คัดชิงผู้ว่าฯกทม.
อาคมจ่อขุนคลัง
นิพนธ์สู้คดีปปช.
‘บิ๊กป้อม’ ปัดล็อบบี้ ‘ชัชชาติ’ หลีกทาง ชิงผู้ว่าฯกทม. คุยพปชร.มีแคนดิเดตถึง 10 คน ‘พุทธิพงษ์’ ระบุพรรคอาจส่งคนลงเอง หรือไม่ ก็หนุนผู้สมัครอิสระ ยอมรับเคยคุยกับ ‘บิ๊กแป๊ะ’ ด้วย ‘บิ๊กตู่’ ไม่ปฏิเสธ ‘อาคม’ นั่งรมว.คลัง ชี้คดี ‘รมต.นิพนธ์’ ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดสมัยเป็นนายกอบจ.สงขลา ให้ไปสู้ในศาล ‘วิษณุ’ แจงไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘นิพนธ์’ โต้ยิบจัดซื้อโมฆะ เพราะตรวจสอบพบเอกชนฮั้วประมูล ป.ป.ช.ถกรับสำนวนสัปดาห์หน้า ก่อนส่งอัยการ ‘บิ๊กบี้’ ยกเครื่องทีมโฆษกทบ. ดันนายพลนั่งหัวโต๊ะ ทหารหญิงพรึ่บ

บังตา – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องหลับตากะทันหัน เพราะถูกผีเสื้อกลางคืนบินเข้าตา ระหว่างแถลงผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 ต.ค.
‘บิ๊กตู่’ชี้คดี‘นิพนธ์’ไปสู้ในศาล
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายกอบจ.สงขลา ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ มิได้อนุมัติงบเบิกจ่ายเงินให้กับบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน รวมเป็นเงิน 50,850,000 บาทว่า ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว หลังจากนั้นกติกาเป็นอย่างไรต่อ ก็ไปสู้ในศาล และเมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายนิพนธ์ได้ชี้แจงแล้ว เป็นเรื่องของศาล
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หากเขา ชี้ชัดว่าผิด ก็กระทบ กติกามีอยู่แล้วว่ากรณี จะพ้นหน้าที่หรือจะต้องถูกออก มีกรณีไหนบ้าง กฎหมายเขียนไว้ว่าเมื่อมีคำตัดสินจะต้องหยุดเมื่อมีคำตัดสินที่ชัดเจนจากกระบวนยุติธรรมคือศาล ส่วนป.ป.ช.เป็นเรื่องการชี้มูล และส่งฟ้องศาล กระบวนการเป็นอย่างนี้
ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีนี้นายนิพนธ์ไม่ต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อให้ป.ป.ช.ชี้มูลใครก็ตามก็ไม่ต้องหยุดปฏิบัติ หน้าที่ จนกว่าจะส่งเรื่องไปถึงศาล และศาลอาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงศาล ยังมีอัยการคั่นกลางอยู่
ก่อนหน้านี้กรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เคยถูกส่งเรื่องไปที่ศาล ศาลก็ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ก่อนหน้านี้ที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ต้องหยุดเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูล แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลง โดยมาตรา 235 วรรคสาม ระบุว่าเมื่อศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งศาลจะสั่งในวันประทับรับฟ้อง แต่ถ้าศาลไม่สั่งอะไรก็ต้องหยุด
ป.ป.ช.นัดถกสัปดาห์หน้า
ที่สำนักงานป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า คดีดังกล่าว กระบวนการพิจารณาชี้มูล ยังไม่เสร็จสิ้นตามขั้นตอน จะนำเข้าที่ประชุมป.ป.ช.ชุดใหญ่ ในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณา ว่าจะรับรองมติที่มีไปก่อนหน้านี้ จากนั้น จะแถลงรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณชน
ด้านนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกป.ป.ช. ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ คดีดังกล่าวได้นำเข้าที่ประชุมป.ป.ช. ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ยังไม่ยืนยันมติชี้มูลความผิด เพราะขั้นตอนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากมีการ ชี้มูลความผิดจริง จะต้องส่งเรื่องต่อให้อัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ส่วนปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริตในตำแหน่ง หนึ่ง และปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งใหม่ จะส่งผล ให้ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องตีความ ถ้าอัยการสูงสุดยื่นฟ้องไปยังศาล ทางศาลจะพิจารณาว่าบุคคล ดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใด จึงบอกไม่ได้ว่า หากชี้มูลนายนิพนธ์จริง นายนิพนธ์จะต้องพ้นจากรัฐมนตรีหรือไม่
มท.2 แจงยิบปมเบรกจ่ายค่ารถ
นายนิพนธ์ ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2556 ก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา มีการประกาศจัดหารถซ่อมทาง วงเงิน 52 ล้านบาท และในการประมูลมีผู้ยื่นประมูล 2 ราย ได้แก่ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นประมูล 50,850,000 บาท และบริษัท เอส พี เค ออโต้เทค จำกัด ยื่นประมูล 50,900,000 บาท ผลปรากฏว่าบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่า 50,000 บาท ขณะนั้นได้รับข้อมูล ร้องเรียนว่าทั้ง 2 บริษัท มีการทุจริต ต่อมา ยังตรวจสอบได้ว่าทั้งสองบริษัทมีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อยื่นประมูลงานอีกด้วย
วันที่ 31 พ.ค.2556 นายก อบจ.สงขลา ขณะนั้น ได้ลงนามสัญญาซื้อรถซ่อมทางอเนกประสงค์กับบริษัท พลวิศว์ฯ กำหนด ส่งมอบรถภายใน 180 วัน และวันที่ 7 มิ.ย.2556 หลังจากลงนามสัญญาซื้อรถได้เพียง 7 วัน นายก อบจ.สงขลาขณะนั้น ประกาศลาออก และวันที่ 4 ส.ค.2556 มีการจัดเลือกตั้ง นายก อบจ.สงขลา ปรากฏว่า ตนได้รับการเลือกตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 28 ส.ค.2556
ถูกร้องฮั้วประมูล-ล็อกสเป๊ก
นายนิพนธ์กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 8 ต.ค.2556 บริษัท พลวิศว์ฯ ส่งมอบรถ ตามสัญญากับ อบจ.สงขลา โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ อบจ.สงขลา ได้ทดสอบและตรวจรับรถใน วันที่ 9 ต.ค.2556 ซึ่งเป็นการทดสอบระบบต่างๆ ของรถว่าใช้งานได้จริงตามวัตถุประสงค์ หรือไม่ และใช้เวลากว่า 90 วัน กองช่าง จึงรายงานผลการทดสอบ ในวันที่ 9 ม.ค.2557
วันที่ 21 พ.ย.2556 ระหว่างที่ผลการทดสอบตรวจรับรถยังไม่เสร็จสิ้น บริษัท ไทยวินเนอร์ ทรัค จำกัด ได้ร้องเรียนไปยังผู้ว่าฯสงขลา ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 15 ป.ป.ช.และตนในฐานะนายก อบจ.สงขลา ถึงความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อว่ามีการฮั้วประมูลและล็อกสเป๊ก ซึ่งเป็นการดำเนินการจัดซื้อก่อน ที่ผมจะมารับตำแหน่ง จึงต้องตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่าการจัดซื้อรถดังกล่าวถูกต้องตามระเบียบและตามข้อร้องเรียนหรือไม่ เพื่อไม่ให้ทางราชการเสียหายและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ อบจ.สงขลาได้จัดซื้อรถดังกล่าวไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 1 คัน และครั้งนี้จัดซื้อครั้งที่ 3 ในรอบ 1 ปี อีก 2 คัน รวมเป็น 4 คัน
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง
ในวันที่ 7 ม.ค.2557 รองผู้ว่าฯสงขลา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าฯสงขลา ได้มีหนังสือ ถึงตน ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ตนจึง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และวันที่ 5 มิ.ย.2557 ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ว่าฯสงขลามีหนังสือถึง อบจ.สงขลา ขอให้จ่ายเงินให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ แต่ก็ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความไม่โปร่งใสในการประกวดราคาซื้อรถครั้งนี้ด้วย
“ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อการตรวจสอบของคณะกรรมการยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ควรรอผลตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนชำระเงินให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ เพราะหากอนุมัติจ่ายเงินไปแล้ว ผลการตรวจสอบออกมาว่าการจัดซื้อไม่ชอบ การประมูลเป็นโมฆะ จะทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก ยากจะเรียกเงินคืนเพราะบริษัท พลวิศว์ฯ มีทุน จดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท อีกทั้งหากอนุมัติให้จ่ายเงิน ผมอาจถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้” นายนิพนธ์กล่าว
สรุปมีเจตนาไม่สุจริต-เป็นโมฆะ
นายนิพนธ์กล่าวว่า วันที่ 25 ก.ค.2557 คณะกรรมการรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่อบจ.สงขลากำหนดและเห็นว่า การประกวดราคาและการจัดซื้อรถ มีเจตนาไม่สุจริต เป็นการสมยอมกันในการเสนอราคา ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ผลคือการประกวดราคาและการจัดซื้อรถ จึงเป็นโมฆะ และอบจ.สงขลา ได้นำผลการสอบสวนของคณะกรรมการ รายงานให้ศาลปกครองพิจารณา แล้ว อีกทั้ง อบจ.สงขลาได้นำผลรายงาน การสอบสวนดังกล่าวให้จ.สงขลา ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 15 และป.ป.ช.ทราบแล้ว
นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ออสเตรเลีย หลักฐานจากนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย เป็นต้น ที่รับรองไว้แล้วว่า บริษัท คู่เทียบเอกชนในการจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว ไม่มีตัวตนอยู่จริง และจากกรณีปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว อบจ.สงขลา ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่สภ.เมืองสงขลาแล้ว และส่งหลักฐานบางส่วนให้แก่ป.ป.ช. ไปแล้วระหว่างการไต่สวน
“ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการทุจริต และขอให้ป.ป.ช.แถลงอย่างเป็นทางการก่อน ผมจะแถลงรายละเอียดอีกครั้ง และจะนำเอกสารทั้งหมดที่ได้มาจากต่างประเทศมาเปิดเผยด้วย ผมพร้อมสู้คดีให้ถึงที่สุด” นายนิพนธ์กล่าว
ฟันอบจ.ลำพูนทุจริต
รายงานข่าวจากป.ป.ช. เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้พิจารณากรณีแจ้งข้อกล่าวหา นายนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายกอบจ.ลำพูน กับพวก รวม 18 ราย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการดำเนินโครงการป้องกันผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 โดยจัดซื้อชุดของใช้ประจำวัน (Care Set) ในราคาสูง เมื่อพิจารณาแล้วจึงมีมติชี้มูลความผิดนายนิรันดร์ กับพวก รวม 15 ราย ส่วนอีก 3 คน ได้ถูกกันไว้เป็นพยาน
ผู้ที่ถูกป.ป.ช.ชี้มูล 15 ราย ประกอบด้วย นายนิรันดร์ มีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนผู้บริหาร อบจ.ลำพูน รองนายกอบจ. ปลัดอบจ. รวม 9 ราย มีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, เอกชน 3 ราย มีความผิดอาญา, เจ้าหน้าที่ อบจ.อีก 2 ราย มีความผิดวินัย ไม่ร้ายแรง
ภายหลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้ว ในคดีอาญาจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการเพื่อ ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนความผิดทางวินัย ป.ปช.จะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษทางวินัยต่อไป
‘ศรีสุวรรณ’ยื่นฟันอดีตผบ.ทร.
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องพร้อมพยานหลักฐานต่อป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนและวินิจฉัย เอาผิดอดีตผบ.ทร.ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณี จัดทำหรือสั่งการให้ดำเนินโครงการต่างๆ รวม 14 โครงการ มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท อาจขัดระเบียบของทางราชการ ไม่โปร่งใส และอาจเข้าข่ายทุจริต อีกทั้งพยายามจะให้แต่ละโครงการดำเนินการให้เสร็จก่อนวันที่ 30 ก.ย. ชี้ช่องให้เห็นข้อพิรุธมาก ได้แก่
1.โครงการจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเล (MPA) วงเงิน 14,000 ล้านบาท 2.โครงการจัดหาระบบค้นหาเป้าหมายทางบก 649 ล้านบาท 3.โครงการจัดหายานล่าทำลายทุ่นระเบิดแบบเคลื่อนที่ทดแทนยาน Pluto Plus ของเรือ ลทฝ. ชุด ร.ล.ลาดหญ้า 150 ล้านบาท
ทำ 14 โครงการเข้าข่ายทุจริต
4.โครงการจัดหาเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LPD) 5,500 ล้านบาท 5.โครงการจัดหาระบบควบคุมการยิงพร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 2 ระบบ 456 ล้านบาท 6.โครงการบ้านพักรับรองผบ.ทร. 112 ล้านบาท และระบบรักษาความปลอดภัย 20 ล้านบาท 7.โครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ สอ.รฝ. 51 ล้านบาท 8.โครงการถวายภัตตาหารเพลพระภิกษุ สามเณร วัดโมลีโลกยารามวรวิหารต่อเนื่อง 700 วัน 20,000 บาทต่อวัน หรือ 14 ล้านบาท 9.โครงการไตรกีฬา 95 ล้านบาท
10.โครงการก่อสร้างอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมข้าราชการ กองทัพเรือ 11.โครงการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ 35 ล้านบาท 12.โครงการคัดเลือกผู้ช่วยทูตทหารเรือ และรองผู้ช่วยทูตทหารเรือ 13.โครงการจัด ซื้อจัดซื้อยานเกราะจากประเทศจีน 405 ล้านบาท และ 14.โครงการก่อสร้างประตูทางเข้ากองทัพเรือ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการมีหนังสือเร่งรัดไปยังประเทศจีนในโครงการจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำ 3 ลำ ที่สมาคมเคยร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้วด้วย
นายกฯเผยปรับครม.เก้าอี้เดียว
ส่วนกระแสข่าวการนำชื่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทูลเกล้าฯ เป็นรมว.คลังคนใหม่แล้วนั้น
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า สื่อบอกเองว่าเป็นกระแสข่าวปล่อยหรือเปล่า เดี๋ยวรอ สักหน่อย ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้น วันนี้ทำงานโครมๆ ถ้าใครเข้ามาก็มาสานต่อ ซึ่งต้องใช้เวลาทำหลักฐานให้เคลียร์ตัวเอง ก่อนนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นก็ทำเรื่องเพื่อขอเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ตามขั้นตอน ไม่ใช่ตั้งวันนี้แล้วได้เลย และยืนยันเป็นการปรับตำแหน่งเดียว พูดหลายครั้งแล้ว ไม่มีเผื่อ
ไม่ปฏิเสธ‘อาคม’นั่งขุนคลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันว่าเป็นนายอาคม ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเลี่ยงว่า รอหน่อย ไม่ได้หรือ ต่อข้อถามว่าแสดงว่าขณะนี้ได้ทูลเกล้าฯ แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ใช่สิๆ ผมเป็นคนเซ็นเอง ก็รอดู” ผู้สื่อข่าว ว่าเป็นชื่อนายอาคม ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าก็รอฟัง
ต่อข้อถามว่าขณะนี้นายอาคมเคลียร์และตรวจสอบคุณสมบัติตัวเองเรียบร้อยแล้ว ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เคลียร์ ไปไหน ที่ตนพูดไม่ได้หมายถึงนายอาคม คนเดียว แต่พูดถึงทุกคนที่จะมาเป็น สื่ออย่าเหมารวม ผู้สื่อข่าวถามว่าใช่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง หรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธว่า เขาไม่เป็น เมื่อถามว่าตอนนี้รมว.คลังมีชื่อเดียวใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “พูดสามรอบแล้ว จะมาหลอกล่อฉัน”
รายงานข่าว เปิดเผยว่า มีความชัดเจนแล้วว่าชื่อรมว.คลังคนใหม่คือนายอาคม
เผยสเป๊กผู้ว่าฯกทม.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า ยังไม่ได้จัดการเลือกตั้งเลย จะเลือกอะไรยังไม่รู้ ตนยังไม่เห็นจะให้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หรือเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเลือกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อาจจะ เป็นอันดับแรก ขึ้นอยู่กับครม.พิจารณาร่วมกัน การเลือกตั้งประเภทอื่นๆ ทยอยเป็นลำดับไป เมื่อทุกคนบอกว่าการเลือกตั้งต่างๆ ทำให้ ทุกอย่างดีขึ้น ก็ค่อยๆ ทยอยเลือกกันไป
ต่อข้อถามว่ามีแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.ในใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้ามีคนในใจแต่ประชาชนเขาไม่เลือก แล้วจะมีไว้ทำไม ผู้สื่อข่าวถามว่าสเป๊กผู้ว่าฯกทม. ควรเป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องเป็นคนดี คนบริสุทธิ์ ทำงานโปร่งใส มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด ประชาชนพอใจ มีความสุข รวมถึงการทำงาน เมื่อรัฐบาล ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เข้ากันในสิ่งที่เอื้อประโยชน์ ตนไม่ต้องการ ตรงนั้น ตนต้องการหาคนที่ทำงานให้กับประเทศอย่างแท้จริง และมีความเข้มแข็งเพียงพอจะทำงานในช่วงนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. มีสเป๊กครบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ยินข่าวว่าจะไปสมัครผู้ว่าฯกทม. แต่ยังไม่ถึงเวลา ต้องดูกันไปก่อน เมื่อถามว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ เหมาะสมลงชิงผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องถามประชาชน ส่วนตนเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งก็จะไปเลือกเอง เลือกใน 1 คะแนนเสียง และไม่ใช่ว่าตนไปเลือกเขาแล้วเขาจะได้เสียเมื่อไร เช่นเดียวกับ ส.ส.ก็เหมือนกัน มาจากประชาชนเลือกเข้ามา เลือกดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกัน
‘บิ๊กป้อม’เผยมี 10 ชื่อติดโผชิง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาบุคคลเพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า สื่ออยากจะรู้ทำไม ยังไม่ต้องรู้ เดี๋ยวก็รู้
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐวาง บุคคลที่จะลงสมัครแล้วหรือยัง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มีแล้ว 10 คน มีเยอะเลยที่มีคุณสมบัติเด่น ก็อยู่ในใจทั้ง 10 คน ต่อข้อถามว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ อยู่ใน 10 รายชื่อด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ จำไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคุณสมบัติเด่นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แล้วสื่อว่ายังไง ต้องไปถามเขาดู เพราะยังไม่ได้ คุยกัน
เมื่อถามถึงกระแสข่าวเป็นผู้ประสานพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้หลีกทางสนามผู้ว่าฯกทม. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่มี ไม่เคยคุยเรื่องนี้ ไปเอาที่ไหนมา บ้าหรือ ผมจะไปคุยได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องสิทธิของบุคคล สื่อถามอย่างนี้ถามให้ทะเลาะกัน ส่วนที่บอกว่าเป็นรายงานข่าว ใครเป็นคนรายงาน ให้บอกชื่อมา พูดกันไปเรื่อย จะให้ผม ไปทะเลาะกับคนได้อย่างไร ยืนยันว่าไม่มี”
‘บี’ยอมรับเคยคุยกับ‘บิ๊กแป๊ะ’
ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือว่าจะส่งผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ และจะส่งใคร หรือหากไม่ส่ง จะมีแนวทางอย่างไร เช่น สนับสนุนผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่มีแนวทาง ใกล้เคียงกับพรรคพลังประชารัฐ หากเขาลงสมัครอิสระ พรรคจะพิจารณาว่าถ้าสนับสนุนแล้วจะได้เป็นผู้ว่าฯกทม. หรือไม่ และดูว่าเป็นเครือข่ายกันหรือไม่และจะสนับสนุนในแนวทางใด ขณะนี้พูดคุยกันอยู่ ทั้งอยาก ให้ลงในนามพรรค หรือจะลงเป็นแนวร่วม เราต้องดูทั้งจังหวะ ระเบียบ ข้อบังคับ และความเหมาะสมประกอบกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ รวมอยู่ด้วยหรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ต้องไปดูว่ามีความสนใจจริงหรือไม่ ยอมรับว่าเคยทำงานร่วมกันและพูดคุยกันบ้าง ตามประสาพี่น้อง แต่จะสรุปแบบไหนอย่างไรให้รอดูมติพรรค และการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เป็นหลักว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกทม.จะเป็นอย่างไร
ถ้าส่ง-หนุนผู้สมัครอิสระต้องชนะ
ต่อข้อถามว่าผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ จะต่อสู้กับนายชัชชาติ ได้หรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคหลักของรัฐบาล จะตัดสินใจอย่างไรต้องมั่นใจ คนที่เราส่งจะต้องมีศักยภาพแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และปัญหาน้ำท่วม ให้ชาว กทม.ได้เป็นอย่างดี ต้องหาคนที่มีความสามารถ ตั้งใจและพร้อมปรับตัวตลอดเวลา ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนหลักของรัฐบาล หากสนับสนุนใครหรือส่งใคร ต้องมั่นใจว่าจะชนะ
เมื่อถามว่าจะต้องพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก่อนส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ทุกพรรคมีความหวังและตั้งใจจะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องมาคุยกันว่าแต่ละพรรคมีมติอย่างไร เพราะทุกพรรคมีเงื่อนไขและแนวทางหาผู้ว่าฯ กทม. แตกต่างกัน หากเข้ากันได้ก็ต้องมาคุยกัน หากมีความจำเป็นตามแนวทางประชาธิปไตย ถ้าไม่มีทางเลือก ก็ต้องลงสมัครแข่งขันกัน ถือเป็นเรื่องปกติ
‘อนุชา’ยันไม่ซูเอี๋ยพรรคร่วม
นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า มีคนมาขออาสาลงสมัครผู้ว่าฯกทม.กับหัวหน้าพรรคจำนวนมาก เชื่อว่าจะนำมาพูดคุยกันในที่ประชุมผู้บริหารของพรรคก่อน ส่วนจะประชุมช่วงไหนนั้น ยังไม่มั่นใจเพราะผู้ว่าฯกทม.ยังอีกนาน หลังเลือกตั้งอบจ. และท้องถิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่ามีชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ด้วยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ทราบ
เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องพูดคุยกันเพื่อหลีกทางในการส่งผู้สมัครให้กันหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลคงไม่คุยกัน เพราะเรื่องผู้ว่าฯกทม. ไม่มีพรรคไหนเขาคุยกัน
2 พท.ไม่นั่งอนุกก.แก้รธน.
นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติรับหลักการ 6 ฉบับ เชิญให้เป็นอนุกรรมการเพื่อศึกษาข้อกฎหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนตอบปฏิเสธเพราะเมื่อพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านปฏิเสธร่วมเป็นกมธ. ตนคงไปร่วมไม่ได้ ทราบว่านายชัยเกษม นิติสิริ ก็ปฏิเสธเช่นกัน
อยากตั้งข้อสังเกตว่า กมธ.ส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ เป็นส.ส. ส.ว.รู้เรื่องรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องมาศึกษากันมาก การตั้งกมธ.ชุดนี้เหมือนการซื้อเวลามากกว่า ไม่จริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ แสดงออกว่ารัฐบาลไม่อยากรับผิดชอบ ปล่อยให้เป็นภาระของพรรคร่วมรัฐบาล และส.ว. ตนทราบว่าที่อยากเชิญพวกเราไป เพื่อขอความคิดเห็นและฟันธงว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ แก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ จะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
อยากฝากบอกว่าอย่าไปตื่นเต้นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยดังกล่าว เกิดขึ้นตอนใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว ถ้าจริงใจจะแก้ก็ทำไปเลย คงไม่ต้องทำประชามติ 3-4 ครั้ง ทำแค่ 2 ครั้งเท่านั้น หนึ่งตอนแก้ 256 ตั้งส.ส.ร. สองเมื่อส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ
แนะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า การตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นการประวิงเวลา และทำให้สังคมขัดแย้ง ส่วนที่ประเมินว่าเพื่อหวังผล ต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลนั้น ตนไม่ต้องการให้รัฐบาลมองว่าการจะอยู่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ เพราะหากรัฐบาลทำดี ประชาชนไม่ว่าอะไร แต่ต้องยอมรับว่าประชาชนเดือดร้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐบาล คิดได้ ไม่ควรนำสังคมไปสู่ความขัดแย้ง ตนเห็นว่าควรให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณารับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.
พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยที่รัฐสภาตั้งกมธ.ดังกล่าว เพราะมองว่าเป็นการประวิงเวลา แต่ยังเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งให้สังคม มีนายกฯ และส.ว.เป็นศูนย์กลาง เพราะประเด็นข้อเสนอให้ทำประชามติก่อนรับหลักการนั้น กลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดชัดเจนว่า ต้องทำประชามติก่อนหากแก้ไขในเรื่องที่กำหนดไว้ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อเวลา ส่วนข้อถกเถียงในรายละเอียด สามารถพูดคุยกันได้หลังรับหลักการและตั้งกมธ.ร่วมกันของรัฐสภา ส่วนแนวทางทำประชามตินั้น เห็นด้วยว่าควรมี หากเป็นประเด็นที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น คือ การประวิงเวลาสร้างความขัดแย้ง
‘สุรพล’บี้กกต.คืนสิทธิส.ส.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อกกต. ขอให้ทบทวนการให้ใบส้ม และคืนสิทธิการเป็นส.ส.ให้กับตนเอง หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยกฟ้องในคดีที่กกต. ขอให้ศาลพิจารณา สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครและให้นายสุรพลชดใช้ค่าเสียหายจัดการเลือกตั้งใหม่ จากกรณีมอบเงิน ส่วนตัว 2,000 บาท ทำบุญวัดที่อยู่ใกล้บ้าน
นายสุรพลกล่าวว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว แสดงว่าสิ่งที่กกต.ปฏิบัติกับตน ถือว่าขาดความเที่ยงธรรมและยุติธรรม การที่กกต.อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 225 ว่าการวินิจฉัยของกกต.ถือเป็นที่สุดนั้น อย่าลืมว่าในบทบัญญัติดังกล่าว กำหนดว่าการวินิจฉัยของ กกต.ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม แต่สิ่งที่กกต.ทำในคดีนี้ กลับเร่งรีบวินิจฉัย ใบส้มที่ให้ จึงถือเป็นโมฆะ
ด้านนายปกป้อง กลับวิเศษ ทนายความ กล่าวว่า หากกกต.เพิกเฉยก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แม้กฎหมายจะไม่ได้เขียนแน่ชัดว่าให้กกต.ทบทวนได้ แต่การกระทำนั้น มันถึงที่สุดและถูกลบล้างไปแล้ว น่าจะยึดกฎหมายพื้นฐานทั่วไป
‘สุชาติ’แจงมิตซูฯลดลูกจ้าง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีมีการเผยแพร่ภาพพนักงานมิตซูบิชิ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้กอดคออำลาครั้งสุดท้าย เนื่องจากบริษัทเสนอโครงการสมัครใจลาออกว่า จากการตรวจสอบข้อ เท็จจริงของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี พบว่า บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ เอเซีย จำกัด จ.ชลบุรี ซึ่งผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อน สาเหตุที่บริษัทปรับลดจำนวนลูกจ้าง เนื่องจากมีคำสั่งซื้อลดลงจากผลกระทบโควิด-19
โดยมีประกาศโครงการให้ลูกจ้างสมัครใจลาออก จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าชดเชย ตามกฎหมายและเงินเพิ่มพิเศษมากกว่ากฎหมายกำหนด ต่ำสุดได้รับคนละ 16 เดือน สูงสุดได้รับคนละ 37 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. มีลูกจ้างสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 970 คน จากทั้งหมด 2,400 คน เกินกว่า เป้าหมายที่บริษัทอนุมัติให้สมัครใจลาออก 686 คน บริษัทได้จ่ายเงินค่าช่วยเหลือพิเศษและเงินเพิ่มพิเศษให้กับลูกจ้างแล้ว 560 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่พนักงานสมัครใจลาออกจำนวนมาก เนื่องจากบริษัทจ่ายค่าชดเชย เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นแรงจูงใจ
ส่วนกรณีมีข่าวบริษัทพานาโซนิค แอ็พ ไลแอ็นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม ตรวจสอบพบว่าปัจจุบันบริษัทพานาโซนิคได้ย้ายฐานการผลิตไปแค่เครื่องซักผ้ากับตู้เย็น เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าทางธุรกิจ เนื่องจากเวียดนามมีค่าแรงถูกกว่าไทย ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่สงบนิ่ง ปัจจุบันกลุ่มพานาโซนิคยังมีโรงงานอยู่ในไทย อีก 18 โรงงาน และยังใช้แรงงานกว่า 10,000 คน โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น เครื่องเสียง โทรทัศน์ แผ่นพิมพ์วงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ซึ่งทั้งหมดยังคง เดินสายการผลิตที่ประเทศไทย
‘บิ๊กบี้’ยกเครื่องทีมโฆษกทบ.
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. รายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ได้ปรับเปลี่ยน ทีมโฆษกกองทัพบก โดยให้ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสนาธิการทหารบก เป็นโฆษกกองทัพบกคนใหม่ แทน พ.อ.วินธัย สุวารี ที่จะปรับไปเป็นทีมงานโฆษก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลมาดำรงตำแหน่งโฆษกทบ. เพื่อให้เป็นเหมือนกับกองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ที่มีโฆษกเป็นชั้นนายพล ขณะที่พ.อ.วินธัย จะเป็นทีมงานสนับสนุนข้อมูลทีมโฆษกทบ.แทน เนื่องจากได้ทำงานในตำแหน่งโฆษกมานานเกือบ 10 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังตั้งทีมโฆษกเป็นทหารหญิงทั้งหมด ประกอบด้วย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง เป็นรองโฆษก ทบ., ร.อ.หญิง กัญญ์ณณัฐ พรนิพัทธ์กุล เป็นผู้ช่วยโฆษกทบ. ซึ่งมีดีกรีเป็นอดีตรองอันดับ 1 ในเวทีประกวดนางสาวนครศรีธรรมราช และเคยร่วมประกวดนางสาวไทยด้วย พ.ต.หญิง พัชรินทร์ บุศยกุล เป็นผู้ช่วยโฆษก ทบ., พ.ต.หญิง จุฑาทิพย์ วุฒิรณฤทธิ์ เป็นผู้ช่วยโฆษก ทบ., พ.ต.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม เป็นผู้ช่วยโฆษก ทบ. และพ.ต.หญิง นุชระวี แจ่มจำรัส เป็นผู้ช่วยโฆษก ทบ.