แก๊งมิจฉาชีพออนไลน์เปิดเฟซบุ๊กปลอมหลอกลวงนักเรียนหญิง ม.6 กำลังจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ให้โอนเงินซื้อโทรศัพท์ไอโฟน เกือบ 2 หมื่นบาท แต่ไม่ส่งสินค้าให้ ก่อนปิดเฟซบุ๊กหนี ทำให้เหยื่อเครียดและคิดสั้น
เป็นเหตุการณ์สร้างความสะเทือนใจซ้ำๆ จากก่อนหน้านี้เป็นข่าวใหญ่ต้นปี 2566 เด็กนักเรียนชาย ม.3 ถูกหลอกลงทุนผ่านเฟซบุ๊ก สูญเงิน 1.5 หมื่นบาท ทำให้เจ้าตัวเครียด ผูกคอเสียชีวิต
เมื่อส.ค. พ่อใช้มีดทำร้ายเมียกับลูกชายอายุ 11 กับ 13 ปี เสียชีวิต และพยายามฆ่าตัวตาย เหตุจากครอบครัวถูกแอพเงินกู้หลอกโอนเงิน 1.7 ล้านบาท จนเป็นหนี้สิน บ้านจะโดนยึด
เหล่านี้คือบทเรียนที่ไม่เคยถอดได้สำเร็จ
กลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มถูกหลอกลวงสูง ได้แก่ เด็กเยาวชน นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงอายุ แต่ก็มีนักธุรกิจ ข้าราชการ แพทย์ ครู อาจารย์ ดารา ฯลฯ ตกเป็นเหยื่อบ่อยครั้ง
มิจฉาชีพส่วนใหญ่ใช้แพลตฟอร์มผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่หลากหลายหลอกลวง อ้างตัวเป็นหน่วยงาน หรือร้านค้าที่น่าเชื่อถือ ทำให้มีผู้บริโภคบางส่วนหลงเชื่อโอนเงินให้
มูลค่าความเสียหายตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักล้าน บางรายสูญเสียเงินออมที่เก็บไว้ใช้ในอนาคต เงินก้อนกู้ยืม เมื่อสูญเสียไปทำให้คับแค้น ชีวิตอับจน ตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุด
ทุกครั้งที่เหยื่อเป็นเด็กเยาวชน มักมีเสียงจากพ่อแม่ไปถึงองค์กรหน่วยงานภาครัฐให้เร่งหาทางแก้ปัญหาโดยด่วน ไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกหลานของตน เป็นเพียงบทเรียนซ้ำซาก
เหตุการณ์นักเรียนหญิง ม.6 ตอกย้ำสังคมให้ ตื่นตัว องค์กรหน่วยงานรัฐต้องเร่งมือแก้ไขปัญหาจริงจัง ทั้งด้านนโยบายของรัฐและด้านเทคโนโลยี
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องกระตือรือร้นประสานทำงานร่วมกันเป็นระบบในการป้องกัน แก้ไข ระงับปัญหารวดเร็ว
รูปแบบกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย และความหลากหลายทางเทคโนโลยี
แม้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้หมดไป แต่อย่างน้อยทำอย่างไรที่จะจำกัดวงไม่ให้ระบาดรุนแรง นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปมากกว่านี้