6ทหารไทยติดโควิด
กลับจากฝึกที่ฮาวาย
ศบค.แถลงพบ 6 ทหารไทยติดเชื้อ หลังทั้ง หมด 151 นายกลับจากฝึกที่ฮาวาย สหรัฐ ระบุ 4 คนไปฝึกในพื้นที่เสี่ยงโรค แล้วนำเชื้อมาติดเพื่อนอีก 2 คน ‘บิ๊กแดง’ผบ.ทบ.สั่งสอบสวนโรคทหารทั้ง 6 นาย นอกจากนี้มีผู้ติดเชื้ออีก 4 คน กลับจากซูดาน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และปากีฯ ยอดป่วยเพิ่ม 10 ส่งเข้าสถานกักตัวของรัฐ ด้านองค์การอนามัยโลกเลือกไทย นิวซีแลนด์ เป็นสถานที่ถ่ายทำสารคดีควบคุมโควิดได้ดี สธ.เปิดแนวทางปิดสถานที่เฉพาะเจอผู้ป่วย โควิด ให้ปิดเฉพาะชั้นเรียนหรือแผนกที่มี ผู้ป่วย 3 วันเพื่อทำความสะอาด ส่วนสถานที่พบผู้สัมผัส หรือผู้สัมผัสของผู้สัมผัส ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องปิด ย้ำกลุ่มเสี่ยงสูงแค่กักตัวที่บ้านดูอาการ 14 วัน
ติดเชื้อเพิ่ม 10-มี 6 ทหารไทย
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ 10 คน ในสถานที่กักกันตัวของรัฐ (สเตต ควอรันทีน) ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสม 3,279 คน หายป่วยแล้ว 3,107 คน เสียชีวิต 58 คน และรักษาอยู่ในร.พ. 114 คน ทั้งนี้แนวโน้มการติดเชื้อสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่มีผู้ติดเชื้อวันละกว่า 2 แสนคน ดังนั้น คนไทยที่จะกลับเข้ามาในประเทศไทยและอยู่สถานที่กักกันตัวของรัฐ รวมทั้งคนต่างชาติที่จะเข้ามา เราต้องป้องกัน แต่จะให้ตัวเลขเป็น 0 ทั้งหมดคงไม่ได้ เมื่อเราพบเจอแล้วจะต้องป้องกันไม่ให้มาติดคนในประเทศ
สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ คนที่ 1 มาจากซูดาน เป็นนักศึกษาหญิงไทย อายุ 23 ปี เดินทางมาถึงไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ค. เที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า 17 ราย โดยเข้าพักสถานกักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อในวันที่ 21 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ
คนที่ 2 เป็นนักเรียนหญิงไทย อายุ 18 ปี เดินทางมาจากประเทศปากีสถาน ถึงไทยเมื่อวันที่ 12 ก.ค. เข้าพักที่กทม. ตรวจหาเชื้อในวันที่ 21 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ คนที่ 3 เป็นนักเรียนชายไทย อายุ 18 ปี เดินทางมาจากประเทศเยอรมนี ถึงไทยเมื่อวันที่ 16 ก.ค. เข้าพักที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อในวันที่ 22 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ คนที่ 4 เป็นหญิงไทย อายุ 37 ปี อาชีพค้าขาย เดินทางมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงไทยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. เข้าพักที่ จ.ชลบุรี และตรวจหาเชื้อในวันที่ 22 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ
และอีก 6 คนทั้งหมดเป็นทหารชายไทย อายุระหว่าง 20-32 ปี กลับจากฝึกทหารที่ฐานทัพฮาวาย สหรัฐอเมริกา มาถึงไทยเมื่อวันที่ 22 ก.ค. โดยผ่านการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรค พบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค คือไข้ ไอ มีน้ำมูก ถ่ายเหลว และมีผื่นคันตามตัว จึงตรวจหาเชื้อในวันที่ 22 ก.ค. ผลตรวจพบเชื้อ
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีจำนวน 15,651,911 คน เสียชีวิต 636,470 คน โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด คือ 1.สหรัฐอเมริกา 4,169,991 คน 2.บราซิล 2,289,951 คน 3.อินเดีย 1,288,130 คน 4.รัสเซีย 795,038 คน 5.แอฟริกาใต้ 408,052 คน ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับ 104 จำนวน 3,279 คน
เลือกไทยถ่ายสารคดีคุมโควิด
“ขณะที่สถานการณ์ข่าวในต่างประเทศ องค์การอนามัยโลก (WHO) เลือกประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศ รวมทั้งนิวซีแลนด์ในการมาถ่ายทำสารคดีในประเทศไทยเกี่ยวกับการรับมือโควิด-19 เพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม ที่สำคัญต้องชื่นชมประชาชนที่ให้ความร่วมมือจนสถานการณ์มาถึงวันนี้ เพราะพวกเราสามัคคีกัน นอกจากนั้นสำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐ จัดอันดับไทยเป็นประเทศที่จัดการโควิดได้ดีที่สุดอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยวัดจากอันดับของผู้เสียชีวิต กับการดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยและการบริหารของภาครัฐ เพื่อลดความสูญเสียในประเทศ”
โฆษก ศบค.กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าการขยายผลสอบสวนโรคจากกรณีทหารอียิปต์ ที่ จ.ระยอง ซึ่งมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 12 คน อยู่ในสถานที่กักตัวจะครบกำหนดกักตัว 14 วันในวันที่ 24 ก.ค. โดยทั้งหมดตรวจเชื้อซ้ำครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 ก.ค. พบว่าทุกคนไม่ติดเชื้อ ส่วนการตรวจผู้สัมผัสเสี่ยงน้อยกว่า 7,000 คน ทุกคนไม่พบเชื้อเช่นกัน จึงขอย้ำว่า จ.ระยอง กลับมาเป็นปกติแล้ว ที่ผ่านมา ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตทางการข่าว ไม่ใช่วิกฤตในเชิงการระบาด จากนี้จะต้องมาดูเรื่องวิธีการสื่อสารให้มากขึ้น ส่วนกรณีลูกสาววัย 9 ขวบของอุปทูตซูดาน ขณะนี้ไม่มีอะไรแล้ว สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ การแถลงข่าวสื่อสารถึงประชาชนนับจากนี้จะเป็นการให้ความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการและวิธีการปฏิบัติที่ประชาชนควรรับทราบ หากข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวข้องกับกระทรวงใดจะให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้มาชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน
ศธ.เตรียมรับเปิดเรียน 100%
นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวกรณีผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษามีข้อสงสัยว่าจะเปิดให้นักเรียนสามารถไปโรงเรียนได้ทั้งหมดเมื่อใด เพราะไม่พบการติดเชื้อในประเทศมานานแล้วนั้นว่า ศบค.ชุดเล็กซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานได้ติดตามสถานการณ์และประชุมหารือกันทุกวัน เรื่องดังกล่าวผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ รายงานว่าขณะนี้โรงเรียนหลายหมื่นแห่งเปิดสอนไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การสลับเหลื่อมเวลาเรียน หรือสลับวันหรือกลุ่มเรียน ยังมี 4,532 แห่ง เนื่องจากมีพื้นที่เล็กซึ่งจำนวนนี้ทาง ศบค.มอบให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขไปปรึกษากันว่าจะมีมาตรการหรือมีปัจจัยอื่นใดที่จะมีวิธีการให้เด็กกลับมาเรียนได้ตามปกติ และ ให้นำข้อสรุปเข้าหารือใน ศบค.ชุดเล็กพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ เพื่อให้เด็กได้มาเรียนตามปกติและบรรเทาภาระของครูด้วย
เมื่อถามว่าคณะกรรมการกลุ่มค้าชายแดนและค้าข้ามแดน เสนอเปิดจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนทุกจุดของไทยทั้ง 91 จุดในเดือนส.ค.นี้ เป็นหน้าที่หน่วยงานใดอนุญาต และต้องผ่านความเห็นชอบจาก ศบค.ก่อนหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ทาง ศบค.จะเป็นผู้อนุญาต โดยการประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอมาตรการข้อปฏิบัติทั้งด้านสาธารณสุขและความมั่นคง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการควบคุมโรคเป็นลำดับสูงสุด รองลงมาคือเรื่องเศรษฐกิจ
เมื่อถามกรณีที่นายจ้างหาพื้นที่กักตัวให้แรงงานต่างด้าวที่จะเข้าประเทศได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องดำเนินการและแจ้งเรื่องต่อหน่วยงานใด นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า จุดประสงค์ที่ต้องจัดพื้นที่ขององค์กรหน่วยงานของภาครัฐ และภาคเอกชนให้คนที่จะเดินทางมาจากต่างประเทศเข้ามาอยู่ร่วมกันเพื่อควบคุมโรค ลดค่าใช้จ่ายต่อคนต่อพื้นที่ ซึ่งจะมีแรงงานถูกกฎหมายกว่า 6 หมื่นคน และรอรับใบอนุญาตทำงานอีกกว่า 4 หมื่นคน และขณะนี้เรื่องสถานที่กักกันตัวยังไม่มีใครเสนอขึ้นมา ถ้าเอกชนรายใดจะเสนอตัวขึ้นมาขอให้ส่งเรื่องมาที่ ศบค.เพื่อหารือ ขณะที่นายจ้างจะต้องแสดงความประสงค์มาที่กระทรวงแรงงาน เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อหาพื้นที่ต้นแบบและขั้นตอนการเข้าไปกำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องของสถานที่กักกันตัว เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการก่อนที่จะมีคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ
‘บิ๊กแดง’สั่งสอบทหารติดโควิด
ด้านพล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะ ผอ.ศบค.ทบ. กล่าวภายหลัง ศบค.แถลงวันนี้พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 10 ราย โดย 6 รายเป็นทหารไทยที่กลับจากการฝึกในสหรัฐว่า ยืนยันไม่มีปอดอักเสบ อาการไม่หนัก ไม่ได้ออกนอกค่าย แต่จากการสอบสวนโรคคาดว่าน่าจะเกิดจากการฝึกในพื้นที่บางแห่งที่ไม่ปลอดเชื้อ โดยมี 4 นายแยกไปฝึกในสถานที่เสี่ยง ทำให้เพื่อนอีก 2 นายที่ใกล้ชิดติดไปด้วย แต่ก็ไม่วางใจ และจะสอบสวนโรคอย่างละเอียดกับกำลังพลทั้งหมดหลังจากนี้ สำหรับทหาร 5 รายที่เหลือที่เข้าตรวจหาเชื้อในร.พ.พระมงกุฎเกล้า จะส่งไปกักตัวพื้นที่กักกันโรค สเตต ควอรันทีน ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี โดยในวัน 25 ก.ค. จะตรวจสว็อพทหารทั้งหมดที่กลับจากสหรัฐอีกครั้ง และเมื่อครบการกักตัว 14 วันแล้วจะมีการ สว็อพอีกครั้งในวันที่ 3 ส.ค. ขณะนี้พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ทราบเรื่องแล้ว และแสดงความห่วงใย พร้อมทั้งให้สอบสวนที่มาของการติดเชื้อว่าเกิดจากจุดใด และที่สำคัญคือให้รักษากำลังพลที่ติดเชื้อให้หายขาด
พล.อ.ณฐพนธ์กล่าวอีกว่า ในการรักษาของร.พ.พระมงกุฎเกล้าเนื่องจากรักษาผู้ติดเชื้อหายมาหลายรายแล้ว แต่จากนี้ก็เป็นบทเรียนของการส่งทหารไปฝึก แม้จะมีการป้องกันจากต้นทางอย่างดี และระหว่างการฝึกก็ปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคแล้ว แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการ 3 อย่าง คือการสอบสวนโรค การรักษา และการควบคุมโรคในพื้นที่กักกันโรคให้มากขึ้น แต่ไม่สามารถยกเลิกการส่งทหารไปฝึกในต่างประเทศได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกองทัพบกไทย-สหรัฐ
‘ตู่’กำชับผู้ว่าฯทำงานนิวนอร์มัล
วันเดียวกัน ที่อุทยานแห่งชาติน้ำตก บัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ ว่า เรากำลังเข้าสู่มาตรการระยะที่ 6 เรื่องการผ่อนคลาย เราจะอยู่อย่างนี้กันไม่ได้ เศรษฐกิจแย่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการผ่อนคลาย อนุญาตให้เข้ามาบางกลุ่ม บางกิจกรรม ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกันรับผิดชอบบูรณาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ชุมชน ภาคเอกชน หน่วยราชการ เราต้องทำงานแบบ นิวนอร์มัล ซึ่งอาจจะมีโรคตามมาอีกในอนาคตก็ได้ เพราะสาธารณสุขระบุว่าโรคระบาดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ที่ผ่านมามีหลายโรคด้วยกัน เช่น โรคเมอร์ส โรคซาร์ส และไม่ใช่เฉพาะคน ยังมีโรคระบาดที่เกิดกับสัตว์ด้วย
“ขอให้ทุกคนปรับใหม่ ทำงานต้องร่วมมือกับนายกฯ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดรวมไทยสร้างชาติ ที่รวมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน” นายกฯ กล่าว
ยันไม่ได้ซื้อวัคซีนออกซ์ฟอร์ด
ด้านนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษาศบค. กล่าวถึงกรณีข่าวไทยเตรียมเจรจาขอซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากมหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด ของอังกฤษ วงเงิน 600 ล้านบาทว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือวัคซีนโควิดที่มหาวิทยาลัยออกซ์ ฟอร์ดพัฒนา มีการทดลองในคนกว่า 1 พันคน ซึ่งการฉีดในคนเข็มแรกให้การตอบสนองที่ดีมาก 90% มีภูมิต้านทาน และมีวัตถุประสงค์ว่าหากพัฒนาสำเร็จ จะให้คนทั้งโลกได้ใช้ด้วย ในราคาที่ไม่มีกำไร แต่ถ้าผลิตเองคงไม่เพียงพอ จึงพิจารณาโรงงานผลิตวัคซีนในแต่ละทวีปว่ามีที่ไหนมีศักยภาพที่จะผลิตได้ ก็จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ซึ่งในเอเชียก็ได้ที่อินเดีย
นพ.ปิยะสกลกล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ที่สามารถรองรับการผลิตได้ จึงมีการหารือว่าถ้าเราสามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาได้ ก็จะเป็นการผลิตวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนั้น ตนจึงขอให้รัฐบาลเป็นตัวแทนไปเจรจามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อขอถ่ายทอดเทคโนโลยีมาให้คนไทยผลิต ส่วนงบ 600 ล้านบาทจะใช้เพื่อพัฒนาบริษัทของคนไทยให้มีประสิทธิภาพพอที่จะรองรับกับเทคโนโลยีที่เขาจะให้มา โดยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงไปตรวจสอบโรงงานผลิตแล้ว คาดว่าจะสามารถให้การรับรองมาตรฐาน GMP ได้ประมาณก.ย.นี้
“ในการเจรจานั้น ประเทศไทยมีทีมบริษัทสยามซีเมนต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ดังนั้นจะร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไปเป็นผู้เจรจา ทำความยืนยันเพื่อรับเทคโนโลยีมาผลิต ซึ่งอันนี้มีความเป็นได้ที่สุด เพราะทำได้เร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก หากเขาทำสำเร็จ แล้วเราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมานั้น เราจะสามารถผลิตได้หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ซึ่งกำลังการผลิตของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จะผลิตได้คือ 200 ล้านโดส ถือว่าเป็นปริมาณมาก จึงสามารถนำไปช่วยเหลือกลุ่มประเทศในอาเซียนได้อีกด้วย ส่วนการพัฒนาวัคซีน โควิดในไทยโดยคนไทย จะไม่หยุดเดินหน้า รัฐบาลจะสนับสนุนเช่นเดียวกัน” นพ.ปิยะสกลกล่าว
สธ.เปิดแผนปิดสถานที่เจอโควิด
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวว่า กรณีจ.ระยองและกทม.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้และบทเรียนเรื่องปิด-ไม่ปิดสถานที่ โดยจะปิดสถานที่ก็ต่อเมื่อมี ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเกิดขึ้นในสถานที่เท่านั้น จะไม่ปิดสถานที่กรณีเป็นสถานที่ที่พบผู้สัมผัส หรือพบผู้สัมผัสของผู้สัมผัส ซึ่งแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย โดยได้ทำหนังสือในนามของเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ส่งถึงผู้ว่าฯทั่วประเทศแล้ว เพื่อป้องกันการปิดสถานที่เกินความจำเป็น ดังนั้นช่วงหยุดยาวนี้ คนไทยสามารถไปได้ทุกจุดในประเทศ รวมถึงระยองและกทม. โดยไม่มีการกักกันหรือเฝ้าระวัง สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่บนฐานวิถีชีวิตใหม่ โดยระมัดระวังและป้องกันตนเองตลอดเวลา ด้วยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้น ระยะห่าง
ด้านพญ.วลัยรัตน์ ไชยฟู ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า แนวทางการปิดหรือไม่ปิดสถานที่ต่างๆ กรณีเกิดโรค โควิด-19 ขอให้ปิดสถานศึกษา สถานประกอบการ กรณีพบผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 โดยหากพบจำนวน 1 รายขึ้นไปให้ปิดห้องเรียน หรือแผนกที่เกี่ยวข้องในสถานที่นั้นตามข้อมูลการสอบสวนโรค เป็นเวลา 3 วันเพื่อทำความสะอาด โดยไม่ต้องปิดสถานศึกษา สถานประกอบการ กรณีที่ไม่พบผู้ป่วยยืนยันในสถานที่ ทั้งนี้มีแนวทางดำเนินการ คือ 1.ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงในสถานศึกษา/สถานประกอบการ ให้สังเกตอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หากพบอาการผิดปกติให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยระหว่างรอผลให้กักตัวที่บ้าน สถานศึกษา สถานประกอบการดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ และสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจความเสี่ยงและแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป โดยหากมีหลักฐานและความจำเป็นต้องปิดสถานที่ ให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
2.ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ ให้สังเกตอาการและไม่จำเป็นต้องปิดสถานที่ 3. ผู้ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำ ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน หยุดงาน แต่ให้สังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน และ 4.ผู้ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ จัดว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน หยุดงาน แต่ให้สังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน ทั้งนี้ในทุกกรณี ขอให้ดำเนินการพื้นฐานของข้อมูลการสอบสวนทางระบาดวิทยาและสถานการณ์โรคในพื้นที่
พญ.วลัยรัตน์กล่าวต่อว่า ผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง คือผู้สัมผัสใกล้ชิดกับ ผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 ตามข้อใดข้อหนึ่ง ได้แก่ ผู้ที่เรียน ผู้อาศัยร่วมห้องพัก หรือทำงานในห้องเดียวกันหรือคลุกคลีกัน ผู้ที่มีการพูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1 เมตรนานกว่า 5 นาที หรือถูกไอ จาม รดจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยไม่มีการป้องกัน ผู้ที่อยู่ในบริเวณที่ปิด ไม่มีการถ่ายเทอากาศ เช่น ในรถปรับอากาศ ในห้องปรับอากาศ ร่วมกับผู้ป่วย และอยู่ห่างจากผู้ป่วยไม่เกิน 1 เมตร มากกว่า 15 นาที โดยไม่มีการป้องกัน เช่น ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ส่วนผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ ได้แก่ ผู้ที่ทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับผู้ป่วย แต่ไม่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยงสูง ผู้ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จัดเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ และ ผู้ใกล้ชิดกับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ จัดว่าไม่มีความเสี่ยง
หน้ากากไม่ขาดแคลนแล้ว
ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การผลิตหน้ากากอนามัยของไทยเพิ่มขึ้นมาก มาอยู่ที่วันละประมาณ 4.2 ล้านชิ้น เพราะมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยตั้งใหม่หลายราย ล่าสุดมีโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐาน และขายให้กับรัฐรวม 16 ราย ซึ่งรัฐรับซื้อวันละ 3 ล้านชิ้น จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข 1.8 ล้านชิ้น และกระทรวงมหาดไทย 1.2 ล้านชิ้น ขณะเดียวกันวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะเมลท์โบลนที่เป็นแผ่นกรองเชื้อโรคหาซื้อได้ง่ายขึ้น และราคาถูกลง เพราะจีนกลับมาส่งออกมากขึ้น จากที่จำกัดการส่งออกเพื่อให้มีเพียงพอในประเทศ จากสถานการณ์การผลิตที่ดีขึ้น รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยเริ่มดีขึ้น ส่งผลให้มีหน้ากากอนามัยส่วนเกินมากถึงวันละ 1.2 ล้านชิ้น ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี จึงมีมติให้กรมการค้าภายในหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางบริหารจัดการให้เหมาะสม
“จากการหารือกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เห็นตรงกันว่ารัฐจะรับซื้อหน้ากากอนามัยส่วนเกินวันละ 1.2 ล้านชิ้น เพื่อนำมาขายให้หน่วยงานที่มีความจำเป็นต้องใช้ในราคาต้นทุน เช่นบริษัท การบินไทย, สายการบินต่างๆ, สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ส่วน 3 ล้านชิ้นที่จัดสรรให้สาธารณสุข และมหาดไทย ได้รับแจ้งว่าสาธารณสุขตุนไว้เกิน 1 เดือนแล้ว จังหวัดต่างๆ ก็เช่นกัน”
นายวิชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญคือ จากเดิมรัฐออกประกาศรับซื้อ 100% จากโรงงาน หรือประมาณ 3 ล้านชิ้นต่อวัน แต่วันนี้สถานการณ์ขาดแคลนหน้ากากอนามัยหมดไปแล้ว จากวันนี้ไปรัฐจะรับซื้อจากโรงงานทั้งหมดเพียงแค่ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน (40%) จากของเดิม ทำให้หน้ากากอนามัยมีโอกาสที่จะจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารจัดการพัสดุสำหรับการป้องกันควบคุมหรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เสนอให้คณะกรรมการเฉพาะกิจฯพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ใหม่ จากช่วงก่อนหน้า รัฐรับซื้อจากโรงงานทุกวันที่ชิ้นละ 4.28 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาเป็นวิธีการประมูล โดยให้โรงงานเสนอราคาขายมา รายใดเสนอต่ำสุด รัฐจึงจะรับซื้อ ทำให้การซื้อเดือนมิ.ย.ซื้อได้ในราคาต่ำลงที่ชิ้นละ 4-4.15 บาท ส่วนเดือน ก.ค.เหลือเพียงชิ้นละ 3.65 บาท และคาดว่าราคาในเดือน ส.ค.นี้จะต่ำลงอีก ทั้งนี้คณะกรรมการเฉพาะกิจฯเห็นชอบให้ต่ออายุการห้ามส่งออกต่อไปอีกจนถึงสิ้นสุดวันที่ 3 ก.พ.64 รัฐสำรองไว้เกิน 1 เดือนแล้ว พร้อมปลดล็อกโรงงานขายสู่ประชาชน