ฝ่ายค้านนัดสรุป
ธรรมนัสลุ้น-รอด
อนุทินลั่นแจงได้
ทั้งปมโควิด-วัคซีน

พรรคฝ่ายค้านนัดยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถึงมือประธาน ‘ชวน’ 9 โมงครึ่งวันนี้ โดยปิดห้องถกโผสุดท้ายก่อนยื่น สรุปโดนแน่ๆ 9 รมต. โดย ‘ธรรมนัส’ ต้องรอลุ้นจนนาทีสุดท้าย ‘จุติ’ หลุดโผรอดหวุดหวิด เพื่อไทยดักคอห้ามชิงปิดสภาก่อนซักฟอกรมต.ครบ คุยมีทีเด็ด-หลักฐานเชือด ‘เสี่ยหนู’ยันไร้กังวลถูกขึ้นเขียง ‘ส.ว.วันชัย’ ปรามาสฝ่ายค้านไร้น้ำยา-ยื่นญัตติผิดเวลา ระวังตายคาเวที ซูเปอร์โพลเผย ชาวบ้าน 97.4% หนุนดีอีเอสใช้มาตรา 112 ฟัน ‘ธนาธร’

ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 9 รมต.

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเวลา 09.30 น. วันที่ 25 ม.ค. โดยช่วงเวลา 09.00 น.แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านจะประชุมอีกครั้ง เพื่อหารือข้อสรุปสุดท้ายถึงรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายก่อนยื่นญัตติดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ แกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านได้รวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 11 คน แต่ล่าสุดสรุปมีรัฐมนตรี 9 คนที่จะถูกอภิปรายแน่นอน ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข 4.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ 5.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 6.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย 7.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ 9.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

‘ธรรมนัส’ลุ้นนาทีสุดท้าย-‘จุติ’รอด

ส่วน 10.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีชื่อติดโผก่อนหน้านี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวน เนื่องจากมีบางพรรคที่ยังมีความประสงค์จะอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะได้ข้อสรุปอีกครั้งก่อนที่จะยื่นญัตติในวันที่ 25 ม.ค เพราะยังมีเวลาปรับเปลี่ยน ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ เดิมมีชื่อจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ตัดชื่อออก เพราะเห็นว่าเนื้อหาและประเด็นที่จะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่ครอบคลุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลแล้ว นายชวนจะพิจารณาบรรจุญัตติเข้าสภา ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดอภิปรายในวันที่ 16-19 ก.พ. รวม 4 วัน และลงมติวันที่ 20 ก.พ.

‘เสี่ยหนู’ไร้กังวลถูกขึ้นเขียง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีชื่อถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ยืนยันไม่รู้สึกกังวลใจ เพราะเป็นเรื่องปกติที่สถานการณ์โควิด-19 จะต้องมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ในโผรายชื่อที่จะถูกอภิปราย แต่เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้มีโอกาสชี้แจง และบางประเด็นอาจช่วยเสริมคำชี้แจงของรัฐบาลได้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากฝ่ายค้านอภิปราย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวขึ้นขณะที่แนวทางของพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทาน 30 ปี ซึ่งตรงกับฝ่ายค้าน นายอนุทินกล่าวว่า โครงการนี้ยังไม่ได้ถูกผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น จึงมองว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

‘ธนกร’มั่นใจ‘บิ๊กตู่’รับศึกสบายๆ

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐ มนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยื่นอภิปรายไม่วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น รัฐบาลไม่ได้วิตกกังวลอะไร เพราะที่ผ่านมามั่นใจว่ารัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจที่จะทำงานให้กับประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เป็นรูปธรรมชัดเจนประชาชนจับต้องได้

การใช้เวทีสภา ตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จะเป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ประชาชนก็เฝ้ามองอยู่ เพราะเท่าที่ทราบการอภิปรายในครั้งนี้ไม่ได้มีข้อมูลใหม่อะไร เท่าที่โหมโรงมาก็เป็นเรื่องเก่า เกรงว่าประชาชนจะเบื่อหน่ายยิ่งถ้าเอาเรื่องความล้มเหลวของการบริหารโควิด-19 มาอภิปรายก็คงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลบริหารจัดการได้ดีจนทั่วโลกชื่นชม ส่วนการระบาดระลอกใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ก็บริหารจัดการจนสถานการณ์ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ และประชาชนชื่นชมที่ไม่ได้ล็อกดาวน์ อย่างน้อยก็สามารถผ่อนคลายความเดือดร้อนไปได้บ้าง เศรษฐกิจก็ไม่ได้แย่มาก

เห็นพรรคร่วมฝ่ายค้านจุดพลุว่าดุเดือดเลือดพล่าน แต่คงเหมือนฉายหนังเก่า ประชาชนเดาได้ว่าตอนจบไม่มีอะไรใหม่ ระวังพระเอกตายตอนจบ มั่นใจว่าพล.อ. ประยุทธ์สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่องเพราะรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด บริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล จึงไม่กลัวการตรวจสอบ แต่ไม่อยากให้ฝ่ายค้านใช้วาทกรรมหรือข้อมูลเท็จโจมตีรัฐบาล เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์ อยากให้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์

พท.ลั่นห้ามชิงปิดอภิปราย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นคร ราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปีก่อนเราได้เวลา 3 วัน อภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี ขณะที่ปีนี้ เราได้ 4 วัน แต่คนอภิปรายน้อยลงกว่าปีที่แล้วมาก เช่น พรรคเพื่อไทยที่เคยอภิปราย 23 คนในปีที่แล้ว ก็เหลือประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้น ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น แต่คงต้องขอความร่วมมือกันในฝ่ายค้านให้อภิปรายประเด็นไม่ซ้ำกัน เช่น เรื่องโควิด เรื่องบ่อน เรื่องแรงงาน ใครจะพูดก็พูดไป เป็นต้น

ส่วนเรื่องเวลา ขณะนี้ยังไม่ได้ตกลงกับฝ่ายรัฐบาลหรือสภา แต่คิดว่าจะสามารถบริหารจัดการเวลาได้เพราะมีเวลาที่แน่นอน แต่ถ้าจะต้องอภิปรายเกินเป็น 5 วัน อาจจะต้องขอกัน เพราะรัฐมนตรีที่มีชื่อจะต้องถูกอภิปรายทุกคนก่อนถึงจะปิดการอภิปรายได้

ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าพรรคไหนจะเสนอใครบ้าง ตนมองว่าจำนวนไม่ใช่ปัญหา เพราะคิดว่าอยู่ที่ข้อมูลและเหตุผลมากกว่า ถ้าเหตุผลและข้อมูลดี คิดว่ามีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งนั้น ส่วนเรื่องเวลาในการอภิปราย ฝ่ายค้านจะคุยกันเพื่อแบ่งเวลาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 26 ม.ค. ซึ่งต้องแบ่งเวลากันให้ชัดเจนตามสัดส่วน และจะต้องอภิปรายไม่ล้ำเวลา

‘โจ้’คุยมีทีเด็ด-หลักฐานเชือด

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และคณะ แถลงว่า การอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ จะต่างจากอภิปรายครั้งที่แล้ว เพราะปีที่แล้วไม่ให้เอาเรื่องเก่ามาอภิปราย แต่การอภิปรายครั้งนี้รัฐบาลบริหารงบประมาณมาแล้ว 2 ปี มีการใช้งบประมาณที่บกพร่อง ทุจริต เอื้อประโยชน์ ดังนั้นการอภิปรายครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านมีทีเด็ดและหลักฐานค่อนข้างชัดเจน และสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า การอภิปรายครั้งนี้จะมีรัฐ มนตรีที่ถูกอภิปรายกี่คน นายยุทธพงศ์กล่าวว่า รายชื่อที่สื่อมีอยู่ที่ประมาณ 11 คน ตนเรียนว่ายังไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ถูกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว เมื่อถามว่ามี 11 คนใช่หรือไม่ นายยุทธพงศ์กล่าวว่า มีประมาณ 11 คนแน่นอน

จี้เบรกขึ้นค่าตั๋วรถไฟสีเขียว

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ได้ประกาศว่า วันที่ 16 ก.พ. จะขึ้น ค่าโดยสารเป็น 104 บาท วันนี้สถานการณ์ โควิด-19 ประชาชนกำลังเดือดร้อน การที่มาขึ้นค่าโดยสารสูงสุด 104 บาทต่อเที่ยว หากไปกลับจะเป็นเงิน 208 บาท แต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนกรุง 331 บาท เขาจะอยู่ได้อย่างไร ผู้ว่าฯ กทม.คิดได้อย่างไรในการให้เหตุผลว่าถ้า ไม่ขยายสัมปทานออกไป 40 ปี ก็ต้องมีมติ ครม.สั่งไม่ให้กทม.ขึ้นค่าโดยสาร ทั้งยังท้าให้ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เลย

สาเหตุที่ต้องดำเนินการเนื่องจาก กทม.ยังเป็นหนี้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส อยู่ เหมือนเอาคนกทม.มาเป็นตัวประกัน และซ้ำเติมวิกฤต โควิด-19 นอกจากนี้ที่มีปัญหาคือ กทม.รับโอนส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายเขียวเหนือและเขียวใต้มาจากกระทรวงคมนาคม โดยเป็นหนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 51,785 ล้านบาท พล.ต.อ.อัศวินจึงออกข้อบัญญัติ กทม.เรื่องการกู้เงินในปี 2561 เพื่อไปจ่ายหนี้ แต่ผ่านมาแล้ว 3 ปียังไม่ทำอะไรเลย

เรื่องนี้ถือว่า นายกฯ รมว.มหาดไทย และ ผู้ว่าฯ กทม. เข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ในวันที่ 26 ม.ค. ตนจะไปยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ และผู้ว่าฯ กทม.เพื่อยับยั้งไม่ให้ขึ้นค่าโดยสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายยุทธพงศ์ แถลงข่าวนั้น ทางบริษัทบีทีเอสได้ส่งทีมงาน นำโดย พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษาบีทีเอส มาร่วมรับฟังด้วย

จ่อชงแก้สเป๊กรมต.-หลังเมินสภา

ด้านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส. สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการตั้งกระทู้ถามเรื่องเงินเยียวยาจากผลกระทบโควิดในสภา นายกฯ ไม่มาตอบ ทั้งยังไม่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบ เรื่องที่อยากถามคือ ทำไมครั้งนี้จึงจ่ายเพียง 3,500 บาท จำนวน 2 เดือน ขณะที่ครั้งที่แล้วให้ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน

นอกจากนี้การจ่ายเงินเหตุใดจึงมีความยากลำบาก ต้องจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ และไม่จ่ายเป็นเงินสด คนไม่มีอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือจะทำอย่างไร เหตุใดเงินประกันสังคมตามมาตรา 33 จึงไม่สามารถนำมาใช้ ได้ รวมถึงข้าราชการก็ไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ที่ผ่านมาเงินกู้ที่ ครม.กู้มาเพื่อแก้ปัญหาโควิด ท่านเอาไปใช้อะไรบ้าง แล้วหมดหรือยัง เพราะยังไม่เห็นความคืบหน้าจากส่วนใด การเยียวยาครั้งนี้ค่อนข้างสับสน พันกันไปมากับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้รับการดูแลอีก เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ตนรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปสู่การอภิปราย ต่อไป

เมื่อนายกฯ และรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับสภา ตนจึงเสนอผ่านนายศุภชัย ใจสมุทร คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรม นูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. … ว่า เมื่อการแก้รัฐธรรมนูญยังดำเนินการอยู่ ขอให้เพิ่มการแก้รัฐธรรม นูญในหมวดที่ 6 เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี อย่างน้อยต้องเคยผ่านการเป็น ส.ส.มา 1 สมัย เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญและเข้าใจการทำงานของสภา

‘วันชัย’ปรามาสฝ่ายค้านไร้น้ำยา

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ช่วงสถานการณ์โควิด จิตใจทุกคนก็จดจ่ออยู่ว่าเมื่อไหร่มันจะจบ เมื่อจบแล้วชีวิตความเป็นอยู่จะเป็นอย่างไร การทำมาหากินจะอยู่รอดหรือไม่ ความเป็นความตาย การดำรงอยู่ของชีวิตที่จะมีต่อไปในอนาคตของแต่ละคนที่ทุกข์ยากลำบากจากสถานการณ์นี้ ไม่ได้คิดเรื่องอะไรไปมากกว่านี้เลย นึกถึงกันแต่เรื่องปากท้อง จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนใดหรือไม่ จะมีหมัดเด็ดหมัดน็อกของฝ่ายค้านอย่างไร ชาวบ้านเขาไม่สนใจ หรือคณะราษฎรจะชุมนุมไล่ใคร หรือเรียกร้องอะไร ชาวบ้านเขาก็ไม่สนใจเช่นกัน บางทีรู้สึกต่อต้านเอาเสียด้วย ทำนองว่าจะอดตายกันอยู่แล้วจะมาทำเรื่องเหล่านี้ไปทำไมกัน

ฝ่ายค้านจะโหมโรงเล่นงานรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้บอกว่ามีใบเสร็จอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องตายคาเวทีแน่นอน ดูเหมือนชาวบ้านเขาก็ไม่ตื่นเต้นสนใจอะไร ยิ่งเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งที่ผ่านๆ มาก็อย่างงั้นๆแหละ โฆษณาเสียตูมตามใหญ่โต ถึงคราวอภิปรายจริง ทั้งเนื้อหาและคนอภิปรายก็แทบจะไม่มีอะไร จืดชืด ไม่มีพลัง โดยเฉพาะข้อมูลอย่างที่เขาว่ารู้ๆ กันอยู่แล้ว ไม่ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจแต่อย่างใด ยิ่งในสถานการณ์โควิดอย่างนี้ คนแทบจะไม่ได้สนใจกับเรื่องที่โหมโรงมาเลย กลับพูดกันในทำนองว่าจะหาเรื่องกันไปทำไม เอาเวลามาร่วมมือร่วมใจกัน ทำงานร่วมกับรัฐบาลในสถานการณ์นี้ดีไหม จำเป็นจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตามฤดูกาลหรือเปล่า

ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษถึงขั้นคอขาดบาดตาย ไม่ต้องอภิปรายกันได้ไหม รอให้โควิดมันสงบเรียบร้อยเสียก่อนค่อยมาว่ากันจะดีกว่า บางครั้งการไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจอาจจะได้คะแนนมากกว่าการอภิปรายเสียอีก เผลอๆ ไม่มีทีเด็ดอะไร เป็นไปแบบเดิม ก็อาจจะถูกคนดูโห่ฮาปาเวที เสียผู้เสียคนไปเปล่า การเป็นฝ่ายค้านและคณะราษฎรไม่จำเป็นจะต้องค้านไปทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ควรจะต้องรู้จักกาลเทศะ อารมณ์และความรู้สึกของ ชาวบ้านบ้าง บอกตรงๆ เลยว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะหาเรื่องกัน

โพลหนุนใช้ม.112ฟัน‘ธนาธร’

วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง กระทรวงดีอีเอส กับมาตรา 112 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,807 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-24 ม.ค.

เมื่อถามถึง ความเห็นต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แจ้งความดำเนินคดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และคนอื่นๆ ในขบวนการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 เห็นด้วย ขณะที่ ร้อยละ 2.6 ไม่เห็นด้วย

ส่วนการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 112 เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องใช้สิทธิตามกฎหมายบ้านเมืองเพื่อความสงบสุขของประเทศและประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมือง พบว่า ร้อยละ 93.0 เห็นด้วย ร้อยละ 7.0 ไม่เห็นด้วย

ชี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง

ที่น่าสนใจคือ หลังจากที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายตาม มาตรา 112 พบว่าร้อยละ 97.7 พอใจนายพุทธิพงษ์ ร้อยละ 2.3 ไม่พอใจ ขณะที่ร้อยละ 98.4 สนับสนุนนายพุทธิพงษ์ จัดการกวาดให้เรียบ ขบวนการจาบจ้วง ล่วงละเมิดคุกคามสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 1.6 ไม่สนับสนุน

ที่น่าเป็นห่วง คือ ร้อยละ 75.0 ระบุเป็นไปได้ค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุดที่คนในชาติจะแตกแยกมากขึ้น ถ้าปล่อยให้มีการล่วงละเมิด จาบจ้วง คุกคามสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 14.3 ระบุเป็นไปได้ปานกลาง และร้อยละ 10.7 ระบุเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยถึงเป็นไปไม่ได้เลย

นายนพดลกล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า กระทรวงดีอีเอสกำลังทำตามความคาดหวังและการสนับสนุนของประชาชนในการออกมาปกป้องรักษาเสาหลักของชาติ เพื่อยับยั้งขบวนการที่ใช้ข้อมูลเท็จหวังทำลายสถาบันหลักของชาติหรือทำให้สั่นคลอนและสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ประชาชนส่วนใหญ่จึงสนับ สนุนนายพุทธิพงษ์ “ใช้กฎหมายคุ้มครองสิทธิทุกคน” แนวทางนี้จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองและไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะใครก็ตามที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิ ถูกคุกคามย่อมต้องอาศัยกฎหมายหยุดการคุกคามนั้น จึงดีกว่านักการเมืองบางคนพาคนลงถนน คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ที่เคยทำกันในช่วงปีที่ผ่านมา

‘แรมโบ้’กะซวกโฆษกเพื่อไทย

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรี 7 ปี สู้โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำวันเดียวไม่ได้ ว่า อยากให้พรรคเพื่อไทย ย้อนกลับไปว่า นับตั้งแต่ รัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกฯทำอะไรบ้าง อย่าว่าแต่แค่คำสั่งที่มิชอบที่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เคยทำไว้เลย พล.อ.ประยุทธ์มาล้างโครงการโคตรโกงที่รัฐบาล 2 พี่น้องเคยทำเอาไว้มากมาย และยังมีผลงานโปรเจ็กต์ในรัฐบาลนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากมาย แต่ไม่เคยมีข่าวทุจริตเรื่องการเรียกเก็บสินบนใต้โต๊ะเหมือนในสมัยรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย เหมือนในอดีตยุคของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ปล่อยให้ เจ๊ ด. เข้ามาสั่งการทุกเรื่อง เช่น โครงการจำนำข้าว

ถ้าคิดจะเอาการแก้ปัญหาโควิด-19 มาโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ ขอบอกเลยว่าคิดผิด เพราะทั้งโลกเขายกย่อง องค์การอนามัยโลก ก็ยกย่องประเทศไทย ในการเอาชนะโควิด ฉะนั้นพรรคเพื่อไทย กรุณาตรวจสอบข่าวด้วยอย่าพูดพล่อยๆ พูดมั่วๆ

“พล.อ.ประยุทธ์ทำงานมา 7 ปี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย เรื่องการโกง หรือทุจริตคอร์รัปชั่น เหมือนกับคู่อดีตนายกฯสองพี่น้องของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้นำเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ จากเงินภาษีของพี่น้องประชาชนคนไทย จนร่ำรวย สุดท้ายหอบเงินหนีไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ต่างประเทศ เห็นแก่ตัวเอาเปรียบคนไทยที่สุด อย่างนี้เรียกว่า มีผลงาน ขี้โกงใช่ไหม ทำไมโฆษกสมองเด็กอนุบาล ไม่นำมาเปิดเผยให้ประชาชนทราบบ้าง” นายสุภรณ์กล่าว

‘อนุสรณ์’สวนกลับเลิกโทษรบ.อื่น

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้ว่า ความจริงประเด็นที่ถกแถลงกัน คือ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ 7 ปีไร้ประสิทธิภาพ สู้โจ ไบเดนที่ทำงาน 1 วันไม่ได้นั้นจริงหรือไม่ ก็เป็นสิทธิที่แต่ละฝ่ายจะให้ความเห็นที่แตกต่างกันกับประชาชนได้ แต่ไม่เห็นประโยชน์ที่เครือข่ายระบอบประยุทธ์ จ้องแต่จะโยนความไร้ประสิทธิภาพทั้งหมดใน 7 ปีของระบอบประยุทธ์ ว่า เป็นเพราะ 2 อดีตนายกฯ อยู่ร่ำไป

พล.อ.ประยุทธ์กำลังจะใช้งบประมาณ แผ่นดินครบ 20,824,000 ล้านบาทในปีงบ ประมาณ 2564 นับจากวันที่ยึดอำนาจและเข้าบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 และได้จัดทำงบประมาณแผ่นดินมา 7 ปี แต่น่าแปลกใจที่เงินจำนวนมหาศาลนั้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้น้อยมาก เพียง 3 ล้านล้านบาทเท่านั้น

ชี้‘บิ๊กตู่’ก่อหนี้มากกว่า28นายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวก่อหนี้มากกว่า 28 นายกฯ และอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 70 ปี จึงชำระหนี้ที่รัฐบาลประยุทธ์ก่อไว้ในช่วง 7 ปีคืนได้หมด เวลา 7 ปีนานเกินกว่าที่พล.อ.ประยุทธ์ จะหันหลังกลับไปโทษรัฐบาลใดได้ เครือข่ายระบอบประยุทธ์จะอธิบายว่าไม่ไร้ประสิทธิภาพอย่างไร ก็สื่อสารกับประชาชนไป แต่การโยนความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพทุกเรื่องว่าเป็นเพราะรัฐบาลเก่า ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารราชการแผ่นดินมา 7 ปี ฟังไม่ได้ ถือเป็นการอธิบายเกินจาก รอบของเรื่องไปมาก

“นายสุภรณ์มักใช้วิธีด่านายเก่า เพื่อเอาใจนายใหม่ ให้ตัวเองได้ดิบได้ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ขอให้รับรู้ว่าเป็นพฤติ กรรมที่คนไทยรับไม่ได้ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ใช้ผ้าขี้ริ้วสกปรกมาถูพื้น จะหวังให้พื้นสะอาดได้อย่างไร อย่าขจัดคราบสกปรก ด้วยสิ่งปฏิกูล มีข้อเท็จจริงอะไรก็สื่อสารกับประชาชนไป แต่การใช้คนต้นทุนติดลบมาอยู่ใกล้ตัว คอยแก้ต่างให้ มีแต่จะทำให้ตัวพล.อ.ประยุทธ์มอมแมมไปด้วย”นายอนุสรณ์กล่าว

ม็อบโวยตร.บุกจับไร้หมายค้น

เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนโพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุ มีนักกิจกรรม ชาย หญิง รวม 2 คนถูกจับกุมเนื่องจากฉายโปรเจ็กเตอร์ใส่ตึกศรีจุลทรัพย์ และตึกร้างแห่งหนึ่ง ถนนลาดหญ้า ก่อนถูกเจ้าหน้าที่สายตรวจ และฝ่ายสืบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา เชิญตัวมาสอบถาม จากนั้นนักกิจกรรมทั้ง 2 คนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากหากมีคุกคามเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยมีกลุ่มมวลชนกว่า 30 คนที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจ

ด้านนักกิจกรรมสาว เปิดเผยว่า ขณะที่เสร็จธุระและกำลังขับรถกับเพื่อนอีก 1 คน ผ่านมาบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ซึ่งมีการก่อสร้างและปิดเส้นทาง ด้วยความไม่รู้และไม่ชินเส้นทางจึงขอให้คนงานก่อสร้างเปิดเส้นทาง เมื่อขับมาถึงแยกไฟแดงลาดหญ้า ก็มีรถกระบะ และ รถ จยย.ของเจ้าหน้าที่ตำรวจขับมาจอดขวาง พร้อมเชิญให้ลงจากรถ ก่อนขอตรวจสอบเอกสาร โดยอ้างตัวเป็นตำรวจสายสืบ ซึ่งเมื่อถามถึงหมายค้นก็ได้รับการปฏิเสธ บอกเพียงอย่าขัดขืนเจ้าพนักงาน ซ้ำยังให้ชี้แจงบัตรต่างๆในกระเป๋า เมื่อไม่ยินยอมก็ถูกกระชากไป และยังมีการถ่ายภาพให้ชี้ไอแพดอีกด้วย ก่อนจะนำตัวมาที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา

ด้านน.ส.เบนจา อะปัญ อายุ 21 ปี นักกิจกรรมทางการเมือง เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะพาตัวนักกิจกรรมทั้ง 2 คน ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาตัวมาโดยไม่มีแจ้งข้อกล่าวหา ขอค้นโดยไม่มีหมายค้น ถ่ายรูปเอกสารส่วนตัว และหากจะฟ้องกลับดำเนินคดีอย่างไรคงต้องปรึกษากันอีกครั้ง ทั้งนี้ได้มีการปรึกษาทนายแล้ว ซึ่งตำรวจจะต้องมีการแจ้งให้ติดต่อทนายก่อนจะให้การกับตำรวจตามสิทธิ แต่กลับไม่แจ้งสิทธิในส่วนนี้ พร้อมบอกหากไม่ทำตามจะแจ้งความข้อหาขัดขืนเจ้าพนักงาน ซึ่งมองว่าเป็นการข่มขู่ประชาชนและเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

มีทีเด็ด – นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และส.ส.เพื่อไทย เปิดแถลงแสดงหลักฐานบางส่วนสำหรับอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และคัดค้านค่าโดยสารรถไฟฟ้า บีทีเอส สายสีเขียว 104 บาท เมื่อวันที่ 24 ม.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน