2นศ.รุดร้องสภา
จี้สอบตร.ระยอง
แจ้ง 3 ข้อหา ตร.เอาผิดสองแกนนำเยาวชนภาคตะวันออกที่บุกชูป้ายประท้วง-ไล่ บิ๊กตู่ที่ระยองเล่นงานทำกิจกรรมขัดพ.ร.ก.ฝ่าฝืนคำสั่งของ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ขัดคำสั่ง เจ้าพนักงาน และหลบหนีการจับกุม รุดร้องกมธ.กฎหมายฯสภาผู้แทนขอความเป็นธรรม ยันไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ด้าน ‘รังสิมมันต์ โรม’ เตรียมเรียกผกก.สภ.เมืองระยองชี้แจง

พึ่งสภา – นายภานุพงษ์ จาดนอก นายณัฐชนน พยัฆพันธ์ ซึ่งชูป้ายไม่พอใจรัฐบาลการ์ดตก ในวันที่นายกฯไปจ.ระยอง เข้าร้องกมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนฯ กรณีถูกตำรวจจับกุมตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 16 ก.ค.
จากกรณีนายภานุพงศ์ จาดนอก และนายณัฐชนน พยัคฆพันธ์ สองแกนนำเยาวชน ภาคตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ได้ชูป้ายข้อความว่า “การ์ดอย่าตกพ่องง” และ “อยู่ต่อ ก็ฉิบหายออกไปเถิดไอ้ส..” ที่หน้าโรงแรม ดิวารีดีว่า เซ็นทรัล ระยอง ถ.สุขุมวิท ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ระหว่างรอต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ
ที่กำลังเดินทางมาให้กำลังใจชาวระยอง ปรากฏว่าพ.ต.อ.ฐาปนะ คลอสุวรรณา ผกก.สภ.เมืองระยอง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบรายได้กรูกันเข้าจับกุมตัวทั้งสองคน โดยเกิดเหตุชุลมุนกันพักใหญ่ สุดท้ายทั้งสองคน ก็ถูกกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งล็อกคอ อุ้ม ยัดใส่ รถยนต์กระบะสี่ประตู โตโยต้า สีบรอนซ์ ออกไปจนทำให้เกิดบาดแผล แล้วก็
ปล่อยตัวไว้
ต่อมา นายภีมร์เดช อมรสุคนธ์ ทนายความ ได้เดินทางมากับบุคคลทั้งสองแล้วเข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ธวัช หนอสิงหา ร้อยเวร สภ. เมืองระยอง ให้เอาผิดกับตำรวจทุกนายที่อุ้มขึ้นรถ ซึ่งจะตรวจสอบจากคลิปว่ามีใครบ้าง โดยแจ้งความทั้งหมด 4 ข้อหา คือ กักขังหน่วงเหนี่ยว
ลักพาตัว ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำร้ายร่างกาย เบื้องต้นได้สอบสวนทั้งคู่ก่อนจะรับแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 ก.ค. นายภานุพงศ์เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้าแจ้งความแล้ว ประมาณเที่ยงคืนมีตำรวจนายหนึ่งได้โทรศัพท์เข้ามาหาตนและนายณัฐชนน แจ้งว่าผู้กำกับการ สภ.เมืองระยองให้เข้าไปพบในวันนี้ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา โดยจะแจ้ง 3 ข้อหา คือหลบ
หนีการจับกุม ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และ ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังจากรับแจ้งได้ปรึกษากับทางทนาย สรุปว่าตน และนายณัฐชนน จะไม่เดินไปตามที่แจ้งมาให้ไป เพราะไม่มีความผิด และเตรียมไปยื่นร้องเรียนคณะกรรมาธิการการกฎหมาย ที่รัฐสภา เรียกร้องความเป็นธรรม รวมถึงขอฝากขอบคุณทุกกำลังใจและความเป็นห่วงที่มีให้ในครั้งนี้
ต่อมาเวลา 13.10 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกมธ. น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะที่ปรึกษากมธ. รับหนังสือร้องเรียนจากนายภานุพงศ์และนายณัฐชนนแกนนำเยาวชนภาคตะวันออก ที่ชูป้ายเรียก
ร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาล ระหว่างการลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์
นายภานุพงศ์กล่าวว่า เราสองคนไปชูป้ายเพื่อตั้งคำถามกับพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการเยียวยาคน จ.ระยอง และจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร โดยมีนักเรียน โรงเรียน ผู้ประกอบการห้างร้าน ที่พัก ใน จ.ระยอง ต้องหยุดกิจการกะทันหัน ส่งผลให้
เศรษฐกิจของจังหวัดที่กำลังจะดีขึ้นต้องหยุดชะงัก เพราะแขกวีไอพีของนายกฯ เราจึงไปแสดงการตั้งคำถามกับท่าน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังเดินทางมาไม่ถึงเราก็ถูกตำรวจจับโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แม้เราพยายามถามว่าเราผิดอะไร แต่ตำรวจก็อุ้มพวกเราออกไปขึ้นรถพร้อมบอกว่า “เดี๋ยวมีข้อหาให้เอง” ซึ่งเรารู้สึกว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ จึงได้
เดินทางไปที่ สภ.เมืองระยอง เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการกับพวกเรา ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับประชาชนอีก จึงต้องมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกมธ.ให้นำคนผิดมาลงโทษเพื่อเป็นกรณีตัวอย่าง
ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กมธ. เนื่องจากเราเชื่อ
ว่าเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เราเชื่อว่าประชาชน สามารถตั้งคำถามกับรัฐบาลได้ แต่เราในฐานะกมธ.ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงจะรับ เรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะกมธ. เพื่อพูดคุยว่าจะเชิญใครเข้ามาชี้แจงบ้าง และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพื่อที่จะนำผลการศึกษา เรื่องนี้รายงานต่อสภา และนำ
เสนอต่อครม. ต่อไป
น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นประชาชนนับล้านคนได้ติดแฮชแท็กแสดงความไม่พอใจเจ้าหน้าที่ ซึ่งกมธ.กังวลว่ากรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ เพียงเพราะประชาชนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ และพูดในสิ่งที่รัฐไม่อยากได้ยิน โดย
เฉพาะเมื่อมีพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ก็ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง เพราะมีการล็อกคอลากคนขึ้นรถที่ไม่ใช่พาหนะของทางราชการ อีกทั้งผู้กระทำก็เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ ในฐานะกมธ.เรากังวล และจำเป็นต้องเชิญ ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง นอกจากนี้เราเคยถามไปยังเจ้าหน้าที่หลาย
ครั้งแล้วถึงมาตรการระงับเหตุ กรณีชุมนุมว่าเหตุใดจึงใช้อำนาจรัฐกับคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล ซึ่งแตกต่างจากคนที่ชื่นชมรัฐบาล
นายภานุพงศ์กล่าวว่า เราไปเพื่อตั้งคำถามกับนายกฯ แต่ก็โดนเจ้าหน้าที่จำกัดสิทธิเสรีภาพเสียก่อน ถ้าท่านบอกว่าต้องการ ที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่การจะให้ประชาชน เข้าพบท่านยังเลือกปฏิบัติกับประชาชนเลย ใครที่เชียร์นายกฯ ก็จะได้เข้าไปอยู่ใกล้ แต่กับพวกเราที่เห็นต่าง แค่ต้องการเข้าไปถามคำถาม เกี่ยวกับความเดือดร้อนของชาวระยองกลับถูก
กีดกัน ลามไปจนกระทั่งถูกอุ้มขึ้นรถ มันแสดงให้เห็นแล้วว่านายกฯ ไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเราคิดตั้งแต่เรียนมาว่านายกฯ เป็นคนของประชาชนก็ต้องฟังเสียงประชาชน แต่ถ้านายกฯ ไม่ฟังเสียงประชาชนก็ต้องพิจารณาตัวเอง
เมื่อถามว่าเรามีความพยายามตั้งใจเข้าไปป่วน การลงพื้นที่ของนายกฯหรือไม่ นายภานุพงศ์ กล่าวว่า ก่อนที่เราจะลงพื้นที่มีเจ้าหน้าที่โทร.มาหาก่อนแล้ว ว่าจะไปรับนายกฯ หรือไม่ ไปดูที่หน้าเฟซบุ๊กได้เลย และเรายืนยันว่าจะไป พร้อมบอกว่าจะชูป้าย แต่ไม่ได้บอกข้อความที่จะชู เพราะถ้าบอกไปก็จะไม่ได้ชูป้าย
“เราผิดเองที่เขียนข้อความผิด ถ้าเราเขียนว่า “เรารักลุงตู่”ก็คงได้เข้าไป ซึ่งเจ้าหน้าที่รับทราบว่าเราจะเข้าไปและบอกแค่ว่าอย่ากระทำ อะไรรุนแรง ซึ่งเราก็รับปากและแค่แสดงเจตจำนงว่าจะเข้าไปถามนายกฯ เท่านั้น แต่เมื่อถึงหน้างานก็เป็นไปตามที่เห็นในคลิป ไม่มีการแจ้งว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน”
นายภานุพงศ์กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์เมื่อวานร่างกายเรา 2 คนบอบช้ำทั้งแขนข้างซ้ายและขวา และมีอาการเจ็บบริเวณหน้าอก จากการบีบรัดและฉุดกระชาก ซึ่งเราได้ตรวจร่างกายแล้วก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง แต่จิตใจนั้น แน่นอนว่าการที่เราโดนอุ้มแบบนี้ ทำให้เรารู้สึก ว่าไม่มีความปลอดภัย รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในประทศนี้ และเป็นห่วงชีวิตและ
ครอบครัวของเรา เพราะที่ผ่านมาการทำกิจกรรมของเราก็ถูกคุกคามมาโดยตลอด
นายภานุพงศ์ กล่าวว่า หลังการแจ้งความดำเนินคดีในช่วงเที่ยงคืน มีสายจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจโดยแจ้งว่าจะเชิญเราทั้ง 2 คน ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่มีการออกหมายเรียกแต่อย่างใด ซึ่งเราก็ได้แจ้งไปว่าไม่ว่างเพราะจะเดินทางมารัฐสภา แต่ได้ถามว่าเจ้าหน้าที่
ตำรวจจะตั้งข้อกล่าวหาอะไรบ้าง ซึ่งได้รับคำตอบมาว่า 1.ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งๆ ที่เราไปกันเพียง 2 คน 2.ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เราได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วว่าเราจะเดินทางไปรับนายกฯ และไม่ได้ผิดข้อตกลงกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เป็นเจ้าหน้าที่ต่างหากที่เริ่มกระทำความรุนแรงกับพวกเราเอง ทั้งยื้อยุดฉุดกระชากทั้งตัวเรา
และป้ายต่อหน้าประชาชน เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมก็ต้องขัดขืนเป็นธรรมดา เพราะไม่รู้ว่าหากโดนอุ้มขึ้นรถแล้วจะถูกพาไปที่ไหน และ จะเป็นเหมือนนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวที่ถูกอุ้มในกัมพูชาหรือไม่ 3.ข้อหาหนีการจับกุม เราต้องบอกว่าก่อนที่เราจะถูกพาขึ้นรถเราพยายามถามเจ้าหน้าที่ซ้ำหลายๆ ครั้งว่า ตั้งข้อหาอะไร หรือเราผิดอะไร ก็ไม่
ได้รับคำตอบว่าจะตั้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่กลับบอกว่าพวกตนหนีการจับกุม มันย้อนแย้งกันหรือไม่ เพราะถ้าหากตนหนีการจับกุมจริง ต้องแสดงความผิดจนเป็นที่ประจักษ์ และต้องตั้งข้อกล่าวหาจากพนักงาน สอบสวนแล้ว
“ซึ่งตอนแรกที่จับเราไปบอกว่าจะไปส่งที่ สภ.เมืองระยอง แต่กลับเป็นว่าพาเราไปที่ไหนก็
ไม่รู้ จนเราต้องเดินกลับมาและขอความ ช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก ซึ่งก็มี เจ้าหน้าที่ตามประกบตลอดเวลา 8-9 นาย และพยายามกีดกันไม่ให้วินมอเตอร์ไซค์ ไปส่งเราที่จุดหมาย จนกระทั่งเราไปถึงตลาดก็มีการสั่งการให้จับกุมเรารอบ 2 โดย เจ้าหน้าที่สั่งการให้อุ้มขึ้นรถและใส่กุญแจมือ เมื่อถึงจุดนั้นเรารู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย จึงวิ่งข้ามถนนไปหาฝูงชน
เพื่อความปลอดภัย” นายภานุพงศ์กล่าว
วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจเจ้าพนักงานควบคุมโรค ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 2 ออกไปจากบริเวณดังกล่าว ในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญและเสี่ยงต่อโรคติดต่อ แต่ปรากฏว่า บุคคลทั้ง 2 ไม่ให้ความร่วมมือและไม่
ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ควบคุมโรค จนกระทั่งมีการใช้กำลังในการควบคุม ให้ออกนอกบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จนสามารถควบคุมบุคคลทั้ง 2 ขึ้นรถยนต์ เดินทางมาถึง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.ระยอง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้วิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว มาปรากฏตัวบริเวณตลาดสตาร์พร้อมกับไลฟ์สด หลังจากนั้น
จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจชุดจับกุม
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ในส่วนการกระทำ ของบุคคลทั้งสอง ซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้าตั้งแต่ที่ได้ควบคุมตัวเพื่อมาดำเนินคดี หลังจาก หลบหนีการควบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมือง
ระยอง ให้ดำเนินคดีความผิดฐานทำกิจกรรม ที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการใน
ถานการณ์ ฉุกเฉินฯ 18, ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่ห้ามกระทำการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะฯ อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558, ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร, หลบหนีไประหว่างที่ควบคุมของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ
สืบสวนสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
รองโฆษกตร. กล่าวต่ออีกว่า การกระทำของบุคคลทั้งสอง ถือว่าเข้าข่ายความผิดและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การเชิญชวนบุคคลร่วมชุมนุมในลักษณะที่เสี่ยงหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ขอ
ฝากเตือนไปยังกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชนที่มีแนวคิดใช้คำหยาบคาย แสดงความก้าวร้าว ในลักษณะที่สร้างความเกลียดชัง หรือใส่ร้ายป้ายสีผู้หนึ่งผู้ใด เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมสามารถแสดงความคิดเห็นต่างได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นการกระทำ ที่ไปกระทบสิทธิผู้อื่น
วันเดียวกัน แฟนเพจเยาวชนปลดแอก- Free YOUTH โพสต์เฟซบุ๊ก เชิญชวนประชาชน ร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันเสาร์ ที่ 18 ก.ค. เวลา 17.00 น. เพื่อแสดงความไม่เห็น ด้วยการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมือง ด้วยการกระทำที่ลุแก่อำนาจ ทำเกินกว่าเหตุ ใช้กำลังลิดรอนสิทธิบุคคล