เสด็จฯพร้อมพระราชินี
ทรงเปิดศาลเยาวชนอุดร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลเยาวชน และครอบครัวจังหวัดอุดรธานี พสกนิกรเฝ้าฯ รับเสด็จ เนืองแน่น ในหลวงพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 128 ล้านบาท แก่เรือนจำ 19 แห่ง และร.พ.แม่ข่ายของเรือนจำ โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ระยะที่ 2 หลังจากพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 217 ล้านบาท ในระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2562 จนถึงปัจจุบัน จัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จำนวน 756 รายการ พระราชทานให้เรือนจำ/ทัณฑสถานเป้าหมาย 25 แห่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ณ ที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีประชาชนชาวอุดรธานี และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนืองแน่น โอกาสนี้ทรงพระอักษรพระราชทานให้นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เมื่อเวลา 18.21 น. วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. เวลา 18.21 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และทรงเปิดอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ณ ที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา นายวิเชียร แสงเจริญถาวร อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายวิรัช ไตรพิทยากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม และประชาชนจำนวนมาก เฝ้าฯ รับเสด็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรที่มาเฝ้าฯรับเสด็จจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอักษรพระราชทานแก่นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จ ความว่า “ขอบใจในความรักและกำลังใจ เราต่างรักกัน ห่วงกัน ห่วงประเทศชาติ ช่วยกันรักษาบ้านเราด้วยความดี เพื่อความสุขและความเจริญ รักษาความวิเศษของความเป็นไทย” “หวงแหนชาติ หวงแหนเผ่าไทย รักษาความรักและความดี” “รักชาติ รักประชาชน หวงแหนความเป็นไทย มีความสุขแท้ๆ แน่”
วันเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารข่าวระบุว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เกิดขึ้นด้วยพระมหา กรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล โดยทรงเห็นว่าสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่เว้น แม้แต่ผู้ต้องขังซึ่งก็คือประชาชนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ทรงเห็นว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การพยาบาล รวมไปถึงการได้รับความรู้ในการ ดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่ควรได้รับเท่าเทียมกับบุคคลภายนอกตามหลักมนุษยธรรม ข้อจำกัดในด้านการได้รับความรู้ด้านสุขอนามัย ตลอดจนการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ต้องขัง จึงมีความสำคัญที่จะต้องพิจารณาปรับปรุง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขึ้น เพื่อเป็นการ เติมเต็มสิทธิของผู้ต้องขังให้ได้รับบริการทางสุขภาพเฉกเช่นประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 217 ล้านบาท ในระยะที่ 1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้จัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จำนวน 756 รายการ พระราชทานให้เรือนจำ/ทัณฑสถานเป้าหมาย 25 แห่ง ประกอบด้วย เรือนจำความมั่นคงสูงสุด 5 แห่ง เรือนจำกำหนด โทษสูง 12 แห่ง ทัณฑสถานหญิง 7 แห่ง และทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 1 แห่ง
และในปลายปีนี้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 1 ปี พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 128 ล้านบาท เพื่อดำเนินงาน โครงการ เข้าสู่ระยะที่ 2 สำหรับจัดซื้อเครื่องมือ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์แก่เรือนจำ 19 แห่ง และโรงพยาบาลแม่ข่ายของเรือนจำ ได้แก่ เรือนจำอำเภอฝาง เรือนจำอำเภอเทิง เรือนจำอำเภอแม่สอด เรือนจำอำเภอสวรรคโลก เรือนจำอำเภอแม่สะเรียง เรือนจำอำเภอพล เรือนจำอำเภอสีคิ้ว เรือนจำอำเภอนางรอง เรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ เรือนจำอำเภอรัตนบุรี เรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี เรือนจำอำเภอธัญบุรี เรือนจำอำเภอทุ่งสง เรือนจำอำเภอปากพนัง เรือนจำอำเภอนาทวี เรือนจำอำเภอเบตง เรือนจำอำเภอหลังสวน เรือนจำอำเภอทองผาภูมิ และเรือนจำอำเภอหล่มสัก