หนี-ตามกลับ
เป็นศพปริศนา
ในห้องขังค่าย
พลทหารเมืองร้อยเอ็ด ผูกคอดับปริศนาในห้องน้ำของห้องขังกองรักษาการณ์บาน ด้านรองโฆษกทบ.แจง ผู้บังคับบัญชาสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อให้ผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายระบุ ผู้ตายหนีทหาร ไม่ยอมกลับเข้าค่าย ญาติเพิ่งนำตัวกลับมาส่งได้แค่วันเดียว กำลังถูกกักตัวให้ทำงานสาธารณประโยชน์ ด้านแม่ของผู้ตายเผยไม่เชื่อจะฆ่าตัวเอง เพราะมีนิสัยร่าเริงรักลูกเมีย เผยรอยฟกช้ำที่ใบหู ที่ไม่เกี่ยวกับการผูกคอ พร้อมขอให้ส่งศพไปผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนพ่อก็สงสัยว่าอาจถูกทำโทษหนักจนเสียชีวิต แล้วอำพรางคดีจับแขวนคอให้ดูเหมือนฆ่าตัวตาย

ฆ่าตัวปริศนา – เจ้าหน้าที่ตรวจที่เกิดเหตุพลทหารพิชวัฒน์ เวียงนนท์ ผูกคอฆ่า ตัวตายในห้องน้ำ กองรักษาการณ์ ค่ายประเสริฐสงคราม จ.ร้อยเอ็ด ขณะที่แม่ ผู้ตายยังสงสัยติดใจสาเหตุการตาย ล่าสุด ทบ.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อวันที่ 7 พ.ย.
จากกรณีพบศพพลทหารพิชวัฒน์ เวียงนนท์ อายุ 22 ปี ผูกคอตายภายในห้องน้ำห้องคุมขังของกองรักษาการณ์ ค่ายประเสริฐสงคราม ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยแพทย์เวร และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าไปตรวจสอบ พบผู้ตายสวมเสื้อกีฬา สีแดง กางเกงยีนส์ขาสั้น สีดำ ใช้เชือกไนลอนสีขาวผูกคอตัวเองติดกับลูกกรงเหล็กสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตรห้อยลงมาในอ่างอาบน้ำ สภาพศพลิ้นจุกปากมีรอยรัดที่คอเป็นรอยช้ำ เบื้องต้นแพทย์สันนิษฐานสาเหตุการตายว่า ขาดอากาศจากรอยกดรัดบริเวณลำคอ เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาตามที่เป็นข่าวไปนั้น
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 พ.ย. ที่สภ.เมืองร้อยเอ็ด นางหนูไกร บุญวิเศษ อายุ 44 ปี มารดาของพลทหารพิชวัฒน์ ได้เดินทางมาพบร.ต.อ.ยงยุทธ ทูลธรรม รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองร้อยเอ็ด เพื่อร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผ่าชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง โดยขอให้ ส่งศพไปผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดต่อไป
นางหนูไกรเปิดเผยว่า ตนและญาติๆ ยังติดใจในสาเหตุการเสียวิต เพราะปกติแล้วบุตรชายมีนิสัยร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบจนเหลือปอดเพียงข้างเดียว สาเหตุที่ต้องติดใจก็คือ นิสัยส่วนตัวผู้ตายไม่เคยมีเรื่องเครียด เป็นคนรักลูกรักเมีย จนไม่น่าจะคิดจะฆ่าตัวตายแบบนี้ ก็อยากจะร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ตายด้วย เพราะหลังเกิดเหตุพวกตนก็ไม่ได้เข้าไปดูศพที่จุดเกิดเหตุด้วย กระทั่งมีการส่งศพมาที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด แล้วให้ญาติไปติดต่อรับศพที่โรงพยาบาล ตอนแรกที่เห็นศพก็พบว่าที่บริเวณหูข้างขวามีรอยฟกช้ำ ทำให้สงสัยว่าหากผูกคอตายทำไมหูต้องมีรอยฟกช้ำ จึงอยากจะให้ผ่าชันสูตรพลิกศพอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการตายที่แน่ชัด และหากเป็นการฆ่าตัวตายจริงๆ ตนและครอบครัวก็ยอมรับผลที่จะออกมา

ด้านนายอุเทน เวียงนนท์ อายุ 47 ปี บิดาของผู้ตาย เปิดเผยว่า ส่วนตัวแล้วก็ไม่เชื่อว่าบุตรชายจะฆ่าตัวตาย เพราะปกติแล้วเห็นเป็นคนร่าเริง ไม่มีเหตุอันใดที่จะทำให้ต้องมาคิดสั้นแบบนี้ ส่วนสาเหตุที่ตนคิดไว้ ก็อาจมาจากถูกทำโทษอย่างหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต ก่อนถูกอำพรางคดีด้วยการนำเชือกมารัดคอแล้วนำไปแขวนไว้ในห้องน้ำ ทำให้ดูเหมือนผูกคอฆ่าตัวตายเอง อย่างไรก็ตามในส่วนของคดีความ หากผลการชันสูตรออกมาว่า ฆ่าตัวตายเองจริงๆ ตนก็พร้อมยอมรับ แต่หากถูกทำโทษจนเสียชีวิต ตนจะไม่ยอมรับและเอาเรื่องให้ถึงที่สุดด้วย
ต่อมาเมื่อเวลา 13.45 น.วันเดียวกัน ทางญาติๆ ได้ไปติดต่อขอรับศพของพลทหาร พิชวัฒน์ที่สภ.บรบือ จ.มหาสารคาม เพื่อจะขอนำศพส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ด้วยตัวเองอีกด้วย
วันเดียวกัน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของพลทหารพิชวัฒน์ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 27 จ.ร้อยเอ็ด ว่า กองทัพบกต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพลทหารพิชวัฒน์ด้วย ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เบื้องต้นได้รับรายงานจากหน่วยต้นสังกัดของผู้ตายว่า มีเหตุการณ์ต่อเนื่องคือเมื่อวันที่ 24 ต.ค. พลทหารพิชวัฒน์ได้ลากลับบ้าน แต่เมื่อครบกำหนดเจ้าตัวก็ยังไม่กลับเข้าค่ายทหาร จึงต้องมีการตามตัวกลับมาจากภูมิลำเนา และได้รับลงทัณฑ์ตามระเบียบคือ กักตัวไว้ที่กองรักษาการณ์และให้ทำงานสาธารณประโยชน์ทางด้านการเกษตร ระหว่างนี้ผู้ตายยังได้หลบหนีออกไปอีก กระทั่งเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ทางครอบครัวก็นำตัวพลทหารพิชวัฒน์กลับมาส่งที่ค่ายอีกครั้ง และก็ถูกคุมตัวไว้ที่กองรักษาการณ์เช่นเดิม กระทั่งวันที่ 6 พ.ย.เวลาประมาณเที่ยงวัน ก็ถูกพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว
พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวอีกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางต้นสังกัดได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามาชันสูตรและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ขณะนี้ยังช่วยดำเนินการจัดพิธีศพและอำนวยความสะดวกครอบครัวในเรื่องการประสานติดต่อส่วนราชการ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย รวมทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงด้วย โดยจะร่วมกับญาติรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบถึงสาเหตุจูงใจของการเสียชีวิตและให้ผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายต่อไป
“การเสียชีวิตของกำลังพลไม่ว่าจะด้วยจากสาเหตุใดก็ตาม ต้องถือว่าเป็นการสูญเสียของกองทัพบกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นโยบายของกองทัพบกจะให้การดูแล พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์ต่อกำลังพลผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด” รองโฆษก ทบ. กล่าว