วิษณุชี้ทำควบได้
ประชามติ-อบจ.

‘บิ๊กแดง’ บวชแล้ว ผบ. เหล่าทัพแห่ร่วมพิธี ‘วิษณุ’ ชี้เป็นไปได้ ทำประชามติแก้รธน.ควบเลือกตั้งท้องถิ่น ‘สมชัย’ เตือนระวังนับวันผิด เลือกตั้งอบจ.อาจโมฆะ ระบุต้องจัดไม่เกิน 5 ธ.ค. เพื่อไทยให้ส.ส.พื้นที่เฟ้นคนสมัครแล้วส่งให้กรรมการบริหารพรรคไฟเขียว ถ้าตกลงกันไม่ได้อาจส่งในนามอิสระ ‘เรืองไกร’ ร้องกกต.สอบเพื่อไทย ประชุมกก.บห.ส่อขัดข้อบังคับพรรค ‘ชูศักดิ์’ ยัน ถูกกฎเป๊ะ ปชป.มั่นใจคดีส.ส.ถือหุ้นสื่อผ่านฉลุย ญาติวีรชนบุกปชป. จี้ถอนตัวจากรัฐบาล เพื่อให้สภาเลือกนายกฯคนใหม่

‘ชวน’ขอศึกษาคำสั่งเรียกโมฆะ

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับรัฐสภา จึงขอเวลาดูว่าจะมีผลต่อการทำงานของกมธ.อย่างไรบ้าง และต้องตรวจสอบอีกว่ากมธ.กี่ชุดที่ใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ต่อไป

นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานกมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญและระเบียบของสภา กำหนดหน้าที่ของกมธ. ไว้เพียงการศึกษาและสอบข้อเท็จจริง ดังนั้น เนื้อหาของการทำงานไม่ใช่การชี้ผิดหรือชี้ถูก การกำหนดบทบัญญัติลักษณะเชิงบังคับไว้ในพ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ถือเป็นคนละเรื่อง อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญอาจ มองว่ากลไกของกมธ. ตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ควรใช้เพื่อทำร้ายกันทางการเมือง

‘วิษณุ’ชี้ไม่กระทบกลไกกมธ.

นายอนันต์กล่าวว่า สำหรับ 3 มาตราที่ ศาลวินิจฉัยว่ามีปัญหากับรัฐธรรมนูญ ถือว่าไม่สามารถใช้บังคับได้ แต่มาตราอื่นๆ ในพ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ จะยังมีผลต่อไปหรือ ไม่นั้น ยอมรับว่า กมธ.กิจการสภา ไม่เคยหารือเรื่องนี้ จากนี้ตนจะหารือกับวิปรัฐบาล ฝ่ายกฎหมายของกมธ. และฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภา เพื่อให้ได้คำตอบและแนวทางปฏิบัติของการทำงานในกมธ. ต่อไป

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากนี้กมธ.ของทั้ง ส.ส.และส.ว. ยังคงสามารถเรียกบุคคลต่างๆ เข้ามาชี้แจงได้ ตามมาตรา 129 และประสิทธิภาพการทำงานของกมธ.ไม่ได้ลดลง และผู้ที่ไม่มาจะไม่ได้รับโทษทางอาญา เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ เพราะกฎหมายดังกล่าวออกตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการทำให้กลไกของรัฐสภาลดน้อยลง เพราะเวลาที่กมธ.เรียกให้ไปชี้แจง รัฐบาลก็ไป ทุกครั้ง หากไปไม่ได้จะส่งตัวแทนไป เพราะอำนาจการเรียกของกมธ. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดโทษทางอาญาสำหรับคนที่ไม่ไปเท่านั้น การเรียกบุคคลมาชี้แจงจึงยังทำได้เช่นเดิม แต่ไม่สามารถดำเนินคดีทางอาญาได้เท่านั้น

ทำประชามติรธน.ควบลต.ได้

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงกรณีกมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติรับหลักการ 6 ฉบับ ระบุว่าหากมีการ แก้รัฐธรรมนูญและต้องทำประชามติ ซึ่งสำคัญกว่าอาจทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเลื่อนออกไปว่า อย่างแรกต้องตัดสินใจก่อนว่า หากแก้แล้ว รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติกี่ครั้ง หากทำประชามติเพื่อถามกรอบของการแก้ไขก่อนลงมือแก้ไข ส่วนนี้อาจไม่ยุ่งยาก แต่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ตามมาตรา 256 ระบุว่า เมื่อรัฐสภาได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องนำไปให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งคงทำซ้ำซ้อนกับอย่างอื่นไม่ได้ จะต้องออกเสียงเป็นไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยประชามติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เข้าสู่สภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถทำประชามติพร้อมกับเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อให้ประหยัด งบประมาณได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ต้องถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนมองเห็นปัญหาเหมือนกัน แต่ต้องให้กกต.เป็นคนยกขึ้นมา วันที่ 6 ต.ค. เลขาธิการกกต. ชี้แจงต่อที่ประชุมครม. ซึ่งนายกฯ ไม่มีข้อสั่งการอะไรพิเศษ

‘เทพไท’เชื่อประชาชนไม่สับสน

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า กกต. จัดลงคะแนนในวันเวลาเดียวกัน ทั้งเลือกตั้งท้องถิ่นกับการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญได้ เพื่อประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย 3-4 พันล้านบาท และบุคลากรจัดเลือกตั้ง สามารถใช้จุดลงคะแนนในสถานที่เดียวกัน เพียงแต่ใช้วิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จัดแยกเต็นท์ แยกคูหาการลงคะแนน และหีบสำหรับหย่อนบัตรออกจากกันให้ชัดเจนได้ เชื่อว่าประชาชนไม่สับสน จึงอยากเสนอให้กำหนดวันลงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งอบจ.ในทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ ที่ต้องจัดให้ลงประชามติเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งเทศบาลนคร เทศบาลตำบล อบต.หรือองค์กรปกครองรูปแบบพิเศษ เพราะอปท.เหล่านี้ มีพื้นที่ไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ

“ไม่อยากให้ฝ่ายใดหยิบยกประเด็นการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งท้องถิ่นมาเป็นอุปสรรค ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย โดยต้องชะลอหรือเลื่อนการเลือกตั้ง และการลงประชามติออกไป เพราะกกต.สามารถดำเนินการไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเทพไทกล่าว

‘สมชัย’เตือนระวังนับวันผิด

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. โพสต์เฟซบุ๊กว่า กกต.นับวันผิด เลือกตั้ง อบจ.อาจโมฆะ ข่าวออกมาว่ากกต. อาจกำหนด วันเลือกตั้ง อบจ.เป็นวันที่ 20 ธ.ค โดยเริ่มนับ 60 วัน จากวันที่ครม.มีหนังสือมาถึง กกต. (รู้ล่วงหน้าด้วยว่าหนังสือจะมาถึงหลัง 20 ต.ค.2563) คำถามคือ กกต.นับวันอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ โดยมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น พ.ศ.2562 ระบุว่า ให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากครบวาระ และภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สมาชิกหรือผู้บริหารพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมีขึ้นนี้ จึงถือเป็นเหตุอื่น ที่ต้องเลือกภายใน 60 วัน

ดังนั้น วันเลือกตั้งอบจ.ต้องนับจากวันที่มีเหตุ คือวันที่มีมติ ครม.คือวันที่ 6 ต.ค. ครบ 60 วัน คือวันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันสุดท้าย หาก กกต.เอ้อระเหย รอหนังสือจากครม.มาแล้วค่อยเริ่มนับ 60 วัน คาดว่ามีผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และเตรียมชดใช้ค่าจัดเลือกตั้ง 3,200 ล้านบาท รวมถึงข้อหาประมาทเลินเล่อทำให้ราชการต้องเสียหาย งานนี้บอกล่วงหน้า จะเชื่อสมชัย หรือเชื่อวิษณุ คิดกันเอง

พปชร.ขยับส่งคนชิงอบจ.

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่โรงแรม เซ็นทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน ย่านประตูน้ำ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวก่อนประชุมระดับหัวหน้าภาค 9 ภาคของพรรค เพื่อรับฟังแนวทางส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ. ว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าการเลือกตั้งอบจ. จะช่วงปลายเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นของส.ส.วันนี้อาจยังไม่ได้ ข้อสรุปว่าพรรคจะส่งผู้สมัครอย่างไรและจะส่งครบทั้ง 76 จังหวัดหรือไม่ ต้องรอให้ผู้ใหญ่ประชุมหาข้อสรุปก่อน แต่ถึงแม้จะเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ก็ไม่คิดว่าจะได้เปรียบใคร แต่คิดว่านโยบายของนายกฯ ประชาชนให้การยอมรับและต้องให้เครดิตที่ตั้งใจ แก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจในช่วงเกิดสถานการณ์โควิด

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่หากเปิดตัวช้าและไม่ทันคณะก้าวหน้า ที่จะเปิดตัวผู้สมัครและนโยบายในวันที่ 9 ต.ค. นายสันติกล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึงคณะก้าวหน้าเลย เพราะเราไม่ศรัทธาเลย ไม่อยากพูดถึง เราทำของเราอย่างดีที่สุด ส่วนคนอื่นจะทำอย่างไรเราไม่สนใจ เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคจะให้ความสำคัญในเรื่องนโยบายมากกว่าจะมองว่าคู่แข่งเป็นใครใช่หรือไม่ นายสันติกล่าวว่า เรามองทุกมิติ

‘บิ๊กป้อม’สั่งย้ายที่ประชุมด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมในเวลา 16.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นประธานการประชุม รับฟังแนวทางการเลือกตั้งนายกอบจ. จากหัวหน้าภาคทั้ง 9 ภาค โดยมีแกนนำและส.ส. 40 คน เข้าร่วมประชุม แต่ปรากฏว่าเมื่อผ่านเวลานัดครึ่งชั่วโมง หัวหน้าภาค และแกนนำ แยกย้ายกันออกจากห้องประชุม เนื่องจากได้รับแจ้งจากแกนนำบางคนให้เดินทางไปที่พรรค เพื่อประชุมในวาระที่นัดหมายกันไว้ เพื่อเป็นส่วนตัว โดยไม่มีผู้สื่อข่าวติดตามไปสังเกตการณ์

นายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขาฯ ให้มาประชุม โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และรองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่เป็นประธาน ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นแยกย้ายกันกลับ โดยยังไม่ได้ข้อสรุปที่จะมีการส่งผู้สมัครอบจ.หรือไม่

เพื่อไทยให้ส.ส.ตกลงกันเอง

นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงหลักการส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในนามพรรคเพื่อไทย และในนามอิสระว่า เบื้องต้นต้องฟังเสียง ส.ส.ในจังหวัดนั้นๆก่อน ถ้า ส.ส.เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ส่งรายชื่อมาให้พรรคพิจารณา แต่ถ้าเห็นแตกต่างกัน อาจจะส่ง ในนามอิสระ โดยให้ส.ส.ในจังหวัดนั้นๆ ไปคุยกันว่าจะเอาอย่างไร

ส่วนคนที่ลงอิสระ สามารถใช้โลโก้ของพรรคหาเสียงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมติพรรค แต่ที่ผ่านมา การลงในนามอิสระไม่เคยใช้โลโก้ของพรรคหาเสียง ซึ่งกรรมการจะต้องพิจารณาเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามีที่รักมักที่ชังเกิดขึ้น ที่สำคัญต้องดูระเบียบของ กกต.ด้วย

กุนซือชวนย้ำฉบับไอลอว์จ่อเข้าสภา

ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงการตรวจสอบความถูกต้องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่มีประชาชนเข้าชื่อ 101,827 คนว่า สภาได้รับร่างแก้ไขจากไอลอว์ วันที่ 23 ก.ย. ใช้เวลา 6 วันตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อทั้งหมด พบว่ามีเอกสารถูกต้องครบถ้วน 101,450 คน จึงส่งเรื่องต่อให้กรมการปกครอง ตรวจสอบเรื่องการเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยถูกต้องหรือไม่

ปรากฏว่ามีรายชื่อที่มีหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง 98,824 คน ถือว่าเพียงพอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ใช้รายชื่อ 50,000 คน หลังจากนี้สภาจะทำหนังสือไปยังประชาชน 98,824 คน เพื่อสอบถามว่าจะมีใครคัดค้าน เนื่องจากถูกแอบอ้างชื่อหรือไม่ ใช้เวลาดำเนินการ 30 วัน หรือภายในวันที่ 9 พ.ย.

ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านนั้น จะครบกำหนด 30 วันในการศึกษาของกมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติรับหลักการ 6 ฉบับในวันที่ 23 ต.ค. จึงเชื่อว่าหลังจากเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 1 พ.ย. ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับและฉบับไอลอว์ มีโอกาสนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาพร้อมกันในวาระที่ 1 ส่วนวันเวลาจะเป็นเมื่อใด ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย จะหารือกันอีกครั้ง

กมธ.มึนเลขาฯศาลรธน.

เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุม กมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติรับหลักการ 6 ฉบับ มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน โดยเชิญนาย เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ นางพรพิศ เพชรเจริญ รองเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร ในฐานะรักษาการเลขาธิการสภาเข้าชี้แจง

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะเลขานุการ กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม ซึ่งส.ส. และส.ว.ต่างซักถามในประเด็นปัญหาต่างๆ ต่อเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ได้คำตอบเพียงว่าหากมีข้อสงสัยก็ให้ยื่นร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ส.ว.ยังคงยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้แก้ไขเป็นรายมาตรา ซึ่งสัปดาห์หน้ากมธ.จะมีประชุม 3 วัน ในวันที่ 14-16 ต.ค.

ญาติวีรชนจี้ปชป.ทิ้งรัฐบาล

ที่พรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมการ ญาติวีรชนพฤษภา 35 นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานและคณะ เข้ายื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ขอให้ถอนตัวออกจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้เลือกนายกฯ คนใหม่ในที่ประชุมสภา เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตชาติ โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ รับหนังสือ

นายอดุลย์กล่าวว่า ตนและญาติวีรชน พร้อมสนับสนุนนักศึกษาใน 3 ข้อเรียกร้องเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากนายกฯ แต่ต้องไม่ก้าวล่วง จาบจ้วง ล้มล้างสถาบัน และเชื่อว่าเมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตพรรคประชาธิปัตย์จะช่วยหาทางออกได้ จึงหวังว่าจะเคารพ คำพูดที่ได้ประกาศจุดยืนไว้ วันนี้ได้เวลาแล้วที่จะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะประชาชนมีความหมายมากกว่าการร่วมรัฐบาล เชื่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยถอนตัว จะเปิดทางเลือกรัฐบาลใหม่

“ผมไม่ได้เรียกร้องนายกฯ คนนอก ไม่ได้ต้องการรัฐบาลแห่งชาติ แต่ต้องถอดสลัก ตัวแรกคือพล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออก และเลือกนายกฯ คนใหม่จากคนที่เหลือ ในบัญชีของแต่ละพรรค ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะเป็นประชาธิปไตยแน่นอนอยู่แล้ว โดยที่ยังไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนก็ได้ ไม่เข้าใจทำไมต้องโหนรัฐบาลแห่งชาติ เพราะทุกพรรคมีคนเก่งอยู่แล้ว” นายอดุลย์กล่าว

ปชป.ไม่หวั่นคดีหุ้นสื่อ

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่าน คำวินิจฉัยสถานภาพส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญจากเหตุถือหุ้นสื่อหรือไม่ ใน วันที่ 28 ต.ค. ซึ่งคดีนี้มีส.ส. 64 คน เป็นส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 32 คน ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 21 คน พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 1 คน พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน ส่วนพรรคฝ่ายค้าน 32 คน ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่ 20 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน พรรคเพื่อชาติ 4 คน พรรคเสรีรวมไทย 3 คน พรรคประชาชาติ 1 คน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมทนายความ คดีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ถือหุ้นสื่อ ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกับคณะทนายความ โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานที่ปรึกษา ร่วมในการต่อสู้คดี ทีมทนายความมั่นใจในคุณสมบัติของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

โดยได้นำเสนอพยานหลักฐานครบถ้วนเพื่อชี้ให้เห็นว่าบริษัทของ ส.ส.แต่ละคน ไม่ได้ทำกิจการดังที่กล่าว หลักฐานชัดเจน ในการจดจัดตั้งบริษัทใน สสช.1 และเป็นแบบฟอร์มพื้นฐาน อีกทั้งไม่เคยขออนุญาต จดทะเบียนทำสื่อใด รวมทั้ง บัญชีรายรับ รายจ่าย ไม่มีสินทรัพย์ใดที่เกี่ยวกับกิจการสื่อ และรายละเอียดอื่นๆ ได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อเท็จจริงที่ได้นำเสนอไปอย่างครบถ้วนจึงไม่มีความกังวลใจ เพราะสุดท้ายอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส.ส.พรรคเคารพในผลของคำวินิจฉัย ผลเป็นอย่างไรก็ต้องพร้อมยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในวันดังกล่าว ส.ส.ทุกคนที่เป็นผู้ถูกร้องจะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง

‘เรืองไกร’ร้องกกต.สอบเพื่อไทย

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้แจ้ง ลาออกจากหัวหน้าพรรคเป็นหนังสือ โดยในหนังสืออ้างถึงข้อบังคับและกฎหมายพรรคการเมืองด้วย ต่อมาวันที่ 28 ก.ย. มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แต่พบว่ามีบุคคลที่มิได้เป็นกก.บห.รวมอยู่ด้วย เมื่อตรวจสอบข้อบังคับพรรค พบว่าการประชุมกก.บห. จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับไว้อย่างชัดเจน

ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นจึงมีเหตุต้องร้องให้ กกต.ตรวจสอบ ว่าการประชุมกก.บห.เมื่อ วันที่ 28 ก.ย. ชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ หากไม่ชอบ ผลที่ตามมาจะทำให้การประชุมใหญ่เลือกกก.บห.ชุดใหม่เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ชอบหรือไม่ ตนจึงส่งคำร้องไปทางไปรษณีย์อีเอ็มเอส เพื่อให้ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบต่อไป

‘ชูศักดิ์’ยันจัดประชุมถูกกฎเป๊ะ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรค เพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันประชุมกก.บห. ตนในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคและประธานที่ประชุม ได้เชิญ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรค และเป็นสมาชิกพรรค เป็นกรรมการชุดอื่นๆ ที่พรรคแต่งตั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยแจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบแล้ว และยังมีเจ้าหน้าที่และผู้บริหารพรรคฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมด้วย การประชุมก็ไม่มีวาระพิจารณาเรื่องใดเป็นการลับ เปิดให้สื่อเข้าทำข่าว ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติปกติ ยืนยันว่าการประชุมวันนั้นเป็นไปตามข้อบังคับพรรค ทุกอย่าง และไม่มีผลต่อการจัดประชุมใหญ่

“แปลกใจว่าเหตุใด นายเรืองไกร จึงจ้องจะยื่นเรื่องร้องเรียน ส.ส.ของพรรค และพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ของพรรคให้เข้ามาช่วยงาน และพรรคไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ กับนายเรืองไกรโดยเฉพาะเรื่องนี้ ผมเห็นว่าไม่มีประเด็นต้องร้องเรียนด้วย” นายชูศักดิ์กล่าว

พระใหม่ – พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. อุปสมบทเป็นพระสงฆ์วัดหงส์รัตนาราม เขตบางกอกใหญ่ กทม. วัดเดียวกับพระจักรทิพย์ ชัยจินดา ที่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์หลังเกษียณ เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

‘บิ๊กแดง’บวช-ได้ฉายา‘อภิรตโน’

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองเลขาธิการพระราชวัง ซึ่งเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผบ.ทบ.ได้ 8 วัน เข้าสู่พิธีอุปสมบท ที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยมี พระจินตชโย หรือ ‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ที่บวชวัดเดียวกันนี้หลังเกษียณอายุราชการได้ 2 วัน พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทสส. พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และนายทหารที่ใกล้ชิด ร่วมอนุโมทนาบุญ

พล.อ.อภิรัชต์ ได้ฉายาว่า “อภิรตโน” แปลว่า ผู้มีพระรัตนตรัย ซึ่งการอุปสมบทครั้งนี้ต้องกราบขอพระบรมราชานุญาตก่อน เนื่องจากเป็นข้าราชการในพระองค์

สำหรับวัดหงส์รัตนาราม เป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยกรุงธนบุรี ในการเตรียมกำลังต่อสู้กับข้าศึกและ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในการทำพิธีก่อนออกศึกสงคราม จนเป็นสัญลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นวัดที่ทหาร ตำรวจ ให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง

ที่ผ่านมา มีนายทหารที่เป็นอดีตผบ.เหล่าทัพ อุปสมบทหลังเกษียณอายุราชการ เช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และอดีตผบ.ทบ. และพล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีตผบ.ทร. ที่ร่วมในเหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 ภายใต้การนำของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน