อ้างไม่เกี่ยว926บัญชี
สนามชิงอบจ.เริ่มเดือด
ขั้วรัฐ-ฝ่ายค้านจัดทัพดุ
‘ตู่-นันทิดา’สู้ศึกปากน้ำ
ทวิตเตอร์ระงับ 926 บัญชีขบวนการไอโอเชื่อมโยงทหาร หนุนกองทัพไทย- รัฐบาล โจมตีการเมืองฝ่ายตรงข้าม-คนคิดต่าง ทีมโฆษกกองทัพบกดาหน้าโต้ อ้างใช้ทวิตเตอร์แค่ประชาสัมพันธ์งานเท่านั้น เพื่อไทย ก้าวไกลซัดเข้าข่ายยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน กกต.ล็อกปฏิทินเลือกตั้งอบจ.วันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค. พปชร.ถก 15 ต.ค.เคาะชื่อผู้สมัคร หนุน‘ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย’ชิงนายกอบจ.ปากน้ำในนามอิสระ ปชป.นัดวางตัว 18 ต.ค. พรรคร่วมฝ่ายค้านจ่อถกแนวทางร่วมมือเพื่อประชาธิปไตย คณะก้าวหน้าเปิดตัว 32 ว่าที่ผู้สมัคร
ทวิตเตอร์แบนไอโอทหาร
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. เว็บไซต์ของทวิตเตอร์ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ 5 ประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการด้านข่าวสาร หรือไอโอ โดยบัญชีที่พบมีพฤติกรรมเผยแพร่แนวคิดสนับสนุนทหารและรัฐบาล รวมทั้งโจมตีฝั่งตรงข้ามทางการเมือง ได้แก่ อิหร่าน ซาอุดี อาระเบีย คิวบา ไทย และรัสเซีย ซึ่งหลังการตรวจสอบ ทวิตเตอร์ได้ระงับบัญชีที่เกี่ยวกับรัฐบาลของทั้ง 5 ประเทศอย่างถาวร ทั้งหมด 1,594 บัญชี ด้วยสาเหตุละเมิดนโยบายที่ทวิตเตอร์บังคับใช้
จากการตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ทวิตเตอร์ตรวจพบเครือข่ายที่มีข้อมูลเพียงพอและน่าเชื่อถือ จนสามารถเชื่อมโยงได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพบก(ทบ.)ไทยทั้งหมด 926 จากบัญชีทั้ง 1,594 บัญชีของ 5 ประเทศ โดย 926 บัญชีที่พบมีกิจกรรมที่เป็นการกระจายเนื้อหาที่สนับสนุนกองทัพไทยและรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมโจมตีฝั่งตรงข้ามทางการเมือง
ทวิตเตอร์ได้แบ่งปันข้อมูลที่พบให้แก่กลุ่มสังเกตการณ์บนอินเตอร์เน็ตแห่งสแตนด์ฟอร์ด เพื่อการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างเป็นอิสระ และมีการทำงานร่วมกับเครือข่ายอุตสาหกรรม หน่วยสืบสวนคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และองค์กรพีซดาต้า ที่ทำงานด้านการตรวจสอบหน่วยงานข่าวปลอมโดยเฉพาะ ซึ่งพฤติกรรมการใช้งานบัญชีลักษณะดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงของแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ นอกจากนี้การแทรกแซงโดยรัฐถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงต้องเปิดเผยให้สาธารณชนในโลกทราบ
กองทัพบกแจงไร้บัญชีอวตาร
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะโฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ในสื่อโซเชี่ยลทั้งหมดที่กองทัพบกใช้นั้น ยืนยันว่าใช้เพื่อประชาสัมพันธ์งานของกองทัพบก โดยเฉพาะงานช่วยเหลือประชาชนในสถาน การณ์ต่างๆ เช่น ภัยพิบัติ จึงต้องนำสื่อโซเชี่ยลมีเดียมาเพื่อรายงานและติดตามสถานการณ์ รวมถึงสั่งหน่วยทหารในพื้นที่ดังกล่าวไปทำหน้าที่เข้าพื้นที่เร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องชี้แจงข้อมูลไปทางทวิตเตอร์หรือไม่ พล.ท.สันติพงศ์กล่าวว่า ขั้นต้น ได้ประสานยืนยันกับทางทวิตเตอร์ไปแล้วว่า ไม่ได้ใช้ในลักษณะตามที่ถูกกล่าวหา แต่จะต้องตรวจสอบรายละเอียดบัญชีผู้ใช้งานทั้งหมดที่ถูกระงับ ยังไม่ทราบว่าจะตรวจสอบได้แค่ไหน ซึ่งทวิตเตอร์ที่เป็นของกองทัพบก ยืนยันว่าใช้ประชา สัมพันธ์งานของกองทัพบกเท่านั้น
“ทวิตเตอร์ที่อยู่ในระบบของกองทัพบก มีการใช้แบบเปิดเผยชัดเจน โดยมีศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบกที่เป็นคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ดูแลควบคุมการใช้สื่อโซเชี่ยลของกองทัพบก หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก รวมถึงหน่วยระดับกองพล และกองพันลงไป โดยมีการกำหนดไว้ชัดเจน ยืนยันว่ากองทัพบกไม่มีนโยบายทำทวิตเตอร์อวตาร เพื่อไอโอ” พล.ท.สันติพงศ์กล่าว
ยันใช้เพื่อประโยชน์ปชช.
ด้านพ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อมูลกับทางทวิตเตอร์ก่อนเพื่อดูรายละเอียด แต่จากที่เห็นตามข่าวเป็นไปในลักษณะการเชื่อมโยงข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ ซึ่งไม่สามารถระบุตัวตนได้แล้ววิเคราะห์สรุปว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพบกนั้น น่าจะเป็นข้อสรุปที่ไม่เป็นธรรมกับกองทัพบก เพราะการประมวลผลภาพรวมขาดการวิเคราะห์เชิงลึก ด้วยบัญชี ผู้ใช้ที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และไม่ได้ มาจากบัญชีที่เป็นทางการของกองทัพบก ประกอบกับเป็นข้อมูลที่เน้นเรื่อง จำนวน ความถี่ การแฮชแท็กต่างๆ ที่บุคคลทั่วไปสามารถทำได้โดยอิสระ
กองทัพบกมีการใช้งานทวิตเตอร์เพื่อการสื่อสาร สร้างการรับรู้ระหว่างกองทัพบกกับสาธารณะ และกับกำลังพลภายในองค์กร เป็นทวิตเตอร์ในนามหน่วยงาน ทั้งส่วนกลางและโดยหน่วยทหารที่จัดทำขึ้นเอง ซึ่งข้อมูลที่ถูกนำเข้าในระบบเป็นความจริง เป็นการสื่อสารที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น การบรรเทาสาธารณภัย และการบริการภาครัฐ ความคืบหน้าในภารกิจต่างๆ ของกองทัพบก
ประชาชนสามารถติดตามหรือเข้าไปรับชมได้ในทวิตเตอร์ ชื่อบัญชี @armypr_news โดยผู้ที่ติดตามจะทราบว่าเป็นข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ ส่วนคนที่ยังไม่เคยเข้าเยี่ยมชมสามารถเข้าไปติดตามและตรวจสอบข้อมูลได้ รวมถึงในแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างเป็นทางการของกองทัพบกด้วย เช่น เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก” เว็บไซต์ www.rta.mi.th, Official line กองทัพบก เรื่องการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ยืนยันไม่มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่ใช่ภารกิจหรือวัตถุประสงค์ในการใช้แพลตฟอร์มทวิตเตอร์ของกองทัพบก
‘พุทธิพงษ์’กระทุ้งลบบัญชีหมิ่น
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่ทวิตเตอร์ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้และโดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แทนที่จะดำเนินการตามคำสั่งศาลของกฎหมายไทยที่ได้มีคำสั่งให้ปิดกั้น หรือลบบัญชีของผู้ที่โพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันหลักของไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ส่งคำสั่งศาลไปแล้ว แต่ทวิตเตอร์ยังเพิกเฉย ไม่ทำการลบให้ จำนวน 65 รายการ และอีก 1 ชุดที่กำลังจะส่งไปเพิ่มเติมอีก 253 รายการ
จึงขอเรียกร้องไปยังทวิตเตอร์ให้ดำเนินการตามคำสั่งศาลและเคารพกฎหมายของไทยอย่างจริงจัง เพื่อแสดงความจริงใจในการทำงานที่โปร่งใสของทวิตเตอร์เอง
พท.ซัดเผด็จการซ่อนรูป
น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า รายงานของทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมารัฐบาลนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้ใช้กองทัพ เป็นเครื่องมือบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำสังคมเกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความเข้าใจที่ผิดๆ ในหมู่ประชาชนและคนรุ่นใหม่ จนลุกลามไปสู่ความเกลียดชังบุคคลและองค์กรต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงการคุกคามของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน ทั้งในเชิงพฤติกรรมที่แสดงออกและในเชิงความคิด เผด็จการซ่อนรูปของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้เผยตัวตน การอ้างรัฐบาลนี้มาจากการ เลือกตั้ง ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ถ้ารัฐบาลและกองทัพมองประชาชนเป็นศัตรู
ปฏิบัติการไอโอ คือ เครื่องมือสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เกิดความหวาด ระแวงและความไม่เชื่อใจในหมู่ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลและกองทัพทำแบบนี้มีจุดประสงค์อะไร เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ใดๆ เลย นอกจากรักษาอำนาจรัฐบาลและกองทัพ
จี้‘บิ๊กตู่’เคลียร์ให้ชัด
“สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือควรชี้แจงและนำข้อมูลมาเปิดเผย ถ้าต้องการเรียกคืนความไว้วางใจของประชาชนกลับมา แต่หากไม่ดำเนินการและไม่มีข้อเท็จจริงที่มาหักล้าง คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลที่มาจากอำนาจเผด็จการ” น.ส.อรุณีกล่าว
ด้านนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการกลุ่มเพื่อไทยพลัส พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำตอบสังคม จากที่ทวิตเตอร์แถลงพบว่ามีการใช้ปฏิบัติการไอโอ เพื่ออวยรัฐบาล-ทหาร และโจมตีพรรคฝ่ายค้านว่าเป็นการใช้ภาษีประชาชนอย่างชอบธรรมหรือไม่ ท่ามกลางประชาชนลำบาก ไม่มีกิน แต่กลับมีเรื่องอื้อฉาวแบบนี้เข้ามา สร้างความอับอายสู่นานาชาติ หากรัฐบาลอยากให้ประชาชนรัก ก็ควรออกนโยบายที่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนให้ตรงจุด ลดการใช้งบที่ฟุ่มเฟือย มิใช่สร้างความชอบธรรมให้ตนเองจากเงินภาษีประชาชน เพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม เอาชั่วเข้าคนอื่น
ก้าวไกลฉะเดือดยุยงปลุกปั่น
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล โพสต์ทวิตเตอร์ว่า ก่อนหน้านี้ผู้นำเหล่าทัพเคยไปให้คำมั่นสัญญาต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณว่า ไม่มีขบวนการไอโอ แต่จาก การเปิดเผยของทวิตเตอร์ทำให้ชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่ผู้นำกองทัพพูดไว้กับผู้แทนของประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่จริง และเชื่อถือไม่ได้ ยิ่ง ไปกว่านั้นสิ่งที่น่าเจ็บใจคือกองทัพนำงบประมาณและทรัพยากรที่มาจากเงินภาษีของประชาชน มาใช้ปลุกปั่นประชาชนให้เกิด ความแตกแยกกัน
หน้าฉากส่งหน่วยงานเข้าไปล้างสมองเด็กถึงโรงเรียน ใช้กำลังกดขี่ สั่งบังคับให้เชื่อ ห้ามถาม ห้ามสงสัย หลังฉากปล่อยขบวนการไอโอมาโจมตีปลุกปั่น เป็นไปได้ว่าที่คนไทยเกลียดกันแตกแยกกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กลุ่มคนที่ควรถูกดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่นใน มาตรา 116 ไม่ใช่นักศึกษาและประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแต่ต้องเป็นกลุ่มทหาร ที่ส่งไอโอมาปลุกปั่นทำให้ประชาชนแตกแยกกัน
‘บิ๊กตู่’เชิญ‘ชวน’ร่วมงานบิดา
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตลอดทั้งวัน แต่ได้ใช้ช่วงเวลาว่างในการเดินสายไปยังทำเนียบองคมนตรี และรัฐสภาเพื่อเรียนเชิญบุคคลสำคัญร่วมในงานพระราชทานเพลิง พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดา ในวันที่ 22 ต.ค.2563 เวลา 17.00 น. ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
เวลา 15.35 ที่อาคารรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้เวลาหารือ 10 นาทีและให้สัมภาษณ์ว่า มาเชิญนายชวน ไปร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิง พ.อ.ประพัฒน์ เพราะนายชวน เป็นผู้ใหญ่ จึงมาเชิญด้วยตัวเอง ซึ่งนายชวนได้มอบต้นลิ้นมังกรให้เป็นที่ระลึก ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ชื่อดูน่ากลัว ท่านบอกว่าเป็นต้นไม้ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ส่วนตนมอบเหรียญพระพุทธรูป พระพุทธเมตตาเสนานาถ เป็นที่ระลึกแก่นายชวน
นอกจากนี้ยังได้หารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในสภา โดยตนยืนยันในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และเป็นนายกฯ จะกำชับทุกคนกวดขันการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบให้ดีที่สุด เพราะถือว่าเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลด้วย และยังได้ยืนยันกับนายชวนว่า ตนไม่ได้ขัดแย้งกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับพรรคการเมืองต่างๆ เพราะถือว่ามา ตามกระบวนการประชาธิปไตย และตามรัฐธรรมนูญ
วอนทุกคนทำให้ปท.ปลอดภัย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนมองที่ประโยชน์ว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ใคร รัฐบาลต้องทำหน้าที่ให้กับคนทั้งประเทศ จะไม่มองว่าส่วนนี้เป็นของรัฐบาล หรือส่วนอื่นๆ เป็นของพรรคร่วม ต้องเฉลี่ยให้ถึงทุกจังหวัดทุกพื้นที่ วันนี้กำลังสั่งการให้งบประมาณลงไปทุกพื้นที่ และใช้อย่างคุ้มค่า วันนี้ความขัดแย้งในการทำงานไม่มีแน่นอน แต่ที่เห็นคงจะเป็นข้างนอก อยากฝากทุกคนทำให้บ้านเมืองปลอดภัยมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะตอนนี้ยังมีสถานการณ์โควิด รัฐบาลพยายามปลดล็อกและนำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียน หากรัฐบาลสั่งการไป แต่ประชาชนไม่เห็นชอบก็ทำลำบาก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตนก็สั่งไม่ได้ จึงได้บอกว่าขอให้ไปหาวิธีการที่เป็นไปได้ในการยืดชำระหนี้ให้ประชาชน
เมื่อถามว่าการเข้าพบครั้งนี้ได้หารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้หารือในเรื่องนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่จะพิจารณา เมื่อเปิดการประชุมสภาคงจะนำไปดูว่าจะรับร่างใด จะตั้งหรือไม่ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทุกอย่างใช้กฎหมายหมด จะออกหรือจะเข้ามีกฎหมายทุกตัว แต่ตนต้องรับผิดชอบต่อไป ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ออกก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2560
อนุกมธ.สรุปปมแก้รธน.
ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ในฐานะโฆษกอนุกรรมาธิการ พิจารณาเสนอความเห็นในประเด็นข้อกฎหมาย ในกมธ.วิสามัญศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติรับหลักการ 6 ฉบับ เปิดเผยว่า อนุกมธ.เสียงข้างมาก ที่เป็นส.ส.และนักวิชาการ ได้ข้อสรุปแล้วว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นไปตามกระบวนการมาตรา 256 แต่มีเสียงส่วนน้อยที่เป็น ส.ว.เห็นว่ายังขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการตั้ง ส.ส.ร.
นอกจากนี้ เสียงข้างมากเห็นว่าการทำประชามติ ให้ทำหลังผ่านการแก้ไขในวาระที่ 3 ก่อนนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ตามกระบวนการในมาตรา 256 วรรคแปด แต่เสียงส่วนน้อยที่เป็น ส.ว. เห็นว่าควรทำประชามติ 2 ครั้งคือ ก่อนรับหลักการ และก่อนนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ
สำหรับตนเห็นแย้งกับส.ว. เพราะหากจะจัดการออกเสียงประชามติ ก่อนรับหลักการ กระบวนการยังอยู่ในชั้นนิติบัญญัติ ที่ไม่มีอำนาจจัดการออกเสียงประชามติ และขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายการออกเสียงประชามติด้วย รวมถึงกระบวนการจัดการออกเสียงประชา มติต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน แต่กมธ.มีเวลาพิจารณาเพียง 30 วัน ซึ่งอนุกมธ.จะนำข้อสรุปความเห็นทั้งหมดเสนอกมธ.ในวันที่ 14 ต.ค. ส่วนข้อกังวลที่ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 นั้น การแก้รัฐธรรมนูญอาจมีกรณีที่ไปกระทบต่อพระราชอำนาจ ซึ่งกมธ.จะหารือกันอีกครั้งว่าหากเกิดกรณีดังกล่าว จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 พ.ศ.2563 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2563
กกต.เล็งลต.ท้องถิ่น 20 ธ.ค.
รายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งหนังสือลงวันที่ 7 ต.ค. กรณีครม.มีมติให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มายังกกต.แล้ว เพื่อให้ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ตามมาตรา 142 ของพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 โดยกกต.จะพิจารณาในการประชุมวันที่ 12 ต.ค. เพื่อออกประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง รวมถึงวันสมัคร ซึ่งมีแนวโน้มว่ากกต.จะเลือกวันที่ 20 ธ.ค. เป็นวันเลือกตั้ง เนื่องจากวันที่ 13 ธ.ค.เป็นช่วงวันหยุดยาวที่ประชาชนอาจจะเดินทางไปพักผ่อนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ส่วนที่มีข้อเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นออกไปก่อน เพื่อจะได้เลือกตั้ง พร้อมกับการทำประชามติถามประชาชนว่าต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 นั้น กกต.มองว่าสามารถทำพร้อมกันได้ ถ้าเป็นความต้องการของรัฐบาลที่ต้องการจะประหยัดงบ 2,000-3,000 ล้านบาท
ขืนยื้อ-หวั่นเป็นตำบลกระสุนตก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขณะนี้คือ กกต.ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่ได้กำหนดว่า ในการเลือกตั้งครั้งแรกหลังใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ จะต้องจัดเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่การจะกำหนดเวลาการเลือกตั้งเท่าใด กกต.ควรมีหลังอิง
ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นกำหนดไว้ว่า หากเลือกตั้ง นายกหรือสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น นอกจากครบวาระให้เลือกตั้งให้เสร็จภายใน 60 วัน ดังนั้น กกต.ควรยึดแนวทางนี้เพื่อป้องกันการถูกฟ้อง อีกทั้งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นที่รัฐบาลจะทำประชามติว่าจะแก้รัฐธรรมนูญมาตราใดบ้าง หากกกต.จะชะลอการประกาศเลือกตั้งท้องถิ่น อาจทำให้กกต.กลายเป็นตำบลกระสุนตกได้
เปิดไทม์ไลน์ละเอียดยิบ
รายงานข่าว ระบุว่า หากกกต.เห็นชอบให้วันที่ 20 ธ.ค. เป็นวันเลือกตั้งอบจ. ไทม์ไลน์ที่สำนักงานกกต.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมกกต.พิจารณาเห็นชอบคือ วันที่ 15 ต.ค. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) เสนอรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นกกต.ท้องถิ่น, วันที่ 16 ต.ค. วันสุดท้ายที่ผอ.กต.จว.ประกาศจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง, วันที่ 19 ต.ค. กกต.พิจารณาแต่งตั้งกกต.ท้องถิ่น, วันที่ 21-23 ต.ค. ประชุมชี้แจงแก่ผอ.กต.จว.และปลัดจังหวัด, วันที่ 28 ต.ค. กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งอบจ.
วันที่ 4 พ.ย. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (ผอ.กต.ท้องถิ่น) ประกาศให้มีการเลือกตั้ง,วันที่ 9-13 พ.ย. รับสมัครเลือกตั้ง, วันที่ 20 พ.ย. ผอ.กต.ท้องถิ่นประกาศรายชื่อผู้สมัคร, วันที่ 21-23 พ.ย. ผู้สมัครที่ไม่ได้รับสมัครยื่นคำร้องต่อกกต., วันที่ 21-30 พ.ย. บุคคลร้องคัดค้านว่าผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัคร, วันที่ 24 พ.ย. วันสุดท้ายที่ผอ.กต.ท้องถิ่นประกาศหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง/ปิดประกาศรายชื่อฯ
วันที่ 29 พ.ย.วันสุดท้ายผอ.กต.ท้องถิ่นแต่งตั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง/รักษาความปลอดภัย, วันที่ 5 ธ.ค.วันสุดท้ายที่ผอ.กต.ท้องถิ่นแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังเจ้าบ้าน, วันที่ 12 ธ.ค.ผู้สมัครฯแต่งตั้งตัวแทนผู้สมัครประจำหน่วยเลือกตั้ง, วันที่ 19 ธ.ค. วันสุดท้ายที่ศาลอุทธรณ์/ศาลอุทธรณ์ภาควินิจฉัยสิทธิสมัครและวันสุดท้ายการมอบอุปกรณ์, วันที่ 20 ธ.ค. วันเลือกตั้งอบจ. และวันที่ 27 ธ.ค.วันสุดท้ายของการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
‘บิ๊กป้อม’ถกลับแกนนำพปชร.
สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคนัดประชุมแกนนำและหัวหน้าภาค 9 ภาคของพรรคเมื่อวันที่ 8 ต.ค. และได้เปลี่ยนสถานที่จากโรงแรมเซ็นทารา วอเตอร์เกท พาวิลเลียน ย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯซึ่งมีแกนนำและส.ส. ประมาณ 40 คน รออยู่ ไปประชุมที่พรรคพลังประชารัฐ ถนนรัชดา ภิเษก แทน เพื่อไม่ให้ผู้สื่อข่าวติดตามไปสังเกตการณ์
ในช่วงค่ำที่ พล.อ.ประวิตร ปิดห้องคุยกับแกนนำและหัวหน้าภาคต่างๆ ประมาณ 13 คน อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รองหัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ รองหัวหน้าพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เหรัญญิกพรรค ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่จะลงสมัครนายกอบจ. คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 90 ทั้งโซนภาคอีสาน ภาคใต้ ในพื้นที่ภาค 1,2,3,4,5,6 ส่วนที่ยังไม่ลงตัวคือพื้นที่ภาค 7,8 และ 9
‘ตู่-นันทิดา’ลงสนามปากน้ำ
สำหรับรายชื่อผู้สมัครที่ลงตัวแล้ว อาทิ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แกนนำกลุ่มด้ามขวาน ลงสมัคร นายก อบจ.สงขลา นายมนู พุกประเสริฐ อดีตนายกอบจ.สุโขทัย ลงรักษาแชมป์ นายฉลอง เรี่ยวแรง ลงสมัคร นายก อบจ.นนทบุรี นายอัครา พรหมเผ่า น้องชายร.อ.ธรรมนัส ลงสมัคร นายก อบจ.พะเยา และนางนันทิดา แก้วบัวสาย ลงสมัคร นายก อบจ.สมุทรปราการ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีปัญหาการทับซ้อนผู้สมัครในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค และบางจังหวัดยังไม่ชัดเจน เพราะมีแกนนำพรรคให้การสนับสนุนมากกว่า 1 คน บางคนเป็นเครือข่ายของ ส.ส. และจังหวัดหนึ่งมีส.ส.หลายคน จึงอาจต้องมาแข่งกันเองในนามอิสระ โดยจะประชุมหาข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 15.00 น.ที่พรรคพลังประชารัฐ
นายยงยุทธ สุวรรณบุตร ส.ส.สมุทรปราการ ในฐานะหัวหน้าภาค 1 กล่าวว่า เรามีมติในนามของกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า จะส่งตู่-นางนันทิดา แก้วบัวสาย ซึ่งปัจจุบันเป็น รองประธานหอการค้า จ.สมุทรปราการ ลงสมัคร นายก อบจ.สมุทปราการ เพียงชื่อเดียว ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้า จ.สมุทรปราการ ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ทางช่อง 3 ว่า เป็นเรื่องจริงที่นางนันทิดา จะลงสมัครชิงนายกอบจ.สมุทรปราการ ในนามกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ที่ผ่านมาได้ช่วยงานมาบ้างแล้ว และคิดว่าจะสามารถสานงานต่อได้
ปชป.จ่อเคาะคนชิงบางพื้นที่
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดเลือกตั้งอบจ. ในเดือนธ.ค.นี้ว่า พรรคพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงมายังพรรคหลายคน โดยวันที่ 18 ต.ค. จะมีการประชุมกก.บห. เพื่อพิจารณาการส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.ในบางพื้นที่ ซึ่งกำหนดเป็นระเบียบวาระการประชุมไว้แล้ว
นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค เพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน (ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ. ของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งถ้า กก.บห.พรรคเพื่อไทยประชุมในวันที่ 12 ต.ค.แล้ว เราจะไปคุยกับพรรคร่วม ฝ่ายค้าน
โดยหลักการคืออะไรที่ร่วมกันได้ ช่วยกันได้ ประสานกันได้ และไม่ผิดข้อกฎหมาย เราก็ควรทำ แต่สุดท้ายแล้วจะทำได้แค่ไหน ก็ต้องดูความเป็นจริง วันนี้ต้องเริ่มที่หลักการของแต่ละพรรคเป็นอย่างไร ก็ให้แต่ละพรรคไปคุยกันก่อน แล้วเรามาคุยกันว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อขบวนประชาธิปไตย ต่อการร่วมมือกันก็ควรจะทำภายใต้กรอบของกฎหมายที่บังคับอยู่
สัปดาห์หน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านคงจะได้คุยกันในเรื่องนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยเพิ่งปรับโครงสร้างภายในไป และการเลือกตั้งท้องถิ่นเพิ่งประกาศชัดเจนเมื่อสัปดาห์นี้เอง แต่ละพรรคเตรียมพื้นที่เพื่อเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่แล้ว เมื่อเกิดความชัดเจนในเรื่องหลักเกณฑ์ คงจะได้พูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง
คณะก้าวหน้าโชว์ 32 ผู้สมัคร
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ชั้น 8 อาคารไทยซัมมิท กรุงเทพฯ คณะก้าวหน้า นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จัดเวทีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกอบจ. 32 ทีม ภายใต้แคมเปญ “เปลี่ยนประเทศไทยเริ่มได้ที่บ้านเรา” โดยนายธนาธรกล่าวบนเวทีว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตัวแทนเข้าไปจัดสรรทรัพยากร 8 แสนล้านบาท ตามงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2564 ท้องถิ่นเอาเงินส่วนนี้ไปให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานกับประชาชน เป็นการเมืองที่มีระดับใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มากยิ่งกว่าส.ส.
การบริหารของท้องถิ่นถูกครหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการนำประโยชน์สาธารณะไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว เช่น บึงกาฬ สมุทร ปราการ พังงา บุรีรัมย์ เป็นต้น จึงเป็นสิ่งที่คณะก้าวหน้าต้องการเข้ามาในการเมืองท้องถิ่น เพื่อรับใช้ประชาชน โดยยึดแนวทางของพรรคอนาคตใหม่เดิม คือการหาเสียงด้วยนโยบาย ไม่ใช่การซื้อเสียง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นทุจริต สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการสร้างนโยบายในห้องแอร์ แต่มาจากการเดิน 3 จริงคือ พื้นที่จริง ประชาชนจริง และสถานการณ์จริง นำข้อมูลที่ได้มานั้นสร้างเป็นนโยบายต่างๆ
ปลุกใจร่วมเปลี่ยนท้องถิ่น
นายธนาธรกล่าวว่า ส่วนกรอบการทำงานท้องถิ่น คือ 1.ยึดมั่นในคุณค่าประชาธิปไตย 2.ไม่เอาชนะทางการเมืองด้วยการซื้อเสียง แต่เอาชนะด้วยนโยบาย 3.ไม่มีประวัติการค้ามนุษย์และยาเสพติด 4.เราจะไม่ทุจริตเมื่อเข้าไปมีอำนาจ และ 5.ปฏิรูประบบราชการ ยุติการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง
อยากเชิญชวนประชาชนให้สนใจการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 มีผู้ใช้สิทธิเพียงร้อยละ 54 จึงอยากให้กลับมาสนใจการเมืองถิ่น เพราะจะได้เลือก ผู้บริหารโดยตรง ถ้าไม่สนใจการเมืองท้องถิ่นเท่ากับไม่สนใจภาษีของตัวเอง นี่เป็นเวลาดีที่สุดที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศไทย คนละไม้คนละมือเปลี่ยนแปลงประเทศไทยโดยเริ่มต้นที่บ้านเรา
นายธนาธรให้สัมภาษณ์กรณีพื้นที่ จ.สมุทร ปราการ ที่เป็นพื้นที่ของกิจการครอบครัวนายธนาธรด้วย จะส่งผู้สมัครหรือไม่ ว่า ตอนนี้เหลืออีก 7 จังหวัด กำลังพิจารณา ซึ่งจังหวัดอื่นๆ ยังไม่ได้ปิดรับสมัคร จึงขอเชิญชวนประชาชนที่รักประชาธิปไตย และต้องการเห็นท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงให้เข้ามาร่วมทางกับพวกเรา ท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไม่มีใครกล้าลงมือทำ แน่นอนที่สุด จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่เป้าหมายของเรา
เมื่อถามว่าเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในปี 2563 หรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือวันเลือกตั้งท้องถิ่น ถ้าจัด 20 ธ.ค. จะมีผลให้ประชาชนต้องกลับภูมิลำเนาถึง 3 ครั้ง เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวในวันรัฐธรรมนูญ และเทศกาลปีใหม่ จึงไม่สมเหตุสมผลและอาจทำให้ประชาชนไปเลือกตั้งน้อยลง ทั้งภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลต้องลดภาระในการเดินทางของประชาชน จึงเห็นว่า 13 ธ.ค. มีความเหมาะสมกว่า แต่หากรัฐบาลประกาศเลือกตั้งวันที่ 20 ธ.ค. ชัดเจนว่ากลัวความพร้อมของคณะก้าวหน้า

แก้จน – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ทดลองใช้อุปกรณ์นวดเท้าภูมิปัญญา ชาวบ้าน ระหว่างไปติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
‘บิ๊กป้อม’ลุยแก้จนสมุทรสงคราม
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ จ.สมุทรสงคราม โดยมีนายชรัส บุญณสะ ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม กล่าวรายงาน โดยพล.อ.ประวิตรฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน และความสำเร็จของโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ ซึ่งนำร่องแล้วในจ.สมุทรสงคราม ขอนแก่น เชียงราย นครพนม นครศรีธรรมราช และอุทัยธานี และได้ฟังความคิดเห็นจากผู้นำชุมชนและครัวเรือนเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือจากจ.สมุทรสงคราม โดยมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวสรุปผลการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาพรวม
ทั้งนี้ จ.สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดนำร่องจังหวัดหนึ่ง ที่มีการใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูล จากระบบการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ทำให้การแก้ปัญหาความยากจนตรงกับกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ ซึ่งในปี 2562 จ.สมุทรสงคราม ได้ผ่านการสำรวจพบว่า มีคนจนจำนวน 601 ครอบครัว ภายหลังได้รับการแก้ไขปัญหาความยากจนแล้ว ในปี 2563 มีคนจน 465 ครัวเรือน ลดลงจากปี 2562 จำนวน 136 ครัวเรือน นับเป็นความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ
พล.อ.ประวิตรกล่าวมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ โดยรัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคนทุกช่วงวัยเพื่อให้คนยากจน มีความอยู่ดีมีสุข โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปฏิบัติงานด้วยดี และเป็นกำลังใจให้เดินหน้าต่อเนื่อง ที่จะช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืนต่อไป และจะต้องน้อมนำศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ของรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม และจริงจัง เพื่อให้คนยากจนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุข ก่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตลอดไป