จากเชียงราย28-29พย.
พบสาวสิงห์บุรีป่วยแล้ว
เชียงใหม่เจอติดเชื้ออีก
หนุ่มกลับจากท่าขี้เหล็ก

เตือนกลุ่มเสี่ยงโควิด 2 เที่ยวบินจากเชียงราย ระหว่าง 28-29 พ.ย. รีบตรวจหาเชื้อ รวมทั้งคนไปเที่ยวคอนเสิร์ตสิงห์ปาร์ค ขณะที่เชียงรายพบติดเชื้อเพิ่มอีก 2 กลับมาจากท่าขี้เหล็ก พม่า ส่วนเชียงใหม่พบป่วย 1 ราย เป็นหนุ่มไปทำงานสถานบันเทิงท่าขี้เหล็ก ด้านสิงห์บุรีวุ่น พบสาววัย 51 ติดเชื้อ เผยไปเที่ยวเชียงรายกลับมา ขณะที่สุพรรณบุรีผวา หนุ่มพม่าหลบหนีเข้าเมืองมาหาเมีย ด้านน.ศ.รังสิตโล่งผลตรวจเป็นลบ ด้าน ‘อาคม’ ยันคนไทยเที่ยวอย่างปลอดภัย แม้จะพบคนติดเชื้อหลายพื้นที่ในภาคเหนือ

ไทยติดเชื้อโควิดเพิ่ม 14

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 14 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1 ราย มาจากต่างประเทศ 13 ราย หายป่วยเพิ่ม 7 ราย ไม่มีเสียชีวิตเพิ่ม ผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 4,053 ราย แบ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,455 ราย มาจากต่างประเทศ 1,598 ราย โดยเข้าสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 1,081 ราย หายกลับบ้านรวม 3,839 ราย ยังรักษาในร.พ. 154 ราย เสียชีวิตรวม 60 ราย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ เป็นชายไทยอายุ 28 ปี อาชีพพนักงานสถานบันเทิง สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ มีไข้ เจ็บคอ เข้ารักษาร.พ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นรายที่แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.

ส่วนผู้ป่วยรายใหม่เดินทางมาจากต่างประเทศ ได้แก่ 1.ยูเครน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 45 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 30 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 ธ.ค. ผลพบเชื้อ มีไข้ เสมหะ หายใจลำบาก ปวดศีรษะ 2.เนปาล 1 ราย เป็นชายเนปาล อายุ 46 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางถึงไทยวันที่ 26 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 พ.ย. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ 3.เนเธอร์แลนด์ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 33 ปี ต่อเครื่องที่อินโดนีเซียถึงไทยวันที่ 28 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 พ.ย. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ

4.สาธารณรัฐเช็ก 1 ราย เป็นชายเช็ก อายุ 71 ปี เกษียณอายุ เดินทางถึงไทยวันที่ 19 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ 5.นอร์เวย์ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 36 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางถึงไทยวันที่ 28 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 พ.ย. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ 6.เยอรมนี 2 ราย เป็นหญิงเยอรมัน อายุ 68 ปี เกษียณอายุ เดินทางถึงไทยวันที่ 26 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ และแม่บ้านหญิงไทยอายุ 41 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 28 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ

7.สหรัฐอเมริกา 3 ราย เป็นชายอเมริกันอายุ 31 ปี อาชีพพนักงานบริษัท ต่อเครื่องที่เกาหลีถึงไทยวันที่ 19 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 1 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ หญิงไทยอายุ 30 ปี อาชีพวิศวกร ต่อเครื่องที่กาตาร์ถึงไทยวันที่ 27 พ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ และนักศึกษาชายไทยอายุ 32 ปี ต่อเครื่องที่กาตาร์ถึงไทยวันที่ 2 ธ.ค. ตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ เสมหะ น้ำมูก

ทั่วโลกป่วยโควิดพุ่ง 65 ล้าน

8.พม่า 3 ราย เป็นหญิงไทยอาชีพพนักงานสถานบันเทิงทั้งหมดได้แก่ อายุ 23 ปี 25 ปี และ 24 ปี เดินทางถึงไทยวันที่ 2 ธ.ค. รายแรกตรวจเชื้อวันที่ 3 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไอ เจ็บคอ ถ่ายเหลว รายที่ 2 ตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไอ เสมหะ เจ็บหน้าอก และรายสุดท้ายตรวจหาเชื้อวันที่ 2 ธ.ค. ผลพบเชื้อ ไอ มีเสมหะ น้ำมูก สูญเสียการได้กลิ่น

สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อรวม 65,527,498 ราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 678,631 ราย รักษาหายแล้ว 45,370,805 ราย เสียชีวิต 1,511,719 ราย เป็นผู้เสียชีวิตรายใหม่ 12,679 ราย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จำนวน 14,535,196 ราย เป็นรายใหม่ 218,576 ราย ส่วนพม่ามีผู้ป่วยรายใหม่ 1,418 ราย สะสม 95,018 ราย และมาเลเซียมีป่วยใหม่ 1,075 ราย สะสมรวม 69,095 ราย

เปิดไทม์ไลน์หนุ่มเชียงราย

ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาการอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป แถลงความคืบหน้าการสอบสวนโรคของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดย นพ.โสภณ กล่าวว่า ประเทศเมียนมาและมาเลเซียยังมีการติดเชื้อโควิด-19 สูง ทำให้ต้องเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 14 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1 ราย สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 13 รายเดินทางมาจากต่างประเทศ โดย 3 รายเป็นหญิงไทยมาจากท่าขี้เหล็ก แต่เข้ามาตามระบบ ทั้งนี้ผู้สัมผัสของหญิงไทยที่ลักลอบมาจากท่าขี้เหล็ก 10 ราย และตรวจพบป่วยโควิด-19 ผลการตรวจมากกว่า 250 คน ส่วนใหญ่ให้ผลเป็นลบ แต่พบการติดเชื้อ 1 ราย คือชายไทยอายุ 28 ปี อาชีพพนักงานสถานบันเทิง จ.เชียงราย อยู่ในการดูแลเรียบร้อยแล้ว

“จากการสอบสวนโรค พบว่าวันที่ 28 พ.ย. ช่วงบ่ายพบผู้ป่วยของจ.พะเยา ซึ่งเดินทางมาพร้อมเพื่อนจากท่าขี้เหล็ก มีการกินข้าว พักห้องเดียวกัน ช่วงเย็นไปทำงานร้านอาหาร วันที่ 29 พ.ย. ไปเที่ยวงานฟาร์ม เฟสติวัล กับกลุ่มเพื่อนดังกล่าว ไปร้านอาหารกึ่งผับ Libraly วันที่ 30 พ.ย.ไปผับแห่งหนึ่งนั่งบริเวณด้านบนฝั่งขวา และย้ายไปนั่งด้านล่างฝั่งซ้าย ตีหนึ่งไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดเอ็กซ์โป หน้าร้านศิริบงกช ตีสองกลับห้องพัก ดื่มเบียร์ จากนั้นเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยรถยนต์ส่วนตัว ไปส่งเพื่อนตรวจโควิด-19 ที่ร.พ.เอกชนวันที่ 1 ธ.ค. เดินทางกลับเชียงราย ด้วยรถโดยสารกรีนบัส นั่งแถวที่ 5 โดยใส่หน้ากากตลอดเวลา ตอนเย็นไปทำงานที่ร้าน 8080Cafe วันที่ 2 ธ.ค. ตีหนึ่งกลับหอพัก เริ่มมีอาการเจ็บคอ บ่ายสามไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ รพ.เกษมราษฎร์ศรีบุรินทร์ จ.เชียงราย ผลพบเชื้อ แล้วส่งเข้ารักษาห้องแยกโรค ร.พ.เชียง รายประชา นุเคราะห์ ขณะนี้อาการดี ไม่มีไข้”

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ประชาชนที่ไปงานฟาร์มเฟสติวัล สิงห์ปาร์ค เวลา 19.30- 21.30 น. และเที่ยวในบริเวณงาน โดยเฉพาะโซนลานเบียร์ หน้าเวที และห้องน้ำ ให้สังเกตอาการโรคระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รับรส ที่เป็นอาการของโควิด-19 หรือไม่ ให้สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงสถานที่ชุมชน ติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ที่อาศัยอยู่ หรือผู้จัดงานเพื่อรับคำแนะนำในการเฝ้าระวังและนัดสถานที่ตรวจหาเชื้อ

ส่วนผู้โดยสารเที่ยวบิน DD8717 สายการบินนกแอร์ ซึ่งเดินทางวันที่ 28 พ.ย. เวลา 13.40 น. ซึ่งเป็นเที่ยวบินเดียวกับผู้ป่วย เดินทางกลับมาจากเชียงรายมา กทม. ขอให้สังเกตอาการ และรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในภูมิลำเนา ส่วนเที่ยวบินสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ SL533 วันที่ 29 พ.ย. เวลา 10.40 น. ที่ผู้ป่วยราชบุรีเดินทาง ให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อาศัยอยู่

เตือน 2 สายบินเสี่ยงรีบตรวจ

นพ.โอภาสกล่าวด้วยว่า จุดที่เป็นปัญหาคือจ.ท่าขี้เหล็ก ตรงชายแดน ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานไปยังท่าขี้เหล็กเพื่อรวบรวมรายชื่อคนไทยให้กลับมาอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาเข้ามาแล้ว 7 คน ตรวจพบเชื้อ 3 คน จะเห็นว่ามีความเสี่ยง ส่วนจังหวัดชายแดนมีการตรวจตราสถานที่ประกอบการต่างๆ ในชุมชน มีอสม.ช่วยเฝ้าระวังคนลักลอบเข้าเมือง ขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบผู้เดินทางกลับมาจากท่าขี้เหล็กสงสัยไม่ได้ผ่านการกักกัน 14 วัน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม.ทันที ขอความร่วมมือภาคประชาสังคม ผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และผู้จัดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ ยังคงมาตรการสวมหน้ากาก หมั่นทำความสะอาดตามจุดต่างๆ ล้างมือ เว้นระยะห่าง

นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับการปิดโรงเรียนหรือสถานที่ต่างๆ ตามแนวทางปฏิบัติให้ปิดเฉพาะการพบผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 หากเป็นผู้สัมผัสไม่จำเป็นต้องปิดสถานที่ โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะเข้ารับการกักกันเพื่อเฝ้าระวังอาการ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำหรือ ผู้สัมผัสของผู้สัมผัสเสี่ยงสูง แนะนำให้เฝ้าระวังอาการ สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ขอยืนยันว่าผู้ที่กลับมาจากเชียงใหม่และเชียงราย หากไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกับ ผู้ป่วย ถือว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องกักตัว

“กรณีนักเรียนไปเที่ยวเชียงใหม่แต่ไม่ใช่พื้นที่พบผู้ป่วย การให้กักตัวถือว่าเป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น เช่นเดียวกับการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จ.กำแพงเพชร ผลตรวจพบปริมาณสารพันธุกรรมน้อยและมีภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว แสดงว่าติดเชื้อมานาน และผู้สัมผัสใกล้ชิดผลการตรวจเป็นลบ การปิดโรงเรียน จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการ”

เมื่อถามถึงกรณีหญิงไทยอายุ 51 ปี จ.กำแพงเพชร ตรวจพบโควิด-19 มีประวัติเดินทางเครื่องบินเดียวกับผู้ป่วยโควิด นพ.โสภณกล่าวว่า รายนี้เดินทางเที่ยวบิน DD8717 นกแอร์ วันที่ 28 พ.ย. เวลา 13.40 น. ซึ่งเดินทางร่วมกับผู้ป่วยโควิดจ.พิจิตร ที่เดินทางจากเชียงรายไปดอนเมือง ถือว่ามีประวัติเสี่ยงสัมผัสผู้ติดเชื้อรายก่อนหน้า กำลังสอบสวนเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เบื้องต้นแจ้งว่าเดินทางไปเชียงรายและไม่ได้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน หากข้อมูลนี้ถูกต้องก็จะเป็น 1 ในรายที่ติดเชื้อภายในประเทศ แต่ต้องรอผลการสอบสวนก่อน

เมื่อถามกรณีจะมีการจัดงานบิ๊กเมาน์เทน ช่วงธ.ค.นี้ สามารถจัดงานได้หรือไม่ นพ. โอภาส กล่าวว่า จัดได้ แต่ต้องมีมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรอง มีการสแกนไทยชนะ

เชียงรายพบติดโควิดเพิ่ม 2

ด้านนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าฯ เชียงราย นพ.ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุข จ.เชียงรายจัดประชุมคณะทำงานสกัดกั้นโรคโควิด-19 จ.เชียงราย ที่อาคารฟ้าภิรมย์ ภายในสิงห์ปาร์ค อ.เมืองเชียงราย พร้อมนำรถพระราชทานเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยเข้าไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 แก่พนักงานของสิงห์ปาร์คจำนวน 360 คน ที่จัดงานฟาร์มเฟสติวัล ออน เดอะฮิลล์ 2020 ในสิงห์ปาร์ค เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ซึ่งมีผู้ติดโควิด-19 ชาวจ.พะเยา และจ.เชียงราย รวม 2 ราย มีประวัติเข้าไปเที่ยวในคืนดังกล่าว

โดยที่ประชุมแจ้งว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ศูนย์กักดูอาการ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพิ่มขึ้นอีก 2 ราย ทั้งคู่เป็นหญิงอายุ 20 ปีเดินทางมาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ร่วมกับคนอื่นรวม 13 คน ทั้งหมดทำงานอยู่ที่โรงแรมวันจีวัน ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อในฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยรวมกัน 9 ราย

นอกจากนี้ จ.เชียงราย ยังเพิ่มโลคัล ควอรันทีน จากเดิมมี 4 แห่งทั่วจังหวัด เพิ่มเป็น 10 แห่ง ทำให้สามารถรองรับผู้กักดูอาการรวมกันกว่า 500 คน

นายวรวิทย์กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 2-4 ธ.ค.นี้ มีผู้ที่อยู่ในโลคัล ควอรันทีน 86 คน และยังมีคนไทยที่ จ.ท่าขี้เหล็ก แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับผ่านคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ระดับท้องถิ่น หรือ ทีบีซี 67 ราย และผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ 45 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดยืนยันว่ามีคนไทยตกค้างอยู่ทั่วท่า ขี้เหล็กไม่ถึง 1,000 คน ส่วนที่เดินทางมาจากโรงแรมวันจีวัน ยังมีเพียง 20 คน

ด้านน.พ.ทศเทพกล่าวว่า ผู้ติดเชื้อใหม่ทั้ง 2 รายถูกนำตัวส่งไปรักษาที่ร.พ.เชียงรายประชานุเคราะห์แล้ว ทำให้ใน จ.เชียงราย มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 9 รายในรอบสัปดาห์ ขณะที่การตรวจกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและต่ำในทุกรายรวมกัน 46 คน ปรากฏว่าผลเป็นลบทั้งหมด รวมทั้งในรายที่เป็นชายอายุ 28 ปีที่เดินทางไปหลายแห่ง ทำให้กำลังสืบหากลุ่มผู้สัมผัสให้ครบถ้วนก่อนด้วย เพราะการตรวจผู้สัมผัสเสี่ยงใกล้ชิดของเขา 2 คนก็พบผล เป็นลบ

เชียงใหม่ติดเชื้ออีกราย

วันเดียวกัน นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 32 ปี ชาวเชียงใหม่ ทำงานในสถานบันเทิงเดียวกันกับที่พบการระบาดของโควิด-19 จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา สอบสวนโรคพบว่าผู้ป่วยรายนี้เริ่มมีอาการในวันที่ 30 พ.ย. โดยมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว คัดจมูก การได้รับกลิ่นลดลง และเดินทางข้ามพรมแดนธรรมชาติมาในช่วงค่ำวันที่ 30 พ.ย. พักที่ อ.แม่สาย 1 คืน และเดินทางเข้าพักใน อ.เมือง จ.เชียงราย อีก 1 คืน ก่อนที่จะเดินทางจังหวัดเชียงใหม่โดยรถจักรยานยนต์ส่วนตัว ในวันที่ 2 ธ.ค. เวลา 15.00 น. เข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พักคนเดียวในเวลา 20.00 น. และออกไปซื้ออาหารที่เซเว่นฯ ตลาดหน้า ป.พัน 7 ประมาณ 10 นาที โดยสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ออกไปนอกที่พัก

วันที่ 3 ธ.ค. เวลา 09.45 น. เข้ารับการตรวจที่ร.พ.นครพิงค์ และเวลา 14.00 น. ผลตรวจยืนยันพบเชื้อโควิด-19 พร้อมรับตัวเข้ารักษาในห้องแยกโรคความดันลบ ร.พ.นครพิงค์ จากการติดตามกล้องวงจรปิดจากสถานที่ 2 แห่ง ไม่พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง แต่พบผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงต่ำ 5 ราย

“ขอให้ประชาชนที่ไปร่วมงาน Farm fest ที่สิงห์ปาร์ค อ.เมือง จ.เชียงราย วันที่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 19.30 – 23.00 น. และเที่ยวในบริเวณงาน โดยเฉพาะ โซนลานเบียร์ หน้าเวที และห้องน้ำ ให้ท่านสังเกตอาการโรคระบบทางเดินหายใจ สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงที่ชุมชน และให้ติดต่อผู้จัด สิงห์ปาร์ค หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ เพื่อรับคำแนะนำในการเฝ้าระวัง และนัดสถานที่ตรวจหาเชื้อ ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. และ ผู้โดยสารเที่ยวบิน DD8717 สายการบินนกแอร์ เชียงราย-กรุงเทพฯ วันที่ 28 พ.ย. 63 เวลา 13.40 น. เที่ยวบิน SL533 สายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์ เชียงราย-กรุงเทพฯ วันที่ 29 พ.ย. 63 เวลา 10.40 น. ให้ติดต่อรายงานตัวกับทางสำนักงานสาธารณสุขในจังหวัดของท่าน”

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานควบคุมโรคที่ 1 นำรถตรวจหาเชื้อชีวนิรภัยพระราชทานเข้าเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากกลุ่มพนักงานร้านตะวันแดง อ.เมืองเชียงใหม่ กว่า 150 คน แม้สถานบันเทิงแห่งนี้จะไม่ได้อยู่ในไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อรายที่ 42, 43 และ 44 ของจ.เชียงใหม่ก็ตาม

นอกจากที่ร้านตะวันแดงเชียงใหม่แล้ว เจ้าหน้าที่เข้าเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อจากพนักงานร้านวอร์มอัพคาเฟ่ สถานบันเทิงชื่อดังที่เป็นแหล่งรวมของกลุ่มวัยรุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งจะตรวจสถานบันเทิงและสถานประกอบการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ด่านพรมแดนและและสาธารณสุข รับตัวคนไทยที่เดินทางมาจากจ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา อีก 16 คน เป็นชาย 6 คนและหญิง 10 คน ทั้งหมดทำงานอยู่ในจ.ท่าขี้เหล็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่นำเข้าสู่ระบบการตรวจเพื่อหาเชื้อโควิด-19 จากนั้นไปพักที่ศูนย์กักดูอาการในอ.แม่สาย

พบสาวสิงห์บุรีวัย 51 ติดโควิด

วันเดียวกัน น.พ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค สธ.แถลงว่า พบหญิงอายุ 51 ปี ชาวจ.สิงห์บุรีไปเที่ยวงานสิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย เป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ และที่มาของการได้รับเชื้อโควิด-19 จากข้อมูลเบื้องต้นที่แจ้งมาจากสำนักงานสาธารณสุขสิงห์บุรี เป็นหญิงที่เดินทางไปจ.เชียงราย ไม่ได้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน หากข้อมูลนี้ถูกต้องก็จะเป็น 1 ในรายที่เป็นการติดเชื้อในประเทศไทย แต่รายละเอียดต้องขอสอบสวนก่อน ดูปัจจัยเสี่ยง รวมถึงสถานที่ที่เดินทางไปอีกครั้งหนึ่งก่อน

ด้านศูนย์ข้อมูล COVID-19 ของรัฐบาล จัดทำอินโฟกราฟิกเผยแพร่ในเวลาต่อมาว่า สธ.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่ม 1 ราย ผู้ป่วยเป็นหญิงอายุ 51 ปี อยู่จ.สิงห์บุรี เริ่มมีอาการป่วยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ตรวจพบเชื้อโควิด-19 วันที่ 3 ธ.ค. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค โดย 25 พ.ย. เวลา 17.00 น. เดินทางถึงเชียงราย และเดินทางต่อไปยังโรงงานเล้งเฮง ที่อ.เวียงปาเป้า (พักโรงแรมบิ๊กอาย) 26 พ.ย. รับคณะดูงาน ที่โรงงานเล้งเฮง

เวลา 15.00 น. เดินทางไปสิงห์ปาร์ค จ.เชียงราย อยู่ที่งานจนถึงเวลา 19.00 น. จากนั้นเวลา 20.00 น. เดินทางกลับถึงที่พัก 27 พ.ย. เวลา 12.00 น. เดินทางถึงสนามบินเชียงราย โดยรถตู้ของโรงงาน และขึ้นที่เที่ยวบิน DD8717 สายการบินนกแอร์ เวลา 15.15 น. เดินทางถึงสนามบินดอนเมือง และมีรถตู้ของโรงงานมารับกลับโรงงานที่ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ระหว่างทางแวะรับประทานอาหารที่ร้านบิ๊กบะหมี่

29 พ.ย. เวลา 14.00 น. เดินทางไปซื้อกับข้าวที่ตลาดท่าข้าม (อยู่ถึงเวลา 16.00 น.) 30 พ.ย. เวลา 10.00 น. เข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ร.พ.อินทร์บุรี โดยรถตู้

1-2 ธ.ค. อยู่บ้าน โดยวันที่ 2 ธ.ค. เริ่มมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คิดว่าผลมาจากการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

3 ธ.ค. เวลา 10.00 น. ทราบไทม์ไลน์สายการบิน ผู้ป่วยโควิด-19 เดินทางขอรับการเดินทางที่ร.พ.บางระจัน

ด้านนพ.จักราวุธ จุฑาสงฆ์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สุ่มเสี่ยงสูง 4 ราย เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยภายในบ้าน ขณะนี้รับตัวมากักตัวที่ร.พ.สิงห์บุรีแล้ว ส่วนอีกกลุ่มคือผู้สุ่มเสี่ยงต่ำมี 13 ราย ให้กักตัวอยู่บ้าน 14 วัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปวัดไข้ทุกวัน

ยะลาพบป่วยโควิดอีก 1

ที่ด่านพรมแดนอำเภอเบตง จ.ยะลา ติดต่อกับฝั่งมาเลเซีย ด่านบูกิตบือราปิต รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเบตง ร.พ.เบตง เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข อำเภอเบตง ร่วมตรวจสแกนควบคุมโรคคนไทยที่เดินทางมาจากประเทศมาเลเซีย โดยผ่านการตรวจสแกนอย่างละเอียด พบการติดเชื้อที่ศูนย์กักตัวอ.เบตง 1 ราย เป็นเพศหญิง หลังเดินทางมาจากมาเลเซีย พร้อมเพื่อนอีก 12 คน เมื่อวันที่ 25 พ.ย. โดยมีกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสที่นั่งรถมา 8 คนอยู่ศูนย์กักตัวเบตง ผลตรวจเป็นลบ 1 คน รอผลตรวจ 4 คน ที่ปัตตานี 1 คน ผลเป็นลบ และกลุ่มเสี่ยงต่ำ 18 คน และได้เข้ารับการกักตัว 14 วัน

‘อาคม’ยันท่องเที่ยวปลอดภัย

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลระมัดระวังไม่ให้การระบาดของโควิด-19 กระทบการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ทางด้านสาธารณสุขกับฝ่ายความมั่นคงสกัดกั้นการระบาดของโควิดจากคนไทยที่ลักลอบเข้าเมืองมาตามชายแดนช่องทางธรรมชาติอย่างไม่ถูกต้อง

“ยังไม่กังวลเรื่องการระบาดของโควิดรอบใหม่จะกระทบกับเศรษฐกิจ เพราะคิดว่าสาธารณสุขและฝ่ายความมั่นคงของไทยเอาอยู่ เพราะมีประสบการณ์มาตั้งแต่ปิดประเทศก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเรามั่นใจว่าสุขภาพของคนในประเทศแข็งแรง แต่มีเรื่องแทรกการระบาดเข้ามา ทำให้เกิดการตกใจกันบ้าง”

นายอาคมกล่าวต่อว่า การพบผู้ติดเชื้อ ในประเทศจะกระทบการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวกันเอง โดยเฉพาะในจ.เชียงราย และเชียงใหม่ แต่อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นตามที่หมอบอกอยู่เสนอว่าการ์ดอย่าตก ไปเที่ยวได้แต่มาตรการดูแลตัวเองเข้มข้นหน่อย อย่าไปยกเลิกการเที่ยว ยอมรับว่าช่วงหลังอาจจะมีการหย่อนยานไปหน่อยตามโรงแรมและร้านอาหาร คิดว่าคนไทยที่จองโรงแรมไปเที่ยวคงไม่อยากเสียสิทธิ์ ดังนั้น ขอให้ไปเที่ยวเถอะ และก็ป้องกัน ตัวเองหน่อย

สุพรรณฯผวาพม่าหลบเข้าเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในพื้นที่ หมู่ 1 ต.วัดดาว อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ทำให้ชาวบ้านหวาดผวาอย่างมาก

ต่อมานายวัฒนา ยั่งยืน ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ร.พ.บางปลาม้า อสม.รพ.สต.วัดดาว ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี เข้าไปสอบสวน ทราบชื่อนายอารี จอเอ้ อายุ 45 ปี สัญชาติเมียนมาลักลอบหลบหนีเข้าเมืองทางช่องทางธรรมชาติ โดยเดินทางจากอ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ 27 พ.ย. เวลา 14.00 น. ขึ้นรถตู้สายแม่สอด-ตาก เข้าตัวเมืองตาก จากนั้นเวลา 17.00 น.ขึ้นรถบัสสาธารณะสายเชียงใหม่-กาญจนบุรี จ.ตากมาลงรถที่ บ.ข.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี เวลา 04.00 น. วันที่ 28 พ.ย. ก่อนจะนั่งรถเมล์เครื่องจาก บ.ข.ส.สุพรรณบุรี เข้าบ้านพักเลขที่ 15 หมู่ 1 ต.วัดดาว อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีภรรยาพักอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

ก่อนนำตัวไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ร.พ.เจ้าพระยายมราช ผลเป็นลบ อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจซ้ำอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค.

ปราจีนฯตามหา 3 คนเสี่ยงโควิด

เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีมีผู้นำภาพและข้อมูลชาย 3 คนซึ่งมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 เดินทางเข้าออกพื้นที่อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี นั้น ขณะนี้ตำรวจเร่งตามหาตัวแล้ว

พ.ต.ท.สรวิศิษฐ์ สมบัติพิมาย รองผกก. (ป) สภ.ศรีมหาโพธิ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตามตัวบุคคลทั้งสามได้ แต่ให้สายตรวจสอดส่องดูแล หากพบตัวก็ให้นำมาโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการลงพื้นที่ตลาดโป่งไผ่ หมู่ 7 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ เนื่องจากตามไทม์ไลน์ทั้งสามคนพักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ไม่ยืนยันว่าที่ใด และยังออกมาหาซื้ออาหารเป็นประจำ แม่ค้าส่วนใหญ่ยืนยันว่าเคยพบเห็นบุคคลบางคนตามรูป แต่ไม่รู้ว่าบุคคลดังกล่าวติดเชื้อโควิด-19 ถ้าติดจริงก็คงลำบากกันอีกรอบ

ผลตรวจนศ.รังสิตเป็นลบ

ส่วนกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต 1 รายต้องกักตัวเนื่องจากโดยสารรถตู้ร่วมกับผู้ติดเชื้อ 1 ราย ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่ราชบุรีเวลา 13.00-15.00 น. เมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดยเข้ารับการตรวจเชื้อแล้วนั้น

ล่าสุด มหาวิทยาลัยรังสิตออกประกาศเรื่องผลตรวจโควิด-19 ของนักศึกษาคน ดังกล่าวระบุว่า ตามที่นักศึกษาม.รังสิตนั่งรถตู้โดยสารร่วมกับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 จากเมียนมา วันนี้เวลา 10.00 น.ได้รับการแจ้งผลตรวจเชื้อครั้งที่ 1 ของนักศึกษา ผลไม่พบเชื้อ นักศึกษาสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

สำหรับผู้ที่สัมผัสกับนักศึกษารายนี้มีความเสี่ยงน้อยมาก ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ใส่หน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ไม่ต้องกักตัวใดๆ สำหรับผู้ที่คลุกคลีกับนักศึกษารายนี้โดยใกล้ชิดและไม่ได้ป้องกันตัว ขอให้กักตัวเองเพื่อรอดูอาการอีก 1 สัปดาห์

‘บิ๊กตู่’มอบเงินจนท.สู้โควิด

เมื่อเวลา 13.30 น. ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 13 ราย วงเงิน 6.7 แสนบาท ผ่านบัญชี “สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรับบริจาคสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)”

ส่วนกรณีมีหญิงไทย ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ต่อมาพบว่าติดเชื้อโควิด-19 นายกฯกำชับสั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวังป้องกัน โดยให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยให้กำชับผู้ว่าฯ พื้นที่ที่ติดชายแดน ทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

ช่วยเจ้าหน้าที่ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบเงินช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน