ภูเก็ต-เชียงใหม่อนุกก.1 หมื่นถกสรุปหลักเกณฑ์กก.แจงสส.ฉาว
‘เศรษฐา’ส่งท้ายเยือนสิงคโปร์ก่อนกลับไทย เร่งต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ ผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้องสอบนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นหากพบขัดกฎหมายจะส่งศาลรธน.วินิจฉัย ‘หมอมิ้ง’ คุยนโยบายนี้ดันเศรษฐกิจพุ่งแบบทวีคูณ รมว.สุดาวรรณขอเจียด 3 พันบาทให้ใช้หมวดท่องเที่ยวได้ เล็งนำร่องเปิดผับถึงตี 4 กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-เชียงใหม่ ด้าน ‘อนุทิน-ชาดา’ หนุนสุดตัว ก้าวไกลแถลงปมฉาว สั่งสอบเพิ่ม ‘สส.วุฒิพงศ์’ แช็ตคุกคามทางเพศ ‘สส.สิริน’ ถูกตัดสิทธิ-ห้ามดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรค และขับอดีตผู้สมัครสส.พ้นพรรค
‘เศรษฐา’ต่อยอดร่วมมือสิงคโปร์
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในเวลา 09.00 น. ไปยังสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยเที่ยวบินพิเศษ
เวลา 11.00 น. (เวลาท้องถิ่นสิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ช.ม.) ที่ทำเนียบประธานาธิบดี นายเศรษฐา ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ แล้วเข้าเยี่ยมคารวะนายทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ พูดคุยถึงความร่วมมือในมิติที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อาหารและสินค้าเกษตร การเงิน การลงทุน โดยไทยหวังที่จะเชิญชวนและดึงดูดนักลงทุนด้าน Data Center ซึ่งจะมีส่วนช่วยต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิงคโปร์ถือเป็นเพื่อนที่ดีและเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด ซึ่งไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อกระชับมิตรภาพและความร่วมมือในทุกด้านที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยควรใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาความร่วมมือ
จากนั้นนายเศรษฐาหารือกับนายลี เซียน ลุง นายกฯ สิงคโปร์ โดยนายเศรษฐาหวังที่จะขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนทวิภาคี ตลอดจนด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว พันธบัตรสีเขียว และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และยินดีที่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การ แพร่ระบาดของโควิด-19 ตอนนี้ไทยและสิงคโปร์พร้อมเดินหน้าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งไทยและสิงคโปร์จะได้ร่วมกันยกระดับการเติบโต และการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน ด้าน นายกฯ สิงคโปร์กล่าวยินดีถึงการเชื่อมโยงระบบ PromptPay-PayNow ของทั้งสองประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
เวลา 16.55 น. นายเศรษฐาเดินทางถึง ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ หลังเสร็จสิ้นการเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บรูไน มาเลเซีย ปิดท้ายที่สิงคโปร์ อย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 8-12 ต.ค.

ถกสิงคโปร์ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกลางวัน กับนายลี เซียนลุง นายกฯ สิงคโปร์ ที่เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ พร้อมหารือเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.
ผู้ตรวจรับคำร้องสอบเงินดิจิทัล
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ ยื่นเรื่องถึงผู้ตรวจการแผ่นดินพร้อมความเห็นนักวิชาการขอให้วินิจฉัยพร้อมส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง เกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลังว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงเพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติ
หลังจากที่มีความชัดเจนว่าในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอย่างใด ลักษณะใดแล้วเราจะนำประเด็นข้อร้องเรียนให้รัฐบาลได้ชี้แจงในเบื้องต้น และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นข้อมูลแล้วนำมาเทียบกับหลักกฎหมาย หากเข้าเงื่อนไขที่สามารถส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองก็จะดำเนินการต่อ
ผู้สื่อข่าวถามข้อห่วงใยของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความโปร่งใสในดำเนินนโยบายดิจิทัล จะฝากไปยังรัฐบาลหรือไม่ นาย สมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล และวิชาการมีความปรารถนาดี ต่อประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายคงได้ตระหนักในเรื่องการดำเนินการ คงใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ ผู้ตรวจฯ ก็เคารพตรงนั้น
เลขานายกฯยันดันศก.พุ่งทวีคูณ
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการ นายกฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแน่นอน เพราะจากสภาพเศรษฐกิจของไทยยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ได้เต็มศักยภาพ ขณะที่รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นไม่ทันกับภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 91.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แนวคิดของโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตคือเราเติมเงิน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน รวมทั้งมองไปถึงการที่จะมีการรวมกลุ่มของประชาชน เกษตรกร ที่ได้รับเงินจำนวนนี้จะนำไปตั้งเป็นร้านค้าชุมชน ตั้งวิสาหกิจชุมชน หรือรวมตัวกันไปซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่แค่การแจกเงินให้ไปซื้อของ แต่มีกลไกที่รัฐบาลมองว่าจะทำให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในระดับชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยได้ประโยชน์ด้วย
เมื่อมีการใช้จ่าย บริโภคเพิ่มขึ้นจากเงินดิจิทัลในส่วนนี้ถือว่าเป็นการสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจให้เกิดผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทยอยู่ที่ 60% ถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศ เมื่อมีการบริโภคมากขึ้น จะช่วยเพิ่มการผลิต การจ้างงาน ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นทั้งจากภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล ซึ่งนอกจากทำให้รายได้ของประเทศเพิ่ม สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของประชาชนจะลดลงด้วย
สำหรับแหล่งเงินที่จะทำมาใช้ในโครงการนี้ รัฐบาลมี 2-3 ทางเลือก อาจจะใช้หลายแนวทางผสมกัน โดยให้คณะกรรมการ ขับเคลื่อนโครงการแจกเงินเงินดิจิทัลฯ ไปดูในรายละเอียดและความเหมาะสม ซึ่งนอกจากการรักษาวินัยการเงินการคลัง สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดูคือการดำเนินโครงการนี้ และการจัดหาแหล่งเงินต้องไม่กระทบกับเครดิตเรตติ้งของประเทศ
‘จุลพันธ์’ถกอนุกรรมการนัดแรก
เวลา 16.30 น. ที่กระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ครั้งที่ 1/2566 เพื่อพิจารณาถึงแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการ เกณฑ์การ ใช้จ่ายเงินดิจิทัลที่มีการกำหนดรัศมีไว้ 4 กิโลเมตร
รวมทั้งจะนัดคณะอนุกรรมการมาประชุมหาข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 19 ต.ค. เพื่อที่จะรวบรวมนำเสนอรายละเอียดทั้งหมดต่อ คณะกรรมการโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ชุดใหญ่ ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ในวันที่ 24 ต.ค.
นายจุลพันธ์กล่าวว่า นโยบายการเติมเงิน 10,000 ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นนโยบายที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง ฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ประชาชนเดือดร้อน การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2% เทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เติบโตได้สูงกว่า ทั้งที่ผ่านมาและมองไปในระยะข้างหน้า
มาตรการการดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นตัวฉุดกระชากเศรษฐกิจให้โตตามศักยภาพ เป็นการกระจายเม็ดเงินลงไปในระดับฐานรากอย่างทั่วถึง โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้ให้เม็ดเงินมีการหมุนเวียนในท้องถิ่น และจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับ 5% ต่อปี เป็นการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมาย คือ คุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้น
ลั่นพร้อมฟังความเห็นป.ป.ช.
มาตรการดิจิทัลวอลเล็ตจะใช้ประชาชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเงินทุกบาทจะไม่มีการรั่วไหล ถึงมือทุกคน ไม่ต้องห่วงปัญหาคอร์รัปชั่น รัฐบาลและกระทรวงการคลังพร้อมรับการตรวจสอบทุกรูปแบบ โดยได้ติดตามข้อเสนอและข้อห่วงใยของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยในส่วนของคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีหน่วยงานมาช่วยเป็นหูเป็นตา รอบคอบ รัดกุม และเป็นประโยชน์
“ผมพร้อมเข้าไปพบกับ ป.ป.ช. ด้วยตัวเอง หลังจากที่ได้ทราบว่า ป.ป.ช. มีการตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ พร้อมที่จะเข้าไปรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อสงสัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และนำข้อเสนอแนะจาก ป.ป.ช. มาปรับใช้ให้มาตรการมีความรอบคอบที่สุด และแม้ว่ามาตรการนี้จะมีกรอบระยะเวลาที่กระชั้น แต่คณะอนุกรรมการจะพิจารณาให้รอบคอบ ถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงความเห็นของทั้งประชาชน เอกชน และหน่วยงานภาครัฐให้รอบด้านมากที่สุด” นายจุลพันธ์กล่าว
‘รมว.ปุ๋ง’ขอ 3 พันปลุกท่องเที่ยว
น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างรอสรุปความชัดเจนเรื่องเงื่อนไข ที่ผ่านมามีผู้เสนอแนวคิดและการปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าให้สามารถนำเงินดิจิทัลบางส่วนไปใช้จ่ายในหมวดการท่องเที่ยวได้ด้วย เช่น กันเงินดิจิทัลบางส่วน 3,000 บาทให้ไปใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวได้
ส่วนผู้ลงทะเบียนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตจะเลือกใช้จ่ายหมวดการท่องเที่ยวสูงสุดเต็มเพดาน 3,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,000 บาทนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอย่างอื่น หรือสุดท้ายแล้วจะเลือกนำเงินดิจิทัลไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมวดการท่องเที่ยว เต็มวงเงินดิจิทัล 10,000 บาทก็ได้เช่นกันตามความต้องการของผู้ลงทะเบียน แนวคิดเหล่านี้ต้องขอหารือกันก่อนเพื่อตกผลึกข้อสรุปเงื่อนไขอีกที
ด้านนโยบายและแผนงานกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวจะมีออกมาเพิ่มเติมต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมออกมาตรการด้านวีซ่าเฟส 2 แน่นอน โดยอาจเป็นการขยายวันพำนักในประเทศไทยช่วงไฮซีซั่นนี้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติตลาดเป้าหมาย เบื้องต้นยังระบุไม่ได้ว่ามีรายชื่อประเทศไหนบ้าง ต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการก่อนประกาศภายในเร็วๆ นี้
เล็งนำร่อง3จว.เปิดผับถึงตี4
น.ส.สุดาวรรณกล่าวว่า สำหรับกรณีที่ นายกฯ มีนโยบายขยายเวลาเปิดให้บริการของสถานบริการ เช่น ผับ และบาร์ถึงเวลา 04.00 น. ไม่ต้องลักลอบเปิดเกินเวลา เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางความบันเทิง (Entertainment Hub) ตามเป้าหมายของรัฐบาล ความคืบหน้าขณะนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อนำร่องการกำหนดโซนใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ที่จะอนุญาตให้มีการขยายเวลาเปิดให้บริการ ซึ่งมีข้อเสนอหลากหลายว่าควรอนุญาตให้เปิดถึงเวลา 04.00 น. หรือบางมุมเสนอให้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็มี
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมยื่นของบกลาง 600 ล้านบาท เพื่อนำไปทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ และจัดอีเวนต์งานเทศกาล กระตุ้นภาคการ ท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศในช่วง ไฮซีซั่นนี้ผ่าน 4 โครงการ ได้แก่ 1.อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ พาสปอร์ต พริวิเลจส์ (Amazing Thailand Passport Privileges) งบประมาณ 150 ล้านบาท ผลที่คาดว่าจะได้รับคือการรับรู้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายของการช็อปปิ้งเพิ่มขึ้น และขยายลูกค้าใหม่จากตลาดต่างประเทศให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว
2.ไทยแลนด์ เฟสติวัล เอ็กซ์พีเรียนส์ (Thailand Festival Experience) ใน 5 ภาค งบประมาณ 200 ล้านบาท ผลที่คาดว่าจะได้รับ ก่อให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท 3.มาร์เก็ตติง แอนด์ พีอาร์ ฟอร์ซ-มูฟ (Marketing & PR Forced-move) งบประมาณ 150 ล้านบาท ผลที่คาดว่าจะได้รับจากตลาดทั่วโลกทุกทวีป 30,000 ล้านบาท และ 4.เดอะ ลิงก์ โลคอล ทู โกลบอล (The Link Local to Global) ก่อให้เกิด รายได้ไม่น้อยกว่า 560 ล้านบาท
มหาดไทยหนุนสุดตัว
ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการเป็นนโยบายให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำความเห็นเรื่องเปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. ซึ่งต้องถามเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายผู้ประกอบการ เพื่อตอบสนองนโยบายและ ข้อสั่งการของนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ได้คุมเข้มเรื่องอาวุธปืนอย่างเข้มงวด แต่เรื่องนี้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ต้องช่วยกันเข้มงวดตรวจตราก่อนที่จะให้คนเข้าไปในสถานบันเทิง สถานบริการ ร้านอาหารต่างๆ ขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงานมาว่าได้ตั้งด่านตรวจกันอย่างเข้มงวด
ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะอนุญาตเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. และควรทำมานานแล้ว โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว การเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรม แต่เป็นเรื่องการท่องเที่ยว หลายประเทศก็เปิดกัน มองว่าเป็นคนละเรื่องกับความมั่นคง แต่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการความปลอดภัยหลังจากนี้ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมดูแลตลอดเวลาอยู่แล้ว
เหยื่อเมาขับบุกทำเนียบค้าน
ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต นำโดย นายเจษฎา แย้มสบาย ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับกรุงเทพมหานคร และน.ส.เครือมาศ ศรีจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อขอคัดค้านนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบริการ ผับ บาร์ โดยเข็นรถวีลแชร์นำผู้ได้รับอุบัติเหตุจากการเป็นเหยื่อเมาแล้วขับ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยการตอกฝาโลงด้วย
หนังสือคัดค้านระบุว่า เครือข่ายมีจุดยืนและข้อเสนอดังนี้ 1.ขอคัดค้านการขยายเวลาเมาของสถานบริการ เพราะดื่มเพิ่มเท่ากับเมาเพิ่ม เสี่ยงเพิ่ม อุบัติเหตุเพิ่มและภาระทางการแพทย์เพิ่มแน่นอน
2.ประเทศไทยมีจุดขายอื่นที่มีคุณค่ามากกว่าการเมา และในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นที่ไม่ใช่ร้านเหล้าผับบาร์ นักท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยมากกว่า ยังประโยชน์ให้คนเล็กคนน้อยในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นให้มีรายได้ด้วยไม่ใช่จำกัดเฉพาะแค่ผับบาร์ ธุรกิจเหล้าเบียร์
3.ในงานวิจัยของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองไม่พบว่าการขยายเวลากินดื่มจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เป็นแค่การเพิ่มผลประโยชน์ของคนในธุรกิจนี้ แต่เพิ่มความเสี่ยงให้คนส่วนใหญ่ของสังคมต้องแบกรับ
4.รัฐบาลควรมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เพราะที่ผ่านมามีข่าวต่อเนื่องในเรื่องความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวซึ่งจุดนี้สำคัญกว่ามาก ตลอดจนการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า ที่ทำให้ชุมชนคนในพื้นที่ได้ประโยชน์ด้วย
5.ขอให้นำคำสั่ง คสช. 22/2558 มาบังคับใช้ เพื่อควบคุมสถานประกอบการมิให้ทำผิดกฎหมาย เพราะตามกฎหมายฉบับนี้ทำให้สถานบริการอาจถูกสั่งปิดถาวรหรือสั่งปิด 5 ปีเมื่อพบว่ามียาเสพติด เด็ก การพนัน ค้ามนุษย์ เปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด
‘ชัย’โยน‘หมอมิ้ง’ปมกฎหล็ก
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายของผู้บริหาร กำหนดให้โฆษกรัฐบาลและให้รองโฆษกรัฐบาลหนึ่งคน สลับเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในแต่ละสัปดาห์ ว่า จากเดิมรัฐบาลที่แล้ว ใช้ตึกสันติไมตรี เป็นสถานที่ประชุมครม. แต่รัฐบาลนี้ย้ายมาใช้ชั้น 5 ของตึกบัญชาการ 1 ที่มีขนาดพื้นที่เล็กกว่า จึงมีแนวปฏิบัติว่าควรจำกัดจำนวนคนให้พอดีกับพื้นที่ ทุกฝ่ายจึงจัดระเบียบบุคลากร สำนักเลขาธิการนายกฯ จึงแจ้งทางสำนักโฆษกให้โฆษกรัฐบาลเข้าร่วมประชุมทุกครั้งโดยสลับรองโฆษกหมุนเวียนกันเข้าไปร่วมประชุม และตนเป็นผู้ปฏิบัติ ได้ทำตามระเบียบดังกล่าว มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลว่าอาจกระทบกับการสื่อสาร หากในสัปดาห์ที่มีเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น แต่โฆษกของพรรคนั้น ไม่ได้เข้าประชุมครม. นายชัยกล่าวว่า คิดว่าไม่น่ามีปัญหา
ต่อข้อถามว่าการสั่งห้ามแบบนี้ถือเป็น ครั้งแรก นายชัยกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามคนออกระเบียบ ถามตนไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ต้องถาม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ใช่หรือไม่ นายชัยกล่าวว่า “สื่อก็ลองไปถามดู ผมปฏิบัติตามระเบียบ เมื่อเขาว่ามาอย่างนี้ก็ไปแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เอาเรื่องใหญ่ๆ ของประเทศชาติดีกว่า”
วิปฝ่ายค้านเดินเครื่อง
ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านครั้งแรก ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และพรรคเป็นธรรม (ปธ.)
นายชัยธวัชกล่าวว่า เป็นการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ชัดเจนแล้วว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรค ก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่มีจำนวน สส. เป็นอันดับหนึ่ง จะทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ตนได้ขอความร่วมมือทุกพรรค ในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเดินหน้าภารกิจของพรรคร่วมฝ่ายค้านตลอด 4 ปีหลังจากนี้ พร้อมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน
ในที่ประชุมได้กำหนดการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรครวมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เป็นประจำทุกเช้าวันอังคาร รวมถึงหารือแนวทางการทำงานร่วมกันหลายประเด็น เช่น การจัดเวทีฝ่ายค้านพบประชาชนหลังปิดสมัยประชุม เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ การเตรียมการอภิปรายทั่วไป ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณต้นปี 2567 หลังผ่านวาระ 3 การอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยอาจเป็นอภิปรายแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 หรือหากมีหลักฐานที่ชัดเจน อาจยกระดับเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 โดยเรื่องเหล่านี้ หลายพรรคจะนำกลับไปหารือกับ สส. ในพรรคก่อน
“ต้องการให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง สำหรับพรรคก้าวไกลในฐานะแกนนำจะทำงานเต็มที่ ตรงไปตรงมา เน้นเนื้อหาและความสร้างสรรค์” นายชัยธวัชกล่าว
ก้าวไกลแถลงเคสสส.หื่น
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. คณะกรรมการวินัยพรรคก้าวไกล แถลงข่าวความคืบหน้าการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี สส.พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ
นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องยอมรับอย่าง ตรงไปตรงมา พรรคก้าวไกลกำลังมีปัญหาเรื่องการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ในฐานะพรรคการเมืองที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระดับประเทศ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นจากบุคลากรภายในองค์กรเราเอง สิ่งที่ต้องทำให้ได้ คือการยอมรับปัญหา เผชิญหน้ากับปัญหา และหาความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย โดยไม่สร้างวัฒนธรรมในการปกปิดเรื่องดังกล่าวหรือปกป้องคนในองค์กรที่กระทำผิด วันนี้จึงแถลงถึงภาพรวมทั้งหมดของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยขอแบ่งเนื้อหาการแถลงออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง บทสรุปของข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ 2 กรณี ตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีมติลงโทษไปแล้ว ได้แก่ กรณีที่ 1 ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงโดย นายสิริน สงวนสิน สส.กทม.พรรคก้าวไกล ซึ่งกก.บห.พบว่า นายสิรินได้ทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย และได้กระทำความรุนแรงต่อ ผู้เสียหายจริง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณร่างกาย รวมถึงทรัพย์สิน จึงมีมติให้ลงโทษ โดยการตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรค ไม่ให้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคทันที และกำหนด คาดโทษไว้ว่า หากมีเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่นายสิริน กระทำผิดวินัยร้ายแรงอีกครั้งในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสส. ทางพรรคจะยกระดับโทษเป็นการขับออกจากสมาชิกภาพ
กรณีที่ 2 ข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศโดย นายเกรียงไกร จันกกผึ้ง อดีต ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ ทางกก.บห.พบว่า นายเกรียงไกรได้กระทำการล่วงละเมิด ทางเพศต่อผู้เสียหายจริงตามข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นการละเมิดหลักเรื่องความยินยอมและสิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของผู้เสียหายอย่างชัดเจน จึงมีมติให้ลงโทษโดยการขับออกจากสมาชิกภาพทันที
สอบเพิ่ม‘วุฒิพงศ์’-สรุปสิ้นต.ค.
ส่วนที่สอง สถานะและความคืบหน้าของข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศ ที่ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนโดยคณะกรรมการ วินัยพรรค 2 กรณี คือข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคามทางเพศโดย นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี หลังจากทางพรรคได้รับคำร้องจากผู้ร้องเรียน ทางพรรคได้เริ่มกระบวนการสอบข้อเท็จจริงเมื่อเดือน ส.ค. โดยเชิญแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทางประธานคณะกรรมการวินัยพรรค ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อ 11 ต.ค. ยอมรับว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูล โดยกระบวนการสอบข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยจะได้ข้อสรุปภายในต.ค.นี้ และพรรคจะแถลงผลสรุปต่อสาธารณะโดยทันทีอย่างเปิดเผย พร้อมกับตอบทุกข้อสงสัยที่มีเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
กรณีที่ 2 ข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคาม ทางเพศโดย สส. อีก 1 คน ทางพรรคได้ทราบข้อมูลว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายการ ล่วงละเมิดทางเพศโดยสมาชิกพรรค ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.ของพรรคก้าวไกล แม้ว่าทางพรรคยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงจากบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ตั้งแต่ทราบเรื่อง คณะกรรมการวินัยของพรรคได้เร่งติดต่อไปยังบุคคลดังกล่าว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรอความพร้อมของบุคคลดังกล่าวในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ
สำหรับแนวทางการปรับปรุงการทำงานของพรรคหลังจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามทางเพศในอนาคตแม้ทางพรรคได้มีการอบรมบุคลากรของพรรคมาอย่างต่อเนื่องเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายการคุกคามทางเพศ และแม้ทางพรรคจะพยายามออกแบบกระบวนการสอบสวนที่คำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ แต่การที่ตนต้องมาแถลงเรื่องนี้ในวันนี้ เป็นการบ่งบอกที่ชัดเจน ว่าเรายังทำได้ดีไม่พอ หลังจากการหารือกันภายในมาเป็นระยะ ทางพรรค ขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะดำเนินการปรับปรุงตนเองในการป้องกันและรับมือกับปัญหาการคุกคามทางเพศ ผ่าน 4 มาตรการ อาทิ จะทบทวนและพิจารณาปรับปรุงกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาหรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความจำเป็นในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบเพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย
“ขอยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะไม่หลบหนีจากปัญหาดังกล่าว แต่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาดังกล่าว และจะไม่สร้างวัฒนธรรมการปกปิดการกระทำผิดของคนในองค์กร เพราะการปกปิดและการไม่มีมาตรการรับผิดเพียงเพราะกลัวองค์กรเสียชื่อเสียงต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุสำคัญในการส่งเสริมการคุกคามทางเพศและการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลในสังคม” นายพริษฐ์กล่าว
ต่อข้อถามว่ากรณีนายวุฒิพงศ์ เบื้องต้น ทั้ง 2 ฝ่ายว่าอย่างไรบ้าง น.ส.ศศินันท์กล่าวว่า จากที่มีการเปิดเผยแช็ตบางส่วนใน โซเชี่ยลมีเดีย หลักฐานที่คณะกรรมการวินัยได้มามี 200 กว่าแผ่น แต่จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่ามีพยานหลักฐานอื่นอีก กระบวนการหลังจากนี้ เราต้องการข้อความในส่วนที่หายไปเพื่อมาประกอบกัน แล้วดูว่าเป็นการคุกคามทางเพศหรือไม่ หรือมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่สามารถตัดสินได้หากยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน
เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าพรรคก้าวไกลตอบสนองค่อนข้างเร็วในการตรวจสอบพรรคอื่น แต่เมื่อเป็นเรื่องภายในพรรคกลับล่าช้า นายพริษฐ์กล่าวว่า น้อมรับคำวิจารณ์ และเราเห็นด้วยกับหลักการว่าเวลาเราเรียกร้องมาตรฐานที่ดีขึ้นจากสังคม ต้องเรียกร้องมาตรฐานนั้นกับตนเองด้วย ยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติล่าช้า เราจึงทำเต็มที่ให้ได้ข้อยุติเร็วที่สุด