‘ชวน’ชี้พิษโควิด
ไม่เกี่ยวซักฟอก

‘บิ๊กตู่’ สั่งครม.แจง หลังสภางดประชุม 2 สัปดาห์หนีโควิด ชี้เป็นเรื่องสภาไม่เกี่ยวรัฐบาล‘ชวน’ ยันไม่กระทบแก้รธน.-ศึกซักฟอก ฝ่ายค้านพร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปลายม.ค.นี้ ก้าวไกลตื๊อประชุมสภาแบบเว้นระยะห่าง เพื่อเดินหน้าทำงาน ต่อเนื่อง อัดกมธ.แก้รธน.อย่าอ้างโควิดยื้อเวลา เพราะตอนนี้คืบหน้าไม่ถึง 20% ‘วิรัช’ สั่งพักประชุมสัปดาห์นี้ เล็งจัดเวลาชดเชยภายหลัง กกต.รับรองผลสมาชิกอบจ.อีก 2 จังหวัด สิงห์บุรี-มุกดาหาร

‘บิ๊กตู่’สั่งครม.แจงเลื่อนถกสภา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ม.ค. ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ เชื้อโควิด-19 รอบใหม่ โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ร่วมประชุม ส่วนกระทรวงอื่น อยู่ในที่ตั้งและประชุมผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ในที่ประชุมครม.ช่วงหนึ่งนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะ ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แจ้งให้ครม.รับทราบถึงการเลื่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎร ออกไป 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งนายกฯได้สอบถามว่าเป็นเรื่องของสภา ใช่หรือไม่ เมื่อนายพุทธิพงษ์ ตอบว่าใช่ ทำให้นายกฯ แจ้งกับครม.ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นให้ช่วยกัน ชี้แจงว่าเป็นเรื่องของสภา อย่าให้มาต่อว่ารัฐบาล ได้ในภายหลัง

อนุมัติพรฎ.ปิดประชุมรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. …. ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่สอง พ.ศ.2563 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2563 ซึ่งกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุม สามัญประจำปีครั้งที่สองซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.2564 จึงสมควรปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2564

จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ….. มาเพื่อดำเนินการ

‘ชวน’ชี้ไม่กระทบยื่นซักฟอก

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงผลประชุมระหว่างประธานรัฐสภา คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย และพรรคการเมืองให้งดประชุมสภา 2 สัปดาห์ จะกระทบการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านหรือไม่ว่า หากยื่นอภิปรายไม่ทันการประชุมสภาสมัยสามัญ ไม่สามารถยื่นในสมัยวิสามัญได้ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในการประชุมสมัยสามัญ มีเวลาอีก 2 เดือนจึงจะปิดสมัยประชุม หากจะเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ก็ได้ จะเสนอพรุ่งนี้ ก็ได้ถ้าพร้อม รวมทั้งเรื่องพี่น้องประชาชน ตนได้สั่งไว้แล้วให้เสนอเข้ามา รัฐสภาจะส่งต่อไปให้ฝ่ายบริหารดูแล

ตนจึงบอกว่าอย่าพยายามให้ปัญหาโควิด-19 มาเป็นอุปสรรคในการดูแลปัญหาของประชาชน แต่แน่นอนว่าในช่วงที่ไม่มีประชุมสภา คนที่อยากจะพูด และถ่ายทอดตนเองออกไป อาจจะไม่มี แต่ถ้ามีปัญหาชาวบ้านจริงๆ สามารถ ส่งมาได้ตลอด ในขณะนี้ก็มีมาตลอด เมื่อส่งเรื่องมาเราก็ส่งเรื่องไปให้ฝ่ายบริหารทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากฝ่ายค้านยื่นญัตติ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนวันที่ 28 ก.พ. แต่สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย มีโอกาสที่จะเปิดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้มีการอภิปรายได้หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะโรคนี้มีความเสี่ยง แต่ก็ต้องระมัดระวัง เช่น ขอให้มีการสวมหน้ากากอนามัย นั่งห่างกัน จึงไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย

แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีอุปสรรค

นายชวนกล่าวว่า การประชุมทุกอย่างเป็นปกติหมด วันนี้การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ก็เป็นปกติ เพียงแค่ต้องระมัดระวังมากขึ้น และขอร้องอย่านำผู้ติดตามมา หากนำมาก็อย่าเกินที่กำหนด และขอให้มีการตรวจสอบ กลั่นกรองโดยละเอียด ถ้าหากอุณภูมิผิดปกติเล็กน้อยก็ไม่อนุญาตให้เข้าห้องประชุม หากใคร ที่ไม่สวมหน้ากาก ลืมหน้ากากก็ให้กลับไปเอาที่บ้าน ไม่ให้สภาแจก

เมื่อถามว่าหากการประชุมกมธ.พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ…งดประชุม จะส่งผลต่อความคืบหน้าในการแก้ไข นายชวน กล่าวว่า ไม่ได้มีอุปสรรคปัญหา เป็นเรื่องความระมัดระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับมาตรการที่กำหนดบ้าง จะไม่สนใจเลยไม่ได้ เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ต้องเชิญ คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย และทุกพรรคมาหารือ เพราะรู้ว่าถ้าไม่เชิญทุกพรรค ก็จะไปพูดในทำนองที่เสียหาย จึงต้องให้ทุกคน ได้แสดงความเห็น ส่วนกมธ.ที่แก้ระเบียบ ข้อบังคับว่าให้ประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ คาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะแล้วเสร็จ เพื่อให้กมธ.สามารถประชุมต่อได้

‘นิกร’เผยเล็งจัดชดเชยภายหลัง

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการกมธ.พิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่…) พ.ศ… เปิดเผยว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ. ให้งดประชุมวันที่ 7-8 ม.ค. ส่วนสัปดาห์หน้าจะนัดประชุมได้หรือไม่ เบื้องต้นต้องหารือกับกมธ.อีกครั้ง โดยใช้ช่องทางหารือผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์

ส่วนการประชุมกมธ.สามัญคณะต่างๆ นั้น ยังทำได้ แต่ให้พิจารณางดเชิญบุคคลภายนอก การประชุมกมธ.ที่มีคนจำนวนไม่มาก สามารถ ทำได้ แต่กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคณะใหญ่ มีกมธ.มากถึง 45 คน เมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่ทำให้มีคนร่วมประชุมไม่ต่ำกว่า 60 คน ดังนั้น อาจมีปัญหาที่ไม่สามารถหาห้องประชุม เพื่อรองรับได้

เมื่อถามว่าหากงดประชุมกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ จะกระทบต่อกรอบเวลาทำงานที่กำหนดไว้หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ต้องจัดวันประชุมเพื่อชดเชยวันที่หายไป เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปตามกรอบเวลา โดยไม่ใช่การรวบรัด

‘เทพไท’เผยพิษโควิดทำกมธ.ล่ม

ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาอุปสรรค ในการจัดบริการสาธารณะ กิจกรรมสาธารณะ และหาแนวทางในการแก้ไขเรื่องการถ่ายโอนภารกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น แถลงว่า ในวันที่ 5 ม.ค. มีการนัดประชุมกมธ.วิสามัญ 2 คณะ คือ 1.กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ยกฐาน ศาลแขวงนครไทย ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย และศาลแขวงเวียงป่าเป้า เป็นศาลจังหวัด และ 2.กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะฯ

ในส่วนของกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะฯ มีกมธ. 39 คน แต่มีกมธ.มาลงชื่อเข้าร่วมการประชุมเพียง 4 คน จึงไม่สามารถเปิดประชุมได้ และยังไม่สามารถกำหนดวันประชุมได้ ซึ่งอาจจะกระทบต่อกรอบการทำงานของกมธ. ที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสภาเพียง 90 วัน

หากสถานการณ์โควิด-19 ยังเป็นเช่นนี้ ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กมธ.ชุดต่างๆ แน่นอน สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือการทำงานของกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีการยื้อเวลาออกไป โดยการยกเหตุ การระบาดของโควิด-19 มาเป็นข้ออ้างในการเลื่อนประชุมออกไปเรื่อยๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองของประเทศ ในโอกาสต่อไป

ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายสิ้นม.ค.

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 รอบสอง ที่ส่งผลกระทบต่อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่อาจไม่ทันก่อนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 28 ก.พ.ว่า ฝ่ายค้านกังวลเรื่องดังกล่าวอยู่ แต่ยืนยันจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงก่อน สิ้นเดือนม.ค.แน่นอน เมื่อยื่นไปแล้ว จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระได้เมื่อใด และจะได้ เปิดอภิปรายได้เมื่อใด ทันก่อนปิดสมัยประชุมสภา ในวันที่ 28 ก.พ.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

หากไม่สามารถเปิดอภิปรายได้ทันก่อน ปิดสมัยประชุม ก็ต้องมีวิธีการชดเชยด้านเวลาให้ เช่น การขยายเวลาประชุมสภาออกไป จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ. หรือการให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ยังไม่รู้ว่าประธานสภาจะใช้วิธีใด แต่ถ้าจะขยายเวลาประชุมสภา คงต้องขยายกัน ยาวๆ เพื่อชดเชยเวลาที่งดประชุมไป 2 สัปดาห์

“ฝ่ายค้านจะหารือกันในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะมีเนื้อหาอย่างไร มีข้อมูลเรื่องใดบ้าง โดยจะพิจารณานำเรื่องความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 รอบสอง ทั้งเรื่องความบกพร่อง ในการควบคุมสถานการณ์ และการใช้งบประมาณแก้ปัญหาโควิด มาเป็นเนื้อหาการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย” นายสุทินกล่าว

‘หมอสุกิจ’ตอบโต้ก้าวไกล

นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนพงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่รู้สึกผิดหวังกับมติงดประชุมสภา 2 สัปดาห์ว่า การตัดสินใจงดประชุมดังกล่าวเป็นความเห็นร่วมกันของเสียงส่วนใหญ่ที่มีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องยอมรับว่าสภาอยู่ด้วยมติและเสียงข้างมาก ทุกฝ่ายจึงต้องคารพ และยืนยันว่าสภามีมาตรการ ป้องกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะมีคนพยายามฝ่าฝืน ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีที่อนุกมธ.คณะหนึ่ง ปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อจากจ.ระยอง เข้าร่วมประชุม โดยที่ประธานอนุกมธ.ชุดนั้นก็เป็นคนของพรรคก้าวไกล

ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้อยากให้คำนึงถึงความปลอดภัย และเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่อง ของการเมือง หากดึงดันให้มีการประชุมจนทำ ให้ส.ส. หรือใครในสภาติดเชื้อ อยากถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น และใครต้องรับผิดชอบ เพราะกรณีของอนุกมธ.ก็สร้างความวุ่นวาย ที่ต้องส่งคนจำนวนมาก รวมทั้งตนไปตรวจหาเชื้อ ยอมรับว่าการงดประชุมอาจส่งผล ต่อการทำงานหลายอย่าง แต่สภาจะให้มีการประชุมชดเชย ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ อาจจะขยายสมัยประชุมหรือเปิดสมัยประชุมวิสามัญก็ได้

โฆษกพรรคสวนกลับ

ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวตอบโต้นพ.สุกิจว่า สิ่งที่นพ.สุกิจกังวล เป็นความกังวลเดียวกันของทุกคนขณะนี้ แต่เราจะละเลยการทำหน้าที่ ในฐานะตัวแทนประชาชนในยามที่ประชาชนต้องการที่พึ่งเช่นนี้ไม่ได้ การเปิดประชุมสภาในสถานการณ์การของโรคระบาด รวมไปถึงสถานการณ์ใดก็ตามที่ไม่สามารถรวมตัวกันได้ เราจะต้องทำให้มีการเปิดประชุมออนไลน์อย่างมีศักยภาพ

ในขณะที่อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ยังคงทำงานได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเรา ในฐานะตัวแทนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องพยายามหาข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อหยุดการทำงานของตัวเอง เราเป็นตัวแทนของประชาชน ต้องพยายามหาทางทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้เสียเวลาไปด้วยการนั่งมองปัญหาอยู่ที่บ้าน

“สิ่งที่เราควรทำในตอนนี้คือ เมื่อรู้ว่าปัญหา อยู่ตรงไหน ก็แก้ไขตรงนั้น ไปพยายามมองหา มาตรการมารองรับและแก้ไขอย่างที่ทั่วโลกทำกัน ไม่ใช่อ้างกลัวว่าจะมีใครติดหรือเชื้อ เวลานี้ ส.ส.กลัวไม่ได้ เพราะประชาชนคงกลัวยิ่งกว่าเรามาก พวกเขากลัวอดตาย อยากให้มองกันด้วยความเป็นจริง เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้มีร่างกฎหมายหลายตัวที่เกี่ยวกับปากท้องของเขากำลังรอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อยู่” นายณัฐชา กล่าว

‘พิธา’จี้เปิดสภาแบบเว้นห่าง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยที่มีการปิดการประชุมรัฐสภาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติจะหยุดชะงักไม่ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์คับขันของประเทศที่ต้องการมาตรการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เวลานี้ต้องบอกว่าประชาชนกำลังหมดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อรัฐบาลอย่างถึงที่สุดแล้ว

ฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ และทวงถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ต่อปัญหาที่พวกเขาละเลย ต้องค้นหาว่าใครบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงาน ต่างชาติ หรือใครที่เปิดทางให้มีบ่อนเกิดขึ้นทั่ว ภาคตะวันออก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ผู้นำประเทศและพี่น้องจากค่ายบูรพาพยัคฆ์ ผู้พิทักษ์ชายแดน ตะวันออกจะไม่สามารถเอาผิดเจ้าของบ่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้แม้แต่คนเดียว

เข้าใจดีว่าหลายคนห่วงเรื่องโควิด ก้าวไกลจึงมีข้อเสนอให้สภาเปิดการประชุมแบบ เว้นระยะห่างทางสังคมหรือ social distancing ให้แต่ละพรรคส่งตัวแทน ส.ส.ส่วนหนึ่งมาประชุมให้เพียงพอครบองค์ประชุมและให้นั่งห่างกัน เพื่อให้ที่ประชุมแก้ข้อบังคับให้ประชุม ออนไลน์ได้ เพราะขณะนี้มีกฎหมายสำคัญและเป็นความหวังต่อประชาชน จ่อคิวรอให้สภา แก้อย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือปัญหาโควิดให้ได้อย่างทันท่วงที เช่น การแก้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพื่อพยุงธุรกิจหรือพยุงการจ้างงานได้ และอาจ จำเป็นต้องพิจารณา ร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณ หรือเกลี่ยก่อนกู้กันอีกครั้งเพื่อให้มีเงินมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในสถานการณ์แบบนี้

อัดรัฐแก้ปัญหาผิดซ้ำซาก

สำหรับแนวทางการรับมือสถานการณ์โควิด ของรัฐบาลในเวลานี้ มีปัญหา 3 ด้านคือ 1.รัฐบาลต้องการมีอำนาจ แต่ไม่ต้องการ รับผิดชอบใดๆ ล่าสุดที่โฆษก ศบค.พูดว่าไม่ใช้ คำว่าล็อกดาวน์ เพราะถ้าบอกว่าล็อกดาวน์แล้วจะต้องเยียวยา ยิ่งสะท้อนว่า รัฐบาล ไม่ต้องการรับผิดชอบจากการใช้อำนาจของตนเอง แต่ยังคงต้องการใช้อำนาจอย่างเต็มที่เพื่อหวังค้ำยันความมั่นคงของตนเอง

2.รัฐบาลแก้ปัญหาแบบผิดทิศผิดทาง หลายอย่างที่ทำตอนนี้คือการเลี่ยงบาลี นั่นคือ การล็อกดาวน์เกิดขึ้นแล้วในภาคปฏิบัติ แต่กลับ ไม่ล็อกดาวน์หนี้สินหรือค่าเช่าของประชาชนและผู้ประกอบการ

3.รัฐบาลแก้ปัญหาผิดซ้ำซาก ไม่มีการถอดบทเรียนจากอดีต เมื่อภาครัฐมีคำสั่งปิดสถานที่ ต่างๆ รวมถึงคำสั่งเหล่านั้น ส่งผลต่อเนื่องให้หลายภาคธุรกิจต้องหยุดชะงัก ใครจะเดือดร้อน เป็นกลุ่มแรก หรือใครจะเป็นกลุ่มที่ตามมา รัฐบาลควรต้องมีมาตรการรองรับ และสื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาอยู่กับความกังวล สิ้นหวัง

“ล่าสุดที่พล.อ.ประยุทธ์ บอกให้ประชาชนอยู่บ้านเฉยๆ 2 สัปดาห์ถ้าไม่อยากติดโควิด สะท้อนชัดว่าท่านไม่เข้าใจหัวอกและไม่เคยไปนั่งอยู่ในหัวใจของพวกเขาเลย จึงไม่รู้ว่า ยังมีคนจำนวนมากที่หาเช้ากินค่ำ รับจ้าง เป็นพ่อค้าแม่ขาย การหยุดงานแค่เพียงวันเดียว ก็หมายถึงไม่มีอะไรกินวันนั้น นั่นยังไม่ต้องพูดถึงอนาคตอีก 2 สัปดาห์ว่าจะอยู่อย่างไร แต่ถึงตอนนี้รัฐบาลกลับยังไม่พูดถึงมาตรการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ เลย รัฐบาลที่ไม่รู้ร้อน รู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน คือรัฐบาลที่ไม่สมควรบริหารประเทศนี้อีกต่อไปอีกแม้แต่เพียงนาทีเดียว” นายพิธากล่าว

บี้ลุยพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตนยังขอยืนยันว่างานสภา จำเป็นต้องดำเนินต่อไปภายใต้มาตรการ ควบคุมการแพร่ระบาด แม้ที่ประชุมจะมีมติให้เลื่อนประชุม 2 สัปดาห์ แต่หากยังอนุญาตให้กมธ.ประชุมได้ ก็เห็นว่าต้องจัดการประชุมให้ได้

ยกตัวอย่างกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ เคยกำหนด กรอบเวลาเบื้องต้นว่าจะให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน หรือภายในวันที่ 8 ม.ค. แต่จนถึงตอนนี้ ที่เกือบครบ 45 วันที่ว่าแล้ว มีการประชุม ไปเพียง 5 ครั้ง ยังพิจารณาเนื้อหาส่วน ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่จบเลย และยังไม่เริ่มเนื้อหาส่วนของการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยซ้ำ ถ้าให้ประเมินแล้ว เท่ากับมีความคืบหน้าไม่ถึง 20% เท่านั้น หากจะเลื่อนไปอีก 2 สัปดาห์ก็เท่ากับขาด การประชุมไปอีก 4 ครั้ง ยิ่งล่าช้ามากเท่าไร ประชาชนยิ่งต้องรับผลร้ายจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 นานขึ้นเท่านั้น

จึงขอฝากประธานกมธ. ใช้ดุลพินิจตัดสินใจให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของประชาชนด้วย ตนเห็นว่าการจัดประชุมกมธ.โดยลดความเสี่ยงนั้นเป็นไปได้ อย่าให้ความทุกข์ร้อนของประชาชนถูกประวิงเวลาออกไปเพียงเพราะความไม่สะดวกใจของ ส.ส. หรือส.ว. บางคน มาร่วมกันหาวิธีที่พวกเราจะยังคง ทำงานได้ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดีกว่า

กกต.รับรองผลสมาชิกอบจ.2จว.

วันเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มีการเลือกตั้งไปเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563 ตามที่สำนักงานกกต. เสนอ และมีมติเห็นชอบให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เฉพาะสมาชิกสภาอบจ.ใน 2 จังหวัดคือ มุกดาหาร และสิงห์บุรี จังหวัดละ 24 คน เนื่องจากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเชื่อได้ว่า ได้รับเลือกตั้งมาโดยสุจริต ส่วนนายก อบจ.ทั้ง 2 จังหวัด ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน

ก่อนหน้านี้กกต.ได้รับรอง นายก อบจ.ไปแล้ว ใน 12 จังหวัด และสมาชิกสภา อบจ.ใน 12 จังหวัด รวม 328 คน และในวันนี้ได้รับรองสมาชิกอบจ.อีก 2 จังหวัดรวม 48 คน ทำให้ขณะนี้กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง นายก อบจ.แล้ว 12 คน สมาชิกสภา อบจ. 376 คน ซึ่งประธานกกต. จะลงนามในประกาศกกต.รับรองผลการเลือกตั้งต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน