เร่งสอบอีก700ร้านค้า
แฉใช้สิทธิแลกเงินสด

 

โกง‘คนละครึ่ง’ไม่รอด ตร.รวบ 4 ผู้ต้องหาร่วมทุจริต เช็กข้อมูลพบมีคนผิดอีก 700 ร้านค้า ทั่วประเทศ เร่งสอบและจับกุมต่อไป เผยพฤติกรรมแสบ 2 รูปแบบ ไม่ซื้อของใช้สิทธิแลกเงินสด ใช้ เฟซบุ๊ก-ไลน์ระดมหาคนร่วมขบวนการ ด้านคลังเผยคนลงทะเบียนเฟส 2 ไม่สำเร็จ รอลงทะเบียนใหม่ได้ไม่เสียสิทธิ

วันที่ 18 ธ.ค ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข รองผบช.ก. นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกำกับกฎเกณฑ์และกฎหมายธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบการดำเนินคดีพบการทุจริตโครงการคนละครึ่ง

นายพรชัยกล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง เป็นโครงการที่รัฐบาลจัดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจจนถึงระดับฐานราก ผ่านผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้ประชาชนใช้จ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น‘เป๋าตัง’ กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านแอพพลิเคชั่น ‘ถุงเงิน’ และรัฐบาลจะออกเงินให้ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 3,000 บาท ในเฟสแรก ต่อมาตรวจสอบสถิติการใช้จ่ายและพบความผิดปกติเกิดขึ้น จากนั้นได้ ตั้งคณะทำงานในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่อาจเข้าข่ายการผิดเงื่อนไข และได้ระงับการใช้แอพพลิเคชั่นถุงเงิน รวมถึงระงับการจ่ายเงินให้กับร้านค้า พร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารกรุงไทย ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติในการใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการ มีรูปแบบการกระทำความผิดอยู่ 2 แบบ จึงได้ระงับการใช้แอพพลิเคชั่น ‘ถุงเงิน’ และระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าดังกล่าว และได้จัดส่งข้อมูลร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดเงื่อนไข ให้แก่ ตร. ดำเนินการ มีผลการดำเนินคดี 1 ราย ผู้ต้องหา 4 คน ในข้อหา ฉ้อโกง และข้อหาฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น พร้อมเรียกสอบปากคำประชาชน 14 คน ที่นำข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับรหัสเข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตังส่งให้กับร้านค้าผู้กระทำความผิด

คนละครึ่ง – พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. แถลงจับร้านค้ารายแรก ทุจริตโครงการคนละครึ่ง มีผู้ต้องหา 4 คน และเร่งดำเนินคดีร้านค้าอีกหลายร้อยแห่งที่เข้าข่ายทุจริต เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ส่วนการทุจริตในโครงการคนละครึ่ง มีลักษณะวิธีการทุจริต 2 รูปแบบ รูปแบบแรก ร้านค้าคนละครึ่งที่รับแลกเงินสด โอนเงินให้กับประชาชนที่ใช้สิทธิคนละครึ่ง) โดยตรงผ่านทาง mobile banking, ATM และเงินสด ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ได้มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง แต่ไปรับเงินโดยตรง ส่วนรูปแบบที่ 2 ลักษณะเป็นเจ้ามือ ประชาชนที่ต้องการแลกเงินสด มีการให้ข้อมูลการล็อกอินเข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตังแก่ร้านค้า เพื่อให้ร้านค้าใช้สิทธิคนละครึ่งแทน โดยวิธีนี้ร้านค้าจะหาลูกค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก เป็นต้น หากมีประชาชนสนใจจะตกลงแบ่งผลประโยชน์ โดยจะกระทำการเสมือนค้าขายจริง ซึ่งประชาชนได้รับโอนเงินส่วนต่างจากเจ้ามือ 80-100 บาท ต่อการทำธุรกรรมใช้จ่ายผ่านร้านดังกล่าว ทั้งนี้ผู้ต้องหาจะแสดงตนเป็นทั้งร้านค้า และประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ โดยกรณีนี้ตำรวจได้สืบสวนจากข้อมูลพบว่าที่อยู่ร้านค้า และผู้ใช้สิทธิอยู่ต่างภูมิลำเนา และคนละจังหวัด ทั้งเชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ

รองผบ.ตร.กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ตำรวจจะพิจารณาว่าจะต้องแยกการดำเนินคดีต่อไปอย่างไร โดยร้านค้าผู้กระทำความผิดพบว่ามีประชาชน 200 รายที่เข้าข่ายร่วมกระทำความผิด โดยรัฐได้โอนเงินให้กับร้านค้าไปแล้ว กว่า 220,000 บาท ในจำนวนนี้มีทั้งการซื้อ-ขายแบบสุจริต และการกระทำทุจริตโดยลูกชายของเจ้าของร้านเป็นหนึ่งในผู้หาวิธีฉ้อโกง เนื่องจากทราบช่องโหว่เชิงเทคนิค เช่น การไม่สแกนก็ซื้อสินค้าได้ ส่วนสามี-ภรรยา ทำหน้าที่เป็นนายหน้าพบว่าได้เงินส่วนต่างจากการกระทำผิด 10 วัน ประมาณ 10,000 บาท

ด้านพ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ตำรวจ ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าขายของชำที่ ต.คอกระบือ อ.เมือง จ.สมุทร สาคร พบน.ส.สมปอง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของร้านขายของชำ และพบนายสรัล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี บุตรชายเจ้าของร้าน จากการตรวจสอบพบ โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในระบบ G Wallet 5 เครื่อง, ไอแพด 1 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง และบัญชีเงินฝากธนาคาร 6 เล่ม จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางในคดี จากการสอบสวนน.ส.สมปองเจ้าของร้าน ทราบว่าการดำเนินการทั้งหมดนายสรัล บุตรชายเป็นผู้ดำเนินการ

โดยนายสรัลให้การยอมรับว่าได้ตกลงร่วมมือกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘สาวิตา รักชีพชอบ’ และใช้ไลน์ชื่อ Jeerapot ในการติดต่อ และเมื่อได้รับเงินจากรัฐบาล ได้โอนเงินคืนให้กับเจ้ามือ ผ่านบัญชีธนาคาร ชื่อ นายจีรพจน์ โดยทางร้านค้าจะได้ผลประโยชน์ 30 บาทต่อราย ส่วนผู้ใช้ไลน์ชื่อ Jeerapot ได้ 30 บาทต่อราย คนที่มาขายสิทธิจะได้เงิน รายละ 90 บาท และตำรวจได้ลงพื้นที่สอบสวนปากคำประชาชนที่ใช้สิทธิ์ผ่านร้านค้า 14 จุด ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น จังหวัดลพบุรี, ชลบุรี, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังไม่สามารถสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เชื่อว่าความเสียหายนั้นจะไม่สูง เนื่องจากทางธนาคารได้เฝ้าระวังและสั่งหยุดจ่ายเงินทันทีเมื่อพบความผิดปกติ สำหรับข้อมูลพบว่ามีร้านค้าที่กระทำความผิดจำนวนอีกกว่า 700 ร้านค้า ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบและจับกุมดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ยังฝากเตือนถึงประชาชนว่าแม้คดีฉ้อโกง จะมีอัตราโทษ ไม่มาก จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 5 ปี ปรับ ไม่เกิน 60,000 บาท หรือ 100,000 บาท แต่การกระทำความผิดในแต่ละครั้ง จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ หากกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวซ้ำๆ หลายครั้ง ก็จะได้รับโทษในแต่ละครั้งเมื่อรวมแล้วอาจจะได้รับโทษสูง จึงขออย่าได้เข้าร่วมในการกระทำการทุจริตในโครงการดังกล่าว

วันเดียวกัน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีผู้ลงทะเบียนคนละครึ่ง ที่ได้รับเอสเอ็มเอสว่าลงทะเบียนไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อมูลไม่ถูกต้อง โปรดลงทะเบียนใหม่ว่า ผู้ที่ได้รับข้อความดังกล่าวถือว่าไม่ผ่านการตรวจสอบข้อมูล เพราะระหว่างการลงทะเบียนอาจมีการพิมพ์ข้อมูลไม่ตรงกับที่มีอยู่ในระบบ เช่น การพิมพ์ชื่อนามสกุลผิด กรอกตัวเลขบัตรประชาชน หรือรหัสหลังบัตรไม่ถูกต้อง รวมถึงอาจใส่วันเดือนปีเกิดไม่ตรงกับข้อมูลที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน แต่ผู้ที่ได้รับเอสเอ็มเอส ดังกล่าวจะยังไม่เสียสิทธิ์ และมีโอกาสลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งใหม่ หากมีการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ยัง ไม่ได้กำหนดว่าจะเปิดเมื่อไร หรือจำนวนแค่ไหน เพราะต้องรอพิจารณารายละเอียดก่อน

รายงานข่าวจากธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การลงทะเบียนคนละครึ่ง เฟส 2 ที่ 5 ล้านคน คาดว่ามีผู้ลงทะเบียนไม่ถูกต้อง ประมาณ 8-10% หรือไม่เกิน 5 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้ จะนำไปรวมกับการลงทะเบียนในรอบเก็บตกทั้งหมด ไม่ตัดสิทธิ์นี้ทิ้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน