รัฐบาลจัดสวดมนต์วัดทั่วไทย
‘ชวน’กรีดสิระ-ดองฟอร์มาลิน
พท.ค้านบิ๊กแอ้ดร่วมสมานฉันท์
รัฐบาลจัดสวดมนต์วัดทั่วประเทศ ทุกวันเสาร์ ถึง 5 ธ.ค. เพื่อให้ชาติพ้นวิกฤต เริ่ม10 โมงวันนี้ ‘หมอดูคฑา’ ทำนายดวง ‘บิ๊กตู่’ ตำบลกระสุนตก มรสุมปะทะหนักถึงตรุษจีนปีหน้า แนะไหว้พระเสริมพลังชีวิต ‘ชวน’ กรีด ‘สิระ’ ไม่ให้เกียรติอดีตนายกฯ เตือนระวังถูกดองฟาร์มาลิน พปชร.ขานรับ ‘สุรยุทธ์’ ร่วมวงกรรมการสมานฉันท์ แต่เพื่อไทยมองว่าใหญ่ไป แห่หนุนออกพ.ร.ก.รองรับ ‘บิ๊กป้อม’ ไม่รู้หลัง ‘บิ๊กตู่’ บ่นเบื่อใช้อำนาจ เด็กปชป.ฉะอย่าทะนงว่าเป็นซูเปอร์แมน ชี้มีคนเหมาะเป็นนายกฯ อีกเยอะ
‘บิ๊กป้อม’ฝากการบ้านมท.1ข้อ
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 พ.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายแก่กระทรวงมหาดไทย โดยมีพล.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังทุกจังหวัด มีผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟังนโยบาย
พล.อ.ประวิตรกล่าวเน้นย้ำนโยบาย 10 ข้อ ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนโยบายที่สำคัญคือ การปกป้องและเทิดทูนสถาบันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างการรับรู้ให้ประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างสังคมแห่งการรู้รักสามัคคี ขับเคลื่อนและขยายผลการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ ขับเคลื่อนการปฏิบัติของจิตอาสาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
ส่วนนายอำเภอ จะต้องสร้างการรับรู้ภารกิจจิตอาสาต่อกำนันผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน เพื่อเป็นหลักปฏิบัติงานในระดับหมู่บ้าน และพร้อมขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ขอให้จังหวัดใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผลดำเนินงานสำคัญของรัฐบาลและส่วนราชการ พร้อมป้องกันไม่ให้เกิดข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ด้วย
ไม่รู้‘บิ๊กตู่’บ่นเบื่อใช้อำนาจ
พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เน้นย้ำข้าราชการทุกคนต้องวางตัวเป็นกลาง สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะตามกฎหมาย กำหนดไม่ให้นักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว ส่วนความคืบหน้าการพูดคุยเจรจาสร้างความปรองดองกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น เป็นเรื่องของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งไม่ขอแสดงความเห็นว่าจะได้ผลกลับมาในทางที่ดีหรือไม่ เพราะทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการของสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ระหว่างบรรยายเปิดหลักสูตรนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พูดตัดพ้อ ว่าการมีอำนาจ การที่ต้องมารับผิดชอบไม่ใช่เรื่องสนุก ใช้อำนาจมาเยอะ เบื่อการใช้อำนาจ เหมือนเป็นการถอดใจหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไร ให้ไปถามนายกฯ เอง และนายกฯ ไม่เคยมาพูดเรื่องกำลังใจกับตน มาพูดคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้น
เด็กปชป.ฉะไม่ใช่ซูเปอร์แมน
นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดหลักสูตร วปอ.63 ตอนหนึ่งว่าถ้าวันหน้ามีคนที่เก่งกว่าผม ดีกว่า ซื่อสัตย์กว่าผม ซื่อสัตย์เหมือนผม ก็คงมาทำงานต่อไป ให้รับผิดชอบประเทศต่อไป ว่า เป็นคำพูดที่สื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังสำคัญตัวเองผิด คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของการบริหารประเทศ และทะนงตัวว่าเป็นเหมือน ซูเปอร์แมน นำประเทศสู่ความสำเร็จได้แต่เพียงผู้เดียว คงไม่มีใครทำหน้าที่ได้ดีกว่าตัวเอง และยังท้าทายว่าถ้ามีใครเก่งกว่า ซื่อสัตย์กว่า ก็ให้มาเป็นนายกฯ แทน
ความเป็นจริงตั้งแต่อดีต มีนายกฯที่มีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าพล.อ.ประยุทธ์ หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำอีกหลายคน เช่น นายชวน หลีกภัย นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็น นายกฯที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย หรือข้อหาทุจริตระหว่างการดำรงตำแหน่ง
ชี้กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
นายพนิตกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต่างหากที่ต้องตอบคำถามกับสังคม ที่ลงคะแนนเลือกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ข้อคือ 1.อยากได้ความสงบต้องจบที่ลุงตู่ และกระแสกลัวระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้ง จึงเทคะแนนเสียงเลือกพล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ แต่ในที่สุดความสงบที่สังคมคาดหวัง ได้จบที่ลุงตู่จริงหรือไม่
ที่ผ่านมาอาจเกิดภาพลวงตาว่าพล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ก็เพราะเป็นยุค คสช. ที่มีมาตรา 44 อยู่ในมือ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ จึงทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้ และ 2.ประเด็นที่ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ มาต่อสู้กับระบอบทักษิณนั้น สุดท้ายพล.อ.ประยุทธ์ก็ใช้บริการลิ่วล้อหรือคนรอบข้างของระบอบทักษิณในอดีต มาค้ำบัลลังก์ของตัวเอง
“อยากเรียนให้พล.อ.ประยุทธ์ทราบว่า ยังมีคนไทยอีกหลายคน ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเป็นนายกฯได้ ทั้งความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นนักประชาธิปไตยมากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ด้วยซ้ำไป ขออย่ากังวลกับตำแหน่งนายกฯ เหมือนคำกล่าวที่ว่า กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี ฉันใดก็ฉันนั้น” นายพนิต กล่าว
รัฐบาลจัดสวดมนต์ขจัดขัดแย้ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและโรคระบาด ผู้คนขัดแย้งทางความคิด เกิดความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา จึงเห็นควรให้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นกรอบแนวคิดดำรงชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี
ในวันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นวันชาติ รวมทั้งเป็นวันพ่อแห่งชาติ ถือเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และเพื่อความเป็นสิริมงคล จึงมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สนองแนวทางตามมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม ประสานไปยังจังหวัดต่างๆ เตรียมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันเสาร์จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. เริ่มวันเสาร์ที่ 7 พ.ย. เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
ในพื้นที่ส่วนกลาง กำหนดจัดที่วัดบวรนิเวศวิหาร กทม. ส่วนภูมิภาคให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานกับเจ้าคณะจังหวัด และปรึกษาผู้ว่าฯ กำหนดวัดที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและอำเภอ เพื่อจัดพิธีตามสมควร จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกพื้นที่ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน
หมอดูคฑาทำนายดวง‘บิ๊กตู่’
เมื่อเวลา 12.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคฑา ชินบัญชร หมอดูชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ามาไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบว่า วันนี้มาร่วมประชุม ไม่ได้มาดูดวงให้ใครหรือดูดวงสถานที่ใดเป็นพิเศษ ประชุมเสร็จก็เดินมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอพรให้บ้านเมืองมีความสุข สงบ คิดว่าคนไทยทุกคนรักประเทศไทย และมีความกตัญญูต่อแผ่นดิน เพียงแต่จุดมุ่งหมายอาจไม่เหมือนกัน หากทุกคนคิดดี พูดดี ทำดี มีเพื่อนดี รับรองว่าชีวิตดีและแผ่นดินไทยดีแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสได้ดูดวงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม บ้างหรือไม่ นายคฑา กล่าวว่า ปกติปีนี้คนเกิดปีมะเมียโดยทั่วไปจะเป็นตำบลกระสุนตก ตามหลักโหราศาสตร์จะต้องปะทะอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องกังวลเพราะพ้นตรุษจีนวันที่ 12 ก.พ.2564 จะผ่านไปได้
เตือนช่วงปะทะ-หมั่นไหว้พระ
“ช่วงนี้ต้องระวัง หมั่นสวดมนต์ไหว้พระจะช่วยส่งผลให้จิตสงบ เป็นการยกระดับจิต เพิ่มพลังใจให้พลังชีวิต ทำให้มีสติรู้ตื่น ดูแลตัวเองและชาติบ้านเมือง จะทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชอบ อะไรผิดอะไรถูก ไม่ว่าใคร ถ้ารู้จักหน้าที่ของตัวเอง บ้านเมืองจะสงบสุข และอยากฝากถึงครม.หรือใครก็ตาม หากรู้จักหน้าที่ของตัวเอง บ้านเมืองจะมีความสุข” นายคฑากล่าว
เมื่อถามว่าดวงพล.อ.ประยุทธ์ จะดีขึ้นหลังวันที่ 12 ก.พ.64 ใช่หรือไม่ นายคฑากล่าวว่า คนเกิดปีมะเมียทุกคน พอหมดการปะทะชน ปัญหาต่างๆ จะน้อยลง ซึ่งช่วงปะทะชนคือช่วงวันที่ 12 ธ.ค.2563 -12 ม.ค.2564 แต่อาจโชคดีเพราะอยู่ในช่วงปีใหม่ คนไทยกำลังรื่นเริง อาจทำให้สถานการณ์เบาบางลงได้ ถือเป็นดวงของคนเกิดปีมะเมียทุกคน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ เกิดปีมะเมียด้วย ต้องระวังและสวดมนต์ไหว้พระและไปรับพลังชีวิตดีๆ โดยเฉพาะทิศเหนือทิศใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพลังบวกที่ดี ไปรับรอยยิ้มเสียงหัวเราะและไปกระจายความสุข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2497 ปีมะเมีย
‘ชวน’กรีด‘สิระ’-ยันไม่ท้อ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อหาทางออกประเทศว่า ตอนนี้ยังไม่อยากแสดงความคิดเห็นมาก เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อทางวาจาให้กับนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่ขอเตือนนายสิระว่าหากจะวิพากษ์พิจารณ์อะไรต้องให้เกียรติผู้สูงอายุด้วย ถึงมีอายุมากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่ทราบอะไร ทุกคนล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ และเจอปัญหามาก่อน
“ยืนยันว่าไม่รู้สึกท้อ และไม่มีปัญหาส่วนตัวกับใคร ไม่ได้โกรธใคร ผมก็พร้อมรับคำแนะนำ แต่ขอเตือนว่าอย่ามองผู้สูงอายุในทางลบ คนจะผ่านชีวิตมา ถึงขั้นที่เปรียบเทียบว่าดองเค็มได้นั้น ต้องระวัง คนพูดจะไปดองในฟอร์มาลิน ต้องระวังร่างกายด้วย” นายชวนกล่าว
เดินหน้าตั้งกก.สมานฉันท์
ส่วนการจะเดินทางไปพบหรือขอคำแนะนำจากใครบ้างนั้น นายชวนกล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะไปวันไหน เมื่อไหร่ เพราะงานเยอะ ต้องรอมีเวลาว่างก่อน การเข้าพบกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไม่ได้เพื่อประสานงานมาเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ แต่เพื่อศึกษาวิธีการแก้ปัญหา ทั้งเรื่องที่ทำแล้วได้ผล และไม่ได้ผล แต่เชื่อว่ามีประโยชน์ อีกทั้งผู้ใหญ่บางคนไม่สบายใจ จึงต้องเป็นการหารือกันภายใน แต่ทุกคนเห็นด้วยในการแก้ปัญหาส่วนรวม และมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง
ขณะเดียวกัน มีคนอาสาสมัครอยากเป็นกรรมการชุดนี้เยอะ แต่ยังไม่แน่ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการหรือไม่ สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอ เป็นเพียงการพูดคุยกัน ทำได้หรือไม่ได้ต้องพิจารณากันต่อ และต้องไม่รีบร้อน เรื่องการมองอนาคต แต่เรื่องเฉพาะหน้า ให้สถาบันพระปกเกล้าดูเป็นพิเศษ โดยแยกประเด็นอนาคต กับปัญหาเฉพาะหน้าออก จากกัน
‘อนุทิน’ยันภท.สนับสนุนเต็มที่
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า อะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ เกิดความเข้าใจกัน ทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือลดลงไป พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว
ส่วนรายชื่อกรรมการที่มีทั้งอดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภานั้น ถือว่ามีวุฒิภาวะ มีความเสียสละ มีประสบการณ์ และมีความหวังดีต่อบ้านเมืองทุกคน มองว่ายิ่งดีถ้ามีผู้ที่มากด้วยบารมี มีความเป็นผู้ใหญ่ และเป็นที่เคารพของคนทั่วไป ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธจะเข้าร่วมนั้น ถ้าคนที่บอกว่าหวังดีต่อบ้านเมืองจริงๆ ก็ต้องการอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข มีความสามัคคี ตอนที่เริ่มใหม่ๆ พูดกันว่าจะหาวิธีพูดคุยกันระหว่างทุกฝ่าย ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็พยายามจัดให้พบปะกันอยู่แล้ว เรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ยอมแก้แล้ว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนทุกภาคส่วน รัฐสภาก็ฟังเสียงประชาชน
เมื่อถามว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานสถาบันสร้างไทย เสนอให้รัฐบาลตรา พ.ร.ก.รองรับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนเสนอความเห็นได้หมด อะไรที่ทำได้เร็วและมีผลเลย รัฐบาลก็รีบทำ ไม่ใช่เอาความเห็นคนนั้นทีคนนี้ที ก็เละกันหมด ดังนั้น เอาสิ่งที่ดีที่สุด แนวทางที่ดีที่สุด ซึ่งต้องให้คนปฏิบัติตัดสินใจ
‘แรมโบ้’ค้านไอเดีย‘เจ๊หน่อย’
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา และหาทางออกให้กับประเทศตลอด เห็นได้จากที่ผ่านมานายกฯพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งเปิดรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อให้มีการพูดคุย ทั้งเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน และแกนนำผู้นุมนุม มีความจริงใจที่อยากจะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศอย่างแท้จริง ก็สามารถร่วมมือกันได้ โดยไม่ ต้องออก พ.ร.ก.ในการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ หรือออกกฎหมาย 3 ข้อ ตามที่คุณหญิงสุดารัตน์เสนอ
ส่วนการที่คุณหญิงสุดารัตน์จะให้นายกฯลาออกจากตำแหน่งเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมกับนายกฯที่เข้ามาตามรัฐธรรมนูญ และนายกฯต้องทำงานให้ครบเทอม ซึ่งคุณหญิงและพรรคเพื่อไทยควรรอเวลานั้นก่อน ไม่ใช่เอะอะจะให้นายกฯ ลาออกอย่างเดียว เพียงเพราะตัวเองและพรรคเพื่อไทยอยากจะเป็นรัฐบาล
การที่นายชวน เตรียมเข้าพบ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ‘บิ๊กแอ้ด’ประธานองคมนตรี ในฐานะอดีตนายกฯ ขอความเห็นแก้วิกฤตการเมือง เป็นเรื่องที่ดี ที่จะได้รับฟังข้อเสนอแนะต่างๆจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง มั่นใจว่าจะได้รับข้อเสนอที่ดีและหาทางออกให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี
พปชร.หนุนมีพ.ร.ก.-เชิญบิ๊กแอ้ด
นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรี ธรรมราช และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.รองรับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และคิดว่าน่าจะทำได้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ที่จะมาแสดงความเห็น รู้สึกว่าจะได้รับการคุ้มครองเมื่อพูดหรือแสดงความเห็นอะไรออกไป การจะคุยกันต้องเปิดเวทีด้วยความจริงใจ แต่ละฝ่ายถึงจะกล้าพูดหรือเปิดเผยในสิ่งที่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง มาเปิดใจคุยกันในห้องประชุมโดยไม่ต้องไปลงถนน ไม่ต้องถ่ายทอดสาธารณะ เพื่อให้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริง ดังนั้น ต้องให้ความมั่นใจกับเขาในประเด็นที่จะแสดงความเห็น เช่น เรื่องการปฏิรูปสถาบัน ถ้าไม่คุ้มครองแล้วใครจะกล้าพูด ขณะที่ ผู้ชุมนุมต้องไม่ลงถนนกดดัน เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเรื่องเศรษฐกิจและจะทำให้เกิดความสมานฉันท์ได้แท้จริง
ส่วนที่เสนอให้พล.อ.สุรยุทธ์ มีส่วนร่วมในกรรมการสมานฉันท์นั้น เป็นแนวคิดที่ดี และทางที่ดีควรมีแกนนำที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของทุกฝ่าย รวมทั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส. พรรณิการ์ วานิช หรือคุณหญิงสุดารัตน์ ควรมานั่งฟังและพูดคุยปัญหาด้วยเหตุผล หากไม่มาฟังจะรู้ถึงปัญหาและจะไปถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร
พท.เห็นด้วยแต่เบรก‘สุรยุทธ์’
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอให้รัฐบาลตรา พ.ร.ก.รองรับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งเข้าใจเจตนาว่าคุณหญิงสุดารัตน์คงอยากให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ มีกฎหมายรองรับ เพราะหากกรรมการลักษณะนี้ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีอำนาจสั่งการหรือผูกพันองค์กรต่างๆ ให้ปฏิบัติตาม ก็ไร้ประโยชน์ คณะกรรมการชุดนี้ควรได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และต้องมีอำนาจในตัวพอสมควร
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่าเป็นการหาทางลงหรือซื้อเวลาให้พล.อ.ประยุทธ์ นายสุทินกล่าวว่า หากเป็นประโยชน์กับทุกคนก็จบ ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนรับได้หรือไม่ ส่วนที่นายชวน เตรียมเชิญพล.อ.สุรยุทธ์ มาร่วมให้ความเห็นในคณะกรรมการด้วย นายสุทินกล่าวว่า ตนมองว่าใหญ่ไป ก็อาจไม่เหมาะ สูงไปก็ขาดอิสรเสรี ต้องถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิต นักศึกษา ยอมรับหรือไม่ ถ้ายอมรับก็ไม่มีปัญหา ก็ออกกฎหมายมารองรับคณะกรรมการได้เลย แต่ถ้าผู้ชุมนุมไม่เอาด้วยก็จบ
‘ชูศักดิ์‘ยก 5 ข้อเสนอยุติไฟ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เงื่อนไขการตราพ.ร.ก.คงต้องพิจารณาตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 บัญญัติไว้ คือเป็นไปเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ กรณีเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นปัจจุบันอาจถือได้ว่าเป็นปัญหาอันกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศได้ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ จะกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อให้เกิดการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้ ที่ผ่านมาเคยตั้ง คอป.ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ยังล้มเหลว
สิ่งสำคัญที่เห็นว่าจะเป็นแนวทางยุติความขัดแย้ง น่าจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.ทุกฝ่ายต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าต้นตอของความขัดแย้งมาจากอะไร ต้องขจัดต้นตอของปัญหาออกไปก่อน เพื่อเปิดพื้นที่การพูดคุย 2.ทุกฝ่ายต้องยอมรับให้มีการเสนอความเห็น เพื่อการพูดคุยได้ทุกเรื่องที่เป็นปัญหาและข้อเรียกร้อง 3.ต้องสร้างความมั่นใจในการพูดคุยโดยยุติการดำเนินคดีต่างๆ ทั้งหมดกับนักศึกษาและประชาชน 4.คณะกรรมการที่เป็นคนกลางนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายให้การยอมรับ 5.เมื่อการพูดคุยได้ข้อยุติประการใดแล้ว อาจใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามข้อสรุปจากการพูดคุย
การจะออกพ.ร.ก.ไว้ก่อนโดยที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในการสร้างความปรองดองใดๆ อาจจะเร็วเกินไป อาจจะไม่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่ได้จากการพูดคุยของทุกฝ่าย ในช่วงเวลาเร่งด่วนนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ คือ แสดงความจริงใจที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต้องให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก ต้องไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกจับกุม ต้องได้รับการปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่อนคลายลง สิ่งที่รัฐบาลกำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อการสร้างความปรองดองเลย โดยเฉพาะการนำประชาชนเพื่อออกมาต่อต้านอีกฝ่าย สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้
ย้ำ‘ประยุทธ์’ไม่ออก-ไม่จบ
ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่กลุ่ม ผู้ชุมนุมประกาศไม่เข้าร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์นั้น เข้าใจได้ เพราะไม่มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ไม่มีอะไรยืนยันว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามซื้อเวลา ประกอบกับในหลายสถานการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา มีแต่ความพยายามในการซื้อเวลา เพื่อสืบทอดอำนาจออกไปเรื่อยๆ ประชาชนยังไม่เห็นความจริงใจจากพล.อ.ประยุทธ์ ในการแก้ปัญหาวิกฤตประเทศ เห็นแต่ท่าทีแข็งกร้าวจากเครือข่ายแวดล้อมพล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงจุดยืนต่อต้านคณะกรรมการสมานฉันท์อย่างสุดตัว
แม้จะเป็นความพยายามของนายชวน แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาด้วยก็ไปต่อลำบาก โดยเฉพาะการเชิญพล.อ.สุรยุทธ์ แต่กลุ่ม ผู้สนับสนุนรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ที่ไม่อยากให้นายชวนแก้ปัญหาได้สำเร็จ อาจพยายามชี้ว่า ไม่ควรนำประธานองคมนตรี มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
“คณะกรรมการชุดใดก็ตามที่จะเสนอตัวแก้ปัญหา ต้องมองความสำคัญของปัญหาให้ออก ตราบใดที่พล.อ.ประยุทธ์และเครือข่ายไม่ลาออก ปัญหาจะถูกนั่งทับไว้ ยากที่ใครจะเข้ามาแก้ไข” นายอนุสรณ์กล่าว
ยิ่งเป็นจุดอ่อนถ้า‘ไบเดน’นั่งปธน.
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผอ.ศูนย์นโยบายและวิชาการและทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีหากนายโจ ไบเดน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมือด้วยแผนบันได 4 ขั้น ดังนี้ 1.ต่อสู้กับบาทแข็งขึ้น แม้นายไบเดน จะใช้นโยบายภาษีที่ดุดัน แต่จะเพิ่มการลงทุนภาครัฐที่ดุดันกว่า ทำให้ขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนตัว บาทแข็งขึ้น ส่งผลเสียต่อ การส่งออกไทยอย่างหนัก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องพิจารณาทำนโยบายการเงินที่ไม่ใช่แค่ด้านดอกเบี้ยอีกต่อไป
2.รีบชิงห่วงโซ่การผลิต โควิด-19 ทำให้ห่วงโซ่การผลิตโลกถูกจัดระเบียบใหม่ การมาของนายไบเดน ทำให้สงครามการค้าเปลี่ยนรูปแบบไป โอกาสทองจะเป็นของอุตสาหกรรมไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมต่อสินค้าจีนไปยังสหรัฐ และที่ส่งไปสหรัฐโดยตรง ถ้า ไม่ชิงช่องว่างตรงนี้ก็ตกขบวน
3.รีบแย่งดึงฐานการผลิต เร่งเจาะเป้าหมาย เร่งดึงดูดอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเยอะ ได้รับผลกระทบด้านภาษีสูง ที่มีแนวโน้มย้ายฐานการผลิต ต้องทำงานเชิงรุกวิ่งเข้าหา เจาะเป้าหมาย และเร่งเจรจา
4.นายกฯ ลาออก แก้รัฐธรรมนูญ การเอาชนะทางการค้าของสหรัฐจะเปลี่ยนรูปแบบไป จากการใช้ภาษี ใช้สิทธิประโยชน์บีบ จะเปลี่ยนเป็นการใช้เรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ นี่คือจุดอ่อนที่สำคัญของไทย และจะกลายเป็นข้ออ้างใหญ่ที่ทำเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในยุคนายไบเดน เมื่อมีจุดอ่อนก็ต้องลบจุดอ่อน นายกฯ ต้องลาออก ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
ก้าวไกลแนะบทบาทอดีตนายกฯ
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ อย่างแรกต้องพิจารณา 3 ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม คือ 1.การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกลไกรัฐสภาดำเนินการอยู่แล้ว พรรคจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาพิจารณาในคณะกรรมการชุดนี้ เพราะจะทำให้กระบวนการยืดออกไปอีก 2.การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ต้องยอมรับว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีความชอบธรรมแล้ว ครม.จึงไม่ควรเข้ามาอยู่ในโครงสร้างคณะกรรมการ เพราะอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการชุดนี้ เป็นนั่งร้านเพื่อค้ำตำแหน่งนายกฯให้กับพล.อ.ประยุทธ์
3.การปฏิรูปสถาบัน คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นบทบาทสำคัญ นำเรื่องการปฏิรูปสถาบันเข้ามาพูดคุย เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและบรรยากาศที่ไว้วางใจกัน โดยมีธงตรงกันคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเป็นมิ่งขวัญภายใต้รัฐธรรมนูญ หากต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในหลักนี้ ก็จะมีความไว้วางใจระหว่างกัน
เมื่อถามว่าการเชิญอดีตนายกฯ เข้ามาเสนอความเห็น จะทำให้การสมานฉันท์เกิดขึ้นได้หรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า ถ้าท่านเข้ามาคอยให้ประสบการณ์และไกล่เกลี่ยเพื่อลดอุณหภูมิระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะมีคุณูปการมาก แต่ถ้าให้ 4 อดีตนายกฯ มากำหนดธงการเปลี่ยนแปลง หรือเข้ามากำหนดธงของคณะกรรมการ ส่วนนี้จะไม่ใช่แล้ว เพราะโลกใบนี้เป็นโลกของคนรุ่นปัจจุบันและคนที่จะเกิดขึ้น พวกเขาควรเป็นประธานกำหนดทิศทางของประเทศนี้เอง ผู้ใหญ่วันนี้ควรอยู่ในบทบาทของการให้คำแนะนำ บอกเล่าประสบการณ์ และไกล่เกลี่ยเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย ให้เป็นไปอย่างสมานฉันท์มากขึ้น การพูดคุยครั้งนี้คือ การพูดคุยเรื่องของอนาคต
‘นิกร’กางขั้นตอนถกแก้รธน.
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการที่รัฐสภาเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 17-18 พ.ย.ว่า ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการ (กมธ.) จัดทำรายงานในกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ ได้ศึกษาทั้ง 6 ร่างไว้อย่างละเอียด เป็นเล่มเอกสาร 400 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดความเห็นของบุคคลต่างๆ ทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย ในประเด็นข้อกังวลที่คิดว่า ถ้าแก้ไขแล้วจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคิดว่าเป็นข้อมูลที่เพียงพอที่สมาชิกจะพิจารณาว่ารับหรือไม่รับ
เมื่อสมาชิกพิจารณาทั้ง 6 ร่างแล้ว จากนั้นจะพิจารณาร่างของประชาชนหรือไอลอว์ ก่อนจะโหวตทีละร่างจนครบ 7 ร่างในคราวเดียว แล้วจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่รัฐบาลเสนอร่างมา ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงของรัฐบาลในการแก้กฎหมาย โดยรอประธานรัฐสภากำหนดวาระประชุมอีกครั้ง และหากรับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญ จะตั้งกมธ.วิสามัญพิจารณาในชั้นแปรญัตติ 45 คนตามสัดส่วน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และ ส.ว.
‘พีระพันธุ์’แนะคงความเป็นชาติ
ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี บรรยายวิชาการเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิที่จะทำลายชาติบ้านเมือง ทำลายวัฒนธรรมประเพณี หรือความเป็นชาติได้ สำหรับประเทศไทยความเป็นชาติของเราคือสถาบัน เราเป็นประเทศไทยวันนี้เพราะสถาบันที่ได้ทำมาตลอด ต้องคงเรื่องนี้ไว้ให้ได้ สถาบันไทยไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการปกครอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมประเพณี
ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังจะพูดกันในสภาคือการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ตนอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นำเสนอปัญหาที่ต้องการให้ภาครัฐดูแล เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาของสังคม จะทำให้สังคมเดินหน้าต่อได้ ความเหลื่อมล้ำลดลง เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญตอบสนองปัญหาของชาติอย่างแท้จริง ส่วนการจะแก้ปัญหาการเมืองในขณะนี้ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องยากเพราะอยู่ที่ใจ หากใจไม่มีเหตุมีผล ใจมีเป้าหมาย ทำอย่างไรก็ไม่จบ ดังนั้นอยู่ที่คนที่เข้ามามีส่วนร่วมว่ามีเป้าหมายเพื่อชาติบ้านเมืองจริงหรือไม่

แนะนำตัว – นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นำนายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ผู้สมัครนายก อบจ.สมุทรสงคราม และผู้สมัครสมาชิกสภาอบจ.เขตต่างๆ ออกพบปะชาวบ้านในตลาดแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 6 พ.ย.
‘ธนาธร’ถูกชาวมหาชัยชูป้ายไล่
เวลา 09.00 น.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ลงพื้นที่พบปะประชาชนในตลาดแม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทร สงคราม ช่วยนายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ผู้สมัครนายกอบจ.สมุทรสงคราม หาเสียง
นายธนาธรกล่าวว่า การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครนายก อบจ. 41 จังหวัดทั่วประเทศ มั่นใจมากว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เราต้องการสร้างท้องถิ่นที่สร้างคุณภาพชีวิต มีคมนาคมสาธารณะที่ดี การท่องเที่ยวท้องถิ่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจเกิดขึ้น เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน
จากนั้นเวลา 14.00 น. ระหว่างที่นาย ธนาธร พร้อมนายอวยชัย จาตุรพันธ์ ผู้สมัครนายก อบจ.สมุทรสาคร คณะก้าวหน้า กำลังเดินหาเสียงกับผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น มีกลุ่มคนรักสถาบันประมาณ 4-5 คน มายืนชูป้าย “ไม่เอาธนาธร” พร้อมตะโกนต่อต้านการลงพื้นที่ของนายธนาธร แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น จากนั้นนายธนาธร และคณะ ขึ้นรถแห่ไปรอบตลาดมหาชัย กับพื้นที่อ.กระทุ่มแบน