‘เสรี’ประเดิมฟ้องคดีมาตรา112
ซูเปอร์โพลหนุนนายกฯไปต่อ
ปชป.-สว.เชียร์‘วิรัช’คุมแก้รธน.
‘ชวน’จ่อคลอด19กก.สมานฉันท์
‘บิ๊กตู่’ ยันไม่ลาออก นายกฯ ซัด‘อานนท์’ แกนนำม็อบ พูดไม่มีข้อมูล หวังระดมมวลชน 25 พ.ย. ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ยังหนุนนายกฯ ได้ไปต่อ ‘ส.ว.เสรี’ ประเดิมฟ้องผู้ชุมนุมผิดมาตรา 112 กับ 116 ฝ่ายค้านจวกซ้ำแถลงการณ์นายกฯ ผลักประชาชนเป็นศัตรู ปชป.-ส.ว.หนุน ‘วิรัช’ นั่งประธานกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านเตรียมส่ง ‘หมอชลน่าน’ ลงแข่ง ลั่นพร้อมดึงร่างไอลอว์แปรญัตติ สัปดาห์หน้า ‘ชวน’ ตั้ง 19 กรรมการสมานฉันท์
‘บิ๊กตู่’โต้‘อานนท์’-ยันไม่ลาออก
เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 20 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กว่าพล.อ.ประยุทธ์ อาจลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย. ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มราษฎรนัดชุมนุมใหญ่ว่า ที่มีข่าวว่าตนจะลาออกก่อน วันที่ 25 พ.ย. ก็ลองไปถามคนพูดดูว่าเอาข้อมูลจากไหนตนไม่เคยติดต่อกับเขา และทราบว่าจะมีการชุมนุม 25 พ.ย.นี้ คิดว่าคงพูดเพื่อหวังระดมมวลชนและประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ และคิดว่าคนที่พูดเรื่องแบบนี้ พูดไม่ตรง พูดโดยไม่มีข้อมูล เราจะเชื่อถือได้อีกต่อไปหรือไม่ ตนคงตอบได้เท่านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 19.00 น. พล.อ. ประยุทธ์ ผูกเนกไทสีแดงเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 27 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ที่ทำเนียบรัฐบาล และเกรงว่าจะถูกจับไปเป็นประเด็น ทางคณะทำงานจึงแจ้งว่าเป็นไปตามที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการประชุมจัดให้กับผู้นำทุกประเทศ
ขณะเดียวกัน เป็นที่สังเกตว่า พล.อ. ประยุทธ์ อยากพบกับสื่อมวลชนเพื่อตอบประเด็นคำถามต่างๆ ที่สื่อมวลชนได้ส่งผ่านไปทางสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯได้เดินมาที่จุดให้สัมภาษณ์ แตกต่างจากปกติที่สื่อมวลชนอาจต้องยิงคำถามก่อนที่นายกฯจะหยุดตอบ และขณะตอบคำถาม พบว่านายกฯมีสีหน้าเรียบเฉยขณะให้สัมภาษณ์ ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุม
ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ที่นายอานนท์โพสต์นั้นไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาระบุต้องการให้กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดปฏิกิริยาอะไรหรือไม่อย่างไร นายกฯ ได้พูดมาตลอดว่าท่านมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา และมีภารกิจหลายอย่างที่จะต้องทำต่อเนื่อง เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และล่าสุดมีการประกาศต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 45 วัน เพื่อควบคุมเชื้อโควิด-19 ที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นอกจากนี้ ยังต้องทำให้สังคมกลับสู่ความสงบสุขเรียบร้อย ซึ่งนายกฯ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย.แล้วว่า จากนี้ไปหากผู้ชุมนุมดำเนินการผิดกฎหมายก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ชุมนุมได้กลับมาชุมนุมด้วยความสงบ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด จะเห็นว่าสิ่งที่นายกฯ ดำเนินการอยู่ทั้งหมดนั้น ก็กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
‘เอ๋’ขู่แจ้งจับ‘อานนท์’โพสต์เท็จ
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “แจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับทนายอานนท์ ข้อหาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่สน.ทองหล่อ”
พล.อ.ประยุทธ์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมาตลอดว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ดังนั้น การโพสต์ข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจลาออก และมีการกำหนดช่วงเวลาที่อาจจะลาออกอย่างชัดเจน คือก่อนวันที่ 25 พ.ย.เป็นการจงใจ นำข้อมูลอันเป็นเท็จมาเผยแพร่ ในระบบคอมพิวเตอร์ ปลุกปั่น สร้างกระแส ทำให้สังคมเกิดความสับสน เข้าใจผิดจากข้อความดังกล่าว เป็นอาญาแผ่นดิน
โพลฟันธงนายกฯตู่ได้ไปต่อ
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง นายกฯ ตู่ ได้ไปต่อ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,477 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-19 พ.ย.
จากการถามความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนใหญ่ยังเห็นผลงานในด้านต่างๆ แต่ที่น่าพิจารณา คือ ร้อยละ 74.7 ระบุ ความขัดแย้งของคนในชาติ ปัญหาบ้านเมืองยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ร้อยละ 25.3 ระบุ ควบคุมไม่อยู่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 90.1 เห็นด้วยที่ควรมีนายกฯ คนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมือง เพื่อทำประโยชน์ให้คนทั้งประเทศ มากกว่าเอื้อประโยชน์จัดสรรงบให้พื้นที่ฐานเสียงของตนเท่านั้น ร้อยละ 9.9 ไม่เห็นด้วย
เมื่อถามถึงบุคคลที่ควรเป็นนายกฯ ในสถานการณ์แบบนี้มากที่สุด ร้อยละ 59.3 ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งห่างอันดับสอง หลายเท่า คือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 15.0 อันดับสาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 14.7 ตามด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 7.3 และอื่นๆ เช่น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นต้น ร้อยละ 3.7 ตามลำดับ
“ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังคิดว่ารัฐบาลและทุกฝ่ายช่วยกันควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งของคนในชาติเอาไว้ได้ และคนส่วนใหญ่ยังเห็นผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในด้านต่างๆ ส่งผลทำให้ฐานสนับสนุนของประชาชนให้ “นายกฯ ตู่ได้ไปต่อ” ในท่ามกลางคนไทยทุกคนที่มีจิตใจเป็นกลาง ไม่ใช้มิจฉาทิฏฐิต่อกัน” นายนพดลกล่าว
‘เสรี’ส่งสัญญาณม็อบ-ฟันม.112
วันเดียวกัน นายสมชาย แสวงการ ส.ว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กภายหลังพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์จะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรากับ ผู้ชุมนุม มีเนื้อหาระบุว่า “พรุ่งนี้(21 พ.ย.) บ่ายโมงครับ” พร้อมกับโพสต์ข้อความภาพรายละเอียด ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 215
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของพล.อ.ประยุทธ์ที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าที่ฟังเสียงจากหลายฝ่ายก็เห็นด้วย เพราะถ้าปล่อยให้ ผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายต่อไปเรื่อยๆ บ้านเมืองจะยิ่งวุ่นวาย เพราะสิ่งที่เรียกร้องขณะนี้เกินจากคำว่าสันติไปแล้ว ไม่อยู่ในลู่ทาง มีการทำลายทรัพย์สินราชการ ใช้ถ้อยคำล่วงละเมิดสถาบัน ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้เกรงว่า จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างม็อบ 2 ฝ่าย เพราะอีกฝ่ายก็รับไม่ได้กับสิ่งที่ม็อบราษฎรทำ
ที่ผ่านมาที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ช่วยสนองตอบข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมในระดับหนึ่ง ขอให้อดทนรออีก 1 ปีกว่าๆ จะได้รัฐธรรมนูญใหม่ และได้เลือกตั้ง ดังนั้นการเรียกร้องควรลด ราวาศอกลง หากมีสถานการณ์รุนแรงเกิด ขึ้นพาประเทศไปสู่ทางตัน อาจเกิดการรัฐประหารที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นได้
‘ราเมศ’หนุนใช้กม.เคร่งครัด
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า คำแถลงการณ์ของนายกฯเป็นหลักการเบื้องต้นในประเทศที่ปกครองด้วยหลักนิติรัฐ เมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดมาตราใด หากมีข้อเท็จจริงใดที่เป็นความผิดก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมา ไม่เฉพาะแต่ประชาชนผู้ชุมนุมเท่านั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้วย หากมีการกระทำใดเป็นความผิดก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้นเช่นเดียวกัน
ฝ่ายการเมืองจึงไม่ควรหวั่นไหวกับคำแถลงการณ์ของนายกฯ ไม่ควรโจมตีรัฐบาลจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายผิดถูกว่ากันไปตามข้อเท็จจริง การกระทำสำคัญที่สุด ตนในฐานะนักกฎหมายจึงสนับสนุนนายกฯให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและตรงไปตรงมาภายใต้หลักนิติธรรม
พท.อัดผลักประชาชนเป็นศัตรู
น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์เตรียมยกระดับการใช้กฎหมายเข้มข้นกับผู้ชุมนุม ถือเป็นการผลักดันให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ และเป็นการแสดงออกของรัฐบาลอย่างเปิดเผยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่เห็นต่างคือศัตรูของรัฐบาล ไม่ใช่ประชาชนคนไทย ไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจในข้อเรียกร้อง หากพล.อ.ประยุทธ์เตรียมนำกฎหมายอาญาที่มีความรุนแรงเอาผิดม็อบราษฎรตามที่คนบางกลุ่มเรียกร้อง ซึ่งเป็นภาคต่อจากการใช้คนเสื้อเหลืองมาปกป้องรัฐบาล เท่ากับกำลังสร้างเงื่อนไขการกระทำของตัวเอง เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการผลักไสประชาชนให้เข้าใกล้หุบเหวแห่งความสิ้นหวังมากขึ้น
ที่ผ่านมาท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคนตามที่ชอบกล่าวอ้าง แถลงการณ์นายกฯ ยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย ผลักประชาชนเป็นศัตรู การไม่ระบุกฎหมายมาตราไหนซึ่งถือว่าอันตรายอย่างมากในสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสจะผ่าทางตัน หาทางออกให้ประเทศหลายหนทางแต่ไม่เลือกทำ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้อีกครั้งว่าคนชื่อประยุทธ์กำลังปิดตายทุกทางออกและกำลังสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น
ก้าวไกลเชื่อพร้อมเปิดศึกปะทะ
ส่วนนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้สะท้อนท่าทีของการไม่ประนีประนอม และแข็งกร้าว ต่อข้อเรียกร้องของ 3 ข้อของกลุ่มราษฎร เช่น 1.พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกนั้น นายกฯก็ปฏิเสธอย่างแข็งขัน และ 2.การแก้รัฐธรรมนูญ ก็ชัดเจนว่ารัฐบาล ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.ก็ปฏิเสธร่างของประชาชน ร่างที่จะตัดทอนอำนาจ ส.ว. และร่างยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นต้น
แถลงการณ์ของนายกฯที่จะใช้กฎหมายทุกมาตราเพื่อดำเนินคดีผู้ชุมนุมทั้งหมด จึงคิดว่าเป็นที่ชัดเจนที่รัฐบาลต้องการจะสืบทอดอำนาจต่อไป โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รวมถึงพร้อมที่จะปะทะ และสร้างสถานการณ์อะไรก็ได้ เช่น การสลายชุมนุมเมื่อ 2553 ที่รัฐบาลปฏิบัติการกระชับพื้นที่ จนมีประชาชนเสียชีวิต โมเดลที่ใช้นั้น มีคนที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนายกฯ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ท่านอาจจะมีวิธีคิดแบบเดิมว่า หากใช้วิธีการเหมือนปี 2553 จะสามารถประสบความสำเร็จอีกหรือไม่ เป็นวิธีการก่อความรุนแรง ที่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลควรจะถอยได้แล้ว
พช.ถามอยู่ในอำนาจเพื่ออะไร
นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวว่า การที่พล.อ. ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์เพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรากับผุ้ชุมนุม แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลไม่เคยรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ต้น หากรับฟังจะไม่เกิดความขัดแย้งอย่างแน่นอน 6 ปีที่ผ่านมาหากพล.อ.ประยุทธ์จริงใจจะทำงานเพื่อชาติจริงและรับฟังเสียงประชาชนจริง จะได้ยินเสียงของคนที่ตกทุกข์ได้ยาก เสียงของคนตกงาน สุดท้ายคือเสียงของ ผู้ประกอบการที่สะท้อนออกมาว่าไม่ไหวแล้ว ขอให้ลาออกเพื่อให้คนอื่นมาทำหน้าที่ เพราะประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังมีคนเก่งกว่าพล.อ.ประยุทธ์มาก
“การประกาศใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ต่างจากการราดน้ำมันเข้ากองไฟ มันจะเผาคนราดเข้าสักวัน หากพล.อ.ประยุทธ์จริงใจ แค่เปิดใจรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชน ข้อไหนรับได้ก็รับ ข้อไหนรับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ อันไหนต้องใช้เวลาก็ว่ากันไป สุดท้ายอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ทบทวนตัวเองหากยังอยู่ในตำแหน่งแล้วประเทศเสียหาย เศรษฐกิจพังพินาศ อยากถามว่าท่านต้องการอำนาจไปเพื่ออะไร” นายสงครามกล่าว
จี้กมธ.ตำรวจเรียกผบ.ตร.แจง
นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุมกมธ.ตำรวจ สัปดาห์หน้า จะเสนอให้เรียกผบ.ตร. และผบช.น.มาให้ข้อมูลต่อกมธ.ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายในการชุมนุมของม็อบราษฎรที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ ผู้ชุมนุม และมีเหตุการณ์ม็อบปะทะม็อบ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และทรัพย์สินราชการได้รับความเสียหาย
อยากสอบถามข้อมูลจากผบ.ตร. และผบช.น.ถึงวิธีการสลายการชุมนุมว่า ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนสากลหรือไม่ และเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างมวลชนที่เกิดขึ้น ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าใครจะต้องมีส่วนรับผิดชอบบ้าง
ปชป.เชียร์‘วิรัช’นั่งปธ.แก้รธน.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นคร ศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่… ) พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) เปิดเผยว่า การ ประชุมกมธ.วันที่ 24 พ.ย. เป็นการเลือกตำแหน่งต่างๆ ส่วนตัวเห็นว่านายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เหมาะสมเป็นประธานกมธ. และตอนที่เป็นประธานกมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทาง ส.ว.ก็ยอมรับ ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องให้เกียรติพรรคเสียงข้างมากที่จะเป็นประธานกมธ. ส.ว.และพรรคการเมืองต่างๆ ก็เป็นรองประธานเหมือนก่อนรับหลักการ
จากนั้นคงเป็นการหารือกันในภาพรวมการทำงาน ซึ่งจะเป็นกระบวนการแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันอยู่แล้ว เข้าใจว่ากรอบการพิจารณาแปรญัตติภายใน 15 วัน เนื่องจากมีเพียงมาตรา 256 และหมวด 15/1 ว่าด้วย การให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) การพิจารณาคาดว่าน่าจะไม่เกิน 45 วัน โดยใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะเป็นมติของที่ประชุมรัฐสภา ส่วนร่างของฝ่ายค้านคงต้องนำมาพิจารณาว่ามีส่วนไหนที่สอดคล้องต้องกันกับร่างของรัฐบาลบ้าง
สำหรับร่างของภาคประชาชนที่เสนอโดยไอลอว์นั้น ถึงแม้จะไม่ผ่านรัฐสภา ก็ถือเป็นความคืบหน้าที่ร่างกฎหมายเสนอโดยภาคประชาชน ที่มาถึงชั้นการพิจารณาร่วมกันของส.ส.และส.ว. ซึ่งกมธ.คงหยิบยกเนื้อหาที่มีความสอดคล้องกันมาพิจารณาด้วย ส่วนประเด็นหลักที่ต้องการให้มีการแก้ไข ทาง ไอลอว์ก็ต้องไปรณรงค์ในชั้นที่มีส.ส.ร.ต่อไป
ฝ่ายค้านเล็งส่ง‘หมอชลน่าน’ชิง
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกผู้ที่จะมาเป็นประธานกมธ. ต้องขึ้นอยู่กับเสียงของกมธ. ที่มีอยู่ 45 คน หากมีการเสนอชื่อหลายชื่อ ก็ต้องโหวต ใครได้รับเสียงมากที่สุดก็ได้ตำแหน่งไป ส่วนกมธ.คนใดจะเสนอชื่อใครก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา การเสนอนายวิรัช ซึ่งเป็นประธานวิปรัฐบาลอยู่แล้ว ตามข้อเท็จจริงก็ดูไม่แปลก ส่วนพรรคฝ่ายค้านจะเสนอชื่อใครไปเป็นแคนดิเดตหรือไม่ ต้องหารือกันในการประชุม วันที่ 24 พ.ย.
ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่… ) พ.ศ. … กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทยเหมาะสมที่จะนั่งตำแหน่งประธาน แต่คงจะแพ้เสียงโหวตตั้งแต่ในมุ้งแล้ว ก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นเรื่องในที่ประชุมที่จะพิจารณาโหวตเลือกกัน
พร้อมดึงร่างไอลอว์แปรญัตติ
นายสมคิดกล่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 24 พ.ย. ก่อนการประชุมกมธ. ฝ่ายค้านจะหารือกันว่าจะผลักดันการแก้ไขมาตรา 256 ในประเด็นใดบ้าง รวมทั้งหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือร่างฉบับ ไอลอว์ที่ตกไปแล้วในชั้นรับหลักการ จะมาดูว่ามีหลักการใดที่ตรงกัน เราจะผลักดันเพื่อให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีเวลา 15 วันในการแปรญัตติ เชื่อว่า ส.ส.ที่เห็นด้วยกับหลักการของไอลอว์ที่ต้องแก้ไข เช่น เรื่องมาตรา 272 ที่ตัดอำนาจของ ส.ว.หรือเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นต้น จะร่วมกันผลักดันในชั้นนี้
ส่วนรูปแบบการตั้งส.ส.ร.นั้น ยืนยันว่าฝ่ายค้านยังคงเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทั้ง 200 คน แต่หากต้องยึดตามรูปแบบของฝ่ายรัฐบาล คือเลือกตั้ง 150 คน แต่งตั้งอีก 50 คนนั้น เราจะจับตาตั้งแต่ที่มาของคณะกรรมการคัดสรรเลย หาก ส.ส.ร.ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นบุคคลที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น อธิการบดี สมาคมชาวนา หรือแม้แต่ประธานนิสิตนักศึกษา เป็นต้น แบบนี้พอรับได้ แต่ถ้ามาจากการคัดเลือกของผู้มีอำนาจ เราไม่ยอมแน่ จะสื่อสารกับประชาชนให้ได้รับทราบตลอด
ส.ว.เชื่อแม้แก้รธน.ม็อบก็ไม่เบา
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … กล่าวว่า การประชุม กมธ.วันที่ 24 พ.ย. จะเป็นการพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ซึ่งตำแหน่งประธานน่าจะเป็นนายวิรัช เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าของเรื่องก็ต้องให้เขา นอกจากนั้นจะเป็นการกำหนดวันประชุมว่าจะใช้เวลาเท่าไร และวิธีการพิจารณา พร้อมทั้งหารือแนวทางการทำงานด้วย สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของร่างที่ตกไปได้อยู่แล้ว โดยเอาส่วนดีที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มาเสนอในที่ประชุมได้ ทุกอย่างก็ต้องคุยกันก่อนในการประชุมนัดแรก
เมื่อถามว่า เมื่อมีการตั้งกมธ.ขึ้นมาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว คิดว่าสถานการณ์การชุมนุมจะเบาลงหรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า ไม่เบาลง เพราะเป้าหมายข้างนอกไม่ใช่ตรงนี้แล้ว
‘เสธ.อู้’ชูโมเดลส.ส.ร.พรรครบ.
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวว่า คนที่จะนั่งประธานกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นนายวิรัช ในฐานะเจ้าของญัตติพรรคร่วมรัฐบาล ดูแล้วมีความเหมาะสม เชื่อว่าคงไม่มีใครคัดค้าน ส่วนกรอบการพิจารณาของกมธ.นั้น จะยึดร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลักในการยกร่าง แต่จะไม่ทิ้งร่างของไอลอว์ที่ถูกตีตกไปในชั้นรับหลักการ จะนำเนื้อหาของไอลอว์ที่เสนอให้ส.ส.ร. พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จใน 1 ปี มาร่วมเปรียบเทียบกับเนื้อหาของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านด้วย เพื่อพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
ส่วนที่มาของส.ส.ร.นั้น คงต้องยึดจากร่างที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอคือ มีส.ส.ร. 200 คน มาจากการเลือกตั้ง 150 คน และการสรรหา 50 คน ดูแล้วน่าจะเกิดประโยชน์ที่สุด เพราะถึงจะมีโควตาจากการสรรหา 50 คน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. ที่ประชุมอธิการบดี นักวิชาการ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ได้มีส่วนร่วมสรรหาบุคคลเข้ามาเป็นส.ส.ร. ทำให้ส.ส.ร.มีความหลากหลาย มีความเป็นธรรมเพราะได้ตัวแทนจากทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
‘ชวน’เดินสายคุยคนใต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ใช้เวลาช่วงวันหยุดยาว 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-22 พ.ย. นั่งรถตู้ลงพื้นที่ภาคใต้ พร้อมคณะ ผ่านจังหวัดต่างๆระหว่างทางที่จะกลับบ้านเกิดจ.ตรัง เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน และรับฟังความคิดเห็น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการหาทางออกให้กับบ้านเมืองร่วมกัน
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมเดินทางไปด้วย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ได้พบประชาชนใน 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และวันที่ 20 พ.ย. ลงพื้นที่ จ.พังงา กระบี่ และ ตรัง ซึ่งมีประชาชนมาต้อนรับและแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันจำนวนมาก เพราะมีความเป็นห่วง รวมถึงให้กำลังใจประธานรัฐสภาในการเดินหน้าสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกันประชาชนยังได้ร้องเรียนปัญหาต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อใช้กระบวนการทางรัฐสภาเข้ามาดำเนินการคลี่คลายปัญหาด้วย
จ่อตั้งกก.สมานฉันท์19คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์นั้น ในวันที่ 24 พ.ย. ประธานรัฐสภา จะเรียกประชุมตัวแทนวิป 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่วมกันถึงสัดส่วนของคณะกรรมการปรองดองในแต่ละชุดว่าจะประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
เบื้องต้นจะเสนอให้คณะกรรมการปรองดองชุด 7 ฝ่ายที่สภาเป็นฝ่ายประสาน จะมีกรรมการทั้งสิ้น 19 คน ส่วนกรรมการปรองดองชุดผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สถาบันพระปกเกล้าเป็นฝ่ายประสาน จะมีกรรมการที่มาจากผู้มีประสบการณ์ในด้านการปรองดองสมานฉันท์ โดยเน้นผู้ที่มีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยน่าจะไม่มีนักการเมือง แต่อาจเป็นอดีตบุคคลในวงการการเมือง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มแต่งตั้งบุคคลมาร่วมเป็นกรรมการอย่างเป็นทางการได้ในสัปดาห์หน้า
‘บิ๊กตู่’ถกผู้นำเอเปก-ร่วมฟื้นศก
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 27 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ที่ทำเนียบรัฐบาล เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. โดยประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดงาน ขณะที่ผู้ร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ชิลี เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี เปรู รัสเซีย และเวียดนาม
สิ่งที่ไทยเน้นย้ำการผลักดันในครั้งนี้มีทั้งการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์ทางการค้าเป็นพื้นฐานสำคัญ การส่งเสริมธุรกิจเอ็มเอสเอ็มอี การเสริมสร้างความรู้และทักษะแรงงานในภาคบริการ สตรี และเยาวชน ให้สอดรับกับยุคปกติใหม่ (นิว นอร์มัล) และการทำธุรกิจทางดิจิตอล การเน้นย้ำให้สมาชิกเอเปกร่วมกันส่งเสริมการเข้าถึงยาและวัคซีน โควิด-19 อย่างเป็นธรรม และมีราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
เวลา 21.00 น. เป็นพิธีปิดการประชุม ซึ่งผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจร่วมกันประกาศรับรองปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 27 (ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์) เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำเอเปกในการรับมือและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 และปฏิญญาผู้นำว่าด้วยวิสัยทัศน์เอเปกภายหลังปีค.ศ.2020 เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับความร่วมมือของเอเปกในระยะ 20 ปีต่อไป