ภาพดาวเทียมชี้ชัด-ท่วมแล้วร้อยเอ็ด-ยโส-อุบล1.5แสนไร่

ท่วมแล้ว 1.5 แสนไร่ ในร้อยเอ็ด-ยโสฯ-อุบลฯ ‘เศรษฐา’ บินอุบลฯ สั่งแก้น้ำท่วม เร่งผันน้ำวิธีใหม่ ป้องกันก่อนเกิดวิกฤตช่วงน้ำมามาก ชี้ยังมีเวลาเตรียมการรับมือ แนะคิดนอกกรอบ เปรยกำลังมองหาช่องทางระบายน้ำใหม่ เพื่อบรรเทาน้ำผ่าน ตัวเมือง ‘ธรรมนัส’สั่งลอกบึงบอระเพ็ดเพิ่ม เผยกรมชลฯ เตรียมแผนผันน้ำจากพื้นที่ตอนบน ไม่ให้ซ้ำเติมกรุงเทพฯ ที่มีฝนหนัก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 6 ต.ค. นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พบปะประชาชน ที่จ.อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 6-7 ต.ค. เมื่อถึง ท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 นายเศรษฐาเดินทางต่อด้วยรถยนต์โตโยต้าอัลพาร์ด ทะเบียน กฉ 5454 อุบลราชธานี ไปที่สำนักงานชลประทานที่ 7 เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย

นายเศรษฐากล่าวในที่ประชุมว่า อุบล ราชธานีและพื้นที่ข้างเคียงมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้วท่วมอีก ต้องหาทางแก้ไขบูรณาการระยะยาวให้ได้ เข้าใจและเห็นใจว่าปัญหาใหญ่สะสมหมักหมมมานาน ไม่สามารถแก้ได้ในระยะสั้น ที่ผ่านมามีน้ำท่วมที่ จ.แพร่ จ.สุโขทัย เยอะมาก เราอยู่ในช่วงเวลาของการเยียวยา และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งตามความเข้าใจของตน อุบลราชธานีเพิ่งจะเริ่มท่วมทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูที่น้ำจะมามาก แม้อุบลราชธานียังไม่ถึงเวลา วิกฤตจริงๆ แต่หากไม่ทำอะไรไว้ก่อนก็อาจจะเกิดวิกฤตขึ้นได้ ซึ่งวิกฤตน้ำท่วมที่จังหวัดอุบลฯ จะเกิดกระทบภาคอุตสาหกรรมมหาศาล เรื่องโรคระบาดที่จะตามมาก็เป็นเรื่องใหญ่

นายเศรษฐากล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้ตระหนักดีว่ามันจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เราเพิ่งเข้ามาบริหารจัดการได้ไม่ถึงเดือน ฉะนั้นเรื่องนี้ในการแก้ไขปัญหาเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ซึ่งทางฝ่ายบริหารได้ลงพื้นที่ โดยกรมชลประทานลงถึง 2 ครั้งแล้ว เชื่อว่าความสำคัญจุดนี้สำคัญมาก และเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาระยะสั้นยังทำได้อีก และทำได้มากกว่าที่เคยทำและต้องทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน เวลาเราเหลือน้อย ฤดูนี้น้ำกำลังจะมา หากทำอะไรกันได้ก็อยากให้วางแผนระยะสั้นทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เยอะกว่าปีที่แล้วและต้องน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมีข้อสั่งการอยู่หลายข้อ

“ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและขอบคุณผู้บัญชาการภาค 2 ที่ดูแลพี่น้องประชาชน เชื่อว่าทุกคนพยายามแต่ขอให้คิดนอกกรอบนิดนึงอย่าไปสรุปว่ามันต้องท่วม เราต้องการสะพานจากผู้บัญชาการแม่ทัพภาค 2 ต้องการเรือหรือวิธีการเตือนภัย หากเราคิดและสามารถทำไม่ให้ท่วมหรือให้ท่วมน้อยที่สุด หากท่วมแล้วระบายเร็วที่สุด เชื่อว่าเวลายังพอมีอยู่บ้าง ผมคิดว่าช่วงที่แย่ที่สุดยังไม่มา ถือเป็นช่วงที่ดีเรายังมีทางป้องกันได้อยู่ จะต้องมีวิธีการระบายน้ำที่อาจจะต้องมีวิธีการที่ใช้คำว่าเสี่ยงนิดนึง และต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ บางอันไม่พิสูจน์ทราบให้แน่นอนแต่บางทีเราก็ต้องตัดสินใจที่จะทำอะไร เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยขึ้น” นายกฯกล่าว

น้ำอุบลฯ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตรวจสถานการณ์น้ำของ จ.อุบลราชธานี พร้อมกับพบปะประชาชนมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่สถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) เชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ต.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนายเศรษฐา รับฟังบรรยายสรุป ขณะที่นายเกรียงกำลังบรรยายถึงการปล่อยน้ำของกรมชลประทาน ปรากฏว่าในห้องประชุมมีการพูดคุยกันเสียงดังรบกวน ทำให้นายเศรษฐาตวาดเสียงดังออกไมโครโฟนว่า “ขอให้เงียบและฟังรัฐมนตรีบรรยายสรุปด้วย เพราะถือเป็นข้อมูลที่สำคัญที่พวกคุณต้องฟัง”

จากนั้นเวลา 14.10 น. นายเศรษฐามารับฟังการบรรยายสรุปและดูสถานที่จริงของระดับและปริมาณน้ำ ที่สถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี รวมทั้งพบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายเศรษฐาเดินทางต่อมายังตลาดใหญ่ เชิงสะพานเสรีประชา ธิปไตย ซึ่งเป็นสถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) โดยมีประชาชนให้การต้อนรับจำนวนมาก ทันทีที่นายเศรษฐาเดินทางถึงได้เดินไปบริเวณสถานีระบายน้ำเพื่อรับฟังบรรยายสรุป จากนั้นเดินพบปะประชาชนที่มารอให้การต้อนรับ โดยช่วงหนึ่งประชาชนตะโกนบอกนายกฯ ว่า “ฝากอุบลฯ ด้วย” ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง” นอกจากนี้นายกฯ ยังได้นั่งพูดคุยกับผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ด้วย ก่อนที่นายกฯ รับมอบสิ่งของและถุงยังชีพ เพื่อมอบต่อให้ประชาชน จากพระเทพมงคลวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเป็นผู้แทนของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม

นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า ตนตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาเยือนอุบลฯ เพราะบริหารงานมาไม่ถึงเดือนเวลาเจอสส.อุบลราชธานีทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและที่สภาผู้แทนราษฎร ทุกคนบอกถึงปัญหาน้ำท่วมและความทุกข์ยากของประชาชน ตนทราบดีว่าเดือนต.ค.น้ำจะท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในจุดที่เรายืนตรงนี้ปีก่อนน้ำท่วมเป็นเดือน ฉะนั้นรัฐบาลตั้งใจมาพูดคุยกับหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติหลายวิธี เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำจะไม่ท่วม โดยตนมาบอกให้ทุกฝ่ายเตรียมเผชิญกับน้ำที่จะมา ทั้งนี้ วันนี้ตนอบอุ่นเป็นอย่างมากชาวอุบลราชธานีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุ่มเทดูแลปัญหาน้ำท่วม ปากท้อง การลดค่าใช้จ่าย และปัญหายาเสพติด

เมื่อเวลา 15.15 น. ที่เชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย สถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ ดูสถานการณ์น้ำจังหวัดอุบลราชธานีและรับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยงานต่างๆ มีอะไรน่าเป็นห่วงหรือไม่ ว่า มี เรื่องน่าเป็นห่วง เพราะปีที่ผ่านมา จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้น้ำสูง 2 ฟุต และนานเป็นเดือน ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดอีกในปีนี้ไม่ได้ และมาวันนี้ทั้งรัฐมนตรีช่วยและสส. ในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากันเยอะ ต่างยืนยันว่าถ้าเกิดอุทกภัย ทุกหน่วยงานพร้อมช่วยประชาชนในทุกมิติ ซึ่งการช่วยเหลือก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากไม่ต้องช่วยจะดีกว่า เพราะน้ำไม่ท่วม แล้ววันนี้เราได้วางแผนบริหารจัดการน้ำท่วม ที่อาจจะต้องลองวิธีการใหม่บ้าง เพื่อทำให้มั่นใจว่าน้ำต้องไม่มี หรือมี ต้องน้อยมาก และระยะเวลาต้องน้อยมาก ซึ่งจากปริมาณน้ำเกือบแน่นอนว่าในเดือนต.ค.จะเป็นสถานการณ์ที่ยากที่สุด การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตนได้ให้กำลังใจ หน่วยงานต่างๆ ซึ่งทราบว่าทุกท่านทำงานกันอย่างหนัก

เมื่อถามว่าช่วงเวลาที่มีอยู่ในการเตรียมการรับมือระยะสั้น ให้คำมั่นได้หรือไม่ ว่าหากเกิดน้ำท่วมปีนี้จะไม่หนักเท่าปีก่อน นายกฯ กล่าวว่า มั่นใจ โดยจะใช้มาตรการผันน้ำและวิธีการต่างๆ ที่แตกต่างจากปีก่อน เพราะการบริหารจัดการน้ำมีหลายวิธี แต่ที่ผ่านมาเราใช้วิธีเดิมๆ ซึ่งจะต้องมีวิธีการที่แปลกใหม่บ้าง เช่น การ ผันน้ำ อาจจะปล่อยให้เร็วขึ้นอย่ากลัวว่ามันจะแล้ง เพราะพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เรามีวิทยาศาสตร์ที่จะพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนในระยะยาว

เมื่อถามว่าจะต้องเตรียมบริหารความเสี่ยงด้วยใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมี ตน สั่งการให้ดูเรื่องความเสี่ยงไปแล้ว เมื่อถามถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลาง นายกฯ กล่าวว่า ตนได้เข้าไปดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เช่น ที่จังหวัดสุโขทัย ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำคลี่คลาย ผู้สื่อข่าวถามว่าการพูดคุยในวันนี้มีการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มี แต่ต้องไปดูว่าอะไรลงทุนไปแล้วคุ้มค่าที่สุด ซึ่งสิ่งที่ผู้ซึ่งสิ่งที่พูดในวันนี้ คือ การเพิ่มช่องทางระบายน้ำใหม่ เพื่อบรรเทาน้ำที่จะผ่านตัวเมือง และการดำเนินการจะทันในสมัยรัฐบาลชุดนี้ เพราะเราดูว่าอะไรจะสามารถทำได้เลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่แก่งสะพือ นายเศรษฐาได้พักค้างคืนที่ จ.อุบลราชธานี และในวันที่ 7 ต.ค. มีภารกิจต่อเนื่องที่จังหวัดยโสธร และร้อยเอ็ด โดยเวลา 10.30 น.นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่บ้านทรายงาม ต.กุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร จากนั้นช่วงบ่ายตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดผู้ติดยาเสพติด “โครงการนาคาพิทักษ์รักษ์ประชา” ที่สภ.หัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 17.30 น.

ที่จ.นครสวรรค์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดและการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยแล้ง เอลนีโญ พร้อมรับฟังปัญหาด้านการเกษตร ที่บึงบอระเพ็ด โดยร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ต้องพัฒนาให้บึง บอระเพ็ดสามารถเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด โดยเพิ่มพื้นที่ในการขุดลอกให้มากขึ้น รวมทั้งขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ อ.ไพศาลี ตาม ข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูน้ำแล้ง และเป็นแหล่งหน่วงน้ำใช้ช่วงฤดูน้ำหลากก่อนไหลลงแม่น้ำสายหลักโดยได้มีการประสานกับปลัดกระทรวงเกษตรทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมแล้ว ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีแผนพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 บริหารจัดการ/การเข้าใช้ประโยชน์ ด้านที่ 2 การแก้แก้ไขปัญหาภัยแล้ง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ด้านที่ 3 คุณภาพตะกอน และรักษาระบบนิเวศ และด้านที่ 4 การจัดการน้ำท่วม บรรเทาอุทกภัย

“พื้นที่ดังกล่าวยังไม่เคยพัฒนาอย่างจริงจังเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการดูแลซ้ำ ซ้อนกัน ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กระทรว ง ทรัพยากรฯ และกระทรวงเกษตรฯ จึงต้องลงมาขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวด้วยตัวเองอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและประชาชนในนครสวรรค์มากที่สุด” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สั่งให้กรมชล ประทานพิจารณาบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน บริเวณท้ายเขื่อน และต้องคำนึงถึงการเก็บกักน้ำสำหรับฤดูแล้งด้วย เนื่องจากขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่ง ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากปริมาณน้ำมีมาก ดังนี้ ภาคเหนือ มีเขื่อน แม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่มอก และเขื่อนกิ่วลม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเขื่อนห้วยหลวง เขื่อนลำปาว เขื่อนหนองหาร เขื่อนน้ำพุง และเขื่อนอุบลรัตน์ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 55,306 ล้านลบ.ม. หรือ 67% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การ 31,158 ล้าน ลบ.ม. หรือ 54% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2565 จำนวน 8,528 ล้านลบ.ม. ซึ่งยังเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูฝนนี้ แต่กรมชลประทานต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่าระหว่างวันที่ 6-8 ต.ค. กรมชลประทานต้องเตรียมรับมือฝนตกหนัก จากอิทธิพลของร่องมรสุม บางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคกลาง และจากอิทธิพล พายุไต้ฝุ่น “โคอินุ” ที่คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ดังนี้ แม่น้ำวัง ที่ อ.สามเงา และบ้านตาก จ.ตาก แม่น้ำยม ที่ อ.สวรรคโลก ศรีนคร ศรีสำโรง ศรีสัชนาลัย ทุ่งเสลี่ยม และเมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย และแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องในระยะนี้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสาขาที่เป็นจุดเชื่อมต่อกรุงเทพฯ เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น กรมชลฯได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่าง ใกล้ชิด พร้อมวางแผนผันน้ำจากพื้นที่ตอนบน และระบายน้ำจากฝนที่ตกเพิ่มในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.พิจิตร สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดพิจิตร ขณะนี้จังหวัดพิจิตรได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยเฉพาะลุ่มน้ำยมมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝนยังตกลงมาอย่างหนัก ติดต่อกันมาหลายวัน ทำให้แม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ในอ.สามง่าม อ.บึงนาราง อ.โพธิ์ ประทับช้าง อ.บางมูลนาก ชาวบ้านได้รับผล กระทบ 540 หลังคาเรือน

ที่จ.อ่างทอง รายงานสถานการณ์แม่น้ำน้อยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายลงสู่ท้ายเขื่อน 1,499 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำเริ่มเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่นอกเขตคันกั้นน้ำ บริเวณหมู่ที่ 9 ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ มีระดับน้ำสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร (ซ.ม.) ขณะที่มวลน้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่านจ.อ่างทอง มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สถานีวัดน้ำ หน้าศาลากลาง จังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำสูง 5.88 เมตร จากระดับตลิ่ง 10.00 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,241 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำแม่น้ำน้อย (ม.9 ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ) ระดับน้ำ 4.19 เมตร (ระดับคันกั้นน้ำ 5.00 เมตร)

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.กาญจนบุรี ว่ามีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเวลา 17.30 น ของวันที่ 5 ต.ค. ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 6 ต.ค. ในพื้นที่อ.ทองผาภูมิ เกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้าน พื้นที่ทางการเกษตร ในพื้นที่ ม.4 บ้านลิ่นถิ่น ม.5 บ้านหนองบาง ม.6 หนองเจริญ และม.7 บ้านนามกุย ต.ลิ่นถิ่น นอกจากนั้นน้ำป่ายังบ่าเข้าท่วมทางหลวง 323 ทองผาภูมิ-กาญจนบุรี ในพื้นที่บ้านลิ่นถิ่น บ้านท่าขนุน นอกจากนั้นน้ำในลำห้วยอู่ล่องไหลเข้าท่วมทางหลวง 323 สังขละบุรี-ทองผาภูมิ บริเวณหน้าหน่วยทหารพัฒนาที่ 11 ระดับน้ำสูง 50-80 ซ.ม. รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงเช้าวันนี้ ขณะที่มีรายงานว่าน้ำในลำห้วยกุยมั่งได้ไหลบ่าเข้าท่วมบริเวณน้ำพุร้อนหินดาด โดยมีกระแสน้ำป่าที่รุนแรง ระดับน้ำในลำห้วยสูงขึ้นจนเกือบท่วมสะพาน เจ้าหน้าที่จึงประกาศงดเข้าพื้นที่ในช่วงนี้ ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ยังคงมีเมฆฝนและฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง

วันเดียวกัน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า เผยภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentine l-2 บริเวณพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้วถึง 151,800 ไร่

สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว จิสด้าได้ส่งต่อข้อมูลภาพจากดาวเทียมให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผน การติดตาม เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป ทั้งนี้ จิสด้าได้วางแผนและปรับแผนรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผล กระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ท่านสามารถตรวจสอบพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://disaster.gistda.or.th/

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน