กมธ.นัดไอลอว์
ให้ข้อมูลรธน.
อัยการสูงสุดเเจ้งคำสั่งฟ้อง ‘วิรัช รัตนเศรษฐ’ ทุจริต จัดสร้าง‘สนามฟุตซอล’ ร่างคำฟ้อง 60 วันก่อนยื่นศาลฎีกาคดีอาญานักการเมือง เจ้าตัว ยันไม่เคยแทรกแซงการใช้งบ เพื่อไทยจี้ยุติทำหน้าที่ ‘บิ๊กตู่’ อารมณ์ดี เปิดบริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ชาวบ้าน-ข้าราชการให้กำลังใจสู้ๆ กมธ.วางกรอบ 6 ประเด็นถกแก้รัฐธรรมนูญ เชิญไอลอว์ให้ความเห็น 3 ธ.ค.นี้ ส.ว.สมชาย ค้านปิดสวิตช์ส.ว.โหวตนายกฯ ระบุถ้าจะตัดสิทธิต้องทำประชามติก่อน ก้าวไกลรุมอัด ‘ไพบูลย์’ ล็อกส.ส.ร.ห้ามแตะมาตรา 269, 272 และ 279
‘บิ๊กตู่’เปิดเรือพลังงานไฟฟ้า
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พ.ย. ที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดบริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า เส้นทางคลองผดุงกรุงเกษมอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสายแรกของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ร่วมงาน
พล.อ.ประยุทธ์ และครม. ร่วมทดลองโดยสารเรือไฟฟ้า จากท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพงไปยังท่าเรือตลาดเทวราช ระหว่างที่นั่งเรือผ่านตลาดโบ๊เบ๊ มีประชาชนริม ฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ตะโกนให้กำลังใจ “นายกฯ สู้ๆ ลุงตู่ สู้ๆ” โดยนายกฯ ได้ตะโกนถามประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าว่า ได้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งหรือไม่ พร้อมโบกมือทักทาย และเมื่อเรือล่องมาถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาล มีข้าราชการของทำเนียบรัฐบาล ออกมาโบกมือทักทาย ซึ่งนายกฯ ได้โบกมือตอบพร้อมทำสัญลักษณ์นิ้วไอเลิฟยู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อพล.อ.ประยุทธ์มาถึงท่าเรือตลาดเทวราช ได้ชมการสาธิตการ กลับลำเรือในพื้นที่จำกัด (360 องศา) และมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ต้อนรับ
อารมณ์ดี-ชาวบ้านให้กำลังใจ
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาเปิดเรือไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วเรื่องการเดินหน้าไปสู่การลดค่า PM2.5 ในทุกฤดู และวันหน้าต้องเดินหน้าไปสู่รถไฟฟ้าใช้น้ำมัน มาตรฐานยูโร 5 ยูโร 6 ซึ่งต้องพร้อมผลิตของเราเองด้วย หากน้ำเข้าอย่างเดียวแพงมาก ขณะนี้กำลังเตรียมโรงงงานการผลิตอยู่ วันนี้รู้สึกพอใจ สิ่งที่คิดมาแล้วเกิดเป็นรูปธรรม ขอบคุณกทม. กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และทุกหน่วยงานที่ดำเนินการให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา วันนี้มีตัวแทนคนพิการนั่ง วีลแชร์ขึ้นเรือมาด้วย นี่เรียกว่าดูแลคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่เฉพาะเรือ อย่างอื่นเราก็ต้องดูแล
ผู้สื่อข่าวถามว่าบรรยากาศ 2 ฝั่งคลองมีประชาชนมาให้กำลังใจ ทำให้นายกฯอารมณ์ดี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันเสียหายตรงไหน เมื่อถามว่าวันนี้นายกฯอยู่มาเกินวันที่ 25 พ.ย. ที่แกนนำผู้ชุมนุมราษฎรประกาศบนโซเชี่ยลว่าจะลาออกภายในวันที่ 25 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ไม่ตอบคำถาม
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายประชาชน ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า และรอถ่ายภาพอย่างอารมณ์ดี และได้ถามว่าโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้มีความสุขทุกๆ คน ขณะที่เฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้ถ่ายทอดสดภารกิจของนายกฯ ซึ่งนายกฯได้กล่าวกับประชาชนว่า ปีใหม่นี้ขอให้คนไทยพักผ่อน ซึ่งมีวันหยุดอีกหลายวันขอให้ช่วยกันใช้จ่าย โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ยืนยันรัฐบาลจะทำต่อและพร้อมดูแลประชาชน
ครวญคนไทยไร้สุข-นายกฯก็ไม่สุข
เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ขอให้คนไทยทุกคนช่วยกันตั้งจิตให้ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยดี เมื่อเช้าได้ไปเยี่ยมประชาชนตามคลองผดุงกรุงเกษมมาแล้ว ทุกคนมีความสุขตามอัตภาพ คนที่เดือดร้อนรัฐบาลจะดูแลเป็นขั้นตอนไป ขอให้ทำสิ่งดีๆ วันไหนได้ทำอะไรที่ไม่มีปัญหา ตนก็มีความสุข ตราบใดที่ประเทศชาติยังไม่เรียบร้อย คนเป็นนายกฯ คนเป็นรอง นายกฯ และคนเป็นรัฐมนตรี ไม่มีความสุข เพราะเห็นคนไทยไม่มีความสุข แต่ความสุข ต้องอยู่ในกรอบที่มันควรจะเป็น ตามหน้าที่ สิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ไม่อย่างนั้นประเทศตีกันตาย
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่จะขยายผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย นายกฯกล่าวว่า กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือกันอยู่ว่าจะให้ใครได้รับสิทธิบ้าง รัฐบาลอยากให้ทั้งหมด แต่ต้องดูด้วยว่าให้ไหวหรือไม่ทั้ง 70 ล้านคน ขอไปดูก่อน ตอนนี้ให้สำหรับคนที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว อย่างน้อยจะได้มีซื้อของ ซื้ออาหารได้ในราคาที่ถูกลงเป็น 2 เท่า ยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปในเดือนม.ค.2564 เพื่อให้มีมาตรการนี้ต่อไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน เพราะจะต้องพิจารณาเป็นโครงการไป ครั้งละ 3 เดือน
‘บิ๊กป้อม’ยันพรรคร่วมไม่แตกแถว
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ประกาศแยกตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นการถาวร และ จะยกมือโหวตให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าให้ไปถามนายมงคลกิตติ์มาถามอะไรตน หากจะถอนตัวก็ไม่มีผลกับพรรคพลังประชารัฐและคงไม่ต้องคุยอะไร ก็เขาประกาศแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่านายมงคลกิตติ์ถอนตัวแน่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องของเขา ให้ไปถามเขา จะไปรู้ได้อย่างไร ต่อข้อถามว่าครั้งนี้จะปล่อยให้นายมงคลกิตติ์ไปเลยโดยไม่ต้องกลับมาใช่หรือไม่ พล.อ. ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ก็แล้วแต่เขา ตอนมาเขาก็มาเอง
ต่อข้อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เรียบร้อยดีหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรียบร้อยไม่มีอะไร รวมทั้งในพรรคพลังประชารัฐก็เรียบร้อย ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.ประวิตรดูเหนื่อยและเครียด รองนายกฯ กล่าวว่า “เครียดตรงไหน” เมื่อถามว่าช่วงนี้หลับสบายดีใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรได้แต่อมยิ้ม ไม่ตอบใดๆ
‘ชวน’เผยกก.สมานฉันท์สู่ก๊อก 2
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ ถึงการตอบรับเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ของอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่า ยังเลย เพราะเพิ่งส่งหนังสือให้เมื่อวันที่ 26 พ.ย. เราไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้องตอบรับวันใด ซึ่งที่ประชุมมีมติตั้งนายคุณวุฒิ ตันตระกูล รองเลขาธิการสภาเป็นเลขานุการของที่ประชุม หากมีอะไรให้ไปถามได้
เรื่องที่ต้องเดินต่อไป คือรูปแบบที่ 2 ที่ตนเคยบอกว่าจะมีคณะกรรมการขึ้นมาทำงานในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่จะมองอนาคต ปัญหาใดที่สามารถป้องกันได้ในอนาคต หรือพยากรณ์ได้โดยผู้รู้หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ เช่น วิทยุท้องถิ่น ใช้เผยแพร่สิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะมีประโยชน์ต่อท้องถิ่น แต่หากใช้เพื่อโจมตี ด่าคนเพื่อการเมืองก็ผิดกฎหมาย เราดูผลการศึกษาในอดีต เขามีตัวอย่างที่ดีหลายเรื่อง เรานำมาถอดบทเรียนได้ อะไรที่เราทบทวนอดีตและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยก็ควรทำ
ฝ่ายรัฐบาลเคาะชื่อตัวแทน 2 ธ.ค.
ผู้สื่อข่าวถามว่ารูปแบบที่ 2 จะเคาะเมื่อไร นายชวนกล่าวว่า จะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รับผิดชอบ โดยทำหน้าที่เป็นเลขานุการในกรณีนี้ แต่ขอเวลาสักนิด เพราะคุยกับคนได้ยังไม่ทั่ว ไม่ค่อยมีเวลา เมื่อถามถึงอดีต นายกฯ มีความเห็นอย่างไรบ้าง นายชวนกล่าวว่า ทุกท่านก็สนับสนุนและเห็นดีกับการทำงานที่พยายามให้บ้านเมืองสงบ ทุกคนห่วงใยบ้านเมือง แต่หลายท่านไม่ได้อยู่ในฐานะมานั่งประชุมทั้งวันทั้งคืนได้ จึงไม่สามารถเข้ามาเป็นกรรมการ แต่จะมีใครเข้ามาเป็นบ้าง ยังบอกไม่ได้
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีรัฐสภาส่งจดหมายเชิญเพื่อขอให้ส่งคนเข้าร่วมคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า วิปรัฐบาลจะหารือในวันที่ 30 พ.ย.เพื่อพิจารณาเสนอบุคคล ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะต้องเข้าที่ประชุมครม. คาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 2 ธ.ค.จะได้รายชื่อครบเกือบทุกคน ขั้นต้นจะหาคนที่เป็นส.ส. แต่ถ้าไม่ได้ก็เป็นคนนอกที่หลายฝ่ายยอมรับ ส่วนตนขอสละสิทธิ์เนื่องจากงานเยอะ ขอให้ตัดชื่อตน ออกเลย
‘วิรัช’ลั่นไม่ยอมให้ร่างรธน.ตก
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีฝ่ายค้านยังกังวลว่ารัฐบาลไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายวิรัชในประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ….กล่าวว่า ต้องดูที่การกระทำ เพราะที่ผ่านมาตนเป็นคนหนึ่งที่พยายามเริ่มตั้งแต่ต้น จะสะดุดในส่วนไหนก็อยู่ในส่วนนั้น ยืนยันตนจะไม่ยอมให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตก ถึงแม้จะต้องหยุดพักบางช่วง แต่ก็เดินหน้ามาเรื่อยๆ
จนถึงวันนี้ผ่านรัฐสภาวาระ 1 ตามกำหนดการ กลางเดือนม.ค.2564 คาดว่าการพิจารณาจะเสร็จ แต่อยู่ที่กมธ.ด้วยว่าจะให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงใด หากไม่มีประเด็นอะไรมากคิดว่าจะจบและเข้าสู่วาระ 2 ได้ก่อนสิ้นเดือนม.ค.2564 และเดือนก.พ.2564 น่าจะโหวตวาระ 3 ซึ่งตนอยากให้จบเร็วที่สุด ไม่อยากเก็บไว้นาน
‘สมชาย’ขวางปิดสวิตช์ส.ว.
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะรองประธาน กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. กล่าวว่า ในการพิจารณา ต้องนำความเห็นในการอภิปรายของส.ว.และการแปรญัตติ แต่ก็ไม่ทิ้งของส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและข้อเสนอของภาคประชาชน มาดูว่าอะไรเป็นข้อกังวล เช่น เรื่องพระราชอำนาจไม่ได้มีอยู่แค่หมวด 1 หมวด 2 แต่มีอยู่ในอีก 38 มาตรา ถ้าไปแก้ไข ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วสังคมรับไม่ได้ จะนำไปสู่ความขัดแย้ง จึงจำเป็นต้องเขียนให้รัดกุม
ส่วนเรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องดูคุณสมบัติให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเขียนส.ส.ร.แล้วตัวเองได้ประโยชน์ กลับเข้ามาเป็นส.ส.และส.ว.หรือองค์กรอิสระ แม้กระทั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีบทยกเว้นว่าควรจะเว้นวรรคกี่ปี ที่จะไม่เข้าไปเป็นส.ส. ส.ว.หรือองค์กรอิสระ ดังนั้น คุณสมบัติส.ส.ร.ควรมีจำกัดเหมือนกัน เพราะต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการเซ็นเช็คเปล่า หากไม่มีคุณสมบัติใดๆ เลย อาจจะเขียนรัฐธรรมนูญโอนอำนาจใดๆ ก็ได้ เอื้อประโยชน์กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องคุ้มครองอำนาจของส.ว.ในการเลือก นายกฯ และต้องให้อยู่ครบตามวาระ 5 ปี หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ส.ว.อยู่หรือไป ตนไม่ติดขัด เพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีการเซ็ตซีโร่บางองค์กรอิสระ ดังนั้น ส.ว.ก็เหมือนกัน ให้ไปก็ไป ให้อยู่ก็อยู่ แต่อำนาจการโหวตเลือกนายกฯ นั้น เกิดขึ้นจากการทำประชามติของประชาชน หากจะแก้ไขตัดอำนาจ ส.ว.ในเรื่องนี้ จะทำอย่างไร ล้มไปเฉยๆ หรือต้องกลับไปถามประชาชนอีกครั้ง ซึ่งต้องหารือกัน
ก้าวไกลอัดข้อเสนอ‘ไพบูลย์’
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ….กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญยังไม่รู้จะจบอย่างไร มีหลายส่วนที่ต้องพูดคุยกัน ยอมรับว่ากังวลว่า กมธ.จะทำให้ส.ส.ร.ทำงานยากขึ้น ยกตัวอย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานกมธ. ระบุไม่เห็นด้วยหากส.ส.ร.จะแก้ไขปลดล็อกหมวด 1-2 รวมถึงห้ามยุ่งทั้งเรื่องอำนาจส.ว.โหวตเลือกนายกฯ หรือมาตรา 279 ที่รับรองคำสั่งคสช. สิ่งเหล่านี้ หากกมธ.ล็อกไว้ แสดงว่าเรากำลังจะทำหน้าที่แทนส.ส.ร.ใช่หรือไม่ จุดนี้คิดว่าอันตราย และคิดว่าสิ่งที่กมธ. ควรทำให้มากที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้ส.ส.ร.ทำงานได้ง่าย และร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน
“ไม่ใช่ว่าส.ส.ร.ทำเรื่องนี้ไม่ได้ ทำได้แต่เรื่องที่กำหนดเท่านั้น ถ้าเราทำแบบนี้ แสดงว่าเราทำแทนส.ส.ร.และคิดแทนประชาชน ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการตั้งกมธ. การที่นายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ เท่ากับ คิดเอาแต่ได้ ไม่สนใจว่ารัฐธรรมนูญของประชาชนจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดเรื่องดังกล่าวมาก ผมเสนอว่านายไพบูลย์ควรทำ 2 อย่างคือ 1.ไปรณรงค์ในวันที่มีส.ส.ร. เพื่อโน้มน้าวให้ส.ส.ร.รับฟังเหตุผล และร่างรัฐธรรมนูญในสิ่งที่นายไพบูลย์ต้องการออกมา และ 2.นายไพบูลย์ลาออกไปเป็นส.ส.ร.จะดีกว่ามาใช้กลไกของกมธ. เพราะเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่มาจากส.ส.ร.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน” นายรังสิมันต์ กล่าว
หวังล็อกคอส.ส.ร.
เมื่อถามว่าการปล่อยให้ส.ส.ร.มีอำนาจเต็มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้มีการตีเช็คเปล่าหรือโอนอำนาจหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า อย่าใช้วาทกรรมตีเช็คเปล่าเลย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ส.ส. ส.ว. มีอำนาจแก้ไข ก็เป็นการตีเช็คเปล่าเหมือนกัน หากให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะสร้างความชอบธรรม ทำให้รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับและแก้ปัญหา ถ้าบอกว่าตีเช็คเปล่า ก็แปลว่าเราไม่ไว้ใจประชาชน ดังนั้น อย่าให้มีส.ส.ร.แต่งตั้งแบบที่รัฐบาลทำ ถ้าเป็นแบบนั้น รัฐธรรมนูญฉบับถัดไปก็มีปัญหา บ้านเมืองก็ไม่ไปไหน
ด้านนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. กล่าวว่า สิ่งที่นายไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ ประชาชนควรจับตามองให้ดี เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งส.ส.ร.แล้ว และยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ต้องมีบทเฉพาะกาล 3 มาตรา คือมาตรา 272 ให้ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ได้, 269 รักษาสิทธิ์ส.ว.ให้ดำรงตำแหน่งครบตามวาระ 5 ปี และ 279 ที่รับรองคำสั่งคสช. ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งนายไพบูลย์ต้องการล็อกส.ส.ร.ไว้ จะตอบสังคมอย่างไรว่าท้ายที่สุดจะใช้เวทีส.ส.ร.ทำเพื่อประโยชน์ของใครหรือเพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาของประเทศ
ดังนั้น การคงบทบัญญัติ 3 มาตรา ซึ่งเรารู้ว่าเป็นปัญหาในการขัดแย้งและจะต้องแก้ไขรายมาตราควบคู่กับการแก้ไขทั้งฉบับ และท้ายที่สุดญัตติจะถูกแก้อีกครั้ง คิดว่าถ้าคง 3 มาตรานี้และล็อกส.ส.ร.ไว้ จะเกิดความขัดแย้ง เป็นฟืนเป็นไฟอีกครั้ง
กมธ.ตีกรอบ 8 ม.ค.64 ต้องเสร็จ
เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม โฆษกกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. … แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบเวลาการพิจารณาเพื่อให้เสร็จทัน 45 วัน จากเดิมประชุมทุกวันศุกร์ จะเพิ่มวันประชุมเป็นวันพฤหัสบดีเวลา 09.30-12.00 น.อีกหนึ่งวัน เริ่มวันที่ 3 ธ.ค.เป็นต้นไป และหากยังไม่เพียงพอ จะเพิ่มวันประชุมอีก โดยต้องให้เสร็จในกรอบเวลาวันที่ 8 ม.ค.2564 และขณะนี้ยังไม่ได้ลงในเนื้อหา เนื่องจากรอการแปรญัตติของสมาชิกอยู่ โดยเริ่มทยอยส่งเข้ามาแล้ว ซึ่งวันที่ 3 ธ.ค.จะเป็นวันสุดท้ายของการแปรญัตติ จากนั้นจะเชิญผู้แปรญัตติมาชี้แจงเหตุผลต่อที่กมธ.ต่อไป
ที่ประชุมได้เสนอว่าหากจำเป็นจะต้องมีที่ปรึกษาเข้ามาร่วมประชุมด้วย ก็จะเชิญนักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสียมาให้ข้อคิดเห็น รวมทั้งรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยกมธ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นทุกช่องทาง อาทิ ตู้ปณ.256 หรือส่งตรงมายังกมธ.ได้ และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 18 ธ.ค. และยังอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในประเด็นที่สาธารณะสนใจ เนื่องจากกมธ.ยึดหลักเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความเป็นอิสระและประสิทธิภาพในการทำงาน
3 ธ.ค.เชิญไอลอว์ให้ข้อมูล
นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า ในการประชุม วันที่ 3 ธ.ค. กมธ.ได้เชิญตัวแทนของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ในฐานะผู้นำเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อขอข้อมูลและความเห็นในรายละเอียดว่า การเสนอที่มาของส.ส.ร. 200 คนจากการเลือกตั้ง โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง รวมถึงคุณสมบัติของบุคคลจะสมัครเป็นส.ส.ร. โดยที่ประชุมเห็นว่าแม้ฉบับประชาชน รัฐสภาจะลงมติไม่รับหลักการ แต่ในรายละเอียด สามารถรับฟังเพื่อประกอบการพิจารณาได้ นอกจากนั้นจะเชิญ นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้รายละเอียดเจตนารมณ์ของมาตรา 256 ที่กำหนดรายละเอียดต่างๆ อาทิ เกณฑ์ให้มีเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ร่วมลงมติรับหลักการวาระแรก เกณฑ์ให้มีเสียงส.ส.ฝ่ายค้านร่วมลงมติในวาระ 3 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เป็นต้น
ที่ประชุมยังหารือถึงข้อเสนอให้มีบุคคลภายนอกร่วมเป็นกมธ.ที่ปรึกษา โดยมีข้อสรุปว่าบุคคลภายนอกจะเชิญเป็นรายประเด็นที่เกี่ยวข้อง และกมธ.ต้องการรับฟังความเห็นอื่นๆ เหตุผลสำคัญที่กมธ.ไม่ตั้งกมธ.ที่ปรึกษาคนนอก เพราะอาจทำให้การใช้องค์ประชุมกว้าง
วางกรอบพิจารณา 6 ประเด็น
นายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า ส่วนเนื้อหาการพิจารณานั้น กมธ.กำหนดกรอบ 6 ประเด็น ได้แก่ 1.การแก้ไขมาตรา 256 ให้ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งร่างของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลแตกต่างกัน ทั้งการลงมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือใช้เสียง 3 ใน 5 เป็นต้น 2.ที่มา และจำนวน ส.ส.ร. 3.กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญของส.ส.ร. ควรมีกรอบอย่างไร อาทิ ห้ามการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 หรือมาตราอื่นว่าด้วยพระราชอำนาจ 4.วิธีจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างแก้ไขของพรรคฝ่ายค้าน เสนอให้มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะหนึ่ง 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 30 คนและ ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ขณะที่ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร 5.การลงมติหลังจากยกร่างเสร็จ จะเสนอให้ส.ส.ร.พิจารณาหรือไม่ และ 6.การทำประชามติ ซึ่งในรายละเอียด มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เมื่อพิจารณาในเนื้อหาที่เสนอ
“บรรยากาศการประชุมวันแรกเป็นไปด้วยดี ยอมรับว่ารอบเช้า กมธ.แต่ละคนตั้งการ์ดไว้สูง เพราะต้องการยืนยันคำอภิปรายของตนเองในที่ประชุมรัฐสภา แต่การประชุมรอบบ่ายเมื่อได้พูดคุยกันมากขึ้น ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี อย่างที่หลายฝ่ายมองว่าส.ส.ฝ่ายค้านจะฉะส.ส.รัฐบาล ว่าด้วยข้อเสนอห้ามแก้ไขมาตราละเอียดอ่อนนั้น พอได้หารือร่วมกันแล้ว ทุกฝ่ายร่วมเดินไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน” นายดิเรกฤทธิ์กล่าว
อสส.สั่งฟ้อง‘วิรัช’คดีฟุตซอล
เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ย. ที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับอัยการสูงสุด (อสส.) ได้พิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับพวก กรณีทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนในพื้นที่เขตการศึกษาที่ 2 จ.นครราชสีมา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะทำงานร่วมเคยมีมติเห็นควรสั่งฟ้องนายวิรัช ไปยังอัยการสูงสุด
โดยการประชุมร่วมดังกล่าว ได้มีการเเจ้งคำสั่งอัยการสูงสุด ให้ฟ้องนายวิรัช โดยฝ่ายอัยการจะใช้เวลาเพื่อร่างคำฟ้อง 60 วัน ก่อนยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
เจ้าตัวยันไม่เคยแทรกแซงใช้งบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ ตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหา ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย เริ่มจากขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2555 (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดอื่น รวม 18 จังหวัด วงเงินประมาณ 4,459,420,000 บาท ใน 2 โครงการหลัก
หนึ่งในนั้นคือ โครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอล รวมถึงมีการวางแผนทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายประการ เพื่อให้กลุ่มเอกชนที่เป็นพรรคพวกของตนเอง ได้เข้าเป็นคู่สัญญา และการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตซอลไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ โดยมีการชี้มูลการกระทำผิดเป็น 7 สำนวน ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องไป 1 สำนวน ส่วนสำนวนที่เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณาของอสส.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า กรณีที่สงสัยกันว่านายวิรัชจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนี้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 81 ประกอบข้อบังคับประธานศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าศาลฎีกาฯ ประทับรับฟ้องก็ต้องมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ฉะนั้น ต้องรอฟัง คำสั่งของศาลฎีกาฯ
นายวิรัชให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวน การยุติธรรม ซึ่งตนขอปฏิเสธ ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการใช้งบ โดยจะชี้แจงข้อเท็จจริงรวมถึงแนวทางการสู้คดีในเร็วๆ นี้
เพื่อไทยจี้ยุติปฏิบัติหน้าที่
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความรับผิดชอบทางการเมือง อยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย ไม่แน่ใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าใจและยึดมั่นในหลักการนี้หรือไม่ นายวิรัช เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานวิปรัฐบาล เป็นประธานกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เมื่ออัยการสูงสุดสั่งฟ้องแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะเพิกเฉย นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็นไม่ได้ อย่าให้ประชาชนตั้งคำถามว่ามีการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่แอบหลิ่วตาช่วยผ่อนปรนให้พวกเดียวกันให้รอดหรือไม่
“เมื่ออัยการสูงสุดเเจ้งคำสั่งฟ้อง นายวิรัชต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดี ต้นทุนของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญติดลบอยู่แล้ว เมื่อนายวิรัชที่เป็นประธานถูกสั่งฟ้อง ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากสังคมจึงวิกฤต ติดลบอย่างหนัก พล.อ.ประยุทธ์ต้องให้นายวิรัช ยุติการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าการพิจารณาคดีจะถึงที่สุด หากดันทุรังปฏิบัติหน้าที่ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะทำให้รัฐบาลพังพาบเร็วขึ้น” นายอนุสรณ์กล่าว