94 แรงงานไทยในอุซเบกิสถานกลับถึงบ้านแล้ว หลังคอยมานานนับเดือน เหตุพิษโควิด-19 ระบาด จนถูกห้ามออกนอกประเทศ ด้านศบค.พบไทยติดเชื้อเพิ่มอีก 3 ราย กลับจากสิงคโปร์ 1 และอินเดีย 2 ยอดสะสมรวม 3,359 ราย ขณะที่ครม.อนุมัติเงินตอบแทนอสม.ล็อตแรกนาน 7 เดือน เริ่มจ่ายย้อนหลังตั้งแต่มี.ค.ถึงก.ย. วงเงินกว่า 3 พันล้าน แต่ยังไม่เคาะงบ 600 ล้านพัฒนาวัคซีนโควิด ด้านศธ.สั่งเข้มโรงเรียนทั่วประเทศหลังเปิดเรียนเต็มรูปแบบ 100 % ผู้ว่าฯกทม.สั่งทุกโรงเรียนคุมเข้มตามมาตรการสธ.
พบติดเชื้ออีก 3 กลับจากตปท.
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ว่า วันนี้ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 3 ราย ไม่มีรักษาหายเพิ่ม และไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,359 ราย หายกลับบ้านแล้วรวม 3,169 ราย ยังรักษาในร.พ. 132 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เดินทางมาจากต่างประเทศ และอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้หรือสเตต ควอรันทีน โดยมาจาก 1.สิงคโปร์ 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 53 ปี อาชีพรับจ้างก่อสร้าง เดินทางถึงไทยวันที่ 7 ส.ค. เข้าพักในสเตตควอรันทีน จ.ชลบุรี ตรวจวันที่ 11 ส.ค. พบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ 2.อินเดีย 2 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 30 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางถึงไทยวันที่ 8 ส.ค. เข้าพักสเตต ควอรันทีน ที่กทม. ตรวจหาเชื้อวันที่ 11 ส.ค. ผลพบเชื้อ โดยหญิงรายแรกมีอาการมีน้ำมูก และจมูกไม่ได้กลิ่น และหญิงอีกรายมีอาการไอ และปวดกล้ามเนื้อ
สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 20,806,983 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ 292,967 ราย อาการรุนแรง 64,607 ราย รักษาหายแล้ว 13,706,678 ราย เสียชีวิต 747,258 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา 5,360,302 ราย เป็นผู้ป่วยใหม่ 54,345 ราย 2.บราซิล 3,170,474 ราย เป็นรายใหม่ 58,081 ราย 3.อินเดีย 2,395,471 ราย เป็นรายใหม่ 67,066 ราย 4.รัสเซีย 902,701 ราย เป็นรายใหม่ 5,102 ราย และ 5.แอฟริกาใต้ 568,919 ราย เป็นรายใหม่ 2,810 ราย
สำหรับประเทศในเอเชียที่พบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม โดยฟิลิปปินส์พบรายใหม่ 4,211 ราย อินโดนีเซีย พบ 1,912 ราย ญี่ปุ่น 1,282 ราย ส่วนประเทศไทยลงมาอันดับ 114 ของโลก

ถึงไทยแล้ว – แรงงานไทย 94 คน ที่ติดค้างอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองและนำไปกักตัว 14 วัน ตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโควิด เมื่อวันที่ 13 ส.ค.
94 คนงานไทยในอุซเบฯถึงบ้าน
วันเดียวกันนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเดินทางไปรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจาก ประเทศอุซเบกิสถาน เนื่องจากประสบปัญหาจากสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยสายการบิน อุซเบกิสถานแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ HY 3609 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า แรงงานไทยในอุซเบกิสถานกลุ่มนี้โพสต์คลิปขอความช่วยเหลือให้รัฐบาลช่วยพากลับประเทศไทย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งได้เดินทางไปทำงานกับนายจ้าง บริษัท ENTER ENGINEERING PTE.LTD. สัญญาจ้าง 1 ปี โดยการจัดส่งของบริษัทจัดหางานเวิลด์ พาวเวอร์ เซอร์วิส จำกัด 78 ราย และบริษัทจัดหางานบางกอก วินนิ่ง กรุ๊พ จำกัด 17 ราย ส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2562 คนหางานทั้งหมดไปทำงานอย่างถูกต้อง และทำงานครบสัญญาจ้าง 1 ปีแล้ว แต่นายจ้างยังไม่สามารถจัดส่งคนหางานกลับได้ เนื่องจากรัฐบาลอุซเบฯ ออกกฎห้ามคนในประเทศออกนอกราชอาณาจักรถึงวันที่ 31 ก.ค.2563 และห้ามสายการบินพาณิชย์บินเข้าประเทศ เนื่องจากปัญหาโควิด-19
นางเธียรรัตน์กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน ได้ประสานกับศบค. กระทรวงการต่างประเทศ และบริษัทจัดหางานช่วยเหลือพาแรงงานไทยกลับประเทศ จากการตรวจสอบสถานะความเป็นสมาชิกกองทุนคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศของแรงงานไทยในอุซเบกิสถาน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก คนงานที่ทำงานครบสัญญาจ้างแล้ว 70 คน จะได้รับความคุ้มครองจากกองทุน ซึ่งกรณีประสบปัญหาในต่างประเทศรอการส่งกลับประเทศไทย ให้จ่ายเป็นค่าพาหนะ ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นแก่สมาชิกกองทุนระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศ โดยจ่ายตามที่จ่ายจริงไม่เกินคนละ 30,000 บาท
กลุ่มที่ 2 คนงานที่ทำงานยังไม่ครบสัญญาจ้าง 24 คน จะได้รับความคุ้มครองจากกองทุน ในกรณีสมาชิกประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุน เนื่องจากเกิดโรคระบาด ซึ่งทางการของประเทศนั้นๆ ประกาศกำหนดแล้วให้จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนรายละ 15,000 บาท
“ขั้นตอนจากนี้ เจ้าหน้าที่จะให้ทุกคนไปกักตัวตามสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ 14 วัน ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนจะได้รับการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงแจ้งเตือนให้แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศสมัครเป็นสมาชิกกองทุน เพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า และช่วยบรรเทาความเดือดร้อน หากต้องประสบปัญหาที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้” นางเธียรรัตน์กล่าว
กทม.ตั้งกก.ตรวจเรียนเต็มรูปแบบ
วันเดียวกันที่ศาลาว่าการกทม. พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า วันนี้โรงเรียนสังกัดกทม.ทุกแห่งเปิดเรียนตามปกติพร้อมกับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยดีขึ้น ที่ผ่านมาโรงเรียนสังกัดกทม. 437 แห่ง แบ่งเรียนการสอน 2 รูปแบบ เป็นแบบมาเรียนตามปกติ จำนวน 315 แห่ง และแบบสลับวันเรียนผสมกับการเรียนออนไลน์ 122 แห่ง แต่จากนี้โรงเรียนสังกัด กทม.ทุกแห่งจะจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบตามปกติ ตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.63 เป็นต้นไป
“อย่างไรก็ตาม ยังคงกำชับให้สถานศึกษาทุกแห่ง ครู นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันต่างๆ ให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระลอก 2 นอกจากการเฝ้าระวังและป้องกันตั้งแต่จุดคัดกรองบริเวณหน้าโรงเรียน การตั้งจุดแอลกอฮอล์ล้างมือกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วโรงเรียน และมาตรการทางสาธารณสุขอื่นๆ แล้ว กทม.จะแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลในการทดลองการจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบตามปกติของโรงเรียน ควบคู่ไปกับมาตรการทางสาธารณสุข ทั้งด้านการรักษาความสะอาดภายในโรงเรียน จะต้องมีการทำความสะอาดห้องเรียน โต๊ะเรียน และเก้าอี้ทุกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้งก่อนเรียน พักกลางวัน และหลังเรียน โดยมีการบันทึกข้อมูลอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ได้กำชับให้นักเรียนเลี่ยงการยืมสิ่งของต่างๆ เช่น อุปกรณ์การเรียนและของเล่นจากเพื่อน รวมถึงให้มีการเว้นระยะห่าง และการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ที่มีนักเรียนรวมกลุ่มกันจำนวนมากด้วย” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ศธ.คุมเข้มเปิดเรียน 100%
วันเดียวกัน เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 โดยให้ทุกโรงเรียนเปิดเรียนตามปกติในวันที่ 13 ส.ค.นี้เป็นวันแรกว่า ต้องให้ความสำคัญกับการทำบันทึกประจำวันของนักเรียนว่าหลังจากเลิกเรียนไปไหนมาบ้าง เริ่มจากเย็นวันนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมั่นใจว่าการระบาดในประเทศลดน้อยลง แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในโรงเรียน เท่าที่ฟังข้อมูลการเปิดโรงเรียนในขณะนี้มีปัญหาเดียว คือรถติด ส่วนการรักษามาตรการด้านสาธารณสุขก็เป็นไปตามที่กำหนดไว้ หลังจากนี้จะไปดูมาตรการต่างๆ ทุกโรงเรียน เพื่อให้เข้าใจการปฏิบัติตัวที่เปลี่ยนไปจากการเปิดเรียนปกติ โดยจะประเมิน 5 วัน 7 วัน 10 วัน หรือ 14 วันว่ามาตรการที่เปิดโรงเรียนมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง และมั่นใจ หากมีการระบาด ทุกโรงเรียนจะกลับไปทำการเรียนการสอนตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาได้
เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากมีกรณีฉุกเฉินจะปิดเรียนเฉพาะโรงเรียนหรือจะปิดรูปแบบใด นายณัฏฐพลกล่าวว่า ต้องดูเป็นกรณี หากมีความเสี่ยงแบบที่จ.ระยอง จะต้องปิดเป็น กลุ่มจังหวัด หรือกรณีกรุงเทพฯ ก็ปิดเป็นโรงเรียนไป ดูตามสถานการณ์
เมื่อถามว่านักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาเรียนได้หรือยัง นายณัฏฐพลกล่าวว่า ยัง ขณะนี้กำลังเตรียมมาตรการสำหรับนักเรียนกลุ่มดังกล่าวและต้องรอศบค.ชุดใหญ่ว่าจะพิจารณาขั้นตอนอย่างไร หากข้ามมาแล้ว จะพักที่ไหนเป็นเวลา 14 วัน เพราะถึงอย่างไรคนที่มาจากต่างประเทศต้องกักตัว 14 วันอยู่แล้ว เมื่อมาแล้วก็อยู่ในประเทศยังกลับไม่ได้
ครม.ยังไม่เคาะ 600 ล.วิจัยวัคซีน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีการเสนอชื่อปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ โดยการแต่งตั้งเป็นไปตามวาระ เพื่อไม่ให้ขาดช่วงการบริหารงานราชการแผ่นดิน ซึ่งได้เสนอคนที่มีความพร้อมและมีความเหมาะสม เพื่อถ่ายทอดงานกันต่อไป และงานมีความต่อเนื่อง จากนี้ต้องส่งไม้กันให้เรียบร้อย เพราะขณะนี้เรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะตอนนี้มีทั้งเรื่องโควิด-19 และวัคซีน รวมถึงการเฝ้าระวังต่างๆที่หลุดไม่ได้ จึงต้องเสนอเพื่อให้เกิดความชัดเจน
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าอนุมัติงบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อวิจัยการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ผ่านที่ประชุมครม. เพราะต้องทำรายละเอียดให้ครอบคลุมและมีความชัดเจนให้มากกว่านี้ เพราะเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณแผ่นดินในการพัฒนาและวิจัย รวมทั้งค้นคว้าวัคซีน ดังนั้นต้องรอบคอบ
เมื่อถามว่าวงเงินงบประมาณ 600 ล้านบาท ที่จะนำมาใช้เป็นงบส่วนใด นายอนุทินกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีตัดสินใจว่าจะให้ใช้เงินกู้หรืองบกลางที่ยังมีพอเหลืออยู่ โดยทางสำนักงบประมาณได้กันเงินส่วนนี้ไว้ให้แล้ว รวมถึงงบประมาณของกระทรวงต่างๆ ที่โอนกลับมาก็ยังเหลืออยู่ ถ้าใช้งบกลางนั้นงบเงินกู้ยังมีวงเงินเปิดเหลืออยู่ เพื่อกรณีฉุกเฉินอื่น แต่คิดว่าถ้าใช้งบกลางก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ซึ่งสามารถทำได้ทันที เพราะตอนนี้ต้องรีบไปจบกับทางต่างประเทศด้วย เนื่องจากเขาก็เร่งมา
“สำหรับกรณีจะผลิตวัคซีนร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และร่วมกับบริษัทพัฒนาวิจัยวัคซีนที่อังกฤษ และอีก 2-3 สถาบันในประเทศไทย ทางศบค.อนุมัติหลักการแล้ว”
อนุมัติเงินพิเศษ’อสม.’ 7 เดือน
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีที่ประชุมครม.อนุมัติงบประมาณค่าตอบแทนพิเศษให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 ในชุมชนตามที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ว่า ครม.อนุมัติให้แล้ว 7 เดือน โดยให้ย้อนหลังจากเดือนมี.ค. ถึงเดือนก.ย. หลังจากนั้นจึงดูสถานการณ์โควิด-19 อีกครั้ง ซึ่งนายกฯ บอกแล้วว่า ถ้ายังมีโควิด-19 อยู่ก็ต้องดูแลอสม.กันต่อไป ไม่ลืมอยู่แล้ว
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีมีการตรวจพบชายไทยติดเชื้อโควิด-19 ที่ประเทศญี่ปุ่นว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ได้แจ้งรายละเอียด แต่เบื้องต้นพบว่าวิธีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมือนกับทั่วไป ต้องรอดูผลก่อน เพราะการตรวจที่ไทยที่เป็นไปตามมาตรฐานก็ไม่มีอะไร แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้ยืนยัน ส่วนการตรวจสอบไปยังครอบครัวของชายไทยดังกล่าวที่จ.เชียงรายนั้น ต้องรอให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานรายละเอียดมาก่อน
ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ครม.อนุมัติงบกลาง 3,622 ล้านบาท ให้แก่อสม. จากเดิมที่อนุมัติหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ในโครงการส่งเสริมการควบคุมโรคโควิด-19 ในชุมชน โดยนายกฯ ได้เร่งรัดการจ่ายเงินให้เร็วที่สุด ซึ่งอนุมัติตั้งแต่เดือนมี.ค.-ก.ย. 63 จำนวน 7 เดือน เดือนละ 500 บาท กรอบวงเงินไม่เกิน 3,622 ล้านบาท อสม.และอสส. รวมไม่เกิน 1,054 คน ต่อเดือน
วันเดียวกัน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีญี่ปุ่นตรวจน้ำลายหาเชื้อโควิด-19 แล้วพบชายชาวญี่ปุ่นอายุ 47 ปี เดินทางจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ผลตรวจเป็นบวกนั้นว่า จากการประสานไปยังจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เพื่อขอข้อมูลสอบสวนโรค และตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม พบว่าผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ชายชาวญี่ปุ่นราย ดังกล่าว ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว และยังอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มี 2 ราย ได้แก่ภรรยาและลูก ซึ่งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจากการตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูกด้วยวิธี RT-PCR ทั้ง 2 ราย ให้ผลเป็นลบ ไม่พบเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้ชายชาวญี่ปุ่นรายดังกล่าว ทางโรงพยาบาลในญี่ปุ่นจะตรวจหาเชื้อซ้ำในวันที่ 14 ส.ค.