โผล่อีก 3 แม่เฒ่าชาวเมืองโคราชถูกเรียกคืนเบี้ยคนชรารายละ 7-8 หมื่น เหตุได้รับเงินบำนาญพิเศษจากสามีที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติราชการ เข้าไปเจรจาเทศบาลยื่นคำขาดให้จ่าย 1.8 หมื่นบาท 3 งวดที่เหลือผ่อนเดือนละพัน สุดท้ายเรื่องถึงศาลออกหมายให้ไปเจรจาไกล่เกลี่ย ‘บิ๊กตู่’ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ยันจะไม่มีเกิดขึ้นอีกต่อไป

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 26 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคุณยายวัย 89 ปี ชาวจ.บุรีรัมย์ ถูกกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เรียกเก็บเบี้ยผู้สูงอายุคืนย้อนหลัง 10 ปี จำนวน 84,400 บาท ว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสำรวจข้อเท็จจริงว่าจะดูแลกันอย่างไรต่อไป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายปีที่แล้วไม่ใช่เพิ่งเกิด เพราะปัจจุบันมีการเชื่อมโยงต่างๆ จากกรมบัญชีกลางแล้ว และปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป วันนี้เป็นเรื่องการพบปะหารือพูดคุยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว

เมื่อถามว่า สั่งการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้กระทรวงการคลังดูแล เมื่อมีปัญหาต้องตรวจสอบระเบียบว่าอย่างไรก็ไปเจรจากัน

วันเดียวกัน รายงานข่าวแจ้งว่า ในพื้นที่เทศบาลตำบลจอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีผู้สูงอายุ 3 ราย ได้รับหมายเรียกจากศาลแขวงนครราชสีมา เนื่องจากเทศบาลตำบล จอหอเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รายแรกชื่อนางประจวบ ผะดาวัลย์ อายุ 73 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 3 ต.จอหอ ได้รับหนังสือขอเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุที่จ่ายให้ย้อนหลังตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 ถึงเดือนพ.ย. 2563 เป็นระยะเวลากว่า 11 ปี เป็นจำนวนเงิน 76,400 บาท และรวมดอกเบี้ยเป็นยอดจำนวน 77,737 บาท

นายมฤคินทร์ เขียนจอหอ อายุ 42 ปี ลูกชายของนางประจวบ เผยว่า บิดาคือ ร.ต.ต.สัมพันธ์ ผะดาวัลย์ รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน และเสียชีวิตจากการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม เมื่อปี 2515 ทำให้แม่ได้รับเงินบำนาญพิเศษตั้งแต่นั้นมา กระทั่งอายุถึงเกณฑ์ได้เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมาตลอด กระทั่งช่วงปลายปี 2563 มีหนังสือจากเทศบาลตำบลจอหอ ขอเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปัจจุบันแม่ต้องรักษาอาการป่วยที่ขา ขาขวาเดินไม่สะดวก ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเดินตลอดเวลา และแม่มีรายได้จากเงินบำนาญพิเศษเพียงทางเดียว ไม่มีรายได้อย่างอื่น

“ก่อนหน้านี้ผมเข้าไปสอบถามกับทาง เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลจอหอแล้ว แต่ทางเทศบาลขอเรียกเก็บเงินคืนในอัตราที่สูง โดยขอเรียกเก็บเงินคืน 3 เดือนแรก ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากนั้นเดือนที่ 4 เรียกเก็บเงินในอัตราเดือนละ 1,100 บาท เจรจาขอผ่อนจ่ายเงินก้อนที่ต้องจ่ายคืน 3 เดือนแรก เพราะเป็นอัตราที่สูงเกินไป ครอบครัวจ่ายคืนไม่ไหว แต่เทศบาลไม่ยอม และส่งเรื่องไปฟ้องศาลแขวงนครราชสีมา และศาลออกหมายเรียกแม่ในฐานะจำเลยไปพบที่ศาล เพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดี” นายมฤ คินทร์กล่าว

นายมฤคินทร์กล่าวต่อว่าจะมีการสืบพยาน ในวันที่ 18 ก.พ.นี้ ซึ่งตนและแม่พร้อมที่จะไปศาล เพื่อให้ศาลช่วยเป็นที่พึ่งและช่วยพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นธรรมให้กับครอบครัว

ส่วนอีก 2 คือนางสัมฤทธิ์ ภู่สว่าง อายุ 83 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.จอหอ ถูกเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2549 ถึงเดือนพ.ย. 2563 รวมระยะเวลานานกว่า 14 ปี เป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 83,383 บาท รายที่ 3 คือนางก่วง สมบูรณ์รัมย์ อายุ 83 ปี ถูกเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่เดือนเม.ย.2549 จนถึงเดือนพ.ย.2563 เป็นระยะเวลากว่า 14 ปี เช่นเดียวกัน เมื่อรวมเงินพร้อมดอกเบี้ยแล้วอยู่ที่ 84,673 บาท

ทั้งนี้นางสัมฤทธิ์และนางก่วงได้รับเงินบำนาญพิเศษจากสามีที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ และถูกเรียกคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุย้อนหลังเช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดนางสัมฤทธิ์ และนางก่วงถูกหมายเรียกจากศาลแขวงนครราชสีมา เพื่อการไกล่เกลี่ย การแก้ข้อหาแห่งคดี และสืบพยาน ในวันที่ 18 ก.พ.ด้วยเช่นกัน

น.ส.วรรณภา สารเป็น อายุ 28 ปี ลูกสาวของนางสัมฤทธิ์ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่เห็นหนังสือเรียกทวงคืนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของผู้เป็นแม่ ทั้งครอบครัวต่างรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก

เพราะในตอนแรกที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แม่ไม่ได้ตั้งใจไปยื่นเรื่องขอรับเงินแต่อย่างใด แต่มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลจอหอเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารให้ทุกอย่าง ซึ่งแม่ไม่รู้เรื่องกฎหมายและคิดว่าเป็นเงินส่วนที่พึงจะได้ กระทั่งมีหนังสือถูกเรียกขอคืนเงินดังกล่าวเข้าไปติดต่อกับเทศบาล ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าให้จ่ายเงินคืน 3 เดือนแรก งวดละ 18,000 บาท จากนั้นให้ทยอยผ่อนชำระในส่วนที่เหลืออีกประมาณเดือนละ 1,000 บาท

“ยอมรับว่า เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของแม่ที่ถูกเรียกคืนก็ต้องส่งกลับคืนให้กับทางภาครัฐ แต่อยากจะขอผ่อนชำระในจำนวนเงินที่น้อยลงกว่านี้ อาจปรับลงเป็นเดือนละ 500-600 บาท เพราะถ้าจะให้ผ่อนชำระในเดือนละ 18,000 บาท จะมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายในแต่ละวัน ยืนยันว่ายินดีและพร้อมที่จะผ่อนชำระ แต่ถ้าจะให้ชำระเป็นเงินก้อนคงจะคืนให้ไม่ไหว โดยวันที่ 18 ก.พ.นี้หนูพร้อมแม่จะไปที่ศาลแขวงนครราชสีมา เพื่อขอให้ศาลช่วยพิจารณาและมอบความเป็นธรรมแก่หนูและแม่” น.ส.วรรณภากล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านทราบว่า มีคนในเขตเทศบาลตำบลจอหออีกอย่างน้อย 5 ราย ที่ถูกทางเทศบาลเรียกเก็บเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืน

ด้านนายเสรี ไชยกิตติ นายกเทศมนตรีตำบลจอหอ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2562 ทางกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหนังสือแจ้งมาว่า ในพื้นที่ ต.จอหอ มีผู้สูงอายุที่ขาดคุณสมบัติได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่ทั้งหมด 13 ราย เนื่องจากได้รับเงินบำนาญตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ต่อมาเทศบาลตำบลจอหอทำหนังสือไปเชิญทั้ง 13 รายมาสอบถามได้รับการยืนยันว่าทุกคนได้รับเงินบำนาญจริง เทศบาลจึงส่งเรื่องไปให้กรมบัญชีกลางทราบ

กระทั่งปลายปี 2563 กรมบัญชีกลางมีหนังสือให้เทศบาลเรียกเก็บเงินเบี้ยยังชีพคืน มีผู้สูงอายุ 9 รายที่ยอมคืนเบี้ยยังชีพ บางรายที่มียอดเงินน้อยไม่กี่หมื่นบาท ขอคืนทั้งหมดในคราวเดียว ขณะที่บางรายที่มียอดเงินหลายหมื่นบาทถึง 1 แสนกว่าบาท พร้อมที่จะผ่อนชำระตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนอีก 4 ราย แสดงความประสงค์ไม่คืนเงิน เทศบาลจึงมีความจำเป็นต้องส่งเรื่องฟ้องต่อศาลแขวงนครราชสีมา เพื่อให้พิจารณาดำเนินคดีทางแพ่งต่อไป

“ผมขอยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใดๆ แม้ในความเป็นจริงก็ไม่ได้อยากฟ้อง แต่หากไม่ฟ้องก็จะโดนข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา” นายเสรีกล่าว

เบี้ยชรา – นางประจวบ ผะดาวัลย์ อายุ 73 ปี และนางสัมฤทธิ์ ภู่สว่าง อายุ 83 ปี ชาวบ้านต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ถูกเทศบาลเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนละประมาณ 8 หมื่นบาท ต้องพึ่งศาลช่วยไกล่เกลี่ย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน