บิ๊กตู่พ่วง‘อนุทิน-นิพนธ์’
พท.แย้มเชือดเกิน7คน
สั่งเลือกใหม่อบจ.18จว.
พรรคฝ่ายค้านยันยื่นญัตติซักฟอก 25 ม.ค. ล็อกเป้าหมาย รัฐมนตรีเกิน 7 คน ก้าวไกลกาชื่ออภิปราย ‘ตู่-ป้อม-อนุทิน-นิพนธ์’ ส่วน ‘เสรีพิศุทธ์’ จองคิวชำแหละปมบ่อนพนัน ประธานสภาส่งคำร้องถอดถอน‘สิระ’ ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ลุ้นสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ‘ณัฏฐพล’ ย่องเข้าทำเนียบพบนายกฯ ปัดเจรจาดันเมีย ลงชิงผู้ว่าฯกทม. เผยขออนุญาต ‘บิ๊กป้อม’ แล้ว โต้กระแสข่าวลาออกจากพรรค กดดันพปชร. หนุน ‘ทยา’ กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่นายก-สมาชิก อบจ. 64 หน่วยใน 18 จังหวัด 7 ก.พ.นี้
‘บิ๊กตู่’เร่งสางปัญหาเฟกนิวส์
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มอบหมายให้นายบรรสาน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางแก้ปัญหาข่าวปลอมที่สร้างความบิดเบือน หรือเฟก นิวส์ จึงมีการประชุมร่วมกับตัวแทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ประกอบด้วย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวปฏิบัติแก้ปัญหาเฟกนิวส์ ให้กระชับและรวดเร็วกว่าเดิม เพราะปัจจุบันแม้รัฐจะมีอำนาจลบข้อความบิดเบือนต่างๆ ในออนไลน์ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการศาล ที่มีขั้นตอนและใช้เวลามาก และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์
เบื้องต้นที่ประชุม เน้นย้ำให้ใช้กฎหมายปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อกำหนดเข้าไปดำเนินการ ก่อน หากไม่ทันการณ์ ติดขัดในส่วนใด เช่น กฎ ระเบียบปฏิบัติ งบประมาณ หรือบุคลากร ให้แจ้ง และจัดทำรายละเอียดยกร่างเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 3 ก.พ.ก่อนเสนอ นายกฯต่อไป
‘ณัฏฐพล’พบตู่-ปัดถกดันเมียชิงผู้ว่าฯ
เวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ โดยขึ้นด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลานั่งรอราว 1 ชั่วโมง ก่อนเข้าหารือประมาณ 15 นาที
จากนั้นนายณัฏฐพลให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. เสนอตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่คาดว่าจะเลือกตั้ง ปลายปีนี้ว่า นายกฯไม่ได้เรียกมาพูดคุยเรื่องดังกล่าว ซึ่งการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ของภรรยา เป็นการเสนอตัวให้คนกรุงเทพฯ เลือกแค่นั้น ไม่ได้มีอะไร
ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมาสังคมมองว่าพรรคพลัง ประชารัฐสนับสนุนบิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นการแย่งคะแนนกันหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน การสนับสนุน เป็นการพูดกันในสื่อมวลชน พรรคยังไม่มีการประชุม การเลือกตั้งขนาดใหญ่แบบนี้ พรรคจะต้องมีกระบวนการสรรหาหรือกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะต้องดูความเหมาะสม และวิธีการของพรรคในการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งยังไม่ได้พูดคุยกัน อย่างกรณีภรรยาของตนที่เสนอตัวมาขึ้นอยู่กับพรรคจะพิจารณา
ต่อข้อถามว่ายังยืนยันจะให้ภรรยาลงสมัคร ใช่หรือไม่ นายณัฏฐพลกล่าวว่า เขาตัดสินใจที่จะเสนอตัวลงแน่นอน ส่วนจะลงในนามอิสระหรือไม่ คงต้องดูทีมของนางทยา เพราะเขาทำงานมีทีมวิเคราะห์ถึงเรื่องต่างๆ โอกาสที่จะต่อสู้ นโยบาย นางทยา มีวิธีการบริหารจัดการ ไม่ได้มาผูกพันกับตนเลย
อัดข่าวเพี้ยนจะลาออกกดดันพปชร.
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรค พลังประชารัฐแล้วหรือไม่ นายณัฏฐพลกล่าวว่า ในเมื่อคนในครอบครัวเสนอตัว ตนก็ต้องบอกกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อขออนุญาต ซึ่งตนได้พูดคุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแล้ว เป็นการเตรียมขออนุญาต ซึ่งเป็นมารยาทที่ต้องทำ เพราะภรรยาของตน เป็นนักการเมืองสนใจเสนอตัวสมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งพล.อ.ประวิตรไม่ได้ว่าอะไร ก็รับทราบ
ส่วนกระแสข่าวพร้อมลาออกถ้าพรรค ไม่สนับสนุนภรรยาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. นายณัฏฐพลกล่าวว่า ไม่ใช่ ไม่จริง และดูในข่าว มีหลายประเด็นที่ไม่ถูกต้อง ตนอยู่ในพลังประชารัฐต้องเคารพในกติกาของพรรค ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงมารยาทในทางการเมือง ต้องรอความชัดเจนของกรรมการสรรหาพรรคว่าจะพิจารณาอย่างไรหรือจะพิจารณาใคร ซึ่งอาจพิจารณานางทยาด้วย หากพรรคตัดสินใจ ไปทางใดทางหนึ่ง ตนต้องดูความเหมาะสม ในเรื่องของมารยาท ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นายณัฏฐพลกล่าวว่า คงไม่ น่าจะคิดกันไปเองให้เป็นประเด็น
“ข่าว 2 วันที่ผ่านมาอาจมีความผิดเพี้ยนในบางเรื่อง แต่นางทยาตัดสินใจเสนอเป็น ตัวเลือกสมัครผู้ว่าฯกทม.ก็แค่นั้น นั่นคือ เรื่องใหญ่สุด ส่วนหลังจากนั้นจะมาเกี่ยวข้องกับพรรค จะต้องมาพิจารณาเรื่องความเหมาะสม เขาตั้งใจที่จะทำงานเพื่อการเมืองคงไปห้าม ไม่ได้ ผมเป็นสามียังห้ามไม่ได้” นายณัฏฐพลกล่าว
‘พิธา’อุบสเป๊กผู้สมัคร-อ้างกลัวช้ำ
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมตัวผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคว่า เรื่องนี้ต้องขออุบเอาไว้ก่อน แต่มีตัวเลือกเยอะ ที่ยังไม่อยาก จะเปิดเพราะยังไม่อยากให้ช้ำ ขณะเดียวกันตนต้องสรรหาจนกระทั่งได้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนกรุงเทพฯ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยืนยันสู้เต็มที่แน่นอน
ส่วนเรื่องสเป๊กนั้น จะสร้างความต่างให้กับ การเลือกตั้ง กทม. จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ว่าฯ ที่มาเเต่สายสร้างถนนหรือสายสร้างทางด่วน หรือระบบสาธารณูปโภคอย่างเดียว แต่ผู้สมัคร ของพรรคจะเข้าใจถึงชีวิตของคนกรุงเทพฯและเข้าใจคนยากไร้ในเมืองกรุง ที่มีความ เเตกต่างกับคนยากไร้ในชนบท คือสิ่งที่พรรคตั้งใจจะนำเสนอ เมื่อถามว่าผู้สมัครที่ไปทาบทาม ใช่สเป๊กนักธุกิจหนุ่มหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า สเป๊กแตกต่างเเน่นอน บอกได้เเค่ว่าคนที่เขาลือกันในสื่อนั้นไม่ใช่
พท.ขีดเส้นผู้สมัครส.ก.อยู่หรือไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย นำโดยคณะกรรมการประสานพื้นที่เขตเลือกตั้ง กทม. ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรค นายวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีต ส.ส.กทม. นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คณะกรรมการการเมือง ได้เรียกผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคทั้ง 20 เขต เข้าร่วมประชุมเพื่อสอบถามถึงการทำงานร่วมกับพรรค ซึ่งมีผู้สมัครที่ไม่เข้าร่วมประชุม 4 เขต คือ เขตบางกะปิ สะพานสูง บางกอกน้อย และสายไหม
ที่ประชุมได้นำใบแสดงเจตจำนงในการไปต่อกับพรรคเพื่อไทย แจกให้สมาชิกนำกลับ ไปตัดสินใจช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งมีผู้สมัคร บางส่วนประสงค์เขียนใบแสดงเจตจำนง แล้วยื่นภายหลังการประชุมเสร็จเลย ขณะที่หลายคนขอนำกลับไปตัดสินใจ โดยพรรคได้โทร.แจ้ง 4 ผู้สมัครที่ไม่มาประชุมทั้ง 4 เขตแล้ว
พรรคกำชับว่าใบแสดงเจตจำนงดังกล่าวต้องส่งภายในสัปดาห์หน้า หากใครไม่ส่งมาพรรคจะถือว่าบุคคลนั้นไม่ประสงค์จะลงสมัครในนามพรรคแล้ว และจะประกาศสื่อสาธารณะของพรรคให้ผู้ที่มีความสนใจที่จะลงสมัคร ส.ก.ในนามพรรคมาสมัครในเขต ที่ว่างเว้นทันที
นอกจากนี้ ในที่ประชุมมีส.ก.ได้สอบถามแกนนำ กทม.ของพรรคว่าจะส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคหรือไม่ ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า วันนี้ที่เรียกทุกคนมาคุยเพราะอยากรู้ว่าท่านจะเดินไปกับพรรคหรือไม่ วันนี้เอาตัวท่านก่อนว่าจะอย่างไร ส่วนการส่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นเรื่องที่พรรค จะพิจารณาต่อไป
ฝ่ายค้านเร่งสรุปยื่นซักฟอก
เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลว่า พรรคฝ่ายค้านได้พูดคุยกันจนได้กรอบกว้างๆ แล้วแต่ละพรรคนำไป ลงรายละเอียด เช่น ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนพรรคเพื่อไทย ผู้ที่จะอภิปรายก็นำข้อมูลมาให้คณะกรรมการ ซึ่งมีอยู่ 2 ชุด คือชุด กลั่นกรองเนื้อหาและประเด็น กับชุดกลั่นกรอง บุคคลที่จะอภิปราย
พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประชุมช่วงเย็นวันที่ 22 ม.ค. สรุปทั้งประเด็น ข้อมูล และผู้ที่จะอภิปราย และในวันที่ 24 ม.ค. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุมสรุปสุดท้ายอีกครั้ง เพราะอาจมีเรื่องเดียวกัน หัวข้อเดียวกัน มาดูว่า จะสนธิกำลังกันอย่างไร จะเหลือแค่เพียงเวลาว่าแต่ละพรรคจะได้เท่าไร ซึ่งต้องยื่นญัตติก่อนแล้วคุยกับรัฐบาลว่าได้เวลาทั้งหมดเท่าไร จากนั้นค่อยแบ่งกัน
ขยี้อย่างน้อย7รมต.-มีใบเสร็จฟัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมีผู้อภิปราย กี่คน นายสุทินกล่าวว่า ประมาณ 10 คน บวก 2-3 คนไม่น่าเกินนี้ ซึ่งจะน้อยกว่าครั้งก่อน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีปัญหาเรื่องการจัดสรรการอภิปรายนั้น นายสุทินกล่าวว่า จะมีอย่างนี้ตลอดทุกพรรค เพราะเวลามีอภิปราย คนก็อยากอภิปรายเยอะ ซึ่งเนื้อหาอาจซ้ำกันก็ต้องมาจัดการ รวมทั้งเรื่องเวลาด้วย จึงไม่แปลกที่มีปัญหาเรื่อยๆ ทุกครั้ง แต่สุดท้ายก็จบไปได้ ไม่มีปัญหา ไม่ใช่เรื่องขัดแย้ง
ต่อข้อถามว่ารัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย จะมาจากทุกพรรคใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ใช่ ทุกพรรคมีสิทธิเสนอ แล้วนำข้อหา และข้อมูลมาเพื่อวางเนื้อหาร่วมกัน ซึ่งมีข้อมูล ที่โยงถึงการทุจริตอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความบกพร่องในการบริหาร และความ ผิดพลาดจนทำให้บ้านเมืองเสียหาย ประชาชนลำบาก เมื่อถามว่าถึงขั้นมีใบเสร็จเลยหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า “มี คราวนี้มีใบเสร็จ เพราะมีการทุจริตเชิงนโยบายที่สร้างความเสียหาย และสร้างความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในอนาคต” เมื่อถามว่ามีรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายประมาณกี่คน นายสุทินกล่าวว่า ตอนนี้มีเยอะมากอยู่ ประมาณ 7 บวกๆ
‘เสรีพิศุทธ์’จองถล่มเรื่องบ่อน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) กล่าวว่า ตนไม่อยากอภิปราย แต่นายวันมูหหมัด นอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) บอกว่าในพื้นที่เขาอยากเห็นมวยคู่เอกระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กับพล.อ.ประยุทธ์ ตนเลยร่วมอภิปรายด้วย อยากดูว่าน็อกหรือนับ 9 แล้วลุกขึ้นมา ตนจะอภิปรายเรื่องบ่อน แล้วที่นายกฯบอกว่า 100 นายกฯก็จับไม่ได้ มันอะไรกัน ไม่จับหรือรับอะไรเขามา อ้าปากดู ขอให้ใจเย็นๆ ไปฟังในวันอภิปราย
ต่อข้อถามว่าครั้งนี้จะมีหมัดเด็ดจนเกิดมวย คู่เอกจริงๆ หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ถ้าตนอภิปราย หากไม่หน้าด้านก็ต้องออก ถ้าคนเรามีความรับผิดชอบ ไม่ต้องให้อภิปราย ด้วยซ้ำไป ถ้าอภิปรายแล้วอย่าหน้าด้านก็แล้วกัน ส่วนจะมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้วยหรือไม่นั้น ต้องพิจารณา ว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ “สงสารพี่ป้อมเหมือนกัน เดี๋ยวแกเป็นลมเสียก่อน แค่นี้ก็เดินไม่ไหว อยู่แล้ว”
เมื่อถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะลดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อรัฐบาลได้หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ชัดเจนแค่นี้ก็หมดศรัทธาแล้ว มีคนมาถามว่าจะให้คะแนนเท่าไร เต็ม 10 ตนให้ 3 แค่นี้ก็ไม่ผ่านแล้ว
ก้าวไกลล็อกตู่-ป้อม-อนุทิน-นิพนธ์
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา หัวหน้าและแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ประชุมเพื่อสรุปประเด็นและเนื้อหา รวมทั้งรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน เข้าสังเกตการณ์และไม่มีการแถลงผลการประชุม เพื่อป้องกันข้อครหาว่าจะเป็นการเฉลยข้อสอบ และหวั่นว่าข้อสอบจะรั่วไปถึงหูฝ่ายรัฐบาล โดยยืนยันว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในวันที่ 25 ม.ค. ที่รัฐสภา
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ ก่อนการประชุมว่า การอภิปรายครั้งนี้ยืนยันว่าจะครบทุกรสชาติ มีทั้งการทุจริต ความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมือง โดยล็อกเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เป็นต้น เป็นเพียงน้ำจิ้มเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนฟังแล้วจะตาสว่าง และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรได้รับกับ 1 ปี ที่รัฐบาลบริหารประเทศมา
ผู้สื่อข่าวถามว่าการอภิปรายครั้งนี้จะมีหลักฐานออกมาเป็นชิ้นเป็นอันหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ทั้งมีและไม่มี ที่มีแน่นอนเป็นชื่อออกมาเลยก็มี แต่บางเรื่องเกี่ยวกับความล้มเหลวการบริหารงานรัฐบาล การใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน แต่ไม่สามารถทำให้สัมฤทธิผลได้ ถือเป็นการบริหารงานที่ล้มเหลว ไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่สามารถไว้วางใจรัฐมนตรีท่านนั้น รวมถึงนายกฯ ในการบริหารประเทศต่อไป ทั้งเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งจะสามารถเขย่าความชอบธรรมของรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ประชาชนตาสว่างหรือเรียกว่าเบิกเนตรได้
พร้อมเขย่ารัฐบาลล้มให้ได้
ต่อข้อถามว่าแม้มีข้อมูลแต่อาจจะไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้ นายพิธากล่าวว่า นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์อย่างเดียว ถ้าเราคิดแค่ในเรื่อง คณิตศาสตร์ รักษาอำนาจ เขาสามารถทำได้ แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้
เมื่อถามว่าจะมีหารือจัดสรรเรื่องเวลากับพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะครั้งก่อนมี ส.ส. ไม่ได้อภิปรายหลายคน นายพิธากล่าวว่า คราวก่อนส.ส. 4 คนของเราต้องอภิปรายนอกสภา คราวนี้ต้องมีบทเรียน ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีก ต้องให้ส.ส.ได้ทำหน้าที่เท่าเทียมกับทุกพรรคของฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านคงไม่โทษกันเอง เพราะนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ให้คำมั่นมาแล้วว่า พรรคฝ่ายค้านจะช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่เพื่อฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อเขย่าความชอบธรรมจนถึงขั้นล้มรัฐบาลให้จงได้ ส่วนจะมีประเด็นใดบ้างนั้นขออุบไว้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าเฉลยข้อสอบ แต่เรื่องวัคซีน โควิด-19 จะมีในการอภิปรายอย่างแน่นอน
ก้าวไกลโวยห้ามไลฟ์สดรธน.
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)พ.ศ…(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1) ร่วมแถลงข่าว
นายธีรัจชัยกล่าวว่า การประชุมกมธ. เมื่อวันที่ 21 ม.ค. มีเครือข่ายภาคประชาชนในนาม เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญที่ได้ติดตาม เรื่องรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตถ่ายทอดสดการประชุมกมธ.ทางเพจ CALL-Constitution Advocacy Alliance แต่มีกมธ.ที่เป็นส.ว.บางท่านไม่เห็นด้วย ให้เหตุผลว่าจะกระทบ ต่อการแสดงความคิดเห็นของพวกตน ทั้งที่ข้อบังคับที่ 9 ของการประชุมรัฐสภาต้องเป็นการประชุมที่เปิดเผย โดยประธานจะต้องเป็นผู้พิจารณาให้ถ่ายทอดสดแต่กลับไม่อนุญาต มีเพียงการถ่ายทอดมาหน้าห้องประชุมเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ กมธ.มีมติให้มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียงออกไปยังโทรทัศน์หน้าห้องประชุมเพื่อให้สื่อมวลชนสามารถติดตามความคืบหน้าของการประชุมได้ตลอดเวลาแล้ว แต่เช้าวันที่ 22 ม.ค.พบว่าทีวีหน้าห้องประชุมถูกปิดอยู่ และในห้องประชุมก็มีการอภิปรายในประเด็นว่าจะอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่การโหวตและมีกมธ.เสียงข้างมากมติ 20 ต่อ 8 ห้ามไม่ให้ภาคประชาชนไลฟ์สดการประชุม กมธ.
เด็กพปชร.ฉะไร้มารยาท-บ้าน้ำลาย
ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเด็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ แต่กมธ.ที่เป็นส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และส.ว.กลับพยายามกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป โดยการไม่ให้มีการถ่ายทอดสดทางออนไลน์ และพยายามกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกวิถีทาง รัฐธรรมนูญจะมีหน้าตาอย่างไร ใครพูดให้ความเห็นอะไรไว้ในการประชุม เรื่องเหล่านี้ประชาชนไม่มีส่วนได้รับรู้เลย สิ่งที่กมธ.ทำอยู่ ผิดข้อบังคับแน่นอน ตกลงแล้วกมธ.ชุดนี้กำลังปิดหูปิดตาประชาชนหรือไม่
นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่งฟังการแถลงข่าวด้วย ได้แถลง โต้ตอบว่า ที่ประชุมกมธ.อภิปรายเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องกว่า 1 ชั่วโมง เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่สมควรให้มีการถ่ายทอดสด กมธ.ที่มาพูดเช่นนี้มีหัวใจประชาธิปไตยหรือไม่ ยิ่งมีกล้องก็ยิ่งบ้าน้ำลาย เอาเวลาประชุมมาหาเสียง ซึ่งมีกมธ.ไม่กี่คนที่พยายามจะโชว์ว่ามาจากประชาชน ทั้งที่ได้เป็นส.ส.เพราะปัดเศษ
“ผมขอฟ้องประชาชนว่า การที่ประชุมกมธ. ทำงานล่าช้า ไม่ใช่เพราะกมธ.ทั้งคณะ แต่เป็นเพราะคนไม่กี่คนที่เป็นต้นเหตุให้ล่าช้า กมธ.ที่แถลงต่อสื่อมวลชนแบบนี้มีมารยาทในการทำงานร่วมกันหรือไม่ สิ่งที่ออกมาพูดเพราะไม่ตรงใจตัวเอง เป็นเรื่องสมควรหรือไม่ที่จะทำ ให้กมธ.เสียหาย เดี๋ยวผมจะซื้อหนังสือมารยาท มาต้มให้กิน” นายสิระกล่าว
ต่อมาเพจ CALL-Constitution Advocacy Alliance เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญเขียนจดหมายเปิดผนึกประณาม และคัดค้านการปิดกั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งนี้
คำร้องถอด‘สิระ’ถึงศาลรธน.
รายงานข่าวจากรัฐสภา เปิดเผยว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหนังสือแจ้งต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า ตามที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และส.ส. 146 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพส.ส.ของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103(6) ประกอบมาตรา 88(10) หรือไม่ กรณีเคยมีประวัติและต้องโทษจำคุก และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายสิระ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสองนั้น ขณะนี้ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยแล้ว
นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการประธานรัฐสภา กล่าวว่า ขณะนี้คำร้องยื่นถอดถอน นายสิระ อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การแสดงความคิดเห็นใดๆ ต้องระมัดระวัง และยืนยันว่าประธานสภา ทำหน้าที่ด้วย ความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา จากนั้นก็เป็น กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาล ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญ จะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
จับตาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าในคำร้องทำไมต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย นายราเมศกล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นหลักการปกติ เมื่อผู้ร้องคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยื่นคำขอดังกล่าวมาในหนังสือที่ยื่นต่อประธาน สภาด้วย คำร้องก็ต้องใส่ประเด็นนี้ด้วย และตามมาตรา 82 วรรคสอง ระบุไว้ชัดว่าเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จึงไม่อยากให้ไปก้าวล่วงดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายสิระกล่าวว่า เป็นการยื่นตามขั้นตอน ปฏิบัติทั่วไปของรัฐสภา ตนพร้อมน้อมรับ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เพราะเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความยุติธรรม ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมั่นใจว่าจะไม่หลุดจากส.ส. หรือไม่ นายสิระกล่าวว่า ยังมั่นใจว่าคุณสมบัติของตนในการสมัครเลือกตั้ง ครบถ้วนอย่างแน่นอน เพราะตนสมัครเลือกตั้ง มาตั้งแต่ปี 2554 ลงสมัครส.ส. ในนามพรรครักษ์สันติ ก็ไม่มีปัญหา
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณ นายชวน ที่ดำเนินการเรื่องโดยเร็ว เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณา 3-4 วัน รอดูว่า ศาลจะสั่งให้นายสิระ หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เพราะหลักฐานชัดเจน เทียบได้จากกรณี นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก แต่นายเทพไทอุทธรณ์ ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด ศาลยังให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่เรื่องนายสิระผ่านมา 23 ปีแล้ว และนายสิระไม่เคยปฏิเสธว่า ไม่เคยติดคุก อ้างเพียงว่าได้รับการล้างมลทินแล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ต้องรอศาลวินิจฉัย
กกต.สั่งลงละแนนใหม่อบจ.18 จว.
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ตามที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563 นั้น ในวันที่ 24 ม.ค. กกต.ได้ออก คำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนสมาชิกและนายกอบจ.ใหม่ ตามมาตรา 105 แห่งพ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ประกอบกับข้อ 202 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ.2562
โดยสั่งยกเลิกการเลือกตั้งสมาชิกสภาอบจ. 46 หน่วยเลือกตั้ง การเลือกตั้งนายกอบจ. 15 หน่วย และการเลือกตั้งสมาชิกสภาอบจ. และนายกอบจ. 3 หน่วย โดยสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวใน 18 จังหวัด
สำหรับจังหวัดที่ให้มีการออกเสียง ลงคะแนนเฉพาะสมาชิกสภาอบจ.อย่างเดียว 7 จังหวัด ประกอบด้วย นนทบุรี นราธิวาส นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นครพนม อุดรธานี และอุบลราชธานี
จังหวัดที่ให้มีการออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายกอบจ.อย่างเดียว 6 จังหวัด ประกอบ ด้วย กาฬสินธุ์ ยโสธร สมุทรปราการ อ่างทอง พังงา และลพบุรี
ส่วนจังหวัดที่ให้มีการออกเสียงลงคะแนนทั้งในส่วนของสมาชิกสภาอบจ.และนายกอบจ. รวม 5 จังหวัด ประกอบด้วย สุพรรณบุรี ชุมพร สระแก้ว ระยอง และอุตรดิตถ์
ทั้งนี้ กกต.ได้กำหนดให้มีการออกเสียง ลงคะแนนใหม่ ในวันที่ 7 ก.พ.2564 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.ect.go.th, Application Smart Vote และสายด่วน 1444