หลายคนแปลกใจที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้คำนิยามเศรษฐกิจปี 2567 ว่า “หนักใจ” เพราะยังอยู่ในช่วงวิกฤต

ทั้งที่แบงก์ชาติ สภาพัฒน์ และทีดีอาร์ไอ ต่างก็ให้นิยามเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ในทำนองเดียวกันว่า ทุกอย่างกำลังไปได้ดี มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นใน ปีหน้า

นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ได้ข้อสรุป ว่าจะออกพ.ร.บ. กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อใช้ขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศครั้งใหญ่

ก็เกิดข้อถกเถียงในสังคมวงกว้าง ทั้งในระดับนักการเมือง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เจ้าสัว ลงไปถึงระดับมวลชนรากหญ้า ว่าตกลงแล้วเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤตจริงหรือไม่

หากมองตัวเลขเศรษฐกิจจะพบว่าหลังรัฐบาลนี้เข้าบริหารไม่กี่เดือน มีแนวโน้มดีขึ้นเห็นได้ชัด

การส่งออกกลับมาเป็นบวก การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นจากวีซ่าฟรี ไม่หนาแน่นเท่าช่วงก่อนโควิด แต่ก็น่าพอใจ

การลงทุนแนวโน้มดีขึ้น บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น จากการชักชวนของนายกรัฐมนตรีที่สวมบทเซลส์แมนเจรจา

ออกมาตรการแก้หนี้ครอบคลุมทั้งนอกระบบ และในระบบ ลดภาระให้ประชาชน พักหนี้เกษตรกร ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน ตรึงราคาก๊าซ ปรับขึ้นค่าแรงรวมถึงเงินข้าราชการบรรจุใหม่

เหล่านี้ฉายให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่การจะพูดว่าพ้นวิกฤตแล้ว หรือไม่วิกฤตนั้น ยังต้องมองไปถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นอีกด้วย

3 ปีหลังผ่านวิกฤตโควิด เศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเดิม เติบโตต่ำ รัฐบาลต้องเร่งออกนโยบายกระตุ้นให้ฟื้นโดยเร็ว

นักธุรกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจปี 2567 ทิศทางไม่ดีนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยภายในและภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก สถานการณ์สู้รบในอิสราเอล สงครามรัสเซียยูเครน การแข่งขันจีนกับสหรัฐ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และปรากฏการณ์เอลนีโญ ล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งสิ้น

ผู้นำประเทศและรัฐบาล มีหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงนี้ ด้วยมุมมองวิสัยทัศน์กว้างไกล การคาดการณ์ที่แม่นยำ ไม่ใช่แค่นำพาประเทศ เอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ

แต่ต้องทำให้กลับมายืนหยัดแข่งขันกับประเทศอื่นบนเวทีโลกได้ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน