จ่ายถ้วนทุกคน
ไมค์นำม็อบลุย
ยื่นบี้‘รมว.คลัง’
บุกกระทรวงการคลัง ‘ไมค์-ภาณุพงศ์’นำม็อบราษฎรจี้รัฐมนตรีตัดลดงบกองทัพจำนวน 2 แสนล้าน นำมาจ่ายเยียวยาถ้วนหน้าช่วงได้รับผลกระทบจากโควิดอายุ 18 ปีขึ้นไปรายละ 3,500 บาท นาน 3 เดือน รวมทั้งช่วยอุดหนุนค่าครองชีพของประชาชน ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ค่าประปา ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโดยสาร อย่างน้อย 3 เดือน ส่วนสำหรับนักเรียน-นักศึกษาจะต้องลดค่าเล่าเรียน พร้อมทั้งช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่ เกิดจากการเรียนออนไลน์ด้วย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 ม.ค. ที่กระทรวงการคลัง นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ แกนนำม็อบคณะราษฎร ได้เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกจากราษฎรถึงนายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เพื่อขอให้ลดงบประมาณที่สูงเกินความจำเป็น เช่น งบประมาณของกองทัพวงเงิน 223,467 ล้านบาท รวมถึงงบประมาณเกี่ยวกับสถาบัน นำมาใช้ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยมีกลุ่มมวลชนร่วมเดินทางมารวมกว่า 60-70 คน ขณะที่กระทรวงการคลังได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ และตำรวจนครบาลจากส่วนกลางกว่า 100 นายมาดูแลความเรียบร้อย พร้อมกับปิดประตูเข้าออกกระทรวงการคลังทั้งหมด
ระหว่างการรอยื่นหนังสือได้เกิดความ ไม่พอใจขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าหน้าที่คลังได้ปิดประตู ไม่ให้ม็อบเข้ามาภายในกระทรวง อีกทั้งยังไม่มีตัวแทนมารับยื่นหนังสือ จนม็อบขู่ว่าจะใช้กำลังเปิดประตู และปิดถนนซอยอารีย์สัมพันธ์หน้ากระทรวงการคลัง แต่ต่อมากระทรวงการคลังได้ส่งตัวแทน น.ส.เฉลิมรัตน์ อิ่มนุกูลกิจ ผู้อำนวยการส่วนบริหารการพัสดุ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้รับเรื่องและจากนั้นเวลา14.00 น. กลุ่มก็สลายตัวแยกย้ายกลับไป
นายภาณุพงศ์กล่าวว่า การมายื่นจดหมายครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นกระบอกเสียงประชาชน ใช้รัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงเงินเยียวยาจากโครงการคนละครึ่งเฟสสอง ทั้งจากที่ไม่มีอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ และประชาชนต้องแย่งชิงกันลงทะเบียน ดังนั้น คณะราษฎรจึงขอเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา 3 ข้อ โดยให้เวลา 1 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการตอบสนองจะเดินทางกลับมาอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 29 ม.ค.64 พร้อมกับมวลชนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
สำหรับข้อเสนอ 3 ข้อประกอบด้วย 1. เยียวยาประชาชนอย่างถ้วนหน้าเท่าเทียม โดยให้รัฐเยียวยาประชาชนผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้น เดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยมาตรการดังกล่าวจะใช้งบประมาณ 525,000 ล้านบาท ซึ่งหากตัดลดและโยกย้ายงบที่ ไม่จำเป็นก็จะมีงบประมาณเพียงพอ 2. นําเข้าและกระจายวัคซีนโควิด-19 แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม และ 3. ช่วยอุดหนุนค่าครองชีพของประชาชน ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า ค่าประปา ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าโดยสาร อย่างน้อย 3 เดือน และสำหรับนักเรียน นักศึกษาจะต้องลดค่าเล่าเรียน พร้อมทั้งช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเรียนออนไลน์
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนาย สุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง (Active Youth) สามผู้ต้องหา ที่ถูกแจ้งข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตาม ป.อาญา ม.110 กับข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และกีดขวางการจราจร กรณีชุมนุมใกล้ขบวนเสด็จพระราชินีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 เดินทางมาตามที่ตำรวจนัดส่งตัวพร้อมสำนวนคดีต่ออัยการ อย่างไรก็ตาม คดียังมี ผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 คนภายหลัง รวมเป็นทั้งหมด 5 คน
นายเอกชัยเปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจนัดส่งตัวพร้อมสำนวนให้อัยการพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ โดยภายหลังตนออกจากเรือนจำ ตำรวจได้เรียกไปรับทราบข้อหาเพิ่มเติม คือข้อหากีดขวางจราจร และมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป รวมเป็น 3 ข้อหา เช่นเดียวกับนายบุญเกื้อหนุน และนายสุรนาถ ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คนที่เพิ่มเติมนั้น ถูกหมายเรียกรับทราบข้อหาประมาณปลายเดือนพ.ย. 2563 ตนไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม ได้รับแจ้งจากทนายความว่าทั้ง 2 คน ขอเลื่อนนัดไปก่อน
ด้านนายบุญเกื้อหนุน เปิดเผยถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า ตำรวจนำรถมาปิดล้อมสะพานชมัยมรุเชฐ สักพักมีตำรวจสองกองร้อยตั้งแถว ไม่มีใครพูดเลยว่าจะมีขบวนเสด็จมา ทุกคนคิดว่าจะสลายการชุมนุมหรือเปล่า ตนเลยยืนข้างหน้า ถ้ามีอะไรก็โดนตนก่อน ประชาชนโดนช้ากว่า ตำรวจก็คล้องแขนตั้งเป็นสามเหลี่ยม พุ่งเข้ามาเลย ผู้ชุมนุมก็เข้ามาปิดทางตำรวจ พอรู้ว่ามีขบวนเสด็จมาข้างหลัง ตนมีโทรโข่งก็บอกให้ผู้ชุมนุมถอน เราไม่ได้ยืนตรงนั้นนานอยู่แล้ว ถอยมาให้มีอากาศหายใจ
นายบุญเกื้อหนุนกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นก็ได้รับหมายจับคดี ม.110 เป็นคดีอาญาครั้งแรกในชีวิตและแรงที่สุด การใช้ ม.110 เป็นการใช้กฎหมายรุนแรงเกินกว่าเหตุ การยืนไม่เกิน 2-3 เมตร จากรถของพระราชินี แล้วมาบอกประทุษร้าย ทั้งที่ตนไม่มีอาวุธ ไม่ทำร้ายพระองค์อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะผ่านตรงนั้น เป็นการที่รัฐบาลหรือใครที่เกี่ยวข้องวางแผนอยู่แล้ว ใช้เป็นเหตุผลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาทราบชื่อผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือนายชนาธิป ชัยชะยางกูร และนายภาณุภัทร ไผ่เกาะ ภูมิลำเนา จ.นครราชสีมา ถูกแจ้ง 3 ข้อหาเช่นเดียวกัน ได้ขอเลื่อนนัดส่งตัวพร้อมสำนวน เนื่องจากไม่ได้รับหมายจากพนักงานสอบสวน และตัวอยู่ต่างจังหวัด จึงไม่สะดวกเดินทางมาในวันเดียวกันนี้ ดังนั้น พนักงานอัยการจึงให้เลื่อนนัดส่งสำนวนคดีนี้ออกไปก่อน โดยให้พนักงานสอบสวนนัดหมายในครั้งหน้าใหม่ เรื่องวันเวลาจะแจ้งผ่านทนายความอีกครั้ง
ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ที่ร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “1 ธันวาบอกลาเครื่องแบบ” โดยอ้างว่าถูกโรงเรียนละเมิดสิทธิ
ตัวแทนนักเรียนระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2563 นักเรียนในกลุ่มบอดินไม่อินเผด็จ จำนวนกว่า 30 คน ได้จัดกิจกรรม 1 ธันวาบอกลาเครื่องแบบ โดยสวมชุดไปรเวตมาโรงเรียน แต่ถูกครูแยกไม่ให้ไปร่วมแถวกับเพื่อนๆ นักเรียน และนำไปกักตัวไว้ในบ้านเรือนไทยที่อยู่ภายในโรงเรียนเป็นเวลาถึง 4 ช.ม. ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของเด็กนักเรียน และปฏิบัติขัดต่อกฎกระทรวงศึกษาธิการ ทางกลุ่มจึงมาร้องเรียนต่อกมธ. เพื่อขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ด้วย
ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า การดำเนินของครูถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพในแสดงความเห็นหรือแสดงออกทางการเมือง ดังนั้น กมธ.จะติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. “ฟรายเดย์” นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต วัย 23 ปี พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตามหมายเรียก คดีมีเลขาธิการของกลุ่มศชอ. เป็นผู้กล่าวหา จากกรณีการแชร์คลิปวิดีโอ 2 คลิปในเฟซบุ๊ก ได้แก่ คลิปวิดีโอของคณะก้าวหน้าที่เกี่ยวกับสถาบัน และคลิปการฉีดน้ำความดันสูงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเขียนข้อความประกอบ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ม.ค. “ฟรายเดย์” ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ของบก.ปอท. ลงวันที่ 7 ม.ค.64 ให้ไปรับทราบข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยคดีนี้มีนายนพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหา และมี พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์ รองผบก.บก.ปอท. เป็นผู้ออกหมายเรียก
สำหรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว พ.ต.ต.หญิง สุธัญดา เอมเอก และ ร.ต.ท.หญิง พรสถิตย์ บุราญรัตน์ พงส.กก.3 บก.ปอท. ได้เป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ “ฟรายเดย์” ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ย.63 นายนพดล พรหมภาสิต ได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีต่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเมื่อวันที่ 27 ต.ค.63 บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษสามคำ ประกอบการแชร์คลิปวิดีโอของเพจเฟซบุ๊กชื่อ “คณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจทางการเมืองในดินแดนเยอรมนี และเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวยังได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ถ่ายขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 ที่บริเวณสนามหลวง โดยการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมลงข้อความภาษาไทยที่อาจตีความได้ว่าเกี่ยวกับสถาบัน
จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ “ฟรายเดย์” 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3) ซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอด ข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็น ลายลักษณ์อักษรต่อไป พนักงานสอบสวนได้ให้ผู้ถูกกล่าวหาพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนให้ปล่อยตัวไป โดยจะนัดหมายให้มาพบตำรวจต่อไป
สำหรับนายนพดล พรหมภาสิต ผู้แจ้งความกล่าวหา เป็นรองประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 และยังมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการของศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ซึ่งเป็นกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีการดำเนินการไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหามาตรา 112 ต่อนักกิจกรรมหรือ ผู้แสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ในพื้นที่ต่างๆ ล่าสุด นายนพดลยังเป็นผู้กล่าวหาในคดีของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งเพิ่งได้รับหมายเรียกในข้อหามาตรา 112 จาก บก.ปอท.ด้วย
ที่บก.ปอท. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน พร้อม น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำคณะราษฎร เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงศ์ รอง ผบก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกคดีมาตรา 112 จากกรณีโพสต์ข้อความทางสื่อออนไลน์ในลักษณะหมิ่นเหม่สถาบัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า มาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก มาตรา 112 แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า เหตุมาจากการโพสต์ในวันและเวลาใด ตนมองว่าการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เหมือนการกลั่นแกล้ง จึงอยากเรียกร้องขอให้ทบทวนเรื่องการใช้กฎหมายมาตรา 112 เนื่องจากมีประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่นที่สามารถเอาผิดได้ ส่วนคดีตามมมาตรา 112 จนถึงขณะนี้ตนถูกแจ้งความรวมทั้งสิ้น 17 คดี เบื้องต้นทราบว่า มีอีกคดีหนึ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แจ้งความไว้ด้วย แต่ยังไม่ทราบว่า มีรายละเอียดอย่างไร ส่วนกรณีน.ส.ปนัสยา นั้นทราบว่ามาจากการแชร์ข้อความของตนจึงถูกหมายเรียกคดีเดียวกัน โดยถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 9 คดี
ต่อมานายอานนท์ นำภา ในฐานะทนาย ความ ได้พาเยาวชนหญิงชาว จ.ขอนแก่น อายุ 17 ปี มาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ตามหมายเรียกคดี มาตรา 112 เช่นกัน โดยนายอานนท์กล่าวว่า กรณีของเยาวชนหญิง ชาว จ.ขอนแก่น นั้นน่าจะมาจากการโพสต์เฟซบุ๊ก แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นโพสต์ข้อความใด และก็ไม่ทราบว่าเป็นการเรียกมาดำเนินข้อหาใดบ้าง จึงยังไม่สามารถชี้แจง รายละเอียดได้ ส่วนคดีของตนนั้น ถึงตอนนี้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 8 คดี

เท่าเทียม – ‘ไมค์ ระยอง’ ภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำม็อบราษฎร ยื่นเรียกร้องให้นำงบซื้ออาวุธของกองทัพ มาจ่ายเยียวยาและจัดหาวัคซีนโควิดให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ที่หน้ากระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 22 ม.ค.