แต่ยังกอดเก้าอี้รมต.
ป้อมโยนนายกฯตัดสิน
สภาวุ่นอีก-วอล์กเอาต์
ฝ่ายค้านเมินฟังปฏิรูป
ยื่นศาลสั่งเลิกฉุกเฉิน

‘บิ๊กตู่’ ส่งสัญญาณปรับครม. ชี้มีได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยัน‘3ป.’ ไม่แตกแยกทีม‘4 กุ มาร’
แถลงไขก๊อกพ้น พปชร. ‘อุตตม-สนธิรัตน์- สุวิทย์’ลั่นยังอยู่ทำหน้าที่รมต.ให้ดีที่สุด เป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง ส่วนการปรับครม. ให้นายกฯ ชี้ขาด ‘บิ๊กป้อม’ โยน บิ๊กตู่ ตัดสินใจเรื่องโควตาเก้าอี้รมต. กำชับแกนนำ พปชร.ดูแลรอบคอบหลังเกิดเหตุสภาล่ม ‘ชวน’ เตือนอย่าประมาท ฝ่ายค้าน

วอล์กเอาต์อีก ไม่ร่วมฟังรายงานแผนปฏิรูปประเทศ ก้าวไกลโวยรัฐบาลฮุบโควตา เครือข่ายพีเพิลโกยื่นศาลแพ่งสั่งยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

‘4 กุมาร’แถลงลาออกจากพปชร.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว กลุ่ม 4 กุมาร ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิร

วงศ์ รมว.พลังงาน อดีตเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อดีตรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ อดีตคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แถลงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ
นายอุตตมกล่าวว่า ทำงานร่วมกับพรรคมา 2 ปี ถือว่าภารกิจนำพรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก้าว

ข้ามปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว จึงขอยุติบทบาททางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มี ผู้บริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ส่วนพวกตนจะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ และยังไม่มีความคิดตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมือง

ลา‘พปชร.’ – นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษาฯ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาฯ นายกฯ แถลงลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่รร.เซ็นทาราแกรนด์ฯ

‘อุตตม’ลั่นยังไม่คิดตั้งพรรคใหม่

“การแถลงวันนี้เป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร การจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆ ในอนาคต เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ขึ้นอยู่กับ นายกฯ เวลานี้ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หากจะปรับเปลี่ยนในครม.ถือเป็นเรื่องของนายกฯ พวกเราทำปัจจุบันให้เต็มที่ วันข้างหน้าเป็นเรื่องของวันข้างหน้า” นายอุตตมกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ถือเป็นการปิดตำนาน 4 กุมารได้หรือยัง หรือจะเป็นภาคต่อไป นาย อุตตมกล่าว

ว่า วันนี้เราได้บรรลุในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น เรียกได้ว่าจบไปตอนนึง และจะทำงานของเราต่อ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังไม่ได้คิด ขอให้ดูโอกาสที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน มีแน่นอน ตนเชื่อว่าอย่างนั้น
เมื่อถามว่าจะไปตั้งพรรคใหม่หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีความคิด ยังขอทำหน้าที่ในฝ่าย

บริหารอย่างเต็มที่ การลาออกในวันนี้ไม่ได้แจ้งนายกฯ เพราะถือเป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร แต่คิดว่านายกฯคงติดตามข่าวอยู่แล้ว วันนี้ขออยู่กับปัจจุบัน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ยังไม่อยากไปคิดถึงเรื่องตำแหน่งใดๆ ในอนาคต

ปรับครม.ขึ้นอยู่กับนายกฯ

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และแยกแยะบทบาทในพรรคพลังประชารัฐกับฝ่ายบริหารในฐานะรัฐมนตรี โดยจะทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด ส่วนสัดส่วนของครม. หากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว จะเป็นโควตากลางของนายกฯหรือไม่นั้น นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เราไม่ก้าวล่วงเพราะอยู่นอกขอบเขตการตัดสินใจ และอนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ นายกฯ พิจารณา ที่ผ่านมาพวกตน

เป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐ แม้จะไม่เคยทำงานการเมือง แต่ก็สร้างพรรคจนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้พรรคเข้มแข็ง เดินหน้าเป็นสถาบันการเมืองต่อไป
สายใยความผูกพันกับสมาชิกจะไม่หายไป ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยังเป็นครอบครัว ไม่ได้ขัดแย้ง

และเคยพูดเสมอว่าไม่ถอดใจ การมาทำงานการเมืองคือความเสียสละ ทำหน้าที่ให้ดีตราบใดที่มีหน้าที่ จะทำให้ไม่ได้ยึดตำแหน่งหรือหวังอะไร ซึ่งก่อนตัดสินใจ ลาออก ได้บอกกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งท่านให้กำลังใจในการทำงาน แต่ไม่ได้แนะนำเพราะท่านเคารพการตัดสินใจของพวกเรา

ยันมิตรภาพยังคงอยู่

“พวกเราจะยังทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารจนถึงที่สุด จนถึงวันที่มีการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาคิดเรื่องโควตา ผมภูมิใจที่มีส่วนร่วมสร้างพรรคใหญ่ เป็นสถาบันทางการเมืองให้ประชาชนมีความหวัง มีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เราไม่มีการโกรธชังกัน ถึงจะ ลาออกจากพรรค แต่มิตรภาพจะยังอยู่ เราแค่เลือกทางเดินในวิถีของเรา” นายสนธิรัตน์กล่าว

เมื่อถามว่าได้แจ้งการตัดสินใจให้นายสมคิด ในฐานะที่ปรึกษาทางใจทราบหรือยัง นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ได้เรียนให้ทราบแล้ว เพราะท่านเป็นที่ปรึกษาของพวกเราเสมอมา ท่านให้กำลังใจ และเคารพการตัดสินใจพวกเรา โดยไม่มีการชี้แนะอะไร

ช่วงบ่าย นายสนธิรัตน์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า วันนี้ตนลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้กก.บห.ชุดใหม่ ได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง การลาออกครั้งนี้ ไม่ได้มีความขัดแย้งแต่อย่างใด และตนยังจะให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เพียงแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านเศรษฐกิจจาก

โรคระบาดโควิด-19 โดยตั้งเป้าหมายว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็นที่พอใจของประชาชนมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้มาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 4 กุมาร อาทิ สู้ๆ ขอให้ทำเพื่อ บ้านเมืองต่อไป เป็นต้น

‘สุวิทย์’เผยเหตุผลไขก๊อก

นายสุวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐเดินทางมาถึงจุดหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง ตนได้หารือกับเพื่อนทั้ง 3 เห็นพ้องกันว่าเพื่อให้การทำงานในฐานะรัฐมนตรีของเราเป็นอิสระจากการกดดันทางการเมือง จึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและทำงานในฐานะรมว.การอุดมศึกษาฯ ตามที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ และได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ หากจะมีการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรต่อไป ผมเคารพในการตัดสินใจของนายกฯ ผมเชื่อมั่นว่าไม่ว่านายกฯจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ล้วนเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

“ผมขอบพระคุณทุกกำลังใจที่มีให้ผมมาตลอด ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้พรรค ผมเชื่อว่ามีคนไทยอีกหลายล้านคนที่คิดและทำเหมือนผมโดยไม่ได้ผูกโยงตัวเองเข้ากับการเมือง อำนาจ หรือตำแหน่งต่างๆ ขอเพียงเราทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด สุจริต โปร่งใสที่สุด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน ช่วยกันสานต่อ

เจตนารมณ์นี้ด้วยกันต่อไป แด่ประเทศไทยอันเป็นที่รัก” นายสุวิทย์กล่าว

‘อุตตม’เด้งจากไลน์-ไร้คำอำลา

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายอุตตม ได้ออกจากสมาชิกกลุ่มไลน์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีแกนนำพรรค ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่มีการกล่าวคำลาใดๆ

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กว่า วันนี้ เวลา 14.59 นาที ตนเดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค พร้อมอดีตผู้บริหารอีก 2 ท่าน ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว วันนี้ยังคงต้องเดินหน้าทำงานรับใช้นายกฯและประชาชนต่อไป 4 กุมารทุกคนยังคงรักพรรคเสมอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง 4 คน ร่วมงานกับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มาตั้งแต่สมัยคสช. ต่อมาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2562 เพื่อมาทำงานการเมืองเต็มตัว นำทีมหาเสียงเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ กระทั่งถูกแรงกดดันจากแกนนำพรรค ให้พ้นจากกก.บห. นำไปสู่การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ลงมติเลือก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธ ศาสตร์พรรค เป็นหัวหน้าพรรค โดยไม่มีชื่อทั้ง 4 คน ร่วมในกก.บห.ชุดใหม่ จำนวน 34 คน
ส่วนการลาออกดังกล่าวจะนำไปสู่การปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 อย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดกระแสการนำส.ส.ภายในพรรคพลังประชารัฐมากดดัน หากจะมีการปรับ ครม. ในส่วนของ 4 กุมาร จะเป็น

โควตากลางของ นายกฯโดยตรงในการตัดสินใจ

‘บิ๊กตู่’ส่งสัญญาณปรับใหญ่

เมื่อเวลา 15.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณี 4 กุมาร ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ว่า เรื่องที่ถามมาเป็นประเด็นร้อน ตนก็เคารพการตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องภายในพรรค ส่วนตนก็ต้องเตรียมพิจารณาว่า จะเดินหน้าอย่างไร ต่อไป วันนี้ขอให้ท่านเชื่อมั่นระบบบริหารราชการแผ่นดินของเรา เชื่อมั่นในตัวตน และตนจะนำพาประเทศชาติในช่วงเวลานี้ไปให้ได้ ส่วนการ

ปรับเปลี่ยนครม.เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีทางทางการเมือง การเข้ามาเป็นส.ส. การเข้ามาเป็นรัฐมนตรี การจะเข้ามาเป็นครม. การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีการไปพูดคุยเจรจากันอีกครั้ง คำตอบอันนี้ ตนยังไม่มีให้ว่าใครจะเป็น ใครจะเข้า ใครจะออก เพราะต้องคุยกับพรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามกลไกทางการเมือง ขอให้ใจเย็นๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มีข่าวว่าเดือนก.ย.จะปรับครม.ถึงวันนี้จะเร็วขึ้นหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ดูจากการปรับครม.ใครปรับหรือยัง ตนพูดเมื่อไหร่ว่าจะมีขึ้นในเดือนก.ย. ตนไม่เคยพูดเลย พวกคุณไปตีความกันเอง ต่อข้อถามว่า ช่วงเวลาที่จะปรับเป็นช่วงเดือนไหน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่ผมไม่ได้พูดว่าเป็นเดือนก.ย.

สัดส่วนต้องฟังจากพรรคเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าจะมีการวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่งกันอีก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วิ่งกับใคร ผมยืนยันว่า ใครจะวิ่ง ใครจะอะไร คนวิ่งมากๆ ก็อาจจะไม่ได้ก็ได้ แต่ขอร้องว่าอย่าทำให้เกิดความสับสนอลหม่านได้หรือไม่ ใครจะวิ่งก็วิ่งไปเถอะ ผมจะตัดสินใจด้วยตัวของผมเอง และผมก็ต้องคุยกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค

ต่อข้อถามว่า เมื่อ 4 กุมารไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้วจะส่งผลต่อเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องกลไกภายในพรรค เพราะสัดส่วนในการเข้ามาเป็นรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเป็นอันดับแรก โควตาคนนอกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งอย่าลืมว่าตนก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ฉะนั้นสัดส่วนรัฐมนตรีก็ต้องฟังจากพรรคเป็นหลัก การจะนำคนนอกเข้ามาก็เป็นโควตาของเขา ซึ่งตน

ก็ขอเขามาและเขาก็ให้ตนเข้ามาตรงนี้ รวมทั้งมีรัฐมนตรีหลายคนที่มากับตนด้วย วันนี้ต้องไปดูว่าโควตาเหมาะสมแล้วหรือยัง ใครจะได้เพิ่ม ใครจะได้ลดอย่างไรก็ไปว่ากันอีกที ถึงถามว่า เมื่อเอาเขาเข้ามาแล้ว จำเป็นจะต้องคืนเขาหรือเปล่า จะมีคนนอกเข้ามาได้ตรงไหน ก็ต้องไปคุยกันอีก เพราะก็ผ่านมา 1 ปีแล้วก็ต้องคุยกันใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับครม.ครั้งหน้าจะเป็นการปรับใหญ่หรือจะปรับเฉพาะที่จำเป็น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เท่าที่จำเป็น ใครที่ทำงานดีอยู่แล้วก็ให้เขาทำงานต่อ ที่ผ่านมาทุกคนทำงานดีทั้งหมด ตนไม่ได้ว่าใครไม่ดี เพียงแต่กลไกทางการเมืองและวิถีทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เผย‘สมคิด’พร้อมทุกเรื่อง

ต่อข้อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีบ้างหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด นายสมคิดก็บอกว่า ท่านเองพร้อมทุกเรื่อง ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีกระแสข่าวโจมตีนายสมคิดบ่อยครั้ง พอจะยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีปัญหา

ระหว่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมเองก็ต้องดู ก็มีการขย่มกันทั้ง 2 ฝ่าย สื่อก็รู้ว่าใครขย่มใคร แล้วใครขย่มกันอย่างไรวิธีไหน บางทีก็พูดกันไปเรื่อย สื่อก็เอาไปพาดหัวข่าว ซึ่งผมก็ไม่รู้ ผมก็ต้องดูว่าใครขย่มใคร และใครถูกใครผิด ผมก็จะตัดสินของผมเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าถึงเวลาที่จะปรับครม.แล้วหรือยัง ในขณะที่ยังมีวิกฤตหลายด้าน นายกฯ กล่าว

ว่า พวกท่านก็รู้ว่ายังมีวิกฤตอยู่ ดังนั้นวันนี้ก็ต้องทำงานกันไปก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องปรับก็จะปรับของผมไป แต่ขอให้เชื่อมั่นในกลไกของเรา การบริหารราชการแผ่นดินที่ผมได้สร้างไว้ ใครจะไปใครจะมา ก็ต้องรักษากฎระเบียบของผมที่วางไว้ เราอาจจะยึดมั่นตัวบุคคลเป็นธรรมดาในเรื่องของความเชื่อมั่น แต่สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าตัวบุคคลทำงานร่วมกันไม่ได้มันก็อยู่ไม่ได้ ถูกหรือไม่ เมื่อถามว่า สิ่งสำคัญใน

การปรับครม.คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เพื่อความสงบเรียบร้อย

มองคนนอกคุมทัพเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องปรับทัพครม.เศรษฐกิจ ใหม่ทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ครม.ใหม่ถ้าปรับก็ต้องปรับครม.เศรษฐกิจด้วย เพราะครม.เศรษฐกิจ มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องและในวันที่ 10 ก.ค. ตนได้เลื่อนการประชุมครม.เศรษฐกิจออกไปก่อน แต่จะประชุมที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งในและนอกระบบ มาพูดคุยและรับฟังความคิดเห็น ตนถึงจะนำเข้าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ

นี่คือการบริหารงานแบบนิวนอร์มัลต่อข้อถามว่า ดูจากฝีมือการทำงานของ 4 กุมารแล้ว น่าจะยังได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คุณจะถามให้ได้สาระอะไรตรงนี้ ผมตอบไปแล้วในภาพรวมและท่านเหล่านี้ก็ทำงานกับผมมาโดยตลอด มีความสำเร็จมามากมายพอสมควร แต่ก็ต้องไปดูว่ากลไกทางการเมืองว่ากันอย่างไร

ลั่น‘3 ป’ไม่แตกแน่

เมื่อถามว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้มองคนนอกไว้จริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็มองไว้ ขึ้นอยู่กับว่า…” ทั้งนี้เมื่อพล.อ. ประยุทธ์กล่าวมาถึงตรงนี้ก็ได้พูดต่อว่า ก็มองไว้ทั่วทุกกลุ่ม ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมดูไว้ทั้งหมด รวมทั้งด้านสาธารณสุขก็ดู เพราะผมต้องรับผิดชอบทั้งครม. บางส่วนที่คนอยากให้เข้ามาทำงาน เขาก็ไม่อยากจะมา แต่เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ทุกกระทรวง ยืนยันว่ายัง

ไม่ได้ทาบใครเลย

ต่อข้อถามว่า ที่นายกฯ ระบุว่าจะเปลี่ยนด้านความมั่นคงสาเหตุมาจากอะไร พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ตนพูดในภาพรวมไม่ต้องมาสงสัย มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมทั้งสิ้น ผมทำผิดพลาดอะไรในตำแหน่งรมว.กลาโหม ถ้าไม่ผิดแล้วจะเปลี่ยนทำไม ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้มีกระแสข่าวเสนอชื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็นรมว.กลาโหม แทน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้อนถามว่า ใครเสนอ ถ้า

บอกว่ามีการเสนอตามหน้าข่าวต่างๆ ก็ต้องถามว่าใครเป็นคนเขียนข่าว เรื่องนี้ขอให้ฟังผมก็แล้วกัน เมื่อถามว่ากระแสตีให้ 3 ป. แตกกันไม่มีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ นิ่งเงียบก่อนที่จะกล่าวพร้อมส่ายศีรษะว่า เป็นไปไม่ได้

‘ป้อม’โยนโควตารมต.ให้นายกฯ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเคารพการตัดสินใจของแต่ละคน ตัดสินใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน ตนเคารพการตัดสินใจแล้วจะเอาอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แล้วแต่เขา ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะน้อยใจในเรื่องที่ผ่านมาหรือไม่

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ทราบ ต่อข้อถามว่าความรู้สึกของคนในพรรคพลังประชารัฐจะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ก็อยู่กัน ใครยังอยู่ก็อยู่ เพราะทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ต้องมาถามตน
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ 4 กุมารจะแยกไปตั้งพรรคการเมืองแล้วมาเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังประชารัฐ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่ทราบ ไม่ได้คุยกันนะ” ต่อข้อถามในอนาคตยังจะทำงานร่วมกันได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยังทำงานร่วมกันได้ เพราะทุกคนมีความตั้งใจ

ทำงานให้กับประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น เมื่อถามว่าตำแหน่งรัฐมนตรี 4 กุมารยังอยู่หรือไม่ เพราะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องของนายกฯ

‘สิระ’อัดอย่ากั๊ก-คืนสมบัติพปชร.

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนต้องขออวยพรให้ทั้ง 4 ท่านโชคดี แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว ก็ควรจะคืนโควตารัฐมนตรีที่ตัวเองดำรงตำแหน่งอยู่กลับมาให้พรรคพลังประชารัฐด้วย ขอเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งใน ครม.ด้วย ไม่ใช่ยังกั๊กตำแหน่งอยู่เช่นนี้ เพราะถือว่าวันนี้พวกท่านไม่มีสิทธิแล้ว ควรคืนสมบัติที่เป็นของพรรคกลับคืนมาด้วย

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือขอให้กกต. พิจารณาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพร้อมแกนนำพรรค ใช้มูลนิธิ ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นสถานที่เทียบเชิญพล.อ.ประวิตร ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) เนื่องจากข้อห้ามของมูลนิธิ ข้อ 2.7 กำหนดว่าห้ามใช้มูลนิธิดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

หาก กกต.พบว่ามีความผิด ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองกก.บห. ส่วนพล.อ.ประวิตร ที่ขณะนั้นยังไม่มีสถานะ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย

สภาล่ม-‘ประวิตร’ไม่หวดส.ส.

ส่วนกรณีสภาล่ม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 ก.ค. เพื่อพิจารณารับทราบรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (เดือนต.ค.-ธ.ค.2562) ซึ่งฝ่ายค้านเสนอนับองค์ประชุมมีเพียง 231 เสียง ถือว่าองค์ประชุมไม่ครบ 244 เสียงจาก 487 เสียง ซึ่งมีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ร่วมแสดงตน 53 คน ใน

จำนวนนี้เป็นส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 27 คน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ก็อยู่ที่สภานั่นแหละ แต่กำลังประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อยู่ บางคนไม่รู้ว่ามีการเรียกเพื่อนับองค์ประชุม ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องเข้มงวดสมาชิกพรรคให้เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียงมากกว่านี้หรือไม่

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ต้องเข้ม เพราะเขาอยู่ที่สภาอยู่แล้ว

กำชับแกนนำดูแลให้รอบคอบ

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หลังจากเกิดเรื่องสภาล่ม พล.อ.ประวิตรได้กำชับส.ส.ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ แต่ไม่ถึงขั้นไม่พอใจ การที่สภาล่มทำให้สภาเกิดภาพลักษณ์ไม่ดี และประชาชนรู้สึกไม่ดี แต่ไม่ได้มี

อะไรที่เป็นปัญหา ส.ส.บางคนอาจมาร่วมประชุมช้าบ้าง เพราะมีการสลับวาระการประชุมของวันที่ 8 ก.ค. กับวันที่ 9 ก.ค. แต่ละคนมีคิวอภิปราย เมื่อเปลี่ยนวาระทำให้บางคนไม่ทราบ จึงยังไม่มาร่วมประชุม ตนก็อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว และไม่มีใครคิดว่าจะนับองค์ประชุม เพราะพิจารณาวาระเพื่อทราบ ในอดีตน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยในการนับองค์ประชุมในวาระเพื่อทราบ

เมื่อถามว่าควรมีมาตรการลงโทษส.ส.ที่ขาดประชุมหรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้ให้คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และแกนนำพรรค ไปดูว่าถ้าใครไม่มาเข้าร่วมประชุมหรือติดธุระ ให้แจ้งล่วงหน้าก่อน ส่วนการทำงานของวิปรัฐบาลนั้น ต้องปรับปรุงแน่นอน โดยพล.อ.ประวิตรให้นโยบายว่ารองหัวหน้าพรรคที่ดูแลแต่ละภาคกับวิปรัฐบาลจะต้องหาวิธีดูแลให้

รอบคอบกว่านี้ ซึ่งวันที่ 14 ก.ค.เป็นวันประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พล.อ.ประวิตรจะกำชับเรื่องนี้กับส.ส.ทุกคน ส่วนตัวคิดว่าไม่เป็นอะไร ถือเป็นครั้งแรก แต่จากนี้ให้รอบคอบขึ้น

‘ชวน’เตือนอย่าประมาท

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุมสภา วันที่ 8 ก.ค. ไม่คิดว่าจะมีส.ส.คนใดเสนอนับองค์ประชุม เพราะเป็นเพียงวาระเพื่อทราบ ไม่ได้เป็นวาระที่ส.ส.ต้องลงมติใดๆ ประกอบกับช่วงนี้ ตนแจ้งตั้งแต่แรกว่าในช่วงโควิด-19 ขอความร่วมมือส.ส.ที่ไม่ได้อภิปราย อยู่

นอกห้องประชุมสภาได้ จึงไม่แปลกที่ในห้องประชุมสภาจะมีส.ส.นั่งอยู่ไม่มาก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต้องการตำหนิใคร เพราะมีความเป็นไปได้อยู่แล้วที่สภาจะล่ม และไม่มีใครตั้งหลักมาก่อนว่าจะมีสมาชิกขอนับองค์ประชุม ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุผลที่ฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุม เพราะรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ

ทุก 3 เดือนขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ถอนเรื่องออกไป แต่รัฐบาลไม่ถอน จนนำมาสู่การนับองค์ประชุม นายชวนกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะเป็นการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่ต้องเสนอรายงานต่อสภาทุก 3 เดือน และเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น สมาชิกจะลงมติไม่รับทราบก็ทำไม่ได้ แต่ซักถามได้ เหตุการณ์วันที่ 8 ก.ค. เป็นการเตือนว่าอย่า

ประมาท อาจคิดว่าเรื่องอย่างนี้ไม่เกิด ซึ่งส.ส.คนใดคนหนึ่งอยากนับองค์ประชุมก็ทำได้ตามข้อบังคับ

พท.ไม่นับองค์ประชุมพร่ำเพรื่อ

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านให้รัฐบาลถอนรายงานการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำกลับไปทบทวนใหม่ และหากยังเสนอเข้ามาใหม่อีก คงร่วมประชุมร่วมด้วยไม่ได้ จะให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลพิจารณาไปฝ่ายเดียว หากฝ่ายค้านยัง

เข้าร่วมประชุมจะมีข้อกังขาว่ารายงานดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะหลักใหญ่ที่ใช้พิจารณาเมื่อวันที่ 8 ก.ค.คือ 1.ไม่มีการปฏิรูป เป็นรายงานเท็จ 2.ในตัวรายงานขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ 3.วัดใจส.ส.รัฐบาลว่า แม้แต่ส.ส.รัฐบาลเองก็ยังไม่เข้าร่วมพิจารณา ดังนั้น หากรัฐบาลนำรายงานดังกล่าวกลับไปแก้และทบทวน ปัญหาทุกอย่างจะจบ องค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของทั้งสภาก็จริง แต่

รัฐบาลต้องรับผิดชอบก่อน ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตลอด มิเช่นนั้นเสียงข้างมากก็ไม่รู้จะมีประโยชน์อะไร
เมื่อถามว่าการทำงานของฝ่ายค้านเช่นนี้จะทำให้ฝ่ายค้านเสียหายหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ฝ่ายค้านจะเสีย ถ้าใช้วิธีนี้โดยไม่มีเหตุผลประกอบ ถ้าเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแล้วเราไปนับองค์ประชุม ชาวบ้านจะเสียประโยชน์ ดังนั้น ฝ่ายค้านเลือกเอาเรื่องที่มีเหตุมีผล อย่างกรณีวันที่ 8 ก.ค. ซึ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลไป

คิดเรื่องการปฏิรูปกันจริงๆ เราไม่ใช้การนับองค์ประชุมพร่ำเพรื่อ แต่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ

‘ศรีสุวรรณ’ชงป.ป.ช.ฟันครม.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดครม. สืบเนื่องจาก

กรณีการประชุมสภาล่มเมื่อวันที่ 8 ก.ค. มูลเหตุมาจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่าการที่สภานำวาระรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.2562 ของครม.มาบรรจุในวาระนั้น ไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จึงเป็นเหตุให้นับองค์ประชุม

เหตุการณ์สภาล่ม ความจึงปรากฏว่าครม.ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 โดยชัดแจ้งเพราะไม่รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาในทุก 3 เดือนตามที่กฎหมายบัญญัติ แสดงว่าครม.ชุดนี้ไม่จริงใจต่อการปฏิรูปประเทศ อาจมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอาจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง

จริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 167 ประกอบมาตรา 170 และมาตรา 160

‘ประยุทธ์’บอกไม่คิดเบี้ยว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม สัมภาษณ์ถึงกรณีนาย ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช. เอาผิดครม.กรณีไม่แจ้งความคืบหน้าการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อ

ทราบทุก 3 เดือนว่า ช่วงครบกำหนด 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้ชี้แจงต่อสภาเพราะตรงกับช่วงปิดสมัยประชุม ไม่ใช่การคิดจะเบี้ยว ส่วนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศมีความคืบหน้าไปมาก แต่ถือเป็นความผิดของรัฐบาล ที่ไม่สามารถอธิบายทำความเข้าใจให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง อีกทั้งการทำงานก็เป็นการจัดทำแผน มักจะไม่เห็นความคืบหน้าในระยะ 3 เดือน ต้อง

ประเมินเป็นราย 1 ปี 5 ปี และ 20 ปี ถึงจะเห็นความก้าวหน้า แต่การรายงานทุก 3 เดือน ถือเป็นประเด็นสำคัญ

“ผมจะสร้างการรับรู้แบบใหม่ให้เห็นในระยะต่อไป รวมถึงการใช้งบประมาณ จะต้องตอบยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละข้อให้ก้าวหน้า บางโครงการจบใน 1 ปี มีผลสัมฤทธิ์แล้ว แต่บางอย่าง โครงการเกิน 1 ปี

โดยเฉพาะโครงการปานกลาง 3 ปี ระยะยาว 5 ปี ขึ้นไป ต้องใช้เวลา ประเมินผลสัมฤทธิ์ ท้ายที่สุดเมื่อถึง 20 ปี จะเกิดการสร้างสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในลักษณะมหภาค ตอบสนองคนทั้งประเทศ และโครงการอีอีซี ก็เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการแข่งขัน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์อีก

เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณารับทราบรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ (เดือนต.ค.-

ธ.ค.2562) ต่อจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค. โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประธาน ได้ประกาศจำนวนสมาชิกที่ลงชื่อประชุมจำนวน 443 คน ถือว่าครบองค์ประชุม จึงขอดำเนินการประชุมต่อ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ระเบียบวาระนี้ตนได้อภิปรายไปแล้วว่าไม่ขอรับทราบรายงานฉบับนี้ และเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ได้มีการตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อให้เห็นว่าสภามีความสำคัญ ไม่ใช่สภาตรายาง แต่สภากลับแสดงภาพที่ไม่พร้อมให้ฝ่ายบริหารตำหนิได้ วันนี้ถ้าเอาระเบียบ วาระดังกล่าวเข้ามาพิจารณาอีก ในฐานะตัวแทนฝ่ายค้านจึงไม่สามารถที่จะรับทราบรายงาน

ฉบับนี้ได้ ถ้าเสียงข้างมากจะดำเนินการไปตามระเบียบวาระก็ไม่ว่า แต่พวกตนขอไม่อยู่รับทราบในวาระนี้ หากเสร็จจากการพิจารณาในวาระนี้แล้ว พวกตนก็ยินดีที่จะกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม จึงขออนุญาตออกจากห้องประชุม

จากนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านทยอยเดินออกจากห้องประชุมสภาทันที แม้ว่านายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายรัฐบาลจะพยายามชี้แจงขั้นตอนและหลักการในการรับทราบรายงานว่าเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายก็ตาม ในที่สุดที่ประชุมสภาจึงเข้าสู่การพิจารณาตามระเบียบวาระต่อไป

โวยรบ.ฮุบเก้าอี้กมธ.ปราบโกง

ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระเพื่อพิจารณาตั้งกมธ.สามัญในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) แทนนายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ลาออกจากตำแหน่ง ปรากฏว่ารัฐบาลเสนอนายกฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นกมธ.แทน แต่ฝ่ายค้าน เสนอนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคก้าวไกล เป็นกมธ. ทำให้ต้องขอมติจากที่ประชุม
นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.ป.ป.ช. อภิปรายว่า ขณะนี้กมธ.มีส.ส.รัฐบาล 8 คน แต่ส.ส.ฝ่ายค้านเหลือเพียง 6 คน การเสนอสัดส่วนรัฐบาลเพิ่มจะเป็น 9 ต่อ 6 คน เชื่อว่า ขัดต่อข้อบังคับการประชุมที่ 90 ที่สำคัญหลังจากตกลงให้พรรคก้าวไกลได้โควตา

กมธ.ป.ป.ช. และนายประเสริฐพงษ์ ได้ลาออกจากกมธ.คุ้มครองผู้บริโภค เพื่อมาเป็นกมธ.ป.ป.ช. แต่รัฐบาลกลัวการตรวจสอบ หลังกมธ.ป.ป.ช.มีมติ ส่งเรื่องกรณีถวายสัตย์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต่อประธานสภาฝ่ายรัฐบาล จึงมีการเปลี่ยนตัว

‘สุชาติ’ตัดบท-ถอนวาระออก

นายสุชาติ จึงให้ถอนวาระการแต่งตั้งกมธ.ทั้ง 4 คณะออกไปก่อน โดยในฐานะประธานกรรมการประสานร่วมประธานวิปรัฐบาล และประธานวิปฝ่ายค้าน ขอนัดประชุมใน วันอังคารที่ 14 ก.ค. เพื่อยืนยันสัดส่วนกมธ.ว่า สภาไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ทำให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นต่อว่า นายสุชาติ เพราะไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวาระนี้ออกไป เนื่องจากกำลังจะโหวตอยู่แล้ว ทำให้นายสุชาติ ตัดบทเพื่อดำเนินการประชุมต่อในวาระต่อไป
นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกมธ.ป.ป.ช. เสนอให้ประธานสภาดำเนินคดีกับ

พล.อ.ประยุทธ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีถวายสัตย์ไม่ครบว่า ตนยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าว คิดว่าเรื่องอยู่ในกระบวนการกลั่นกรองของเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ว่าจะยื่นเรื่องต่อประธานสภา ด้วยการลงชื่อของส.ส.หรือมติของกมธ.ก็ต้องตรวจสอบว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะนี้มีหลายเรื่องที่ร้องเข้ามา และส่งให้ศาลพิจารณาตัดสินแล้ว

กมธ.ทุบคุณสมบัติ‘ธรรมนัส’

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งมีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ได้เชิญพล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) และคณะ เข้าชี้แจงกรณีตรวจสอบคุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับคดียา

เสพติด ที่ออสเตรเลีย
นายธีรัจชัย พันธุมาศ กมธ.จากพรรคก้าวไกล พยายามจี้ถามว่า ได้ติดตามรื้อคดีของร.อ.ธรรมนัส ให้รับโทษในประเทศหรือไม่ กรณีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พล.ต.ท.ชินภัทรชี้แจงว่า เป็นคดีเก่าที่จบไปแล้ว และไม่ได้อยู่ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง ผบช.ปส. อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศมาให้ข้อมูล ทำให้ไม่มีการหยิบยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ยืนยันว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจ

หน้าที่ของตำรวจ ปส. ซึ่งการจะขอข้อมูลจากต่างประเทศ ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ
จากนั้นที่ประชุมได้เชิญ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. พร้อมคณะ เข้าชี้แจง โดยยืนยันว่า กกต.ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัส เช่นเดียวกับผู้สมัครนับหมื่นราย แต่ไม่ได้รับข้อมูลตอบ

กลับจากป.ป.ส. เนื่องจากได้รับแจ้งว่า มีปัญหาในการตอบกลับข้อมูล แต่ป.ป.ส.เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่แล้ว

ส่วนที่ ร.อ.ธรรมนัสยืนยันในเอกสารการสมัครส.ส. ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ชี้แจงว่า หากกมธ.เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัสไม่มีคุณสมบัติ หรือมีความผิดจริง ขอให้ยืนยันมายัง กกต. หา

กกกต.ไต่สวนแล้วเห็นว่ามีความผิด จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

‘บิ๊กป้อม’จับเข่าคุยทูตมะกัน

เมื่อเวลา 10.20 น. .ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ต้อนรับนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาส

เข้ารับตำแหน่งใหม่และให้สัมภาษณ์ว่า พูดคุยกันหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องสำคัญคือ การค้ามนุษย์ เพราะเราทำเรื่องนี้มา 7 ปีแล้วจนประเทศไทยย้ายจากเทียร์ 3 มาเทียร์ 2 และเราอยากจะขึ้นไปถึงเทียร์ 1 ให้เขาไปดูเพื่อที่จะได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันก็ต้องดูว่าเขาสนใจ ว่าเราทำอะไรบ้างที่ก้าวหน้า เพราะเราถือว่าเป็นวาระแห่งชาติในการที่จะทำความตกลงร่วมกัน

เมื่อถามว่าทูตสหรัฐได้ฝากเรื่องความร่วมมือกับประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องความร่วมมือ เราร่วมมือกันมานานแล้วแน่นหนามาเป็นเวลา 180 ปี ส่วนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงประมาณ 40 กว่าปี ฉะนั้นถือว่าไม่มีปัญหาอะไร เรายังคงยึดมั่นต่อไป

พึ่งศาล – เครือข่ายพีเพิลโก ยื่นฟ้องศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนในการชุมนุมเรียกร้องแก้ไขความเดือดร้อนต่างๆ ศาลรับไว้พิจารณาไต่สวนฉุกเฉินคุ้มครอง เมื่อวันที่ 9 ก.ค.

ยื่นศาลสั่งยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.ค. เครือข่ายพีเพิล โก เน็ตเวิร์ค กว่า 100 คน นำโดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ในฐานะเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ พร้อมด้วย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย นายยิ่งชีพ อัชชานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ เดินเท้าจากรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที สถานีลาดพร้าว กทม. มายื่นฟ้องศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิก

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีตำรวจจาก สน.พหลโยธิน และตำรวจศาล ร่วมจัดกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยนายสมยศกล่าวว่า มวลชนเห็นว่าสถานการณ์โรคโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะกระทบสิทธิของประชาชน ที่จะออกมาเรียกร้องในเรื่องต่างๆ และการคงพ.ร.ก.ฉบับนี้ไว้ ยังส่งผลต่อกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ตนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ

เพราะถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากการเรียกร้องให้ติดตามคดีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่หายตัวไปในประเทศกัมพูชา จึงมายื่นฟ้องศาลแพ่ง เพื่อขอให้มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน และขอให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ภายหลังยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว นายนิมิตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เราฟ้องประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยืดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปถึงสิ้นเดือนก.ค.นี้ฝ่ายบริหารต้องใช้อำนาจอย่างจำกัดเพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน โดยมีคนถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วอย่างน้อย 23 คน

เวลา 13.30 น. ที่สน.วังทองหลาง นางแสงศิริ ตรีมรรคา นายณัฐวุฒิ อุปปะ นายวศิน พงษ์เก่า และนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเหตุการณ์ชุมนุมที่หน้าสถานทูตกัมพูชา เพื่อเรียกร้องให้เร่งติดตามการหายตัวไปของนายวันเฉลิมก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปล่อยตัวทั้ง 4 คน

ต่อมาช่วงบ่ายศาลได้ไต่สวนคำร้อง และได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 10 ก.ค. เวลา 13.00 น.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน