ฟิตเข้าทำเนียบทำงานเร่งแผนสะพานโก-ลกกก.ศึกษาประชามติยันได้รธน.ใหม่ในรัฐบาลนี้
นายกฯ ฟิตทำงานวันหยุด เข้าทำเนียบหารือ 8 คณะทำงานติดตามผลการปฏิบัติ เร่งปราบ ยาเสพติด สร้างสะพาน สุไหงโก-ลก แห่งที่ 2 กรรมการศึกษาทำประชามติมั่นใจได้รธน.ฉบับใหม่ในรัฐบาลนี้ ‘นิพิฏฐ์’ เตือนรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ทำบัญชีมาเฟีย ถ้าทำแล้วมีชื่อหลุดออกมารัฐบาลพังแน่ ท้าลองเซ็ตในสภาก่อน ครึ่งหนึ่งอาจเจอผู้มีอิทธิพลตัวจริงนั่งในสภา
‘เศรษฐา’ฟิตตามงาน 8 คณะ
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่บริเวณท้องสนามหลวง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช เสร็จแล้วได้เข้าไปทักทายและสวัสดีองคมนตรี ข้าราชการหน่วยราชการในพระองค์ และนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ที่มาร่วมงาน จากนั้นเดินไปทัก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี ครอบครัวนายทักษิณ ชินวัตร ที่มาร่วมพิธีในฐานะมูลนิธิ ไทยคม ก่อนไปถ่ายรูปร่วมกับแฟนคลับที่ขอถ่ายรูปด้วย
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในเวลา 08.45 น. นายเศรษฐาเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล หารือกับน.ส.ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูต รัฐอิสราเอลประจำประเทศไทย
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า วันเดียวกันนี้ตนมีนัดหมายพบ 7-8 คณะ ทั้งตามงานกับรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตามงานเรื่องสะพานที่สุไหงโก-ลก แห่งที่ 2 กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม พบกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) และที่ปรึกษานายกฯ ในเรื่องการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจาก ที่ทุกพรรคการเมืองหาเสียงอยู่นั้น เรื่อง ยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่มากของประชาชน ซึ่งเป็นการตามงานตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อกำชับหรือข้อสั่งการเพิ่มเติมกับปส.อีกหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงเหมือนกัน ตนขอเก็บไว้ก่อน การทำงานของ ปส.มีหลายส่วน ทั้งเรื่องสาธารณสุขด้านการเยียวยาและการรักษา เรื่องกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนจะคุยกับฝ่ายตำรวจและฝ่ายปราบปรามยาเสพติด จะคุยกับแต่ละหน่วยงานและมาประชุม ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ขอให้สบายใจ ยืนยันว่าขณะนี้พยายามอย่างเต็มที่
‘นิพิฏฐ์’เตือนรบ.ทำบัญชีมาเฟีย
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กว่าด้วย “การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล” สมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ เคยมีนโยบายจัดทำรายชื่อผู้มีอิทธิพล จะต่างกับนโยบายรัฐบาลนี้อย่างไร ผมเป็นคนนอกไม่อาจทราบได้
สมัยรัฐบาลทักษิณ นายอำเภอเป็นคน จัดทำรายชื่อผ่านทางผู้ใหญ่บ้านและกำนัน เป็นช่องว่างให้กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ชอบใครส่งรายชื่อคู่ขัดแย้งให้นายอำเภอ นายอำเภอ จะเรียกให้ไปรายงานตัว ใครไม่ไปก็เกรงว่า จะได้รับอันตราย เมื่อไปรายงานตัวก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้มีอิทธิพล
สมัยนั้นผมคัดค้านนโยบายนี้และบอก นายอำเภอว่า นายอำเภอไม่มีสิทธิเรียกใครมาสอบสวนในข้อหาผู้มีอิทธิพล ผมคัดค้านนโยบายนี้ในสภาอย่างแข็งขัน สุดท้ายนโยบายนี้ ก็ถูกยกเลิกไป ใครไม่เชื่อผมก็ไปถามคุณทักษิณ ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจได้
ยิ่งโลกสมัยใหม่ การจัดทำบัญชีรายชื่อ ผู้มีอิทธิพล ผมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิทำ มันไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับเลย รัฐบาลที่อ้างว่า เป็นประชาธิปไตย ใช้อำนาจอะไรบอกว่าใครคือ ผู้มีอิทธิพล รัฐบาลประยุทธ์ที่ท่านอ้างว่า เป็นเผด็จการก็ไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้ รัฐบาล มีความชอบธรรมที่จะปกป้องคนดี ปกป้องสุจริตชน ใครผิดก็จัดการตามกฎหมาย แต่การระบุว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลผมว่าไม่มีกฎหมายรับรอง และรัฐบาลนั่นแหละจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเอง
ประเทศปกครองด้วยกฎหมาย มิได้ปกครอง ด้วยรัฐบาล เพราะรัฐบาลก็อยู่ภายใต้กฎหมาย ผมไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลแน่นอน แต่หากใครถูกจัดเป็นผู้มีอิทธิพลและมีรายชื่อหลุดออกมา ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะพังกับเรื่องนี้ และครม. ที่นั่งอยู่ในที่ประชุมเวลามีการรายงานเรื่องนี้ผมว่าเสี่ยง ไม่เชื่อลองดู ถ้าท่านคิดว่านโยบายนี้ ถูกต้อง เดินหน้าเลย เอาง่ายๆ ลองดูในสภาก่อน ครึ่งหนึ่ง ท่านอาจจะเจอผู้มีอิทธิพลตัวจริง นั่งอยู่ในสภานั่นแหละ
‘สมชัย’ยก 4 เหตุผลกู้แจกไม่ผิด
กรณีมีการวิจารณ์นโยบายรัฐบาลในโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปวงเงิน 5.6 แสนล้านบาท ที่อาจใช้วิธีการกู้เงินมาทำโครงการจะได้ไม่คุ้มเสีย แนะให้ใช้วิธีการอื่นจะดีกว่า และยังมีผู้ยื่นเรื่องให้สำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าโครงการนี้ดำเนินการถูกต้องและขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือไม่ รวมถึงมีการนำไป เทียบกับการกู้เงินของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อแจกเงินและโครงการประชานิยมด้วย
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่า “ตรรกะที่ว่า ทำไมประยุทธ์แจกเงินไม่ผิด ต้องย้อนดูว่า ฝ่ายกฎหมายฝีมือต่างกันไหม” มีคนถามว่า ทีประยุทธ์ กู้เงินเป็นล้านล้านบาทมาทั้งแจกทั้งแถมในช่วง โควิด ทำไมไม่ผิด ทีจำนำข้าว ดันมีคนเข้าคุก จะแจกเงินดิจิทัล ก็ขู่เอาขู่เอา
คำตอบ คือ เหตุผลความจำเป็นและกระบวนการทางกฎหมายแตกต่างกัน
1.การใช้เงินของรัฐบาลประยุทธ์ อยู่ในกรอบ ของกฎหมาย เป็นไปตามพ.ร.บ.งบประมาณที่ผ่านสภา ไม่ว่าจะเป็นสภานิติบัญญัติ หรือรัฐสภา
2.กรณีกู้เงิน เป็นการออกพระราชกำหนดโดยอ้างเหตุฉุกเฉิน สถานการณ์โควิด แถม ทุกครั้งหาจังหวะออกในเวลาปิดสภา แล้วค่อยมาผ่านสภาภายหลัง ตามรัฐธรรมนูญ
3.การดำเนินการอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ เวลาจะเกินกรอบ ก็มาขอมติคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน
4.ปัญหาการทุจริตแม้จะมี ก็เป็นในระดับปฏิบัติ เช่น กรณีการจำหน่ายสินค้าของร้านธงฟ้า และแก้ไขกันไป แต่ไม่ใช่ในระดับนโยบาย ไม่มีเงินทอนให้จับได้ จึงยังไม่มีรัฐมนตรี คนไหนติดคุก
อย่ายกตัวอย่างรัฐบาลชุดเก่าทำไมเขา แจกเงินได้ ทุกอย่างล้วนต่างกัน และอย่าคิดว่า ที่ปรึกษากฎหมายเก่ง เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว เทพ กับถุงขนม นั้นต่างกัน
‘ยุทธพร’เผยกรอบศึกษาแก้รธน.
นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ให้สัมภาษณ์ถึงผลประชุมนัดแรกที่ให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดว่า อนุกรรมการทั้ง 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 มีหน้าที่คอยดำเนินการในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำหน้าที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร และแนวทางที่จะแก้ไขเป็นอย่างไร
ชุดที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่าลืมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเคยมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า จะต้องทำมติก่อนหรือไม่ ซึ่งศาลได้วางแนวไว้ว่าจะต้องทำประชามติ ให้เรียบร้อยก่อนว่าประชาชนจะแก้หรือไม่ และเมื่อแก้เสร็จแล้วต้องกลับไปถามประชาชน อีกครั้งว่าพอใจหรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่จะต้องไปศึกษาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ดีว่าตกลงแล้วจะต้องทำประชามติกี่ครั้งอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาตามมาภายหลัง
ส่วนสมาชิกในคณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดคือกรรมการในชุดใหญ่ เพียงแต่แบ่งหน้าที่กันไปทำงาน เนื่องจากกรรมการชุดใหญ่จะมีการประชุมเดือนละหนึ่งครั้ง ฉะนั้นในระหว่าง 1 เดือนที่รอการประชุมชุดใหญ่ ฝ่ายอนุกรรมการ จะไปทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ
มั่นใจมีรธน.ใหม่ในรัฐบาลนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการจะสรุปกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการเปิดเวทีรับฟังกลุ่มคนที่ไม่ได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วยรูปแบบใด นายยุทธพรกล่าวว่า ตรงนี้ อาจต้องรอการประชุมของคณะอนุกรรมการก่อนว่าจะใช้รูปแบบไหน ต่อข้อถามถึงประเด็นที่คณะกรรมการวางเงื่อนไขไม่ให้ มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 จะพูดคุย กับกลุ่มที่เห็นต่างให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินหน้าได้สำเร็จอย่างไร นายยุทธพรกล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยหาทางออกและหาการยอมรับร่วมกัน แต่ต้องรอดูว่าอนุกรรมการ จะมีแนวทางอย่างไร ยืนยันว่าการมีพื้นที่ พูดคุยตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ทุกฝ่าย เข้าใจและเห็นตรงกันได้
เมื่อถามถึงกรอบเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะให้เสร็จก่อน 4 ปีได้หรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรเป็นการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้ามายกร่าง โดยใช้โมเดล รัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นตัวแบบหรือไม่ นายยุทธพรกล่าวว่า เบื้องต้นคิดว่ากรรมการชุดนี้ยังไม่ได้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กรรมการชุดนี้จะทำคือการฟังความเห็นของประชาชน เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางว่าควรจะแก้รัฐธรรมนูญแบบไหน จะใช้รูปแบบการแก้อย่างไร เป็นส.ส.ร. หรือใช้สภา ตรงนี้เป็นประเด็นที่จะสืบเนื่องไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ต่อไป ตนเชื่อว่ารัฐบาลต้องการให้เสร็จภายในวาระรัฐบาลชุดนี้แน่นอน เพราะเป็นสิ่งที่สังคม จับตาเฝ้ามองตรวจสอบอยู่ ฉะนั้นคงไม่ช้าแน่นอน
สนนท.สังสรรค์ก่อนจัดครบ 40 ปี
วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดเผยภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการสังสรรค์ เพื่อพูดคุยถึงการเตรียมจัดงานครบรอบ 40 ปี สหพันธ์นิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย (สนนท.) ในภาพ ปรากฏบุคคลต่างๆ เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชา ธิปไตย (ครป.) เป็นต้น
นายอนุสรณ์ระบุว่า พวกตน เหล่า สนนท. ต่อเนื่องจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ของขบวนการนักศึกษารุ่นพี่เดือนตุลา) กองหน้าประชาธิปไตย และการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมในยุคต่างๆ พ.ศ.2527-2557 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. เหล่าพี่น้องจอมยุทธ์นักกิจกรรมพบปะสังสรรค์กัน เพื่อเตรียมจัดงานกิจกรรมจัดงานครบรอบ 40 ปี สนนท.ต่อไป
“แม้พวกเราบางคนมีช่วงอายุห่างกันกว่า 10-20 ปี แต่มีจิตวิญญาณและสำนึกบางอย่างร่วมกันอยู่ องค์กร สนนท.แม้ได้สลายตัวไปหลังการรัฐประหาร 2557 ภารกิจและจิตวิญญาณ ยังไม่จบสิ้น และได้เกิดขบวนการคนหนุ่มสาว รุ่นใหม่สืบทอดภารกิจ และอุดมการณ์ โดยเฉพาะกระแสการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ปี 2563 ในรูปแบบและเนื้อหาที่ ปรับเปลี่ยนไปตามพลวัตทางสังคม วันนี้ พี่น้องชาว สนนท.ได้เติบโตตามเส้นทางของตัวเองที่เลือกเดิน แต่อุดมการณ์เพื่อเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ จะคงอยู่ต่อไป เพื่อสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์และสังคมสันติธรรมด้วยคารวะต่อจิตสาธารณะของ ทุกท่าน” นายอนุสรณ์ระบุ