขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายด่วน

นายกฯเศรษฐายกคณะรมต.ไปอุบลฯวันนี้ ตรวจน้ำท่วม 3 จังหวัด อุบลฯ-ยโสธร-ร้อยเอ็ด สถานการณ์คลองขลุง กำแพงเพชรวุ่น สะพานข้ามแม่ปิงถล่ม ตอม่อถูกน้ำกัดเซาะจนทรุด เร่งวางเบลีย์ใช้สัญจรแทนชั่วคราว ลำปางระทึกน้ำป่าเถินซัดรถกระบะขนฟักทองตกถนนพลิกคว่ำ โชคดี คนขับปลอดภัย ลำชีเมืองชัยภูมิทะลักเพิ่ม ท่วมอีกกว่าหมื่นไร่ เขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท เร่งระบายน้ำเพิ่มจ่อล้น 1.5 พันลบ.ม.ต่อวินาที ย้ำพื้นที่ท้ายเขื่อน คลองโผงเผง อ่างทอง บางบาล แม่น้ำน้อย เสนา ผักไห่ อยุธยา รับน้ำล้นตลิ่งเพิ่ม

นายกฯตรวจบริหารน้ำชี-มูน

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การตรวจราชการนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่จ.อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด

โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย นายสมคิด เชื้อคง และนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมคณะ

สำหรับกำหนดการ ในวันที่ 6 ต.ค. เวลา 12.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออก เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 จากนั้นเดินทางไปสถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย ต.ในเมือง เมืองอุบลฯ เพื่อพบปะประชาชน และมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ก่อนไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยและพบปะประชาชน อ.พิบูลมังสาหาร ที่แก่งสะพือ ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร

นายชัยกล่าวต่อว่า จากนั้น วันที่ 7 ต.ค. เวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรี จะไปพบปะประชาชน และมอบสิ่งของช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ที่บ้านทรายงาม ต.กุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร จากนั้นเวลา 14.00 น. ตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดผู้ติด ยาเสพติด ที่สภ.หัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด แล้วเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

โดยการลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการไปติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชี-มูน รวมทั้งติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูน ยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับสถานการณ์น้ำของ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ขณะนี้ความจุแหล่งน้ำรวมของจังหวัด จากข้อมูล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2566 จ.อุบลราชธานี ความจุ 2,225 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำปัจจุบัน 1,971 ล้านลบ.ม. หรือร้อย 89% จ.ยโสธร ความจุ 119 ล้านลบ.ม. ปัจจุบัน 77 ลบ.ม. หรือร้อยละ 65% และ จ.ร้อยเอ็ด ความจุ 2,225 ล้านลบ.ม. ปัจจุบัน 823 ลบ.ม. หรือร้อยละ 37%

เหนือ-อีสาน-ตะวันออกยังจม

ด้าน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) รายงานสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ระหว่างวันที่ 26 ก.ย.-5 ต.ค.เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 28 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน ลำพูน อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ลำปาง สุโขทัย น่าน ตาก กำแพงเพชร แพร่ เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี ยโสธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก ตราด กาญจนบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สตูล และยะลา รวมจำนวน 96 อำเภอ 347 ตำบล 1,600 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,140 ครัวเรือน โดยปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมใน 4 จังหวัด ได้แก่ ตาก กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี และตราด รวม 15 อำเภอ 66 ตำบล 379 หมู่บ้าน และประชาชนได้รับผลกระทบ 13,209 ครัวเรือน โดยภาพรวมสถานการณ์ระดับน้ำลดลงทุกจังหวัด

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับ แจ้งเหตุ 1784” ไลน์ไอดี@1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอพพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT”

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มระบายอีก

ส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังคงเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน แต่จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนให้อยู่อัตราระหว่าง 1,400-1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก 20-60 ซ.ม. ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรี อยุธยา ในบริเวณแม่น้ำน้อย อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

สำหรับสถานการณ์น้ำ ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,669 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่บริเวณเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.25 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 12.75 เมตร/รทก. ซึ่งระดับน้ำห่างจากตลิ่งอยู่ที่ 3.59 เมตร และเขื่อนมีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 1,479 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงส่งผลทำให้ที่สถานีวัดน้ำ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี มีมวลน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,388 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ยังได้ผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทางด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งลงลำน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ประมาณ 384 ลบ.ม.ต่อวินาที อีกทั้งยังเป็นการลดผลกระทบให้กับพื้นที่ด้านท้ายน้ำ

นายนที มนติวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลง พื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งจัดเก็บน้ำของจ.ชัยนาท ในพื้นที่ บึงระเม็ง หมู่ 9 ต.ท่าชัย อ.เมือง และ บึงคลองมอญ หมู่ 4 ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฤดูแล้งในปี 2567 ภายใต้สถานการณ์ เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในช่วงฤดูฝนปี 2566 และต่อเนื่องไปในช่วงฤดูแล้งปี 2567

เถินระทึก-น้ำป่าซัดรถตกถนน

ด้านสถานการณ์น้ำและในพื้นที่ต่างๆ ที่ จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่งานป้องกันเทศบาล เวียงมอก เจ้าหน้าที่กู้ภัยออมบุญ ได้เดินทางตรวจสอบบริเวณหน้าสำนักสงฆ์วัดหนองหอย ต.เวียงมอก เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร หลังจากเวลา 03.00 น. เกิดอุบัติเหตุรถกระบะอีซูซุ ทะเบียน ผว-8370 เชียงใหม่ ด้านหลังเป็นคอกเหล็กบรรทุกฟักทองมาเต็มคันรถ เสียหลักพลิกตะแคงลงข้างทาง

โดยทางพระทศรัสมิ์ ถิรจิตโต พระสำนักสงฆ์วัดหนองหอย พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยออมบุญ เจ้าหน้าที่งานป้องเทศบาล เวียงมอกได้นำกรวยมาวางเพื่อป้องกันเหตุ ซ้ำซ้อน ก่อนที่ทางชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันขนถ่ายฟักทองไปขึ้นรถอีกคันหนึ่งเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าต่อไป

สอบถาม นายสม อายุ 40 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เป็นคนขับรถคันเกิดเหตุ ซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บ เล่าเหตุการณ์ระทึกให้เจ้าหน้าที่ ฟังว่า ขับรถกระบะบรรทุกฟักทองจาก จ.เชียงใหม่ เพื่อไปส่งให้ลูกค้าที่ จ.สกลนคร เวลาตี 3 ขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุ ปรากฏว่าได้มีน้ำป่าไหลหลากท่วมถนนสูง เนื่องจากถนนมืด ไม่ทันเห็น จึงได้ขับรถฝ่าสายน้ำ ซึ่งพบว่าระดับน้ำสูงถึงกระจกรถแล้ว ทำให้รถดับและถูกน้ำป่าซัดรถส่ายไปมา ก่อนพลัดตกลงข้างทางรถพลิกตะแคง ตอนนั้นตนตั้งสติ และรีบเปิดประตูรถวิ่งหนีตายออกมาจากรถได้ทัน และมาแจ้งขอความช่วยเหลือดังกล่าว

สะพานถล่ม – แม่น้ำปิงไหลหลากกัดเซาะสะพานวังแขม อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร พังถล่มลงมาหลังฝนตกหนัก เส้นทางเชื่อมต่อ 2 ตำบลถูกตัดขาด ทางจังหวัดเร่งสร้างสะพานเบลีย์ให้ประชาชนสัญจรชั่วคราว เมื่อวันที่ 5 ต.ค.

สะพานข้ามแม่ปิงถล่ม

ที่สะพานศรีมงคลวชิรานุสรณ์ (สะพาน วังแขม) ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิง เชื่อมระหว่าง ต.วังแขม ข้ามไป ต.แม่ลาด อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ที่สร้างขึ้นเมื่อ ปี 2547 รวม 19 ปี พบว่าตอม่อสะพาน ได้ทรุดตัวลงอย่างหนักและต่อเนื่องหลังจากถูกกระแสน้ำเซาะ จนกระทั่งเวลา 00.44 น. วันที่ 5 ต.ค. ปราฏว่าสะพานได้ขาดออกจากตอม่อพังถล่มลงแม่น้ำปิง

นายชาธิป รุจนเสรี ผวจ.กำแพงเพชร เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมกำชับ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดห้ามประชาชนเข้าไปในบริเวณสะพานเด็ดขาด เนื่องจาก เกรงว่าจะได้รับอันตราย ช่วงนี้จะมีกระแสสะพานถล่มอาจมีกลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาเซลฟี่ ถ่ายลงบนโซเชี่ยล พลัดตกลงไปหรือสะพานพังเสียหายมากกว่านี้

ขณะนี้สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง ปริมาณน้ำยังไหลแรงสูงขึ้นเนื่องจากมีน้ำ ทางภาคเหนือไหลลงมาสมทบ ส่วนสะพานทั้งหมดในพื้นที่จ.กำแพงเพชร มีสะพานข้ามแม่น้ำปิงทั้งขนาดเล็กและใหญ่ โดยประมาณ 11 แห่งซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความแข็งแรง

ด้านนายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง เปิดเผยว่า ได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำสะพานเบลีย์มาติดตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สัญจรชั่วคราวไปก่อน โดยมีการเสนองบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำสะพานเชื่อม เป็นรูปแบบคอนกรีตกำลังอัดสูง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้จัดรถรับส่งให้กับนักเรียนในพื้นที่ทั้งสองฝั่งจนกว่าจะมีดำเนินการแก้ไขสะพานให้กลับมาสัญจรได้ตามปกติ

น้ำยังหลากลงเขื่อนลำปาว

ขณะที่ สถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ยังมีน้ำไหลเติมเข้าอ่างอย่าง ต่อเนื่องทุกวัน ล่าสุดวันเดียวกัน มีไหลเข้า เพิ่มอีก 24 ล้านลบ.ม. ส่งให้เขื่อนปริมาณ อยู่ที่ 2,028 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 102.42 เปอร์เซ็นต์ จากความจุระดับกักเก็บ 1,980 ล้านลบ.ม. เกินระดับกักเก็บอยู่ 48 ล้านลบ.ม.

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กล่าวว่า ล่าสุดระดับน้ำบริเวณหน้าอ่างลดลงแล้ว 14 ซ.ม. จากเดิมระดับน้ำสูงที่ 164.29 ม.รทก. ปัจจุบันอยู่ที่ 164.15 ม.รทก. ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่เนื่องจากยังมีมวลน้ำไหลเข้ามาในอ่างมาเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ยังมีความจำเป็นที่ต้องระบายน้ำอยู่ที่วันละ 25 ล้านลบ.ม. และจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ไปจนกว่าจะเข้าสู่เกณฑ์ปกติ

สำหรับข้อมูลผู้ประสบภัย เบื้องต้นมี น้ำท่วมขังบ้านเรือนประชาชนบริเวณรอบเขื่อน พื้นที่ 6 อำเภอ 3,679 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 29,445 ไร่ บริเวณท้ายเขื่อน พื้นที่ 5 อำเภอ 5,089 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 38,034 ไร่

สวนทางแม่มูนลดลงต่อเนื่อง

ด้านสถานการณ์น้ำมูน ที่จ.อุบลราชธานี มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง มีน้ำสูง 7.64 เมตร แต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งอยู่ 64 ซ.ม.

ส่วนความคืบหน้าปริมาณน้ำในแม่น้ำ ที่ไหลมาจาก อ.หนองบัวแดง ไหลผ่าน อ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า เข้าสู่พื้นที่ เขต อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ที่ไหลทะลักดันพนังกั้นลำชีพัง มีมวลน้ำมหาศาลได้ไหลล้นตลิ่งแม่น้ำชีพื้นที่ลุ่ม ไร่นาบ้านเรือนประชาชน ที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำชี ตั้งแต่พื้นที่ ต.ทุ่งทอง ต.ลุ่มลำชี อ.บ้านเขว้า บ้านท่าศาลา ต.ละหาน อ.จัตุรัส ต่อมาไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่บ้านคลองโลโพ ถนนริมแม่น้ำชีสายบ้านหางเรียง-วังก้านเหลือง เชื่อมต่ออ.บ้านเขว้า-อ.เมือง น้ำท่วมถนนพื้นที่ลุ่มเป็นช่วง ทำถนนพัง หลายจุด รถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ มวลน้ำมหาศาลได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรนาข้าว ใน ต.บ้านค่าย อ.เมืองชัยภูมิเป็นบริเวณกว้าง มากยิ่งขึ้น มีพื้นที่นาข้าว ในพื้นที่ ต.ลุ่มลำชี อ.บ้านเขว้า และ ต.บ้านค่าย อ.เมือง ถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 10,000 ไร่ มีชาวบ้านเดือดร้อนอีกนับพันครอบครัว ในรอยต่อ 4 อำเภอ ซึ่งหนักสุดในขณะนี้คือที่บ้านเสี้ยวน้อยตำบลบ้านค่าย อ.เมือง หลังพนังกั้นน้ำชีแตกพังและล้นทะลักเนื่องจากมีวัชพืชที่ติดเกาะตาม เศษไม้ลำต้นไผ่ เต็มตลอดในลำชียาวกว่า 10 ก.ม. ที่บ้านวังกุ่ม ต.ลุ่มลำชี อ.บ้านเขว้า พบตลิ่งแม่น้ำแม่น้ำชีไหลผ่านถูกน้ำท่วม ได้รับความเสียหายจำนวนมาก มวลน้ำได้ไหลทะลักพัดพนังกั้นน้ำริมตลิ่งแตกพัง เสียหายอีกหลายแห่งยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทางจังหวัดอยู่ระหว่างเร่งสำรวจให้ความช่วยเหลือทั้งหมดโดยเร็วต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน