ปูพรม 8 จังหวัด ทั้งภูธร-นครบาล ‘บิ๊กก้อง’ ส่งตำรวจปอศ.กวาดล้างแก๊งปลอมเพจเฟซบุ๊กห้างทองชื่อดังตุ๋นเทรดหุ้น ลงทุนเพียง 5-20 นาที ได้ผลกําไรสูงถึง 20-30% ผู้เสียหายอื้อ บางรายสูญเงินไปหลายล้านบาท จับ 4 หัวโจกชาวจีน พร้อมลูกน้องชาวไทยทั้งบัญชีม้า เลขาฯ นอมินีเปิดบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงิน ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 30 ล้านบาท พบมีเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า 1.2 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์ พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รองผบก.ปอศ. พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ปฏิบัติราชการ รองผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ธีรภาส ยั่งยืน ผกก.3 บก.ปอศ. แถลงผลจับกุมน.ส.อ้ายเสี่ย หลิว อายุ 48 ปี นายหลง หัวเปียว อายุ 38 ปี สัญชาติจีน และน.ส.สกุณา จันทร์สุข อายุ 44 ปี ร่วมกันสร้างเพจปลอมหลอกชวนเทรดหุ้น พร้อม ผู้ร่วมขบวนการอีก 23 คน หลังเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 21 จุดเป้าหมาย ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, ชลบุรี, สุรินทร์, ชัยภูมิ และตาก ตรวจยึดของกลางเป็นเงินสดในระบบ Bitkub 28 ล้านบาท, สมุดบัญชี 23 เล่ม, โทรศัพท์ 21 เครื่อง, ซิมการ์ด 19 ซิม, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และเอกสารอื่น ๆ อีก 20 รายการ รวมมูลค่าทั้งหมด 30,928,305 บาท

แก๊งเทรดหุ้น – พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. แถลงจับกุมแก๊งปลอมเฟซห้างทองชื่อดังหลอกลงทุนเทรดหุ้น หลังเปิดปฏิบัติการตรวจค้น 21 จุดใน 8 จังหวัด รวบผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 คน เป็นคนบงการชาวจีนและบัญชีม้าคนไทย ยึดของกลาง 30 ล้านบาท ที่บช.ก. เมื่อ 31 ต.ค.

พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า ก่อนหน้ากลุ่ม ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนกับกลุ่มคนร้าย ซึ่งหลอกลวงเหยื่อผ่านเพจเฟซบุ๊กปลอม อ้างเป็นเพจของ “ร้านทองออโรร่า” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโดยใช้โลโก้หรือเอกสารปลอมของร้านทองดังกล่าว ประกอบกับใช้การโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กจํานวน มาก ทําให้เหยื่อหลายรายหลงเชื่อร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยแบ่งเป็นแพ็กเกจต่างๆ การันตี ระยะเวลาแต่ละครั้งว่า ลงทุนเพียง 5-20 นาที ได้ผลกําไรสูงถึง 20-30%

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อช่วงแรกจะได้ผลกําไรจริงถอนเงินออกมาได้ปกติ ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น บางรายลงทุนสูงเป็นเงินหลายล้านบาท เพราะเชื่อว่าจะได้กําไรในระยะสั้น เมื่อลงทุนเงินสูงขึ้นกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ คนร้ายอ้างเงื่อนไข ทั้งเรื่องชําระค่าแนะนําเทรดหรือค่าภาษี สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินลงทุนออกมาได้ หลังทราบเรื่องจึงสั่งการให้ ตำรวจ กก.3 บก.ปอศ. จัดกำลังลงพื้นที่สืบสวนตรวจสอบ จนทราบตัวกลุ่มคนร้าย ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 50 ราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 26 ราย ในจำนวนนี้มีหัวหน้าแก๊งระดับสั่งการ 4 ราย เป็นชาวจีน พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,200 ล้านบาท

“ปกติแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีฐานที่ตั้งอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแผนประทุษกรรมหลอกลวงเงินเน้นการใช้โทรศัพท์เป็นหลัก ต่างจากแก๊งนี้ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในไทย เพราะไม่ได้ใช้โทรศัพท์ก่อเหตุ ส่วนผู้ต้องหาระดับบอสทั้ง 4 รายที่จับกุมตัวได้ เราเฝ้าติดตามมาโดยตลอด ทราบว่าเข้าออกประเทศไทยบ่อยครั้ง จึงรอจังหวะที่เจ้าตัวกลับเข้ามาในประเทศไทย สำหรับผู้ต้องหาคนไทยที่อยู่ร่วมขบวนการส่วนใหญ่จะเป็นบัญชีม้า เลขาฯ และนอมินีกรรมการบริษัทต่างๆ ผมอยากฝากทิ้งท้ายไปถึงประชาชนทั่วไปที่มีความคิดอยากหาธุรกิจลงทุนต่อยอด ว่า การลงทุนที่จะได้ผลกำไรหรือผลตอบแทนสูงลักษณะนี้ไม่มีอยู่จริงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการลงทุนทุกอย่างต้องใช้วิจารณญาณคิดไตร่ตรองให้ดีอย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ” ผบช.ก. กล่าว

ด้านพ.ต.อ.ธีรภาสกล่าวว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน อาทิ จัดหาซื้อเพจ, โพสต์ข้อความชักชวน, ติดต่อพูดคุยกับเหยื่อ, สอนเทรดหุ้น, บัญชีม้า, แปลงทรัพย์สิน เป็นต้น มีนายทุนชาวจีนอยู่เบื้องหลังจ้างคนไทยเป็นนอมินีเปิดบริษัทขึ้นมาบังหน้า 3 บริษัท เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุน เงินจะถูกโอนไปยังบัญชีม้าคนไทย ทั้งหมด 3 แถว ก่อนจะถูกโอนต่อเข้าสู่บัญชีม้าแถวที่ 4 เป็นบัญชีคนต่างชาติ

“หลังจากนั้นเพื่อเป็นการฟอกเงิน คนร้ายจะนำไปแปลงเป็นทรัพย์สินต่างๆ 3 รูปแบบ 1.สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศแล้วส่งไปที่ ประเทศกัมพูชา ลาว เพื่อขายกลับมาเป็นเงินสด 2.แปลงเป็นเงินสกุลดิจิตอลคริปโต และ 3.การแปลงเป็นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ โดยมีบริษัทนอมินีทั้ง 3 แห่ง คอยบริหารจัดการ พบไม่มีการดำเนินกิจการอยู่จริง แต่กลับมีเงินหมุนเวียนนับพันล้านบาท สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมดบางรายให้การภาคเสธ และบางส่วนยังคงให้การปฏิเสธ จึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป” ผกก.3 บก.ปอศ.กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน