หายาก-เศรษฐีฮิตปลูก
จ่อขึ้นบัญชีไม้หวงห้าม

เป็นห่วงไม้ ‘เทียนทะเล’ ไม้หายากขึ้นตามโขดหินริมฝั่งทะเล ถูกใจนักสะสม เพราะเป็นไม้ขนาดเล็กบอนไซสวยงาม ขายกันราคาแพง บางต้นไม่เกิน 1 เมตร ราคา 1.6 ล้านบาท หวั่นถูกบุกทำลายเพราะมีคนต้องการมาก เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นไม้คุ้มครอง ป้องกันไม่ให้กระทบระบบนิเวศ

กำลังฮิต – เจ้าหน้าที่ป่าไม้และตำรวจจับกุมตรวจยึดต้นเทียนทะเล ถูกลักลอบตัดที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มเศรษฐี ซื้อขายกันต้นละเป็นล้าน โดยนำมาทำเป็นไม้ดัด ต้นไม้แคระ หรือบอนไซ

วันที่ 22 ส.ค. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะที่ปรึกษาชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา นายฮาริพันธ์ เกตุชู เจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพร รายงานว่า หน่วยปราบปรามพิเศษพยัคฆ์ไพร ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กองทัพภาคที่ 4 ทภ.4 พื้นที่เกาะสมุย เข้าตรวจสอบการลักลอบตัดทำลายต้นเทียนทะเล บริเวณหาดแหลมเทียน ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผลการปฏิบัติตรวจพบการลักลอบตัดทำลาย ต้นเทียนทะเลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการทำลายระบบนิเวศและเป็นการทำลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทางชุดตรวจสอบประสานกับผู้นำชุมชนและผู้ประกอบการโรงแรม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ให้ช่วยสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส ขบวนการลักลอบตัดทำลายต้นเทียนทะเลต่อไป

นายชีวะภาพกล่าวว่า ความน่าเป็นห่วงเรื่องการลักลอบใช้ทรัพยากรธรรมชาติอีกวิธีล่าสุดคือ การลักลอบตัดเอาไม้เทียนทะเล ซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่บนหิน หรือซากปะการัง ริมทะเลไปทำเป็นไม้ดัด บอนไซ ขาย เวลานี้บูมอย่างหนัก โดยเฉพาะการส่งไปขาย ต่างประเทศ ที่นิยมเลี้ยงบอนไซ เช่น ญี่ปุ่น และประเทศจีน หรือเศรษฐีในประเทศไทย มีราคาซื้อขายกันตั้งแต่ต้นละ 4.5 หมื่นบาท ถึง 1.5 ล้านบาท หรือขายแค่กิ่งเล็กๆ ในราคา 3-4 พันบาท โดยไม้พวกนี้จะขึ้นตามโขดหิน หรือที่ที่มีซากปะการัง บริเวณที่มีน้ำขึ้นน้ำลงริมทะเล ลักษณะต้นไม้สูงไม่มากไม่เกิน 5 เมตร และมีหลายขนาด

“วิธีการเข้าไปเอาต้นเทียนทะเลคือ การเดินหาแหล่งตามชายหาดที่มีโขดหิน เมื่อได้เป้าหมายก็จะถ่ายรูปส่งไปให้ลูกค้าดู ความน่ากลัวก็คือ เมื่อลูกค้าดูก็จะจองส่วนต่างๆ จากรูปถ่าย และจะกำหนดราคากันตรงนั้นจากผู้ลักลอบตัด ตั้งราคากันตามใจชอบในราคาที่สูงมาก หรืออีกกรณีก็คือเมื่อได้ต้นไม้มาแล้วการขนย้ายออกนอกพื้นที่ก็จะขน ใส่เรือเล็กๆ ตบตาเจ้าหน้าที่ แล้วเอามาตกแต่งดัดแปลงเพิ่มเติมในเซฟเฮาส์ ซึ่งเวลานี้หลายเจ้า ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพรสามารถแกะรอยหาหลักฐานเตรียมเข้าจับกุมแล้ว” นายชีวะภาพ กล่าว

ที่ปรึกษาชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กล่าวว่า หากเทียบระหว่างเทียนทะเลกับไม้พะยูงนั้น ถือว่าตอนนี้เทียนทะเลน่าเป็นห่วงมากกว่ามาก เพราะไม้พะยูงเวลานี้การลักลอบตัด ค่อนข้างเบาบางลงจากการปราบปราบเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ แต่เทียนทะเลนั้นหนักขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะมูลค่าทางการตลาดนั้นสูงกว่าพะยูงมาก

“ไม้พะยูงราคาขึ้นกับเนื้อไม้ เช่นต้น ขนาดใหญ่อายุเยอะๆ ตอนนี้เต็มที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่สำหรับเทียนทะเล บางต้น ไม่เกิน 1 เมตร ตกแต่งดีๆ ขายกันในราคา 1.6 ล้าน หรือเป็นกิ่ง กิ่งเดียวราคาเหยียบหมื่น ทั้งนี้การขนย้ายไม้พะยูงออกนอกพื้นที่เมื่อตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทำยาก เนื่องจากพื้นที่ป่าทุกแห่ง ทั้งกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติฯ นำเอาระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือสมาร์ตพาโทรลมาใช้ แต่การขนย้ายต้นเทียนทะเลทำกันง่ายมาก เพราะเป็นไม้ที่ไม่ใหญ่มาก ใส่แค่เรือลำเล็ก เอาไปเก็บได้ก็ทำได้แล้วเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ราคามันพุ่งขนาดนี้ ได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะมีการกำหนดราคากันเองตามใจชอบระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งแน่นอนว่า ทำกันเฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะเท่านั้น” นายชีวะภาพ กล่าว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีทส. กล่าวว่า ไม้เทียนทะเลจัดเป็นไม้มีคุณค่าทางระบบนิเวศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตนมีโอกาสลงตรวจพื้นที่ป่าชายเลนในหลายพื้นที่ และได้พบเห็นไม้เทียนทะเลในธรรมชาติว่า มีความสวยงาม และทราบว่าเป็นไม้ที่มีความต้องการของตลาดปัจจุบัน แต่ยังไม่มีประกาศอยู่ในบัญชีไม้หวงห้าม การบุกรุกลักลอบตัดไม้เทียนทะเลในป่าชายเลนถูกพบเห็นและดำเนินคดีอยู่บ่อยครั้ง ได้มอบหมายให้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ดำเนินการออกคำสั่งและมาตรการคุ้มครอง ไม้เทียนทะเลให้คงอยู่ตามธรรมชาติอย่างเร่งด่วน

“มูลค่าไม้เทียนทะเลที่ซื้อขายกันที่ว่า มีราคาสูงแล้วนั้น เป็นเพียงมูลค่าที่เกิดจากความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ซึ่งไม่รวมมูลค่าที่เป็นต้นทุนธรรมชาติ คุณประโยชน์ ต่อระบบนิเวศและจะเป็นสมบัติของลูกหลานเราในอนาคตที่ยากที่จะประเมินมูลค่าเป็น ตัวเงินได้ การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเข้าตัดไม้เทียนทะเล เป็นความผิดทางอาญา จะต้องถูกดำเนินคดี อย่างเด็ดขาด” รัฐมนตรีทส.กล่าว

นายโสภณ ทองดี อธิบดี ทช. กล่าวว่า ไม้เทียนทะเล ไม่ได้อยู่ในบัญชีไม้หวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ทำให้ไม้เทียนทะเล ไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครอง โดยเฉพาะที่ผ่านมา ทช. สามารถดำเนินการได้เพียงแจ้งข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุก ทำลายป่าเท่านั้น เป็นเหตุให้การกำกับ ควบคุม ดูแล ตามกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งราวกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทช.มีหนังสือขอให้กรมป่าไม้ได้พิจารณาเสนอไม้เทียนทะเลที่ขึ้นในป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ในบัญชีไม้หวงห้ามต่อไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน กว่าจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้

“ดังนั้นเพื่อเป็นการระงับการกระทำ ที่ทำให้ไม้ชนิดนี้ที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ในธรรมชาติไม่ให้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วอันจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 ประกอบมาตรา 17 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 จึงออกคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 977/2563 ลงวันที่ 21 ก.ค. พ.ศ.2563 เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรไม้เทียนทะเล เพื่อเป็นการกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพยากรไม้เทียนทะเลมิให้ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการลักลอบขุดล้อมไม้เทียนทะเล เพื่อการค้าไม้บอนไซ และนำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนอื่นใดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 2563 ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้ใดพบเห็นผู้กระทำความผิดขอให้แจ้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ในทุกช่องทางตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจะได้เร่งรัดดำเนินการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด”นายโสภณ กล่าว

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เวลานี้เกิดการปั่นราคาเทียนทะเลกันอย่างไร้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น และหลายคนก็ซื้อไม้ ชนิดนี้มาอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่ามีความผิด แค่เห็นว่าสวยแปลก มีเงินก็อยากได้มาครอบครองบ้าง อย่างไรก็ตาม ก็มีเรื่องที่น่าแปลกกว่านั่นคือ ท่ามกลางกระแสการปั่นราคาต้นเทียนทะเลกันนั้น ก็มีผู้ที่เคยซื้อเทียนทะเล ไปแล้ว ได้แจ้งความจำนงมาที่กรมป่าไม้ว่าต้องการเอามาคืน

“ผมเจอกับตัวเอง เพราะไปนั่งกินข้าว ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านมีต้นเทียนทะเลตั้งประดับร้านอยู่ ผมสอบถามว่าได้มาจากไหนอย่างไร เจ้าของตอบว่า ซื้อมาจากคนรู้จักเห็นเป็นบอนไซที่สวยดี แต่ตั้งแต่ได้มาค้าขายไม่ดี การใช้ชีวิตก็ไม่ดีเลย ผมก็บอกไปว่าไม้ชนิดนี้เป็นไม้ที่ผิดกฎหมาย เจ้าของร้านแสดงความจำนงที่จะขอคืนไม้ให้กับกรมป่าไม้ พร้อมกับบอกว่าหากรู้แต่แรกว่าผิดคงไม่ซื้อเพราะซื้อมาราคาแพง แถมมีไว้ชีวิตก็มีแต่แย่ลง ค้าขายก็ทำไม่ขึ้น” นายอรรถพลกล่าว

เมื่อถามว่า คนที่ครอบครองไม้เทียนทะเลเวลานี้ ถือว่ามีความผิดต้องรับโทษด้วยหรือไม่ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า เนื่องจากเวลานี้กรมป่าไม้ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นไม้หวงห้าม คนครอบครองยังไม่มีความผิด แต่หากมีพฤติกรรมน่าสงสัย และมีการนำสืบว่า ครอบครอง และมีส่วนร่วมในการตัดไม้หรือเอาไม้มาจากธรรมชาติจะมีความผิดทันที และขณะนี้ กรมป่าไม้อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศให้เทียนทะเลเป็นไม้หวงห้ามอยู่ น่าจะประกาศได้ ภายในปีนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน