‘พรานนก’รุดให้การโต้พาเข้าป่าหนีตำรวจ

‘พรานนก’โผล่ให้ปากคำนายอำเภอ-ตร. แสดงความบริสุทธิ์ใจไม่มีส่วนช่วย ‘แป้ง นาโหนด’ หลบหนีจากป่าบนเทือกเขาบรรทัด เผยเคยเห็น เสี่ยแป้งที่บ้านตระหลายครั้ง ทักทายตามปกติไม่ได้สนิทอะไรมาก ขณะที่ ‘ทนายทัช’ คุกผวาภัยมืดหลังโร่ขึ้นโรงพักลงบันทึก หลังเปิดจ.ม.ร้องเรียนของนักโทษแหกคุกแล้วมีชื่อโยงไปถึงอัยการ ตำรวจ และผู้คุมหลายราย โฆษกศาลยุติธรรมแจงยิบปมไม่ให้ประกันตัว

จากกรณีการตามล่าตัว นายเชาวลิต หรือ เสี่ยแป้ง ทองด้วง นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ที่หลบหนีการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ระหว่างส่งไปรักษาตัวที่ ร.พ.มหาราชนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ก่อนเกิดการปะทะกันบนเทือกเขาบรรทัด เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายเชาวลิตยังหลบหนีลอยนวล ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีพรานป่าชำนาญพื้นที่ช่วยพาหลบหนี ก่อนโพสต์คลิปเปิดใจสั่นสะเทือนกระบวนการยุติธรรม กระทั่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งย้าย ‘อัยการ บอย’ นายพงศ์พิพัฒน์ เกิดเทพ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดจังหวัดสงขลา ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายภราดร จันทร์เทพ หรือ “พรานนก ภูไพร” อายุ 43 ปี ที่ถูกพาดพิงเป็นผู้ช่วยเหลือนายเชาวลิต หรือ เสี่ยแป้ง หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ปรากฏตัวแสดงความบริสุทธิ์ใจ บริเวณที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายณัฐวุฒิ สังข์สุข นายอำเภอปะเหลียน นายวิเชษฐ์ คงอินทร์ หรือกำนันเลาะห์ กำนันตำบลปะเหลียน นายสานิตย์ ทองเส็ม หรือ ผู้ใหญ่บิว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 และตำรวจ สภ.บ้านหนองเอื้อง เข้าสอบถามข้อมูลเบื้องต้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่นาย ณัฐวุฒิพร้อมคณะซักถามข้อมูลต่างๆ นายภราดร หรือ พรานนก มีสีหน้าที่ผ่อนคลาย และสบายใจขึ้น หลังก่อนหน้านี้ทราบว่ามีอาการเครียดหนัก หลังจากมีชื่อปรากฏในข่าว จึงตัดสินใจรอให้กระแสข่าวเบาบางลง ก่อนตัดสินใจเข้าแสดงความบริสุทธิ์ใจกับฝ่ายปกครองในวันนี้ พร้อมกับทำบันทึกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

นายภราดร เปิดใจว่า หลังจากเหตุปะทะระหว่างตำรวจกับกลุ่มนายเชาวลิต หรือ เสี่ยแป้ง ระหว่างนั้นออกมาอยู่ที่ขนำชุมชนบ้านตระ แถวร้านค้าชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นอยู่ทุกวัน ก่อนเกิดเหตุปะทะเคยพบนายเชาวลิต เพราะรู้จักแค่พอประมาณ โดยปกติแล้วเวลาเจอเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตาม ต้องเรียกกินข้าวกินกาแฟที่ขนำ เป็นวิถีของ ชาวบ้านตระอยู่แล้ว ปกติชอบเข้าป่าคนเดียว เวลาไปก็เข้าไปเป็นเวลานาน สำรวจพื้นที่ ออกหาของป่า และหาสถานที่ใหม่ๆ เพื่อที่จะพานักท่องเที่ยวไปสำรวจ

“จากการนั่งคุยกับนายอำเภอและตำรวจให้ข้อมูลและเล่ารายละเอียดต่างๆ ให้ฟังว่า เคยเห็นเสี่ยแป้งในบ้านตระหลายครั้ง ตลอดเวลาผมก็อยู่ที่บ้านตระตลอดเคยเจอกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้ง แต่อาจจะจำผมไม่ได้ ผมอยากจะแสดงตัว แต่กลัวเพราะกระแสในช่วงเวลานั้นแรงว่าเป็นคนพาเสี่ยแป้งหนี ผมก็ไม่ได้หนีไปไหนยินดีให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกอย่างว่าไม่ได้เป็นคนพาเสี่ยแป้งหนี และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่ารู้จักเส้นทางบ้านตระและเทือกเขาบรรทัดเป็นอย่างดี ส่วนการค้างแรมบนเขานั้นอยู่ยากมีความลำบากหลายอย่างทั้งไข้ป่า สัตว์ ตอนนี้มีฉี่หนูระบาด การหาของกินมีสัตว์ป่าแต่ไม่สามารถก่อไฟได้เพราะมีฝนตกตลอดเวลา อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นป่าดิบชื้นและค่อนข้างมืดเร็ว” พรานนกกล่าว

ด้านนางดาวิภา เทิดประชา แม่ของพรานนก กล่าวว่า รู้สึกดีใจ เพราะลูกชายจะได้พ้นคำกล่าวหาว่าเป็นคนพาเสี่ยแป้งหนี เชื่อมั่นในตัวลูกชายมาตลอด ตามปกติลูกชายจะเข้าป่าเป็นเดือนๆ อยู่แล้ว ไม่ได้ติดต่อกัน เพราะในบ้านตระไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ลูกชายบอกว่าไม่ได้หนีไปไหน อยู่ตามปกติ ไม่ทราบว่าลูกชายรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่ แต่จากที่ฟังก็ได้ยินว่ารู้จักแค่ผิวเผิน ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้แจ้งข้อหาอะไร เพราะไม่ได้ทำความผิดอะไร ตอบคำถามที่เจ้าหน้าที่ให้คลายสงสัยไปหมดแล้ว

ส่วนที่สภ.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่าที่ ร.ต.ชัชวาลย์ หรือ ทนายชัช บำรุงวงค์ อายุ 52 ปี ทนายกลุ่มทนายใจดีเข้าลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน เกี่ยวกับกรณีที่มีชื่อเกี่ยวพันในคดีนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้ง หลบหนีการควบคุม ต่อมาได้เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี และเมื่อเปิดหนังสือร้องเรียนพบว่ามีรายชื่อตำรวจ อัยการ และ เจ้าหน้าที่เรือนจำเกี่ยวข้องทั้งสิ้น จึงเกรงจะไม่ปลอดภัย โดยมีชาวบ้านมาให้กำลังใจ ว่าที่ ร.ต.ชัชวาลย์ในการปฏิบัติหน้าที่ทนายความที่มีอุดมการณ์ที่ดี และขอบคุณที่ทนายชัชช่วยเหลือเรื่องกองทุนสัจจะ ในหมู่บ้านที่ล่มลงอีกด้วย

ว่าที่ ร.ต.ชัชวาลย์ เผยว่า เป็นทนายให้นายเชาวลิต 2 คดี ที่มีอยู่ในชั้นศาลจังหวัดพัทลุง แต่ก่อนหน้านั้นรู้จักกันมาก่อนในปี 2564 และการหลบหนีของนายเชาวลิตไม่มีส่วนรู้เห็นหรือได้รับการติดต่อเลยแต่อย่างใด เพียงทำหน้าที่ทนายความตามกรอบของกฎหมาย และพร้อมช่วยเหลือให้นายเชาวลิตกลับเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง และขอใช้สิทธิในการคุ้มครองพยานต่อไป

วันเดียวกัน นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรมเผยถึงกรณีนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้ง ปล่อยคลิปอ้างเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมในการประกันตัวคดีในศาล ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลคดีและผลคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของนายเชาวลิต จำเลย ในศาลจังหวัดพัทลุงและศาลอุทธรณ์ภาค 9 นั้น มี 2 สำนวน ประกอบด้วย 1.คดีพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องนายเชาวลิต วันที่ 7 ก.พ.65 คดีดำ อ.175/2565 ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าฯ พ.ร.บ.อาวุธปืน, พ.ร.บ.สถานบริการ (เหตุเกิดวันที่ 9 ก.ย.2562) ศาลรวมสำนวนเป็นคดีเดียวกับที่อัยการยื่นฟ้องจำเลย 4 คนไปก่อนในปี พ.ศ.2564

พฤติการณ์ตามฟ้องพวกจำเลยพกอาวุธปืนติดตัวไปบริเวณร้านอาหาร ต.ปรางหมู่ อ.เมือง จ.พัทลุง และใช้อาวุธยิงผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ ระหว่างเหตุต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่การจับกุมเยาวชนครอบครองอาวุธปืน คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลเพิ่มโทษหนึ่งในสามกับนายเชาวลิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ด้วย เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดวันที่ 30 พ.ย.2554 คดีหมายเลขแดง 2816/2554 โทษจำคุก 9 ปี 13 เดือน 15 วัน ความผิดมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์) เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยระหว่างพิจารณานายเชาวลิตใช้สิทธิยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น 3 ครั้ง และอุทธรณ์คำสั่งขอประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวม 3 ครั้ง ผลคำสั่งประกันทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีความเห็นทำนองเดียวกันว่ากรณีอุกฉกรรจ์ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง คดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับประวัติของจำเลย หากได้รับการปล่อยชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี หรือก่อเหตุร้ายประการอื่น

คดีนี้ศาลจังหวัดพัทลุงกำหนดนัดฟังคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายเชาวลิตหลบหนีขณะไปตรวจรักษาทันตกรรมที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ศาลจึงได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 25 ธ.ค.นี้

2.คดีพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องนายเชาวลิต วันที่ 11 ม.ค.2565 คดีหมายเลขดำ อ.49/2565 ความผิดกล่าวหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับ ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนฯ กรณีวันที่ 2 ก.ค.2562 นายเชาวลิตกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนติดตัวไป ต.แพรกหา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับกลุ่มเจ้าพนักงานตำรวจแล้วร่วมกันลักเอาอาวุธปืน กระสุนปืนหลายรายการไป ในช่วงแผนประทุษร้ายชิงตัว นายสิทธิเดช ทรงเดชะ หรือจรวด ที่ถูกจับคดียาเสพติด โดยศาลจังหวัดพัทลุงมีคำพิพากษาวันที่ 30 พ.ย.2565 ลงโทษจำคุกนายเชาวลิตทั้งสิ้นเป็นเวลา 20 ปี 16 เดือน พร้อมกับให้จำเลยคืนอาวุธและเครื่องกระสุน หรือใช้เงินแทนแก่ตำรวจผู้เสียหายสามรายด้วย

จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีตามสิทธิและเมื่อวันที่ 30 ส.ค.66 ศาลจังหวัดพัทลุงส่งสำนวนคดีที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 คดีนี้จำเลยใช้สิทธิยื่นขอประกันในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น 4 ครั้ง และยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันรวมทั้งยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดีรวม 4 ครั้ง โดยทั้งสองชั้นศาลมีความเห็นไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

ด้วยเหตุผลลักษณะเดียวกันว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ข้อหามีอัตราโทษสูง ตามฟ้องใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ และจำเลยยังถูกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในคดีหมายเลขดำ อ.175/2565 ของศาลจังหวัดพัทลุงอีกคดีหนึ่ง เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุคดีนี้ 2 เดือน อีกทั้งจำเลยเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษในข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนทำนองเดียวกับคดีนี้มาก่อน หากอนุญาตเกรงว่าจะก่อเหตุอันตรายซ้ำอีกและเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนีหรือจะเกิดความเสียหาย

คดีทั้งสองสำนวนไม่ปรากฏข้อมูลว่านายเชาวลิตใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอประกันตัวต่อศาลฎีกา

ส่วนข้อมูลที่อ้างถึงการใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัวนายเชาวลิต แต่ให้ประกันตัวจำเลยอื่นนั้น จากข้อเท็จจริงในสำนวนกรณีที่ศาลมิได้อนุญาตปล่อยชั่วคราวนายเชาวลิตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายแล้ว โดยตามคำสั่งที่ไม่ให้ประกันตัวนายเชาวลิตของทั้งศาลจังหวัดพัทลุงและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นเพราะพฤติการณ์กระทำความผิดร้ายแรง มีการใช้อาวุธสงครามในการก่อเหตุนายเชาวลิตถูกดำเนินคดีสองคดีในระยะเวลาใกล้ๆ กันในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.2562 ห่างกันเพียง 2 เดือนเศษ

อีกทั้งมีประวัติการกระทำความผิดหลายคดี ทั้งยังมีการตรวจสอบประวัติของจำเลยในสารบบความของศาล มีประวัติการกระทำผิดมาหลายครั้ง ซึ่งนายเชาวลิตเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ความผิดบุกรุก ความผิดต่อชีวิตเสรีภาพฯ ช่วงปี พ.ศ.2550 ถึงปี พ.ศ.2553 นับ 10 คดี ทำให้น่าเชื่อว่าหากให้ปล่อยชั่วคราวไปอาจหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไปก่อให้เกิดอันตรายประการอื่นอีก อันเป็นเหตุที่กฎหมายกำหนดให้ศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่ให้ปล่อยชั่วคราวก็ได้

ส่วนกรณีของนายสิทธิเดช หรือจรวด ทรงเดชะ ที่ถูกดำเนินคดีจากพฤติการณ์เกี่ยวพันกับนายเชาวลิตในการชิงตัวประกัน พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2564 คดีหมายเลขดำ อ.1031/2564 ข้อหาพยายามฆ่า ร.ต.อ.อภิชาติ สกุลกิจ ชั้นพิจารณานายสิทธิเดชยื่นขอประกันตัว ศาลจังหวัดพัทลุงมีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว ให้ทำสัญญาประกันและวางหลักประกัน 480,000 บาท

แต่เมื่อคดีอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 ธ.ค.2565 ศาลจังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษว่ามีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 288, 80 และให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ.มาตรา 92 จากกรณีที่เคยต้องโทษถึงที่สุดคดีอื่นมาแล้วตามที่โจทก์ขอด้วย รวมจำคุกทั้งสิ้น 13 ปี 4 เดือนพร้อมริบลูกกระสุนของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ร.ต.อ.อภิชาติ ด้วยจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินนับแต่วันละเมิด (2 ก.ค.62) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย.64 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.64 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

นายสิทธิเดชได้ยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยศาลจังหวัดพัทลุงส่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่ง ยกคำร้อง ไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวเพราะเห็นว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้วหลายคดี และครั้งสุดท้ายศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต (คดีความผิดต่อชีวิต พยายาม, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, ลหุโทษ, ละเมิด มีคำพิพากษาวันที่ 19 ก.พ.2557) สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยถึง 13 ปี 4 เดือนซึ่งเป็นอัตราโทษสูง หากได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาชั้นอุทธรณ์เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

โดยจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ด้วย แต่ศาลก็ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง กระทั่งวันที่ 27 ธ.ค.2565 นายสิทธิเดชยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แล้วศาลฎีกามีคำสั่งว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและจำเลยเคยได้รับการปล่อยชั่วคราวมาก่อนไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกัน 480,000 บาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป ขณะที่คดีนี้ศาลจังหวัดพัทลุงกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งในวันนัดจำเลยจะต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ตามนัด หากผลเป็นอย่างไรจำเลยก็ใช้สิทธิยื่นประกันตัวรวมถึงการยื่นฎีกาสู้คดีต่อไปได้เหมือนคดีอาญาอื่นๆ

ทั้งนี้ การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาใดๆ ศาลย่อมต้องพิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ และข้อมูลรายงานคดีตั้งแต่ชั้นสอบสวนเรื่อยมาประกอบด้วย ซึ่งแต่ละรายอาจแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นข้อหาที่ถูกดำเนินคดี บทบาทของผู้ต้องหาและจำเลยแต่ละคนในการกระทำที่ถูกกล่าวหา ตลอดจนประวัติและความเกี่ยวเนื่องกับคดีอื่น การที่คดีหนึ่งให้ประกันแต่อีกคดีไม่ให้ จึงเป็นผลจากพฤติการณ์ในแต่ละกรณี ไม่ได้เกิดจากการเลือกปฏิบัติกับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน