วันอาทิตย์เคลื่อนขบวน
สั่งระดมตร.57กองร้อย
เฝ้าระวัง14จุดล่อแหลม
สวนกลับคำแถลงบิ๊กตู่
จวกโหมโควิด-สุมไฟ

ม็อบชุมนุมวันนี้ ปักหลักธรรมศาสตร์-สนามหลวง เปิดตัวแกนนำปราศรัย ‘อานนท์-ไมค์-เพน กวิน-รุ้ง-ไผ่’ขึ้นเวทีครบ เผยรุ่งเช้า นัดเคลื่อนขบวน ย้ำ 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืนกับอีก 1 ความฝัน ด้านตำรวจเพิ่มกำลังเป็น 57 กองร้อย กำลังพลกว่า 8 พันนายรับมือ พร้อมจัดหน่วยควบคุมฝูงชนประจำตามจุดเปราะบาง 14 จุดตลอดการชุมนุม หน่วยความมั่นคงตั้งแท่งแบร์ริเออร์ห้ามเข้าลานพระบรมรูปทรงม้า รุมโต้ประยุทธ์ปลุกโควิดต้านชุมนุม ชี้พูดแบบเติมเชื้อไฟ ‘ทราย’ ก็สวนไม่สมเหตุสมผล พร้อมยกตัวอย่างขึ้นบีทีเอสวันละหลายแสน แถมไม่รักษาระยะห่างทางสังคมทำไมไม่เข้ม

บิ๊กป้อมรู้หมด-ไม่กังวลม็อบ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการดูแลสถานที่สำคัญเพื่อรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมในวันที่ 19-20 ก.ย.ว่า ไม่ต้องห่วง ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกลุ่มผู้ชุมนุมเดินผ่านทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า จะป้องกันอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องป้องกัน ถ้ามีทางเลี่ยงไปทางอื่น ขอให้เลี่ยงไป เมื่อถามว่าการข่าวมีข้อกังวลใดหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มี

เมื่อถามถึงกระแสข่าวระดมคนมาจากต่างจังหวัดจำนวนมาก และยังมีคลิปภาพการวางแผน ออกมาเผยแพร่ให้เห็น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมรู้ ผมรู้หมด ก็ว่าไป”

ผู้สื่อข่าวถามว่าดูจากสีหน้าแล้ว พล.อ. ประวิตรไม่มีความกังวลอะไร พล.อ.ประวิตรส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า ไม่กังวล ดูแลได้

บช.น.จัดตร.57 กองร้อยรับมือ

รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. มีหนังสือวิทยุในราชการศูนย์ปฏิบัติการ ตร. เลขที่ 0007.33/160 ลงวันที่ 16 กันยายน ถึง ผบช.น., ภ.1-8, และ ตชด. ข้อความอ้างถึงหนังสือ บช.น. ลงวันที่ 14 กันยายน 2563 ขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชน จำนวน 57 กองร้อย จาก ตร. เพื่อปฏิบัติภารกิจการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ได้เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุม “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ในวันที่ 19 ก.ย. ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ

เพื่อให้การดูแลการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนภารกิจของ บช.น. จึงให้หน่วยต่างๆ ดำเนินการจัดกำลังควบคุมฝูงชนพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ประจำกาย สนับสนุน บช.น. โดยมีบัญชีรายชื่อที่ใช้ยอดกำลังพล ดังต่อไปนี้ ตชด. จำนวน 9 กองร้อย, ภ.1 จำนวน 10 กองร้อย, ภ.2 จำนวน 7 กองร้อย, ภ.3 จำนวน 6 กองร้อย, ภ.4 จำนวน 6 กองร้อย, ภ.5 จำนวน 1 กองร้อย, ภ.6 จำนวน 8 กองร้อย, ภ.7 จำนวน 8 กองร้อย และ ภ.8 จำนวน 2 กองร้อย รวมทั้งหมด 57 กองร้อย กว่า 8,550 นาย

เสริมด้วยกองร้อยควบคุมฝูงชน

นอกจากนี้ ยังให้ บช.น.จัดเตรียมสถานที่สำหรับรองรับดูแลควบคุมฝูงชนที่สนับสนุนภารกิจและดำเนินการในการจัดกำลังดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2.3 ให้กำลังควบคุมฝูงชนที่สนับสนุน บช.น. รายงานตัวในวันที่ 18 ก.ย.2563 โดยให้สอบถามเวลา สถานที่ และประสานการปฏิบัติกับ พ.ต.ต.อนันต์ จันทร์ศรี สว.ฝอ.3 บก.อก.บช.น. 2.4 ให้หน่วยจัดสรรงบประมาณในการเดินทางของหน่วยไปก่อนแล้วแจ้งรายละเอียดของงบประมาณที่ใช้มายัง ตร. เพื่อจัดสรรให้ต่อไป

สำหรับหน่วยสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชน ที่จะมาร่วมปฏิบัติในวันที่ 19 ก.ย. ประกอบด้วย กก.ตชด.ที่ 11, 12, 13, 14, 21, 24, 31, 34 และบก.สอ., ภ.1 ประกอบด้วย ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง และสระบุรี, ภ.2 ประกอบด้วย ตราด, ชลบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี, นครนายก และปราจีนบุรี, ภ.3 ประกอบด้วย ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, กาฬสินธุ์ และศรีสะเกษ

ภ.4 ประกอบด้วย มหาสารคาม, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, เลย, หนองบัวลำภู และอุดรธานี, ภ.5 แพร่, ภ.6 ประกอบด้วย นครสวรรค์, ตาก, พิจิตร, อุทัยธานี เพชรบูรณ์, พิษณุโลก, สุโขทัย และอุตรดิตถ์, ภ.7 ประกอบด้วย นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และราชบุรี และ ภ.8 ประกอบด้วย ชุมพรและระนอง

เข้ม 14 จุด-เตรียมแผนกรกฎ 52

การจัดกำลังควบคุมฝูงชน(คฝ.) เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย กระจายกำลังปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด 14 จุด แบ่งช่วงเวลา 6 ผลัด ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ของวันที่ 19 ก.ย. เวลา 14.00 น. ของวันที่ 20 ก.ย. โดยแต่ละจุดจัดวางกำลัง ดังนี้

1.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รวม 3 กองร้อย แบ่งเป็น บก.1, ภ.จว.ตราด 1 และ ภ.จว.ชลบุรี 2.พระบรมมหาราชวัง 4 กองร้อย แบ่งเป็น บก.น.5 บก.น.6 และ บก.น.3 ภ.จว.มหาสารคาม 3.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 3 กองร้อย ภ.จว.ชัยภูมิ, ภ.จว.ปทุมธานี และ ภ.จว.สมุทรปราการ 4.แยก จปร. 3 กองร้อย จากบก.น.1 ภ.จว.ชลบุรี และ ภ.จว.ตราด

5.แยกสะพานมัฆวาน 3 กองร้อย จาก กก.ตชด.11 กก.ตชด.12 ภ.จว.สระแก้ว 6.แยกสะพานวิศสุกรรมนฤมาณ ภ.จว.นครปฐม 1 กองร้อย 7.แยกสะพานเทเวศรนฤมิตร ภ.จว.สุพรรณบุรี 1 กองร้อย 8.แยกสวนมิสกวัน ภ.จว.กำแพงเพชร 1 กองร้อย 9.แยกอู่ทองนอก ภ.จว.ลพบุรี 1 กองร้อย 10.สถานีดับเพลิงวชิระ ภ.จว.สิงหบุรี 1 กองร้อย 11.แยกเทวกรรม ภ.จว.กาญจนบุรี 1 กองร้อย 12.แยกพาณิชยกรรม 2 กองร้อย จาก กก.ตชด.13 ภ.จว.ชัยนาท 13.แยกเสาวนี ภ.จว.เพชรบุรี 1 กองร้อย 14.แยกอุภัยเจษฎุทิศ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ 1 กองร้อย

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ได้เตรียมแผน “กรกฎ 52” เป็นแผนปฏิบัติการ พร้อมบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยแผนกรกฎ 52 คือแผนปฏิบัติการหลัก แนวทางแก้ไขสถานการณ์วิกฤต ใช้ในการรับมือการชุมนุม การก่อความไม่สงบ ตร.ได้ทำขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุมของเสื้อสีต่างๆ

บิ๊กตู่โต้ปลุกโควิดข่มขู่ม็อบ

ที่ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อห่วงใยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสองว่า แล้วเป็นห่วงหรือไม่ ก็เป็นห่วงใช่หรือไม่ ตนห่วงทุกเรื่อง ไม่ใช่ห่วงตรงนี้เพื่อไปกดดันตรงนู้น ขอให้มองเจตนารมณ์ของคนเป็นนายกฯ หน่อย ตนเป็นนายกฯ ที่มีแต่ความห่วงใย ก็ไม่รู้สิ อยู่มาทุกวันนี้ตนก็อยู่มาแบบนี้

“ที่ผมพูดไปเมื่อวานเป็นความห่วงใยจริงๆ ผมไม่ต้องการจะไปข่มขู่ใครทั้งสิ้น แต่มันเป็นเรื่องจริง ฉะนั้น ผู้ใหญ่ทุกคนจะต้องเข้าใจตรงนี้ ต้องห่วงใยลูกหลานของท่าน ถ้ามันเป็นอะไรกันขึ้นมา จะรับมือกันไหวหรือเปล่า แค่นั้นที่เป็นห่วง เพราะคนมันจำนวนมาก แม้ว่าจะมีความพร้อมอยู่ก็ตาม ฉะนั้น อะไรก็ตามที่จะลดภาระให้กับ เจ้าหน้าที่เขาได้บ้าง ซึ่งต้องมาตรากตรำหลายเรื่อง ทั้งโควิดด้วย อะไรด้วย หลายอย่าง เจ้าหน้าที่เขาก็เหน็ดเหนื่อย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการปรับครม. ในเดือนตุลาคมจะปรับตำแหน่งที่ว่างอย่างเดียวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เรื่องนี้พูดไปหลายครั้งแล้ว”

อจ.นิด้าชี้คำพูดบิ๊กตู่เติมเชื้อไฟ

วันเดียวกัน รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย แสดงความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ออกแถลงการปรามม็อบ ระบุว่า เสี่ยงทำโควิดระบาดรอบ 2 และยังทำให้ประเทศประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติม โดยระบุว่า

การพูดของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นอกจากไม่สามารถบรรเทาความร้อนแรงทางการเมืองแล้ว ยังเป็นเหมือนเติมเชื้อเพลิงเข้าไปอีก การพูดว่าขอแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน ขณะเดียวกันไม่พูดถึงการแก้ปัญหาการเมืองเลย สะท้อนว่า วิธีคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการรับมือกับปัญหาเป็นวิธีคิดแบบแยกส่วน และมีข้อบกพร่องในการ จัดลำดับความสำคัญของปัญหา

ยกกรณีปราบม็อบทำไม่พอใจ

การพูดโดยยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี ที่จัดการผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด และดำเนินคดีร่วม 300 คน จะถูกตีความว่าเป็นการข่มขู่ ผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งยิ่งไปกระตุ้นความรู้สึกไม่พอใจแก่ประชาชนที่ไม่มีจุดยืนต่างกับรัฐบาล และอาจตัดสินใจเข้าไปร่วมชุมนุมมากยิ่งขึ้น อันที่จริง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ เพราะแต่ละเรื่องมีองค์ประกอบด้านบุคคลและสถาบันการเมืองที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เศรษฐกิจก็มีทีมเศรษฐกิจและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ส่วนการเมืองก็มีทีมการเมืองของรัฐบาลและสถาบันรัฐสภา ทั้งสองทีมสามารถทำพร้อมกันไปได้

การที่รัฐบาลให้น้ำหนักปัญหาเศรษฐกิจมากแต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ และยังละเลยปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาทั้งสองความรุนแรงพอๆ กัน และกำลังก้าวสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน

พล.อ.ประยุทธ์จึงควรทบทวนวิธีคิดใหม่และตอบสนองต่อเสียงของเยาวชนคนหนุ่มสาวอย่างเร่งด่วน และประกาศจุดยืนทันทีว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าที่สำคัญอย่างน้อย 2 เรื่อง ทันที คือ 1. สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการจัดตั้ง ส.ส.ร. และ 2. การยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี

‘ทราย’งัดข้อมูลโซเชี่ยลโต้ด้วย

ด้านทราย เจริญปุระ ดารา นักเขียน ได้ยกคำพูดของมิตรสหายท่านหนึ่ง มาตอบโต้พล.อ.ประยุทธ์ โดยระบุว่า ผู้โดยสารเฉลี่ยที่ใช้ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส (เอาแค่ระบบเดียว) อยู่ที่ราวๆ 780,000 คนต่อวัน ในระบบรถไฟฟ้าที่ยืนหายใจรดต้นคอกันในเวลาปกติ และตัวแนบตัวกันในเวลาเร่งด่วน โซเชี่ยล ดิสแทนซิ่ง ที่ไม่เคยทำได้จริง

การชุมนุมของผู้คนในวันที่ 19 ก.ย. นี้ประเมินกันว่าเต็มที่ก็ห้าหกหมื่นคน มันจะมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโควิด มากกว่าการขึ้นรถไฟฟ้าและใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างไร …

พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีข้ออ้างอันใด และก็อย่าทำเป็นปล่อยข้อมูลว่าหลังชุมนุมมีผู้ติดเชื้อในประเทศขึ้นมา หลังจากแทบไม่มีมาหลายเดือน และก็อย่าขู่ว่าจะล็อกดาวน์ อีกรอบเพื่อกดดันให้คนไทยเชื่อว่าความเดือดร้อนนี้เกิดจากผู้ประท้วงด้วย

มันไม่มีเหตุผล พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีเหตุผลอะไรจะอ้างเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกแล้ว

พท.ส่ง 80 คนร่วมสังเกตการณ์

ที่รัฐสภา นายสมคิด เชื้อคง ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.นี้ คณะทำงาน มีอาสาสมัคร ทั้งที่เป็นสมาชิกพรรค ผู้ช่วยส.ส. และส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่อาสามาเป็นผู้สังเกตการณ์การชุมนุม ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนแล้วกว่า 80 คน คาดว่าจะเพียงพอในการกระจายอยู่ทุกส่วนในพื้นที่ ทั้งนี้เราจะตั้งเต็นท์บริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม ข้างสนามหลวง และจะมีป้ายคณะทำงาน มีการลงทะเบียน และแต่งตัวด้วยเสื้อโปโลสีขาว พร้อมป้ายแขวนคอแสดงตัวตน ส่วนที่คาดว่าจะมีการประสานงาน คือเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ เพราะการชุมนุมในวันที่ 16 ก.ย. ปัญหาที่เจอคือเราติดต่อกันได้ ดังนั้น เต็นท์จะติดตั้งไวไฟ รวมถึงแถลงข่าว 3 ช่วงเวลาคือ 11.00 น. 14.30 น. และ 17.30 น. เพื่อรายงานเหตุการณ์

“คณะทำงานห่วงนักศึกษา ประชาชนที่ออกมาชุมนุม หลายคนบอกกลัวเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปะสงค์ ขอเรียกร้องรัฐบาล ผู้มีอำนาจ ให้ดูแลผู้ชุมนุม เหมือนญาติมิตร เหมือนลูกหลาน ซึ่งนายกฯ พูดแล้วว่า ให้ดูแลกลุ่ม ผู้ชุมนุมโดยไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้เรายังเตรียมหนังสือรับรองตำแหน่ง เพื่อใช้ประกันตัว รวมถึงประสานงานในชั้นสอบสวนไว้ ซึ่งหลักการจะต้องเป็นนิสิต นักศึกษาที่อยู่ในม็อบ เนื่องจากอาจจะไม่มีผู้ปกครองครูอาจารย์ ไปประกันตัว เราก็จะดำเนินการในส่วนนี้ให้ นอกจากนี้ผมได้รับข้อมูลจากฝ่ายการข่าวว่าจะมีม็อบอีกกลุ่มมาก่อกวน โดยจะแต่งตัวเป็นไอ้มดแดง เกรงว่าจะเกิดปัญหามือที่สาม หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ดังนั้น คณะทำงานจะดูแลทุกกลุ่มให้เกิดความเรียบร้อย แต่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ว่าต้องระมัดระวัง ในส่วนมือที่มองไม่เห็น และขอเตือนล่วงหน้าว่าใครที่ประสงค์ร้ายต่อผู้ชุมนุม ขอให้หยุดกระทำการ” นายสมคิดกล่าว

เยาวชนโคราชมาแน่รถบัส 4 คัน

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายเยาวชนปลดแอกโคราช ซึ่งได้โพสต์ในเพจ “Korat No เผด็จการ” ให้ผู้ที่สนใจจองที่นั่งรถโดยสารปรับอากาศ เพื่อที่จะเดินทางไปร่วมการชุมนุมใหญ่ ในกทม. พร้อมกับมีการเปิดขายเสื้อทีมที่มีข้อความว่า #โคราชจะไม่ทน, #ให้มันจบที่รุ่นเรา โดยขายในราคาตัวละ 180 บาท เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปร่วมการชุมนุม ซึ่งมี ผู้สั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในแกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอกโคราช เปิดเผยว่า การเดินทางไปร่วมการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์นั้น กลุ่มเยาวชนปลดแอกโคราช ได้จัดรถโดยสารปรับอากาศไว้ 4 คัน เพื่อใช้ในการเดินทางไปร่วมชุมนุม ซึ่งขณะนี้มีผู้จองที่นั่งมาประมาณ 200 คนแล้ว และหากไม่พอก็จะเรียกรถมาเสริมอีก โดยกำหนดจะเดินทางไปในช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. เนื่องจากผู้ที่จะร่วมเดินทางไปส่วนใหญ่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษาอยู่ จึงไม่สะดวกที่จะเดินทางไปวันที่ 18 ก.ย. เพราะยังมีโปรแกรมเรียนหนังสืออยู่

สำหรับจุดนัดรวมพลกันขณะนี้วางไว้ 2 จุด คือที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา และที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พร้อมกันนี้ก็กำหนดว่าสำหรับเยาวชนที่จะเดินทางไปร่วมการชุมนุม ต้องมาเป็นคู่บัดดี้ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้มีการประกาศขายเสื้อยืด และเปิดบัญชีรับบริจาคผ่านเพจ Korat No เผด็จการ เพื่อสนับสนุนเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่ม ใช้ในการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้สนใจร่วมบริจาคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ม็อบค้างคืน-เคลื่อนไปทำเนียบ

รายงานข่าวเปิดเผยว่าสำหรับความเคลื่อนไหวของการชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย.นั้น จะใช้พื้นที่สนามฟุตบอลภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์เป็นหลัก ถ้าหากมีจำนวนผู้ชุมนุมมากจนล้นพื้นที่ก็จะใช้พื้นที่สนามหลวงด้านที่เปิดให้ใช้ ทั้งนี้ คาดว่าบางส่วนจะทำกิจกรรมและพักค้างคืนในที่ชุมนุมจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 20 ก.ย. เพื่อจะเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องต่อรัฐบาลที่เคยยื่นข้อเสนอ 3 ข้อไว้ ได้แก่

1.รัฐบาลต้อง “หยุดคุกคามประชาชน” ที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย 2.รัฐบาลต้อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่” ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างแท้จริง 3.รัฐบาลต้อง “ยุบสภา” เพื่อเป็นการเปิดทางให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงในการเลือกผู้แทนของตนได้อีกครั้ง โดยอยู่บนหลักของ 2 จุดยืน คือ1.ต้องไม่มีการทำรัฐประหาร 2.ต้องไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และอีก 1 ความฝันที่หวังให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ตร.-ทำเนียบตั้งศปก.ติดตาม

เมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.สุรชาติ มณีจักร ผบก.ส.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.วรากร อยู่อย่างไทย รองผบก.บก.ส.3 พ.ต.อ.วัชรวีร์ ธรรมเสมา ผกก.4 บก.ส.3 และเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกฯ ได้สนธิกำลังเดินตรวจความพร้อมรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะด้านที่ติดกับคลองผดุงกรุงเกษม โดยกำชับให้ประสานงานกับสื่อมวลชนและข้าราชการที่จะต้องเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ เพื่อให้ปฏิบัติตามที่ได้ขอความร่วมมือไว้ คือ ห้ามนำรถยนต์เข้ามาในบริเวณทำเนียบรัฐบาล และผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น ต้องมีบัตรประจำตัวที่ได้รับการอนุญาต และเดินเท้าเข้าที่ประตูอรทัยได้เพียงประตูเดียว

พล.ต.ต.สุรชาติกล่าวว่านายประทีป กีรติเลขา รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ได้ประชุมหารือกับตนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล นครบาล และจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการหรือ ศปก.ที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณอาคาร 20 และจะเริ่มประชุมกันทันทีในวันที่ 19 ก.ย. เวลา 09.00 น. อย่างไรก็ตาม เรื่องการเข้มงวดรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้เตรียมความพร้อมกันมาพอสมควรแล้ว แต่ขณะนี้ได้ตรวจเพิ่มเติมว่ายังมีส่วนใดที่ยังต้องดูแลรักษาความปลอดภัยในจุดเล็กๆ น้อยๆ อีก เช่น ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านที่ติดกับสะพานมัฆวานรังสรรค์ เดิมเป็นท่าเทียบเรือและใกล้กับถนน อาจจะเป็นจุดบอดได้ จึงสั่งการให้นำแผงเหล็กมาปิดช่องโหว่ดังกล่าวไว้ก่อน ศปก.จะประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ เป็นระยะ ตลอดช่วงวันที่ 19-20 ก.ย. และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะชุมนุมยืดเยื้อถึงวันที่ 21 ก.ย.หรือไม่

ป้องกันม็อบ – เจ้าหน้าที่วางแผงเหล็กบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อป้องกัน การชุมนุมใหญ่วันเสาร์ที่ 19 ก.ย. เช่นเดียวกับกองทัพบก (ภาพเล็ก) ติดตั้งแบร์ริเออร์ไฮดรอลิก ที่ประตูหน้าบก.ทบ. ถนนราชดำเนิน

ตั้งแท่งแบร์ริเออร์ลานพระรูป

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเตรียมพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัย รองรับการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย. หากเคลื่อนขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นพื้นที่ใกล้เคียงลานพระบรมรูปทรงม้า เขตพระราชฐาน อาจใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนผ่านฟ้า กองบัญชาการกองทัพบก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และมารวมตัวกันสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่ห้ามชุมนุมใกล้ทำเนียบรัฐบาล 50 เมตร และใกล้เขตพระราชฐาน 150 เมตร

เบื้องต้น ฝ่ายความมั่นคงซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ลานพระบรมรูปฯ เตรียมแท่งแบร์ริเออร์ ที่เป็นทั้งแท่งปูนซีเมนต์ขนาดความสูง 2 เมตร และพลาสติก เตรียมปิดกั้นพื้นที่รอบลานพระบรมรูปทรงม้า คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนช่วงเช้ามืดของวันที่ 19 ก.ย.

‘รุ้ง’เผยตื่นเต้น-จัดม็อบใหญ่

ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง หนึ่งในแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.ว่า ทางกลุ่มมีความกังวลเรื่องความวุ่นวายนิดหน่อย เพราะไม่เคยจัดม็อบใหญ่ขนาดนี้ แต่ยืนยันและอยากให้ผู้เข้าร่วมสบายใจว่า ทางแนวร่วมได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างดี แต่ยังกังวลเรื่องสภาพอากาศที่ฝนตก แต่แม้ฝนตกก็จะเดินหน้าต่อ ส่วนเรื่องมือที่ 3 ก็กังวล แต่อยากให้ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมสังเกตการณ์ความผิดปกติ และสามารถแจ้งการ์ด ซึ่งมีปลอกแขนสีเขียวและสีแดงที่อยู่ใกล้ท่านที่สุดได้เลย ยืนยันว่ามีการ์ดจำนวนเพียงพอสำหรับการดูแลสถานการณ์

น.ส.ปนัสยากล่าวว่า ความคาดหวังการชุมนุมคือ การสื่อสารให้คนได้เข้าใจว่าทำไมต้องปฏิรูปสถาบัน ทำไมต้องไล่รัฐบาล และอยากให้รัฐบาลเห็นว่าพวกเราไม่ใช่ม็อบง่อยๆ แม้เราจะเป็นนักศึกษา และรัฐบาลควรรับฟังเสียงประชาชนจากทุกกลุ่ม ฝากถึงทุกคนที่จะมาในวันที่ 19 ก.ย.ว่า การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นม็อบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในยุคนี้แน่นอน โดยจะมีแสง สี เสียง ข้อมูลต่างๆ และประกาศยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหวต่อ รวมถึง 10 ข้อเรียกร้อง ส่วนการใช้พื้นที่ชุมนุมไม่ได้มีการขออนุญาต และไม่มีนโยบายคุยกับตำรวจ

เปิด 10 รายชื่อผู้ขึ้นเวทีปราศรัย

กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะขึ้นเวทีปราศรัย 10 รายชื่อ ในการชุมนุมครั้งนี้ออกมาเป็นชุดที่ 1 และชุดที่ 2 โดยระบุว่าเป็นผู้ปราศรัยเวทีสนามหลวง ดังนี้ 1.น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 2.นายอานนท์ นำภา 3.นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ระยอง แกนนำเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย 4.นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน

5.นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 6.นายสิรวิชญ์ เสรีธีรวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง 7.ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือหมู่อาร์ม 8.นายมิน สูฮัยมี สมาชิก สนท.ภาคใต้ 9.นายปิยมิตร กล้าณรงค์ หรือ หลิน รัฐศาสตร์ จุฬาฯ องค์กรปลดเผด็จการเพื่อเสรีภาพ 10.นายธนาธรหรือฮ่องเต้ พรรควิฬาร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มธ.ปิดประตู-ติดวงจรปิด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนการจัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมพบว่ามีเจ้าหน้าที่เริ่มทยอยเข้ามาติดตั้งกล้องวงจรปิดตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. ที่บริเวณเสาไฟฟ้าด้านหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยฝั่งสนามหลวง โดยติดตั้งเสริมบนเสาไฟฟ้าคู่กับกล้องซีซีทีวีของกทม.

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม เข้าเดินสายสัญญาณสื่อสาร เชื่อมต่อเข้าไปที่กล้องเพื่อให้สามารถดึงสัญญาณภาพรับชมสถานการณ์ต่างๆ แบบสดได้ในที่ตั้ง รวมทั้งมีการตั้งเต็นท์โดยรอบพื้นที่ เพื่อจัดเป็นจุดคัดกรองโรค และตรวจอาวุธ

สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประกาศงดทำการเรียนการสอนในวันที่ 19-20 ก.ย.เพื่อความปลอดภัย และประกาศให้บุคลากรออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยก่อนเวลา 20.00 น.วันเดียวกันนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนยันว่ามหาวิทยาลัย มีคำสั่งให้ปิดประตูทางเข้าออกมหาวิทยาลัยทุกประตู ในวันที่ 19-20 ก.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิดได้ติดตั้งและทดสอบเครื่องตรวจโลหะแบบบุคคลเดินผ่าน บริเวณหน้าประตูฝั่งตรงข้ามสนามหลวง และท่าพระจันทร์ นอกจากนั้นยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงติดไฟเพิ่มเติมด้วย ในวันที่ 19-20 ก.ย.มหาวิทยาธรรมศาสตร์ เปิดให้เข้าเฉพาะประตูด้านถนนพระอาทิตย์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน