พท.ชู5ข้อแก้วกฤตชาติ
นัดหน.ทุกพรรคเจรจา
ตำรวจบุกคณะก้าวหน้า
กมธ.ชงยืดแก้รธน.15วัน
‘บิ๊กตู่’ ปัดข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ บอกยังอีกไกล ‘อนุทิน’ ระบุไม่เป็นประชาธิปไตย มีไม่ได้ ‘จุรินทร์’ ไม่เห็นด้วย ชี้ประเทศไม่ถึงทางตัน เพื่อไทยเร่งยื่นญัตติขอเปิดสภาวิสามัญ หวัง 34 เสียงจากภท.-ปชป.-ชทพ.ร่วมลงชื่อ เตรียมส่งเทียบเชิญหัวหน้าทุกพรรคตั้งวงหารือแก้วิกฤตการเมือง จี้รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ก้าวไกลอัดไม่ต่างจากรัฐประหารเงียบ กมธ.พิจารณาแก้รธน.จ่อยืดเวลาอีก 15 วัน อ้างต้องงดประชุม 2 วันตามที่ฝ่ายมั่นคงขอมา ตำรวจบุกค้นคณะก้าวหน้า ขณะ‘ปิยบุตร’ เปิดแถลงข่าว แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย
‘บิ๊กตู่’ถกครม.นัดพิเศษวงเล็ก
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางออกจากบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) โดยรถประจำตำแหน่งคันเดิม เมอร์เซเดสเบนซ์ กันกระสุน ทะเบียน 4 กต 29 กรุงเทพมหานคร มีหน่วยรักษาความปลอดภัยคุ้มกันและรถนำขบวนตามปกติ มาถึงทำเนียบรัฐบาลเวลา 08.40 น.โดยมีสีหน้าเรียบเฉยก่อนเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า
จากนั้นเวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า การประชุมครม.นัดพิเศษครั้งนี้ มีเพียงนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เข้าร่วมประชุมเท่านั้น ส่วนรัฐมนตรีช่วย ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
หนุนแก้รธน.-รบ.แห่งชาติอีกไกล
ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วย รองนายกฯ และรัฐมนตรี ที่เข้าร่วมประชุมทุกคนจากพรรคร่วมรัฐบาล มายืนแถลงข่าวร่วมกัน โดยประกาศว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ต.ค. เวลา 04.00 น. จนถึงวันที่ 13 พ.ย. จากนั้นต้องนำเข้าครม. เพื่อพิจารณาภายใน 3 วัน เป็นการทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกัน
ส่วนเรื่องทางการเมือง เรื่องสภาผู้แทนราษฎร ก็เดินตามขั้นตอน ตามกฎระเบียบอยู่แล้ว จะเปิดสภาหรือไม่เปิดสภาอีกไม่กี่วันก็เปิดอยู่แล้ว ก็ไปว่ากันตรงโน้น เรื่องรัฐธรรมนูญรัฐบาลสนับสนุนให้มีการดำเนินการอยู่แล้ว ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้แค่ไหน พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “โอ๊ยยังไปอีกไกล”
ฉุนพูดซ้ำซาก‘รัฐประหาร’
เมื่อถามว่ามีการมองไปถึงการรัฐประหารซ้ำ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “พูดกันซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ปฏิวัติ รัฐประหาร พูดอยู่นั่นแหละ ไม่รู้ว่าสื่อคิดแหลมคมกันไปเองหรือเปล่า ผมไม่รู้ ผมยังไม่เคยคิดถึงตรงนั้น ใครจะทำ ไปหามาสิ”
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเรียกร้องขอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหารือแก้ไขวิกฤตของประเทศว่า เป็นไปตามที่นายกฯ ได้ชี้แจง เนื่องจากระยะเวลาเหลืออีกเพียง 2 สัปดาห์ ดังนั้นกว่าจะออกพระราชกฤษฎีกาเสนอขึ้นไปแล้วกว่าจะลงมา ก็พอดีเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 1 พ.ย. แล้วเปิดยาวไปถึง 120 วัน คือวันที่ 28 ก.พ.2564
‘อนุทิน’ระบุมีไม่ได้-ปัดคุย‘ป้อม’
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมครม.วันนี้ มีรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรคอยู่ด้วย คงจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ข้อมูลกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคภูมิใจไทยจะเสนอความเห็นต่อนายกฯ อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างต้องทำเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง พรรคภูมิใจไทยชัดเจนอยู่แล้วว่าปกป้องสถาบัน และมุ่งมั่นเทิดทูนสถาบัน
ต่อข้อถามว่ารัฐสภาจะเป็นทางออกของประเทศได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ทุกคนเป็นทางออก ให้ช่วยกัน ถอยคนละก้าว ลดอารมณ์ และมาคุยกันด้วยเหตุผล น่าจะมีทางออกได้ เวลาคุยกันตอนอารมณ์กำลังแรง ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องรอให้จังหวะดีๆ ก่อน
ส่วนกระแสข่าวตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อมาแก้ปัญหา นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย และจะตั้งต้องมีเหตุ ต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งรัฐบาลแห่งชาติมีไม่ได้ เมื่อถามถึงกระแสข่าวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เรียกหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลไปคุยเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้เรียกผม”
‘อู๊ดด้า’ชี้ไม่ถึงทางตัน-ชูโควิดโมเดล
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องรัฐบาลแห่งชาติยังไม่ได้ยินเลย ความจริงเคยให้ความเห็นไปแล้วว่ารัฐบาลแห่งชาตินั้นเท่าที่มีมาในโลกคงเป็นในสถานการณ์สงคราม ในภาวะไม่ปกติ หรือระบบการเมืองปกติมันเดินหน้าไปไม่ได้ ไม่มีทางไป แต่ปัจจุบันประเทศเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งขณะนี้ระบบรัฐสภายังเดินหน้าไปได้ ยังไม่ได้ถึงทางตันหรือยังไม่มีทางไป
ผู้สื่อข่าวถามว่เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมหรือไม่ ที่เริ่มมีการใช้ฮ่องกงโมเดลจนอาจทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุด นาย จุรินทร์กล่าวว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันใช้โควิดโมเดลเข้ามาเป็นแนวทางในการคลี่คลายสถานการณ์ คลี่ปัญหาของประเทศ ทุกฝ่ายก็จะไปได้ เพราะขณะนี้ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยประสบกับปัญหาโควิด ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งทุกประเทศในโลกก็ประสบ แล้วเรายังมาประสบกับปัญหาการเมืองซ้ำอีก
เรื่องโควิดเราประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างประเทศหนึ่งของโลก เพราะนอกจากมาตรการที่ถูกต้องของรัฐบาลแล้ว ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ ฉะนั้น สถานการณ์การเมืองถ้าเราใช้โควิดโมเดลร่วมกันกับทุกฝ่าย คิดว่าจะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ที่ทุกคนไม่อยากเห็นไปได้
เมินข้อเสนอเปิดวิสามัญ
นายจุรินทร์กล่าวว่า ส่วนการประชุมครม.นัดพิเศษ เป็นการพิจารณาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีเพียงวาระเดียว และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากครม.ภายใน 3 วัน ส่วนที่ฝ่ายค้านเรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ให้ร่วมลงชื่อเปิดประชุมสมัยวิสามัญนั้น การจะเปิดได้ต้องมี ส.ส.ร่วมกับ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของเสียงสองสภา จึงเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องไปดูกันว่าเป็นอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคือ อีก 2 สัปดาห์ จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 1 พ.ย.อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านต้องการให้เปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหารือถึงการชุมนุม นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องดำเนินการ ซึ่งมีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า กลไกสภา จะไม่สามารถทำอะไรได้เลยใช่หรือไม่ นาย จุรินทร์กล่าวว่า รัฐสภาควรจะเป็นเวทีในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 3 ฝ่ายที่ควรจะมีความเห็นร่วมกัน ได้แก่ ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ว. ถ้าสามารถเห็นไปในทางเดียวกันได้การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้
‘ชินวรณ์’พร้อมขอมติปชป.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ตามหลักของการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญต้อง มีส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แต่จนถึงขณะนี้พรรคฝ่ายค้านไม่มีการทำหนังสือมายังรัฐสภา หรือมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ หากจะขอให้ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงชื่อให้พอต่อการขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เบื้องต้นหากพรรคฝ่ายค้านทำหนังสือมาถึง ตนพร้อมจะนำเข้าที่ประชุมของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้พิจารณาและลงมติ และพร้อมจะนำเข้าหารือที่ประชุมวิปรัฐบาลเช่นกัน
ตนเห็นด้วยที่จะให้เวทีรัฐสภาเป็นพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็น ทั้งการออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตามที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าออกโดยไม่ชอบ ซึ่งเชื่อว่าการใช้รัฐสภาให้เป็นประโยชน์เพื่อคลี่คลายสถานการณ์นั้นถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงตอนนี้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ วันที่ 1 พ.ย.แล้ว เหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ หากจะเปิดสมัยวิสามัญต้องทำเร่งด่วน เพราะมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ และหากทำได้อาจเป็นช่วงเวลาใกล้กับการเปิดสมัยสามัญ
ดังนั้นระหว่างรอการเปิดประชุมสมัยสามัญ คิดว่ามีวิธีทางอื่นๆ ที่สามารถทำได้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เช่น การใช้เวที ของกมธ.สามัญประจำสภา ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหารือ ขณะเดียวกันส.ส. สามารถติดตามสถานการณ์เสนอความเห็นไปยังรัฐบาลให้ใช้วิธีแก้ปัญหาให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และสันติวิธี คือการเปิดกว้างให้พูดคุยร่วมกัน
“เรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ คงต้องฟังความเห็นของหลายฝ่ายก่อน ไม่อยากแสดงความเห็นในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงละเอียดอ่อน ต้องพูดคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีแนวทางอย่างไรบ้าง” นายวราวุธกล่าว

ไม่ออก – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมครม.นัดพิเศษเห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ พร้อมประกาศไม่ลาออกจากตำแหน่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ต.ค.
พท.บี้ซีกรัฐหนุนเปิดวิสามัญ
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า สภาต้องเร่งทำหน้าที่ ก่อนที่จะสายเกินไป สถานการณ์วิกฤตไม่เคยรอใคร เมื่อฝ่ายบริหารใช้อำนาจเกินขอบเขตฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็น ส.ส.ที่มาจากเสียงของประชาชน ต้องทำหน้าที่คลี่คลายปัญหาของประเทศ ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองวันนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติถูกคุกคามจากฝ่ายบริหารถึงขนาดปล่อยให้ทหารเข้าไปใช้สถานที่ในสภา ส่งผลกระทบกับการปฏิบัติงานบางส่วนในสภาซึ่งท่านประธานรัฐสภาควรต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม
ผมขอเรียกร้องให้ ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ร่วมมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เสนอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญโดยเร็ว อย่าละทิ้งโอกาสของผู้แทนราษฎร คลี่คลายปัญหาวิกฤตใหญ่ของประเทศด้วยอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติที่ถูกมอบหมายมาจากพี่น้องประชาชน เพื่อยุติการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ทันที เพราะนี่คือชนวนสำคัญที่จะนำไปสู่วิกฤตครั้งใหญ่ที่ไม่อาจคาดเดาได้ สถานการณ์วิกฤต และความวิบัติไม่เคยรอใคร ฝ่ายนิติบัญญัติต้องมีความหมายและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้
วอน3พรรคลงชื่อ-นัดคุยหน.พรรค
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องหาทางออกด้วยวิธีการที่สันติ ดังนี้ 1.ขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญทันที โดยญัตติดังกล่าวนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้ลงนามแล้ว ซึ่งส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เริ่มทยอยลงนามตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.เป็นต้นไป โดยเสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านมี 211 เสียง ต้องการอีก 34 เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อให้เกิน 245 เสียงตามมาตรา 123 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในการขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 2.พรรคเพื่อไทยจะติดต่อขอพบหัวหน้าทุกพรรคการเมือง เพื่อหารือและหาทางออกในการคลี่คลายสถาน การณ์วิกฤตทางการเมืองในขณะนี้อย่างสันติวิธีร่วมกันโดยใช้เวทีรัฐสภา
3.พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการช่วยเหลือเรื่องการประกันตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกควบคุมตัวทุกพื้นที่ พร้อมให้คำแนะนำด้านข้อกฏหมาย โดยในส่วนของ จ.เชียงใหม่และเชียงราย ขณะนี้ได้มีการประสานงานแล้ว 4.พรรคเพื่อไทยขอปฎิเสธไม่ได้มีการพบปะหารือที่ราบ 11 เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามที่มีกระแสข่าว และยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอย่างแน่นอน 5.พรรคเพื่อไทยขอให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และไม่ควรที่จะมีการประกาศใช้เคอร์ฟิวในขณะนี้ เพราะจะยิ่งทำให้สถาน การณ์เลวร้ายขึ้นไปอีกจนยากจะแก้ไขด้วยสันติวิธี
ก้าวไกลอัดรัฐประหารเงียบ
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า จากการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการเห็นชอบของครม. ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ ถือเป็นการฉวยโอกาสทำรัฐประหารเงียบ รวบอำนาจมาที่ พล.อ. ประยุทธ์ อดีตผู้นำคณะรัฐประหารอีกครั้ง และขณะนี้เริ่มมีสัญญาณที่จะมีการใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ การแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุมร้ายแรงเกินกว่าเหตุ การปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ของรัฐสภา เป็นต้น
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนี้นอกจากไม่ทำให้ปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลงแล้ว กลับจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น และยิ่งซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากความล้มเหลวของรัฐบาล และการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ไม่เข้าใจปัญหาและสถานการณ์ที่แท้จริง จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะหาทางออกให้แก่สังคมไทยได้
ในภาวะเช่นนี้จึงจำเป็นต้องใช้เวทีรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต พรรคก้าวไกลขอเชิญชวนให้สมาชิกสภาร่วมกันลงชื่อขอให้เปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และใช้ระบบรัฐสภาในการหาทางออกจากปัญหาการเมืองโดยสันติ
กมธ.ชงยืดทำงานอีก15วัน
ทางด้าน นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ เปิดเผยว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ. เตรียมทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอขยายเวลาการทำงานของ กมธ.ออกไปอีก 15 วัน จากที่การทำงานจะครบกำหนดในวันที่ 23 ต.ค. และทางกมธ.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จใน วันที่ 22 ต.ค. ก่อนส่งรายงานเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา
ส่วนสาเหตุที่ต้องขอขยายเวลาออกไป 15 วัน เนื่องจากกมธ.ต้องงดการประชุมไป 2 วัน คือวันที่ 15-16 ต.ค. ตามที่ฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือ จึงต้องขอขยายเวลาเผื่อไว้ แต่เชื่อว่าทางกมธ.จะพิจารณาเสร็จทันตามกำหนดเดิม
ส.ว.สมชายเห็นด้วย-เปล่ายื้อ
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะที่ปรึกษากมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ กล่าวว่า ตนสนับสนุนเพราะการงดประชุมกมธ. 2 นัด เมื่อวันที่ 15-16 ต.ค. หลังจากกังวลเรื่องการชุมนุมและการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ราชการสำคัญ ทำให้ช่วงเวลาพิจารณาหายไป แม้วันที่ 19 ต.ค.จะนัดประชุมเพิ่มเติมก็ตาม การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ควรทำให้รอบคอบ และไม่ควรเร่งรัดจนเกินไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าการงดประชุมเพราะมี คำสั่งจากฝ่ายความมั่นคง มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแทรกแซงงานนิติบัญญัติ นายสมชายกล่าวว่า ไม่มีการแทรกแซง แต่ต้องรับฟัง เพราะหากมีคนเตือนว่า รัฐสภามีบุคคลขู่วางระเบิดต้องรับฟัง การชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่มวลชนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ อยู่ใกล้กับรัฐสภาด้วย กมธ.ต้องให้ความร่วมมือ และวันที่ 14 ต.ค. กมธ.นัดประชุมและพิจารณาไปได้เพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที ก่อนเห็นพ้องร่วมกันว่าให้ยุติการประชุม
ขณะนี้การทำงานของกมธ. ยังมีวาระพิจารณาที่สำคัญคือ การรับฟังความเห็นของ กมธ. ต่อญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ทั้ง 4 ฉบับและการพิจารณาการจัดทำรายงานกมธ. รวมถึงรายงานของอนุกมธ.ด้านกฎหมาย ซึ่งกมธ.เห็นร่วมกันว่าจะไม่ลงมติเพื่อชี้ขาด การทำงานคือการรับฟังความเห็นของกมธ.ทุกคน และทำบันทึกความเห็นเสนอต่อรัฐสภา การขยายเวลาทำงานไม่ใช่เพื่อยื้อเวลาแน่นอน
เลขาฯชวนไม่รู้ปมงดประชุม
ที่รัฐสภา นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ออกมาไม่มีผล กระทบต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะนี้กมธ.ทั้งชุดสามัญ และวิสามัญต่างๆ ได้ประชุมตามปกติ รัฐบาลหรือฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือมายังฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้งดการประชุมกมธ. หากจะขอความร่วมมือ ต้องทำหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการ
ส่วนที่กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ ระบุงดการประชุม 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-16 ต.ค.เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงขอความร่วมมือนั้น นายราเมศกล่าวว่า ยังไม่ทราบ อาจขอความร่วมมือเป็นการเฉพาะก็ได้ ส่วนที่กมธ.ชุดดังกล่าวจะยื่นขอขยายเวลาทำงานออกไป 15 วันนั้น เบื้องต้นเวลานี้ยังไม่มีหนังสือมาถึงประธานรัฐสภา
แจงเหตุทหารเข้ามาในสภา
นายราเมศกล่าวว่า กรณีมีกระแสโจมตีนายชวน หลังปล่อยให้มีกำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 เข้ามาภายในบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ต.ค. หลังมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯว่า กองกำลังทหารดังกล่าวได้ถอนออกจากพื้นที่อาคารรัฐสภาไปแล้วตั้งแต่เวลา 20.00 น.ของวันเดียวกัน ซึ่งเข้ามาเพื่อดูแลความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ เป็นไปตามข้อกำหนดของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องนี้รัฐสภาไม่ได้ร้องขอ แต่เป็นการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลเอง เพื่อดูแลความเรียบร้อยตามปกติ
นอกจากนี้บ่ายวันที่ 15 ต.ค. นายชวนยังลงไปเยี่ยมพร้อมมอบอาหารและน้ำให้กับกำลังทหารที่อยู่ในพื้นที่รัฐสภา รวมถึงแจ้งไปยังรัฐบาลว่า ยังไม่มีสถานการณ์ใดที่จะ บ่งบอกว่าน่ากังวล หรือเกิดความวุ่นวาย และขอให้นำกองกำลังทหารออกจากพื้นที่รัฐสภาและโดยรอบ เพราะรัฐสภามีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบบุคคลเข้าออกสถานที่ และการห้ามพกพาอาวุธ

ไม่ออก – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมครม.นัดพิเศษเห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ พร้อมประกาศไม่ลาออกจากตำแหน่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ต.ค.
ตำรวจบุกค้นสนง.คณะก้าวหน้า
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่อาคารไทยซัมมิท กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสำนักงานคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า แถลงว่า การชุมนุม 3 ครั้งที่ผ่านมา ไม่มีเหตุกระทบความมั่นคงของรัฐ ไม่มีอะไรรุนแรง ไม่มีการทำลายทรัพย์สินของราชการหรือเอกชน เหตุใดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จึงเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเพราะไม่สบายใจข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษา ซึ่งกระทบเสถียรภาพรัฐบาล กระทบเก้าอี้นายกฯ ตนคิดว่านี่คือเหตุผลของพล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า จึงขอเรียกร้องให้ลาออก และยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย จากสน.มักกะสัน เข้ามาขอตรวจค้น โดยอ้างอำนาจตามประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า จึงเปิดประตูให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินดูบรรยากาศภายในห้องแถลงข่าว กระทั่งนายปิยบุตรแถลงเสร็จ จึงเข้ามาเจรจาพูดคุยกับตำรวจ
จากนั้นเวลา 15.15 น. ตำรวจและนายปิยบุตรได้ขึ้นไปพูดคุยต่อเป็นการภายในที่ชั้น 8 ต่อมาเวลา 16.20 น. นายปิยบุตรได้ลงมาชี้แจงว่า ผู้กำกับสน.มักกะสันใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่ามีการกระทำสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ เมื่อตรวจค้นไม่มีสิ่งผิดกฎหมายใดๆ จึงได้ลงนามข้อบันทึกของตำรวจ และไม่มีการแจ้งข้อหาหรือร้องทุกข์กล่าวโทษใดๆ กับตน
6 องค์กรวิชาชีพสื่อแถลงบี้ฉุกเฉิน
ตามที่ได้มีการจัดชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานครนั้น
6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ และขอเรียกร้องต่อทุกฝ่าย ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อ โดยให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และต้องไม่ใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
2. ขอให้ฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้สามารถนำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน รอบด้านและเป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งนี้ สื่อมวลชนมีหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ของประชาชน
3. ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่การรายงานข่าวสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ส่งผ่านถ้อยคำความรุนแรงที่อาจจะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในสังคมและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด
ทั้งนี้ ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน สนับสนุนให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ