แฟนคลับแห่เชียร์มอบมาลัยแบงก์แม่ชมพู่สุดอัดอั้นปาดน้ำตา-แถลงย้ำเป็นฝ่ายสูญเสีย

เผชิญหน้ากันหน้าบัลลังก์ในวันตัดสินคดี ‘ลุงพล-ป้าแต๋น’ กับ ‘พ่อแม่น้องชมพู่’แต่ไม่ได้ทักทาย ศาลมุกดาหารเลื่อนอ่าน คำพิพากษาไปเป็นวันที่ 20 ธ.ค. เนื่องจากสำนวนคดีและร่างคำชี้ขาดอยู่ระหว่าง การตรวจของอธิบดีศาลภาค 4 ด้านแม่ของน้องชมพู่เปิดแถลงทั้งน้ำตา ย้ำเป็นฝ่าย สูญเสีย รู้สึกถูกกระทำหาว่าใส่ร้ายคู่กรณี มั่นใจคดีนี้เป็นฆาตกรรมอำพราง ขณะที่สองผัวเมียฝ่ายจำเลยเปิดโรงแรมแถลงเช่นกัน โดยมีบรรดาแฟนคลับตามเชียร์พร้อมมอบมาลัยเงินสดกว่าครึ่งแสน ระบุอยากคุยกับครอบครัวของน้อง แต่ต้องอยู่ห่างๆ กันก่อน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

เวลา 09.38 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา พร้อมด้วยนายอนามัย วงศ์ศรีชา พ่อและแม่ของเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ เดินทางมาถึงที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ด้วยรถยนต์โตโยต้ารีโว ทะเบียน 73 มุกดาหาร

จากนั้นนางสาวิตรี พร้อมนายพิสิษฐ์ ตรัยเจริญเมธากุล ทนายความส่วนตัว เดินทางมาทักทายสื่อมวลชน ก่อนที่จะบอกสั้นๆ ว่า “หลังจากเข้าฟังคำชี้แจงของศาลแล้ว จะออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลัง”

ต่อมาเวลา 09.45 น. นายไชย์พล วิภา ลุงพล ลุงน้องชมพู่ และนางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่ เดินทางมาด้วยรถตู้โตโยต้าคอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียน 1 นฆ 1708 พร้อมด้วยแฟนคลับที่เดินทางมาด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด ทะเบียน ฌค 6767 กทม.

หลังจากนั้นนายไชย์พลและนางสมพร พร้อมคณะทนายความจากสำนักกฎหมาย ธรรมรังสี และแฟนคลับทักทายสื่อมวลชน ก่อนจะเดินเข้าไปที่ศาลจังหวัดมุกดาหารทันที

จากการสังเกต พบว่าพ่อและแม่ของนางสาวิตรีและนางสมพรไม่ได้เดินทางมาด้วย เนื่องจากครอบครัวเห็นว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันและมีคดีความ หากเดินทางมาหาให้กำลังใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจจะเกิดความรู้สึกไม่ดีได้ ทั้งนี้ ศาลจังหวัดมุกดาหารได้ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้บันทึกภาพอยู่บริเวณด้านนอกของศาลเท่านั้น ส่วนบรรยากาศทั่วไป มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองมุกดาหารมาคอยดูแล อำนวยความสะดวกบริเวณโดยรอบ ส่วนยูทูบเบอร์ ที่ติดตามลุงพล ป้าแต๋น ก็ได้มาให้กำลังใจทั้งคู่ ก่อนที่จะนั่งรออยู่ด้านนอกของศาลด้วยเช่นกัน

เมื่อเวลา 10.05 น. ศาลจังหวัดมุกดาหารออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำชี้แจงถึงเหตุผลในการเลื่อนฟังคำพิพากษา โดยวันเดียวกันนี้ ถือเป็นวันแรกที่ลุงพล ป้าแต๋น ได้เจอกับครอบครัวของน้องชมพู่ด้วย หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานนับเดือน

เวลา 10.30 น. ศาลจังหวัดมุกดาหารมี คำสั่งเลื่อนอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ จากเดิม วันที่ 31 ต.ค.66 เลื่อนเป็นวันที่ 20 ธ.ค.66 เวลา 10.00 น. โดยให้เหตุผลว่าการร่างคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ และเอกสารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ตรวจสำนวนและร่างคำพิพากษา ตามระเบียบฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการรายงานคดีในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา ซึ่งศาลนี้ส่งสำนวนและร่างคำพิพากษาไปตรวจตามระเบียบดังกล่าว ว่าด้วยการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2562 ข้อ 7 ก. (3) ประเภท คดีมีที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป แต่ร่างคำพิพากษาและสำนวนยังไม่กลับมาจากสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 จึงไม่อาจอ่านคำพิพากษาในวันนี้ได้ เห็นควรให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 ธ.ค.66 เวลา 10.00 น.

ต่อมา เวลา 12.00 น.ที่โรงแรมริเวอร์ ฟร้อนท์ นายไชย์พลและนางสมพร พร้อมด้วยนายสุรชัย ชินชัย หัวหน้าทีมทนายความ และคณะทนายความจากสำนักกฎหมายธรรมรังสี เปิดแถลงข่าวหลังจากศาลจังหวัดมุกดาหารเลื่อนอ่านคำพิพากษาในคดีของน้องชมพู่จากเดิม วันที่ 31 ต.ค.เป็นวันที่ 20 ธ.ค.เวลา 10.00 น.

บรรยากาศภายในห้องแถลงข่าวมีแฟนคลับของลุงพล มาร่วมฟังคำแถลงข่าว พร้อมนำช่อดอกไม้มาช่วยกันตกแต่งบริเวณโพเดียมที่ใช้สำหรับแถลงข่าว และนำช่อดอกไม้ มามอบให้กับทีมทนายและลุงพลป้าแต๋น เพื่อให้กำลังใจด้วย นอกจากนี้ ยังมีแฟนคลับนำพวกมาลัยเงินที่ร้อยด้วยแบงก์ร้อยมามอบให้กับ ลุงพลกับป้าแต๋น และมีช่อดอกไม้แบงก์พันมอบให้ลุงพลเป็นพิเศษด้วย โดยรวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 50,000 บาท

คดีชมพู่ – นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่น้องชมพู่ ร่ำไห้ระหว่างแถลงที่บก.ภ.จว.มุกดาหาร หลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีลูกสาว ขณะที่นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล และนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น เปิดแถลงเช่นกันที่โรงแรม ริเวอร์ ฟร้อนท์ กลางเมืองมุกดาหาร โดยมีแฟนคลับแห่คล้องมาลัยแบงก์กว่าครึ่งแสน เมื่อวันที่ 31 ต.ค.

นายสุรชัยกล่าวว่า คดีลุงพลมีข้อหาฆ่าคนตายซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยตามระเบียบตุลาการศาลยุติธรรม ต้องส่งสำนวนร่างคำพิพากษาไปยังสำนักงานอธิบดีศาลภาค 4 ตรวจสำนวนก่อน ซึ่งการเลื่อนไม่ได้กระทบการต่อสู้คดีของจำเลย เพราะว่าเราบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิด ทั้งเรื่องข้อกฎหมาย แต่การได้มาซึ่งพยานหลักฐานในสำนวนการตรวจค้นวัตถุพยาน มองว่าไม่ได้ทำอย่างตรงไปตรงมา มีข้อพิรุธกังขา ไม่สุจริตพอจะรับฟังเป็นพยานหลักฐาน เช่น การพบเส้นขนบนรถยนต์ที่ลุงพลใช้ประจำ เปรียบเทียบกับที่เกิดเหตุ จุดพบร่างและพบกางเกง เห็นว่าการตรวจค้นไม่มีหมายค้นจากศาล และการตรวจพบวัตถุพยาน ไม่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้าน จำเลย และสื่อว่าพบอะไร ซึ่งพบเส้นผม เส้นขน และมีด ยืนยันที่ผ่านมาพยายามค้นความจริงว่า ลุงพลกับ ป้าแต๋นได้หลอกทนายหรือปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนหรือไม่ ซึ่งก็ขอให้ลุงพลไปพบนักจิตวิทยาคลินิก และเครื่องจับเท็จ ซึ่งลุงพลสมัครใจเข้าเครื่องจับเท็จ ผลพบปกติ ไม่มีจิตฟั่นเฟือน ไม่วิกลจริตเลย

นายสุรชัยกล่าวต่อว่าส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุก็ไม่พบว่าลุงพล ป้าแต๋น ได้ประโยชน์โดยตรงใดๆ จากการตายของน้องชมพู่ ทั้งกรมธรรม์ประกันภัย ประกันชีวิต รวมถึงไม่พบว่ามีความอาฆาตแค้นกัน โดยเฉพาะ ป้าแต๋น ก็เป็นพี่สาวตามสายเลือดของแม่ชมพู่ และวันเกิดเหตุยังไปวัด จีพีเอสที่สวนที่มีที่ดินติดกันอยู่เลย และทางกามารมณ์ ลุงพลก็ไม่มีจิตดังกล่าวกับน้องชมพู่ ก็เลยเอาทั้งหมดมาต่อสู้ข้อกล่าวหา ซึ่งจากการตรวจร่างกาย ของ ร.พ.สรรพสิทธิประสงค์ และร.พ.ตำรวจ ก็ไม่พบการต่อสู้ทำร้าย ไม่พบสิ่งใดที่เป็นพิษในกระเพาะอาหาร อวัยวะเพศไม่ฉีกขาด ไม่พบดีเอ็นเอลุงพลในร่างกายและในเสื้อผ้าที่น้องใส่

“คณะทนายความเข้าใจการสูญเสียเด็กอายุเพียง 3 ขวบเศษ แต่การสูญเสียครั้งนี้ ลุงพล ป้าแต๋น ไม่ได้เกี่ยวข้องรู้เห็น อย่างไรก็ตาม แม้คำพิพากษาจะออกเป็นอย่างไร ฝ่ายจำเลยยินดีน้อมรับ” หัวหน้าทีมทนายความกล่าว

สำหรับการตั้งข้อสังเกตว่า น้องชมพู่อาจจะเดินตามสุนัขนั้น ทีมทนายได้เชิญครูฝึกสุนัขมาสอบถาม พบว่าหากชมพู่เป็นคนให้อาหาร แต่สุนัขไม่รู้หรอกว่าใครเป็นเจ้าของ ใครให้อาหารก็ผูกพันกับคนนั้น ส่วนน้องเดินขึ้นภูไปได้ เพราะอาจจะเอาพลังจากไขมัน จากตับ ในภาวะที่ต้องเอาชีวิตรอด ซึ่งหลักวิชาการเกิดขึ้นได้ และร่างกายเด็ก 3 ขวบมีความยืดหยุ่น เชื่อว่าไปได้ ส่วนน้องถอดกางเกงได้หรือไม่นั้น ใช้การเบิกความนักพฤติกรรมศาสตร์ ก็ได้ข้อมูลมาว่า แม้ไม่เคยเห็นน้องถอดเสื้อผ้า แต่ลับหลังอาจจะทำได้ โดยเฉพาะกางเกงขาสั้น ก็จะยิ่งถอดง่าย และที่ศพมีรอยขีดข่วน ลักษณะเป็นบาดแผลกระทบกับของมีคม ไม่ได้ถูกกระทำ ซึ่งในป่าภูเหล็กไฟช่วงเดือนพฤษภาคม มีต้นพริกที่มีความแหลมคม ระหว่างน้องผจญ เอาชีวิตรอด อาจไปกระทบจนเกิดแผลตามร่างกาย หากลุงพลอุ้มน้องขึ้นไประยะหนึ่ง โดยวิสัยน้องต้องร้องไห้หรือไม่ไปต่อ ถ้าเป็นแบบนั้น ลุงพลต้องทำร้ายร่างกายให้ขัดขืน และนอกจากนี้ ก็ไม่พบหนามต้นพริกที่ขีดข่วนร่างกายลุงพลด้วย

ด้านนายสงกา อันทรินทร์ ทนายความ กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่อง กระจุกเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่มีคนเห็นว่าใครทำ ซึ่งนายสุรชัยกล่าวเสริมว่า เส้นผมที่ขาด อาจจะเกิดจากถูกสัตว์ป่ากัดแทะ เช่น หนู แมลงสาบ ซึ่งฝ่ายกล่าวหา ยืนยันว่าขาด เพราะมีของมีคมด้านเดียว ฟันสับไป ตนก็พยายามให้เห็นว่า การตัดด้วยของคมด้วยเดียว แตกต่างจากการใช้กรรไกรตัดหรือไม่ นอกจากนี้ ก็มีการใช้แสงซินโครตรอน ดูเส้นพบที่พบในรถลุงพลและที่พบข้างศพว่าเป็นชุดเดียวกัน และคนคนเดียวตัด เราหักล้างว่า เส้นผมเป็นชีววิทยา ต่างจากโลหะทั่วไป ไม่รู้ว่าเก็บไว้นานแค่ไหนก่อนเอาไปให้แสงซินโครตรอนส่อง ผลจะเสถียรแค่ไหน และมีดพกสั้นที่เอาไปตรวจว่าเป็นอาวุธในการตัด ก็ไม่พบดีเอ็นเอลุงพล ยิ่งบอกว่าตัดผมไปทำพิธีสะกดวิญญาณ ยิ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และหลังเกิดเหตุ ลุงพลก็ไม่ได้ทำพิธีสะกดวิญญาณใคร และเส้นผมที่พบในรถ ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นผมของน้องชมพู่ เพราะไม่มีรากผม ตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ ตรวจได้แค่ไมโตรคอนเดรียว่ามาจากสายเลือดฝั่งแม่เดียวกัน โดยเส้นผมพบในรถเดือนมิถุนายน 63 นั้น เป็นรถที่ลุงพลใช้ประจำ ไม่เคยล้าง เป็นไปได้ว่าน้องชมพู่ขึ้นรถคันนี้หลายครั้ง เพราะลุงพลป้าแต๋นพาไปเที่ยว ส่วนเสื้อกล้ามที่หายไป สันนิษฐานว่าอาจถูกวัวเลี้ยง ที่เคยกินพวกเสื้อผ้านายพราน

สำหรับประเด็นที่ฝ่าเท้าน้องไม่บวม ไม่พอง ถ้าเดินขึ้นเขานั้น ทนายสงกากล่าวว่า ชมพู่สวมรองเท้าสีฟ้าขาว ปลายเท้าด้านหน้ายื่นเลยรองเท้า พบรองเท้าน้องบนภู จึงเชื่อว่าน้องสวมรองเท้าขึ้นไปเอง เพราะปลายเท้ามีรอยช้ำมากกว่าส่วนอื่นๆ ของเท้า ส่วนการตกของเลือด ที่อยู่บริเวณแผ่นหลังของน้องชมพู่ นั้น เป็นไปตามธรรมชาติ เชื่อได้ว่าน้องเสียชีวิตในท่านั้น ไม่ได้เป็นการเสียชีวิตจากที่อื่นแล้วนำมาอำพราง

ด้านลุงพลกล่าวว่า “เราอยากจะทักทาย แม่น้องชมพู่ และพูดคุยกันเหมือนเดิม แต่ด้วยสถานการณ์มันทำให้เราต้องห่างกันสักพัก ซึ่งเราก็จะขอใช้เวลาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองก่อน หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคตว่าจะเป็นยังไง ก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง ”

ด้านป้าแต๋นกล่าวว่าได้เจอพ่อแม่ของน้องชมพู่ทุกครั้งที่มาศาล เราก็ทำตัวปกติ เพราะทุกอย่างต่อสู้กันมาคนละแนว เราพยายามคืนความบริสุทธิ์ให้ตัวเราและครอบครัว ส่วนเขาหาความยุติธรรมให้ลูก แต่ทั้ง 2 ครอบครัว ความสัมพันธ์แตกหักแล้ว ส่วนอนาคตเป็นยังไง เป็นเรื่องของอนาคต

เมื่อเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา พร้อมด้วยนายอนามัย วงศ์ศรีชา พ่อและแม่ของเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือน้องชมพู่ วัย 3 ขวบ พร้อมด้วยนายพิสิษฐ์ ตรัยเจริญเมธากุล ทนายความส่วนตัว แถลงเปิดใจครั้งแรก หลังได้เผชิญหน้ากับนายไชย์พล ลุงพล ลุงน้องชมพู่ และนางสมพร หรือป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่

นางสาวิตรีกล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ศาลเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษา แต่เข้าใจว่าศาลมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งวันนี้ที่ได้เจอลุงพล แต่ไม่ได้พูดคุยทักทายหรือมองหน้ากันเลย สำหรับประเด็นที่ว่าน้องอาจเดินไปเสียชีวิตเอง ตนมองว่าคดีของน้องชมพู่เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจมาก ทุกความเคลื่อนไหวทางคดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวมีการนำเสนอตลอดเวลา และบางอย่างไม่ใช่ถูกเสนอไปและถูกนำเสนอด้วยการเลือกฝั่งของยูทูบเบอร์ทำให้สังคมไขว้เขว

“รู้สึกสูญเสียแต่ถูกกระทำ ครอบครัว ถูกมองว่าใส่ร้ายจำเลยมาโดยตลอด แต่ถ้าได้ติดตามก็จะเห็นว่าหลายครั้งฝั่งโน้นได้พาดพิง จากประโยคที่ว่าสงสัยทำให้กลายเป็นจำเลยสังคม ทำให้ถูกประณามมาโดยตลอด ทั้งที่เรามีสิทธิ์ที่จะสงสัยว่าใครเป็นคนทำลูกเรา แต่เรากลับถูกกระทำ” นางสาวิตรีกล่าว

ส่วนที่ลุงพลป้าแต๋นออกมายืนยันล้านเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องนั้น นางสาวิตรีกล่าวว่า ตนมองว่าตามสิทธิ์ของเขา และที่ ป้าแต๋นบอกว่าน้องชมพู่อยู่แล้ว แม่ก็ไม่รู้เพราะมีน้องคนเดียวที่ตอบได้

สำหรับเรื่องความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ หลังจากที่สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่อัดอั้นตันใจคือความรู้สึกที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันไปมาเป็นระยะเวลานาน จนตอนนี้มองว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว แต่ถ้าในคดีความ ก็ไม่ได้กังวลใจอะไรเลย เพราะได้เห็นทุกอย่าง เกี่ยวกับหลักฐาน จึงไม่ได้กังวลตรงนั้น

ส่วนที่ทนายของลุงพลออกมาบอกว่าไม่พบดีเอ็นเอของลุงพลในตัวของน้องชมพู่เลย ก็เป็นสิทธิ์ของทนายที่จะพูดเพื่อให้กำลังใจลูกความ แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้สูญเสีย คดีเป็นคดีฆาตกรรมอำพราง จะมีคนร้ายและผู้ตาย ถ้าดีเอ็นเอของผู้ร้ายไม่มาพัวพันกับผู้ตาย ก็จะต้องมีหลักฐานอะไรบางอย่างที่ผู้ตายไปพัวพันกับคนร้าย จึงไม่มีความกังวลใจอะไร เพราะเราได้เห็นความยุติธรรมในศาลทั้งหมดแล้ว

“หากวิญญาณลูกรับรู้ ก็ให้ลูกเป็นเด็กเหมือนเดิม ที่มีความสุข จริงๆ แล้วครอบครัวของเราอบอุ่นมาก ถึงแม้ว่าจะยากจนก็ตาม การตายของชมพู่ ทางครอบครัวไม่สามารถพูดคุยกันได้เลย แม้จะผ่านมา 3 ปีแล้ว ครอบครัวก็กลัวว่าหากพูดถึงอีก ก็จะกระทบต่อจิตใจ พวกเราเลือกไม่ได้ พวกเราสูญเสีย เราไม่มีโอกาสได้เลือก แต่เขายังมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองว่าถูกใส่ร้ายหรือเปล่า แต่ว่าเราไม่มีโอกาสแม้ว่าหากเขาบริสุทธิ์ เราก็สูญเสียตลอดชีวิต” นางสาวิตรีกล่าว

ด้านทนายพิสิษฐ์กล่าวว่า ศาลเลื่อนอ่าน คำพิพากษา เนื่องจากการตรวจร่างคำพิพากษายังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการตามปกติ ซึ่งจะเลื่อนไปช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. ส่วนตัวคิดว่าไม่มีผลกระทบกับคดี เนื่องจากมีการสืบพยานไปแล้ว

ส่วนประเด็นที่ทนายฝ่ายลุงพลออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องไม่พบดีเอ็นเอนั้น ทนายพิสิษฐ์บอกว่าถึงไม่พบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาผิดไม่ได้ เพราะมีพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบกัน อาทิ พยานแวดล้อมและพยานบุคคล ส่วนตัวไม่สามารถตอบได้ว่าพยานหลักฐานทั้งหมดจะเพียงพอในการที่ศาลตัดสินลงโทษลุงพลหรือไม่ เนื่องจากจะก้าวล่วงอำนาจศาล แต่บอกได้เพียงว่าพยานที่สืบมาทั้งหมด ทั้งพยาน หลักฐาน พยานวัตถุ ตนมีความเชื่อมั่น

นายพิสิษฐ์กล่าวต่อว่ายืนยันการสืบพยาน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝั่งวิเคราะห์ว่าน้องชมพู่สามารถเดินขึ้นภูเหล็กไฟไปเองได้หรือไม่ และเชิญนักโภชนาการมาดูว่าเด็กกินข้าวแค่นี้ มีพลังงานเพียงพอจะสามารถเดินขึ้นไปยังจุดพบศพเองได้หรือไม่ การเลื่อนอ่าน คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคดี เป็นเพียงกระบวนการตามปกติ เชื่อว่าครั้งหน้าน่าจะเสร็จสิ้น

สำหรับประเด็นของเรื่องสุนัขว่ามีโอกาสนำพาน้องชมพู่ขึ้นไปบนเขา นางสาวิตรีบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่สุนัขจะพาน้องชมพู่วิ่งออกนอกบ้าน และน้องจะวิ่งตาม เนื่องจากนิสัยของน้องชมพู่ถ้าจะออกไปนอกพื้นที่ จะหันมามองแม่ตลอด ยืนยันน้องชมพู่ยังถอดเสื้อผ้าไม่เป็น และยังไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ อีกทั้งส่วนตัวเลี้ยงสุนัขแบบปล่อย ไม่ได้เลี้ยงให้เป็นเพื่อนลูก และน้องชมพู่เป็นเด็กเล็ก ไม่ได้ปล่อยให้เล่นกับสุนัข

นางสาวิตรีพูดเสริมว่า ไม่พบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าน้อง แม่ก็มองว่าเหตุที่เกิดขึ้นกับ น้องชมพู่เป็นการฆาตกรรมอำพราง และต่อให้ไม่มีดีเอ็นเอ ก็ยังมีหลักฐานอื่นๆ ยืนยัน เห็นทุกอย่างในคดี ซึ่งต่อให้ศาลมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก็ไม่ได้กังวล

ด้านนายอนามัย พ่อน้องชมพู่กล่าวว่า หลังจากที่รอคอยวันนี้มานาน แต่จำเป็นต้องเลื่อน ก็มีความเสียใจเล็กน้อย แต่จำเป็นต้องรอต่อไป ยอมรับยังคิดถึงน้องชมพู่ตลอดเวลา หากวิญญาณรับรู้ ต้องการบอกว่าน้องชมพู่ควรจะมีความสุข

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน