ดีเอสไอเชือด 13 ผู้ประกอบการโกงภาษีตั้งแต่ปี 54 พฤติกรรมเปิดบริษัทเถื่อนซื้อขายเศษเหล็ก ของเก่า ทองแดง ทองเหลือง ปลอมใบซื้อขายทำรัฐสูญเงินกว่า 4 พันล้าน เร่งขยายผลอีกคดี ความเสียหายกว่าพันล้าน สอบเงินหมุนเวียนในบัญชี ผู้ต้องหาชี้แจงที่มาไม่ได้ ส่วนจนท.รัฐที่ร่วมแก๊ง ป.ป.ช.สั่งฟันแล้ว

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.กองคดีภาษีอากร พร้อมด้วย นางพิชญา ธารากรสันติ โฆษกดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าวการดำเนินคดีกับกลุ่มนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีพฤติการณ์ขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จในรอบปี พ.ศ.2554-2556 หลังรับเรื่องร้องเรียนจากกรมสรรพากร โดยการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอพบว่ามีบุคคลได้รับเงินจากการทุจริตในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินดังกล่าวได้

จากการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเชื่อได้ว่านายสุรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ในฐานะเจ้าของกิจการหลายบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับรับซื้อ ขาย ของเก่าประเภททองแดง ทองเหลือง ได้รับเงินจากกลุ่มนิติบุคคลและผู้เกี่ยวข้องซึ่งมีพฤติการณ์ขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ และปิดบังซ่อนเร้น ไม่นำเงินได้ดังกล่าวมายื่นเสียภาษีเงินได้ ต่อกรมสรรพากร ทำให้รัฐขาดรายได้ในการจัดเก็บภาษีเป็นมูลค่าความเสียหาย 4,915,093,268.32 บาท อธิบดีดีเอสไอจึงมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีภาษีอากร ได้ส่งสำนวนคดีพิเศษที่ 58/2566 นี้ พร้อมตัวผู้ต้องหา ไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2566 แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการ

นายธานินทร์กล่าวว่า พฤติกรรมของ ผู้ต้องหารายนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มเอกชน 13 ราย ที่ดีเอสไอดำเนินการ พบว่าเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน โดยตั้งบริษัทเถื่อนประกอบกิจการซื้อขายเศษเหล็กขึ้นมาหลายบริษัท และสร้างเอกสารใบซื้อขายเท็จโดยที่ไม่มีการซื้อขายกันจริง หรือซื้อขายค่อนข้างน้อยแต่อ้างว่าเป็นการซื้อขายจำนวนมาก และมีการเรียกภาษีคืน โดยมีเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่ร่วมมือด้วย และพบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้ต้องหาที่ผู้ต้องหา ไม่สามารถชี้แจงได้ โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐทาง ป.ป.ช.ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่แล้ว

นายธานินทร์กล่าวอีกว่า นอกจากคดีนายสุรศักดิ์แล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังได้ดำเนินคดีกับบุคคลที่มีพฤติการณ์เดียวกัน โดยอธิบดีดีเอสไอได้มีความเห็นสั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ในคดีพิเศษที่ 115/2565 ความผิดฐานกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย จำนวนเงิน 4,366,742,951 บาท และคดีพิเศษที่ 152/2561 ความผิดฐานฟอกเงิน จำนวนเงิน 296,897,908.57 บาท นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มอีกหนึ่งคดี ได้แก่คดีพิเศษที่ 54/2566 จำนวนเงิน 1,132,231,291 บาท

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน