‘อิ๊ง’บูมปีหน้าอีเวนต์77จว.นายกประเดิมครม.สญจรที่หนองบัวลำภู-มุ่งแก้จนย้ำไม่ปล่อยให้ค่าไฟแพงถึงคิว‘ลุงป๊อก’โชว์บัญชี
‘เศรษฐา’ลงพื้นที่ภูเก็ต ติดตาม การยกระดับดูแลความปลอดภัย นักท่องเที่ยว คิวถัดไป 3-4 ธ.ค. หอบ รมต.ตรวจงาน-ประชุมครม.สัญจรที่หนองบัวลำภู รัฐบาลยันไม่ยอมให้ค่าไฟงวด ม.ค.ปีหน้าเด้ง 4.68 บาทต่อหน่วย กดเหลือ 4.20 บาทแน่ ก้าวไกลหวั่นอนาคตพุ่งถึง 6 บาท ‘อิ๊ง’บูมสงกรานต์ปี 67 สาดน้ำทั้งเดือนเม.ย. ดันไทยติด 1 ใน 10 ประเทศสุดยอดเฟสติวัลโลก ปีหน้าจัดอีเวนต์ 77 จังหวัด ดึงต่างชาติเที่ยว ป.ป.ช.นัด 4 ธ.ค. เปิดบัญชีทรัพย์สินอีก 12 คน มี‘บิ๊กป๊อก’ด้วย
‘นิด’ลุยภูเก็ต-ยกระดับดูแลนทท.
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. เวลา 11.15 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหารกองบิน 46 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต เพื่อลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ภูเก็ต โดยเวลา 13.45 น. ติดตามการฝึกซ้อมแผนการบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล สถานการณ์นักท่องเที่ยวฝ่าฝืนจุดห้ามเล่นน้ำ จมน้ำ เกิดเหตุสภาพอากาศแปรปรวน คลื่นสูง เรือโดยสารโดนกัน มีผู้บาดเจ็บ และลอยคอในทะเล ที่โรงแรม Kudo Hotel and Beach Club ต.ป่าตอง อ.กระทู้
จากนั้น นายเศรษฐาตรวจเยี่ยมชายหาดป่าตอง และรับฟังรายงานข้อมูลสรุปผลการฝึกซ้อมทั้งหมด ซึ่งเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ในการตัดสินใจมาเที่ยวในประเทศไทยและจ.ภูเก็ต ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งให้เมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองปลอดภัยในระดับสากลของนานาประเทศ ที่จะดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
นายเศรษฐาทวีตข้อความว่า ต้องขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีและท่านผู้ว่าฯ ภูเก็ต ที่ได้จัดฝึกซ้อมแผนการบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล และขอขอบคุณท่านทูตานุทูตทุกท่านที่มาร่วมรับชมแผนปฏิบัติการของเราในวันนี้ แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ต้องพึ่งเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องสร้างความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนที่นี่ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และอาสาสมัครทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ทุกท่านทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ หากมีอะไรที่ทางรัฐบาลให้การสนับสนุนได้เรายินดีช่วยเหลือตลอด ผมได้แวะทักทายและพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เขาเห็นเราจริงจังกับการรักษาความปลอดภัยและการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เขาก็รู้สึกอุ่นใจ
หลังเสร็จภารกิจนายเศรษฐานอนพักค้างคืนที่จ.ภูเก็ตเป็นการส่วนตัว

ทักทาย – นายเศรษฐา ทวีสิน ติดตามการฝึกซ้อมแผนการบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ที่หาดบางลา ต.ป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยพูดคุยทักทายกับ นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.
ต่อด้วยครม.สัญจรหนองบัวฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 3-4 ธ.ค. นายเศรษฐาลงพื้นที่จ.หนองบัวลำภู เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2566 และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี) โดยวันที่ 3 ธ.ค. นายเศรษฐา ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหายาเสพติดเสพ ที่อ.นากลาง และอ.สุวรรณคูหา ส่วนช่วงเช้าวันที่ 4 ธ.ค. เป็นประธานการประชุม ครม.สัญจรที่โรงแรมณัฐพงษ์แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู จากนั้นนายเศรษฐาพร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) จะร่วมลงพื้นที่ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู เพื่อรับฟังและติดตามปัญหาความยากจน
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ในช่วงการประชุมครม.สัญจรที่จ.หนองบัวลำภู นายเศรษฐามอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละคนกระจายตัวลงพื้นที่ในกลุ่มจังหวัด เพื่อรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน และตรวจราชการในส่วนงานที่กำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ความยากจน ยาเสพติด ปัญหาด้านการเกษตรและที่ดินทำกินของประชาชน ในส่วนของตนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเขตตรวจราชการนี้ ลงพื้นที่ในวันที่ 3 ธ.ค.
“นายกฯ ตั้งใจลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมครม.สัญจรที่จ.หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดแรก เพราะเป็นจังหวัดเล็กและรายได้ของประชาชนต่อคนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น การลงไปของรัฐมนตรีในพื้นที่ต่างๆ จะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาให้ในพื้นที่ ตลอดจนวางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนกลุ่มจังหวัดดังกล่าว ให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงมากขึ้นต่อไป” นายชนินทร์กล่าว
รัฐบาลยันกดค่าไฟเหลือ4.20บ.
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศค่าไฟงวดใหม่ 4.68 บาทต่อหน่วย งวด ม.ค.ม-เม.ย.2567 โดยขอประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากเป็นเพียงข้อเสนอของ กกพ. ซึ่งยังไม่ได้เป็นการพิจารณาจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ตนมั่นใจว่าการพิจารณาจะเป็นไปด้วยความเหมาะสม และเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างแน่นอน โดยจะพยายามทำตัวเลขให้ลดลงได้มากที่สุด ประมาณ 4.20 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกัน นายกฯ บอกไปแล้วว่าไม่ยอมให้ค่าไฟขึ้นไปถึงจำนวนดังกล่าว และจะเรียกประชุมเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย
“ยืนยันว่ารมว.พลังงาน ไม่นิ่งดูดายความกังวลใจของนายกฯ เรื่องค่าไฟฟ้า โดยพร้อมที่จะพิจารณาให้เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระให้กับประชาชน เพราะเข้าใจดีถึงความเดือดร้อน ดังนั้น ขอประชาชนสบายใจ และไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้” นางรัดเกล้ากล่าว
ก้าวไกลหวั่นอนาคตพุ่งถึง 6 บ.
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลง Policy Watch ประเด็นค่าไฟ ว่า ตนรู้สึกกังวลกับอัตราค่าไฟในช่วงต้นปีหน้าของพี่น้องประชาชน และกังวลต่อมาตรการของรัฐบาลที่ออกมา สิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาอ้างว่าเป็นผลงานของรัฐบาลในการลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย กำลังจะหมดไป เพราะล่าสุดวันที่ 29 พ.ย. กกพ.มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าเอฟที สำหรับงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2567 เพิ่มขึ้นเป็น 69.07 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมพุ่งจาก 3.99 บาทต่อหน่วย ไปอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย หลายคนเกิดคำถามตามมาว่าทำไมอยู่ดีๆ ค่าไฟถึงขึ้นไปอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้ ทั้งที่จริงแล้ว ต้นทุนค่าไฟของต้นปีหน้าอยู่ที่แค่ 4.05 บาทเท่านั้น ส่วนเกิน 64 สตางค์มาจากไหน
ต้องย้อนกลับไปถึงมาตรการที่รัฐบาลในอดีตเคยใช้ในการลดค่าไฟ วิธีหลักๆ คือการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้แบกภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าไว้ก่อน รัฐบาลเศรษฐาก็ใช้วิธีเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันภาระหนี้ที่ กฟผ.แบกไว้มีมูลค่าสูงถึง 95,777 ล้านบาท จน กฟผ.แสดงความกังวลถึงการมีมติให้ยืดหนี้ก้อนนี้ออกไป เพราะย่อมสร้างต้นทุนให้ กฟผ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟในอนาคตของประชาชนแน่นอน
“หากใช้มาตรการแบกหนี้ยืดหนี้แบบเดิมอีก ก้อนหนี้ที่สุดท้ายประชาชนต้องจ่ายจะใหญ่ขึ้นอีก มีการคำนวณไว้ว่า หากมีการตรึงค่าไฟในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.2567 ไว้เท่าเดิมที่ 3.99 บาท มูลค่าหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นไปถึง 140,000 ล้านบาท และสุดท้ายเมื่อหมดโปรโมชั่นเราอาจจะเห็นประชาชนต้องจ่ายค่าไฟ 6 บาทต่อหน่วยก็เป็นได้” นายศุภโชติกล่าว
จี้ปรับโครงสร้าง-ใช้หนี้ให้หมด
ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล เราพูดมาตลอดตั้งแต่การหาเสียง การอภิปรายนโยบายรัฐบาล หรือแม้แต่ตอนที่ตนเข้าไปเสนอวิธีแก้ไขปัญหาต่อ รมว.พลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเคยตอบรับและเห็นด้วย แต่ไม่เคยเอาไปปฏิบัติอย่างจริงจัง วันนี้ตนจะพูดอีกครั้ง ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟในระยะเร่งด่วน ที่สามารถทำได้ทันทีมี 3 ข้อ
ข้อหนึ่ง การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยต่างสนับสนุนและใช้หาเสียงมาด้วยกัน พวกเราคิดว่าการปรับโครงสร้างก๊าซธรรมชาติจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ลดลงอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากปัจจุบันก๊าซราคาถูกที่ขุดจากอ่าวไทยถูกนำไปให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก่อน ส่วนก๊าซที่นำมาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ ส่วนใหญ่มาจากก๊าซที่นำเข้าซึ่งมีราคาแพงมาก เท่ากับตอนนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ถูก ประชาชนใช้แพง หากนำ 2 ส่วนนี้มาถัวเฉลี่ยกัน แล้วค่อยกระจายให้ภาคเอกชนกับการผลิตกระแสไฟฟ้าของประชาชนในอัตราส่วนเท่าๆ กัน จะทำให้ต้นทุนของไฟฟ้าถูกลงได้มากกว่าปัจจุบันถึง 70 สตางค์ต่อหน่วย
ข้อสอง การเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐเคยทำกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ภาคเอกชนเพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการมีจำนวนโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้ามากเกิน บางโรงแทบจะไม่ได้เดินเครื่องตลอดปี กลับได้เงินผ่านค่าความพร้อมจ่ายนี้ไปเรื่อยๆ ตลอดสัญญา 25 ปี ซึ่งปีที่ผ่านๆ มา ประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายนี้ที่แฝงอยู่ในค่าไฟเกือบหมื่นล้านบาทต่อปีฟรีๆ หากแก้ไขค่าความพร้อมจ่ายนี้ลง จะประหยัดต้นทุนค่าไฟได้เพิ่มอีก 15 สตางค์ต่อหน่วย
ข้อสาม หยุดการเซ็นสัญญาโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนที่ลาวกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ที่เซ็นมาในราคาที่แพงมาก 2.7 บาทต่อหน่วย หรือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ที่ทั้งแพงและศาลปกครองกลางชี้ว่ากระบวนการมีปัญหา อาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์
“หากแก้ปัญหาที่โครงสร้างทั้ง 2 ข้อ และนำเงินที่เหลืออยู่ไปใช้หนี้ที่ กฟผ.แบกอยู่ ในที่สุดเราอาจได้เห็นค่าไฟที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่อัตรา 3 บาทต้นๆ ก็เป็นได้” นายศุภโชติกล่าว
‘อิ๊ง’โชว์สงกรานต์ 67 ทั้งเดือนเม.ย.
วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ความคืบหน้าในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า แผนงานปีหน้า เริ่มแล้วค่ะ ประชุมคณะกรรมการการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์เมื่อวานนี้ ทั้ง 12 คณะ จาก 11 อุตสาหกรรม ได้เสนองบประมาณเพื่อเตรียมดำเนินการในปีหน้า โดยหลังจากนี้เราจะเสนองบประมาณตามลำดับขั้นตอนต่อไป และอีกหนึ่งเรื่องใหญ่และน่าตื่นเต้น คือแผนงานใหญ่ปีหน้า วันสงกรานต์จะไม่ใช่แค่เทศกาลแบบในอดีตที่ผ่านมา แต่เราจะจัดงานใหญ่ มหาสงกรานต์ World Water Festival-The Songkran Phenomenon
เราจะปักหมุดให้สงกรานต์ในไทย ปีหน้าเป็นเทศกาลที่คนทั้งโลกต้องบินมาเล่นที่บ้านเรา และสงกรานต์ปีหน้า เราจะไม่เล่นน้ำแค่ 3 วันนะคะ แต่จะจัดงานกันทั้งเดือน ทยอยจัดกันทั้งประเทศ 77 จังหวัด เตรียมวางแผนกันได้เลยนะคะว่าสัปดาห์ไหนของเดือนเมษายนอยากจะไปเล่นน้ำสงกรานต์กันที่จังหวัดไหนค่ะ มาร่วมกันทำให้สงกรานต์บ้านเราเป็นเทศกาลที่ทั่วโลกต้องปักหมุดมาเล่นน้ำที่บ้านเรา และทำให้ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศสุดยอดเฟสติวัลโลกค่ะ
ทุ่ม 5.1 พันล.โหมซอฟต์เพาเวอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติที่มีน.ส.แพทองธารเป็นประธานเมื่อ 30 พ.ย.ที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้อนุมัติกรอบวงเงินโครงการทั้ง 11 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 54 โครงการ จำนวน 5,164 ล้านบาท หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยราชการ กระทรวง ภาคเอกชน จะปรึกษาหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อทำรายละเอียดเสนอต่อคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ที่มี นายกฯ เป็นประธาน ในเดือนม.ค.2567 และครม.ต่อไป เบื้องต้นกำหนดว่าวันที่ 14 ธ.ค.จะต้องพิจารณากรอบวงเงินให้เรียบร้อย
สำหรับการส่งเสริมประเพณีไทยออกไปสู่สายตาชาวโลก ในปีหน้าจะเตรียมหนึ่งหมื่นกิจกรรมสำหรับ 365 วันทั่วไทย โดยกิจกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งปี ได้แก่ งานสงกรานต์ จะใช้ชื่อในการทำงานว่า “World Water Festival The Songkran Phenomenon” ประเทศไทยต้องเป็น เจ้าแห่งสงกรานต์โลก จะไม่มีใครมาเคลมได้ คาดว่าจะทำรายได้จากนักท่องเที่ยว 3.5 หมื่นล้านบาท
‘ไอติม’ย้ำกม.นิรโทษยุติขัดแย้ง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีการเดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ เพื่อหาเสียงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ ก้าวไกลว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มการเดินสาย และพยายามพูดคุยกับหลายฝ่ายให้ได้มากที่สุด ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อกังวลว่ามีอะไรบ้าง รวมทั้งการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ หากได้เดินสายพูดคุยกับอีกหลายฝ่ายเพิ่มเติม รวมถึงข้อกังวลอื่นๆ อย่างครบถ้วน เราจะเปิดเผยถึงความ คืบหน้ากันอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคก้าวไกล ไม่สามารถดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้สำเร็จ จะมีแนวทางอย่างไรต่อ นายพริษฐ์กล่าวว่า ยังคงคาดหวังว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคซีกรัฐบาล หากพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นต่างกัน สามารถลงมติที่แตกต่างกันได้ แต่หากมีความเห็นที่แตกต่างในรายละเอียด เราอยากเห็นพรรคการเมืองเหล่านั้น เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับตัวเองประกบ จะสามารถนำเนื้อหาเหล่านี้มา ถกเถียงกันผ่านกระบวนการในรัฐสภาได้ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันได้
ต่อข้อถามว่า ฝ่ายรัฐบาลโยนให้พรรคก้าวไกล คุยกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เพื่อนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เสนอเข้าที่ประชุมสภาในสมัยการประชุมหน้า นายพริษฐ์กล่าวว่า วิปแต่ละฝ่ายคงมีการประสานกันอยู่แล้ว แต่ก่อนจะไปถึงการบรรจุวาระในช่วงเวลาใด เบื้องต้นคณะทำงานของเรา ได้พยายามพูดคุยกับตัวแทนทุกพรรคการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวกฎหมาย
ปัดหวังเอื้อประโยชน์พวกพ้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายมองว่าพรรคก้าวไกลกำลังพยายามเคลมผลงาน ด้วยการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนไม่ได้มองเช่นนั้น ไม่ว่าใครเสนอก็ตาม สมมติว่าในที่สุดแล้ว ทางครม.เสนอกฎหมายที่มีเนื้อหาสาระ เป้าหมายเดียวกับของก้าวไกลเลย แล้วในที่สุด เป็นร่างของครม.ที่ผ่าน แต่ร่างของก้าวไกลไม่ผ่าน เราก็แฮปปี้ เรายินดี สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครเสนอ สาระสำคัญ คือสิ่งที่เราผลักดันได้สำเร็จตรงกับ เป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่
ต่อข้อถามว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้จริงหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนว่าเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งการเสนอนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นข้อเสนอที่หลายฝ่ายทางการเมืองเคยเสนอมาแล้วว่าเป็นกลไกสำคัญในการยุติปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่ได้นิรโทษกรรมเจาะจงแค่นักโทษทางการเมือง ที่โดนคดีอาญามาตรา 112 และ 116 แต่หลักการคือ พยายามนิรโทษกรรมผู้ที่โดนคดี ที่มีมูลเหตุจูงใจกับความขัดแย้งทางการเมือง เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตามกลไกที่กฎหมายเสนอ เพื่อศึกษาว่าคดีไหนเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย
เมื่อถามถึงความกังวลในการเสนอเรื่องนี้ อาจเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ยืนยันว่า ข้อแรก การใช้กลไกอย่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง เป็นข้อเสนอที่หลายฝ่ายทางการเมืองเคยเสนอ เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองมาแล้ว ข้อสอง ยืนยันว่ากฎหมายนิรโทษกรรมของเราเป็นความพยายามในการนิรโทษกรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มการเมืองทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่คิดว่าจะเป็นการจุดชนวนสร้างความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีก
ป.ป.ช.จ่อเปิดเซฟ 12 คน-‘ป๊อก’ด้วย
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ธ.ค. คณะ กรรมการป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจำนวน 12 ราย ประกอบไปด้วยกรณีพ้นจากตำแหน่ง 5 ก.ย.66 ได้แก่ ‘บิ๊กป๊อก’ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตรมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรมว.คลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตรมว.เกษตร และสหกรณ์ นายสุนทร ปานแสงทอง อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีตรมช.คมนาคม นายสินิตย์ เลิศไกร อดีตรมช.พาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรมว.แรงงาน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
กรณีเข้ารับตำแหน่ง 5 ก.ย.66 ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ และกรณีเข้ารับตำแหน่ง 2 ต.ค.66 ได้แก่ นายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง