ไทยป่วย930-ตายอีก 1
เคส‘มะตูม’ลามไม่หยุด
กทม.แจ้งตร.เร่งเอาผิด
ลงชื่อรับเยียวยา15กพ.
ช่วยคนไม่มีสมาร์ตโฟน

สมุทรปราการป่วน วันเดียวเจอติดโควิด 20 ราย หลังทางจังหวัดประกาศคลายล็อก ก็เจอล็อตใหญ่ทันที มีทั้งแรงงานพม่าและคนไทย ด้านศบค. เผยไทยติดเชื้อเพิ่ม930 ราย ตายอีก 1 ราย เป็นหนุ่มพม่าทำงานที่มหาชัย ป่วยโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรัง ขณะที่ตรวจเชิงรุกเจอสูงถึง 889 ราย รุกตรวจในสมุทรสาครต่อเนื่อง คาดยังเจอ ผู้ป่วยอีกมากในสัปดาห์หน้า กทม.พบป่วยเพิ่ม 21 มีเด็ก 3 ขวบด้วย ส่วนเคสดีเจมะตูมติดเชื้ออีก 1 ยอดพุ่ง 30 รายแล้ว กทม.แจ้งตร.เร่งหาหลักฐานเอาผิดแก๊งปาร์ตี้ดีเจ รัฐบาลเยียวยาเพิ่มกลุ่มประชาชนที่ไม่มี สมาร์ตโฟน เปิดลงทะเบียน 15 ก.พ.ที่ธนาคารของรัฐทุกสาขา ส่วนรูปแบบการ ใช้เงินอยู่ในขั้นตอนพิจารณา

ป่วยโควิดอีก 930-ตายเพิ่ม 1

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์โรค โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 102 ล้านราย ติดเชื้อเพิ่ม 5.88 แสนราย เสียชีวิตสะสม 2.21 ล้านราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1.49 หมื่นราย สำหรับประเทศไทยขยับขึ้นอันดับ 118 ของโลก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 930 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 916 ราย มาจากต่างประเทศ 14 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย หายป่วยเพิ่ม 109 ราย มีผู้ติดเชื้อสะสม 17,953 ราย หายป่วยสะสม 11,505 ราย เสียชีวิตสะสม 77 ราย หากนับเฉพาะระลอกใหม่มีผู้ติดเชื้อสะสม 13,716 ราย หายสะสม 7,565 ราย เสียชีวิต 17 ราย และยังรักษาอยู่ 6,134 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิตรายล่าสุดเป็นชายพม่า อายุ 31 ปี อาชีพรับจ้าง พักอาศัยและทำงานในจ.สมุทรสาคร มีโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรัง ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของโรค โควิด-19 โดยทำงานร่วมกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า วันที่ 15 ธ.ค. 63 มีอาการไข้ แน่นท้อง ตาเหลืองตัวเหลือง จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล วันที่ 29 ธ.ค.มีอาการเหนื่อยหอบ ผลเอกซเรย์พบปอดอักเสบ ส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 วันที่ 30 ธ.ค.ผลยืนยันพบเชื้อ วันที่ 2 ม.ค. 64 มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร วันที่ 19 ม.ค.มีอาการไตวายเฉียบพลัน ภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือดต่อมามีอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวและเสียชีวิตวันที่ 27 ม.ค.64

ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่แบ่งออกเป็น 1.มาจากระบบเฝ้าระวัง 27 ราย ได้แก่ สมุทรสาคร 18 ราย, กทม. 3 ราย, นนทบุรี 2 ราย, มหาสารคาม 2 ราย, ตาก 1 ราย และสมุทรปราการ 1 ราย 2.คัดกรองเชิงรุกในชุมชน 889 ราย ได้แก่ สมุทรสาคร 865 ราย, สมุทรปราการ 18 ราย, มหาสารคาม 4 ราย, กทม. 1 ราย, และระยอง 1 ราย และ 3.มาจากต่างประเทศ 14 ราย ได้แก่ มาเลเซีย 3 ราย สหรัฐอเมริกา ไนจีเรีย สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ประเทศละ 2 ราย อิหร่าน เกาหลีใต้ และรัสเซีย ประเทศละ 1 ราย

ชี้อาทิตย์หน้าจะเจอป่วยอีกอื้อ

“การติดเชื้อในประเทศจากระบบเฝ้าระวัง หลังพบสูงสุด 250 ราย วันที่ 6 ม.ค. เมื่อมีมาตรการควบคุมก็สามารถควบคุมให้ลดลงได้ วันนี้มี 27 ราย ส่วนการค้นหาเชิงรุกยังดำเนินการต่อเนื่อง ตัวเลขจะค่อนข้างสูงไปอีกระยะเนื่องจากยังทำในสมุทรสาครสัปดาห์หน้าต่อเนื่อง ขอความร่วมมือตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชน โดยจ.สมุทรสาครยังพบผู้ติดเชื้อสูงสุด 9,567 ราย ส่วนกทม.สะสม 749 ราย ซึ่งตัวเลขรายใหม่ของกทม.ลดลง แต่ วันที่ 1 ก.พ.จะมีมาตรการผ่อนคลายการรับประทานอาหารในร้านถึงเวลา 23.00 น. ต้องฝากประชาชนในกทม. หลังมีมาตรการผ่อนคลายสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องคือเฝ้าระวังป้องกันตนเองและคนรอบข้างไม่ให้ติดโรคโควิด-19” พญ.พรรณประภากล่าวและว่า สำหรับจำนวนจังหวัดที่พบติดเชื้อในแต่ละสัปดาห์มีแนวโน้มลดลง โดยสัปดาห์ที่ 1 มี 39 จังหวัด สัปดาห์ที่ 2 ลดลงเหลือ 30 จังหวัด สัปดาห์ที่ 3 เหลือ 24 จังหวัด และสัปดาห์ที่ 4 เหลือ 17 จังหวัด

‘ปากน้ำ’ติดเชื้อวันเดียว 20 ราย

เมื่อเวลา 13.00 น. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ รายงานว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ ในพื้นที่จ.สมุทรปราการ 20 ราย แยกเป็นที่อ.บางพลี 8 ราย 1.พบจากการค้นหาเชิงรุก 7 ราย เป็นชาวเมียนมา 2.ประวัติเสี่ยงเดินทางกลับมาจากมาเลเซีย 1 ราย สัญชาติไทย ที่อ.บางบ่อ 10 ราย พบจากการค้นหาเชิงรุกทั้ง 10 ราย เป็นสัญชาติไทย 2 ราย และเมียนมา 8 ราย และที่อ.เมือง 2 ราย 1.ประวัติเสี่ยงสัมผัส ผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย เป็นสัญชาติไทย และ 2.พบโดยการค้นหาเชิงรุก 1 ราย สัญชาติไทย ทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าฯสมุทรปราการ เพิ่งประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสมุทร ปราการเรื่องสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ได้ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ควบคุมได้ มติที่ประชุมจึงพิจารณามาตรการผ่อนคลายข้อกำหนด สำหรับสถานที่สถานประกอบการหรือกิจกรรม และกำหนดให้มีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 และจะออกเป็นประกาศจังหวัดสมุทรปราการต่อไป เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตบางอย่างได้

ระยองป่วยโควิดเพิ่มอีก 1

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ห้องอินทรวิชิต ศูนย์ราชการ จ.ระยอง นายยุทธพล องอาจอิทธิชัย รอง ผวจ.ระยอง พร้อมด้วย นพ.สุนทร เหรียญภูมิการกิจ สสจ.ระยอง ร่วมแถลงความคืบหน้าสถานการณ์โควิด-19 ของจ.ระยอง

นายยุทธพลกล่าวว่า วันนี้จ.ระยองพบ ผู้ติดเชื้อ 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 51 ปี ติดจากบุตรที่ติดเชื้อก่อนหน้านี้ รวมยอดผู้ติดเชื้อสะสม 579 คน รักษาหายแล้ว 562 คน เหลือผู้ติดเชื้อที่ยังรักษาตัวอยู่ 16 คน

ด้านนพ.สุนทร กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ติดจากคนในครอบครัว เป็นบิดาของผู้ติดเชื้อโควิด รายที่ 572 และเป็นตาของผู้ติดเชื้อรายที่ 566 สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิดที่รักษาตัวทั้งหมด 16 ราย มีผู้ป่วยติดเชื้อ 1 ราย มีอาการปอดอักเสบ แต่อาการไม่รุนแรง ส่วนที่เหลือ 15 ราย อาการไม่รุนแรง ขอให้ชาวระยองต้องยกการ์ดสูง ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และงดไปยังสถานที่ที่มีคนรวมตัวกัน หนาแน่น เพื่อป้องการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด

กทม.แจ้งความปาร์ตี้‘ดีเจมะตูม’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 29 ม.ค. นายพันธ์ศักดิ์ เจริญสุข ผู้อำนวยการเขตสาทร กทม. เดินทางมาที่สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อแจ้งความกล่าวโทษกรณีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายในการจัดงานปาร์ตี้วันเกิดของดีเจมะตูม ที่มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากจนเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่โรงแรมบันยันทรี เขตสาทร เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2564 จึงอาศัยอำนาจในฐานะเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2563 เข้าแจ้งความกล่าวโทษพร้อมทั้งขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาความจริง หากพบว่ามีหลักฐานหรือพยานยืนยันว่ามีการฝ่าฝืนหรือการกระทำผิดจริงขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด โดยสำนักงานเขตสาทรจะประสานความร่วมมือและติดตามผลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้หากเป็นความผิดจริง ถือว่าฝ่าฝืนพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 และประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องการสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 16) ลงวันที่ 3 ม.ค. 2564

8ขวบหายโควิด-กลับบ้านได้

เมื่อเวลา 13.30 น. นพ.อิทธิพล จรัสโอฬาร ผอ.ร.พ.มะการักษ์ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ผลการตรวจพนักงานจากการลงพื้นที่เชิงรุกแรงงานต่างด้าว ในเขตอ.ท่ามะกา ต.ยางม่วง ต.แสนตอ ต.อุโลกสี่หมื่น อ.ท่ามะกา จำนวน 899 คน ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเราจะช่วยกันเฝ้าระวังและยังคงมีการติดตามตรวจ เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 6 เป็นเด็กชายอายุ 8 ขวบ เรียนหนังสือในกทม. ผลตรวจยืนยันเมื่อวันที่ 19 ม.ค.64 และรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.มะการักษ์นั้น วันนี้ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านแล้ว แต่ต้องกักตัวอีก 10 วันที่บ้านพักในกรุงเทพฯ ส่วนย่าของผู้ป่วยที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง วันนี้ก็กลับบ้านไปแล้วเช่นกัน แต่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านจนครบ 14 วัน ทำให้ปัจจุบันผู้ป่วยชาวกาญจนบุรีที่รักษาอยู่ที่ร.พ.มะการักษ์เป็น 0 อย่างไรก็ตาม จ.สมุทรสาครนำผู้ป่วยติดเชื้อโควิดส่งมารักษาที่ร.พ.มะการักษ์ 9 ราย ถ้าตามแนวทางเวชปฏิบัติใหม่ ต้องกักตัว 10 วัน ซึ่งจะครบกำหนดตอนเที่ยงคืนวันที่ 1 ก.พ. หากผู้ป่วยหายดีก็จะให้กลับสมุทรสาคร วันที่ 2 ก.พ.

ส่วนผู้ป่วยสะสมรายที่ 7 เจ้าหน้าที่ชาย อายุ 33 ปีที่ติดเชื้อจากการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อในจ.สมุทรสาคร ยังคงรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 คาดว่าอีกไม่นานคงจะกลับ บ้านได้

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี รายงานการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ว่า มีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อ 3,089 ราย พบเชื้อ 7 ราย รักษาหายกลับบ้าน 6 ราย ไม่พบเชื้อ 3,082 ราย ที่ผ่านมาไม่พบแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ตามสถานประกอบการ ร้านค้า และโรงงานต่างๆ ในจ.กาญจนบุรีติดเชื้อโควิด-19 ทั้งระลอกแรกและระลอกใหม่

กทม.ติดเชื้อเพิ่ม 21

วันเดียวกัน สำนักประชาสัมพันธ์ กทม.เผยแพร่ไทม์ไลน์ กทม. พบผู้ติดเชื้อตั้งแต่ วันที่ 20 ธ.ค. 63 – 30 ม.ค.64 รวม 745 ราย จากการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อถึงวันที่ 28 ม.ค. 64 จำนวน 735 ราย เป็นคนต่างจังหวัดที่แอดมิตร.พ.ในพื้นที่กทม. 154 ราย และเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่กทม. 581 ราย การติดเชื้อในประเทศส่วนใหญ่มาจากการสัมผัส ผู้ป่วยยืนยันที่เป็นคนในครอบครัวหรือจากคนในที่ทำงาน การไปสถานบันเทิง/สถานที่ชุมชน และการตรวจเชิงรุกในตลาด และชุมชน รวมทั้งในฟิตเนสในห้างสรรพสินค้าดัง

ทั้งนี้ ไทม์ไลน์แถลงไปแล้ว 673 ราย วันนี้มีไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อที่อยู่ในกทม. ซึ่งสอบสวนโรคแล้วเสร็จเพิ่มอีก 21 ราย

โดยมีเด็กชายวัย 3 ขวบ ติดเชื้อ สำหรับไทม์ไลน์ พบว่า 8-21 ม.ค. เวลา 08.00- 19.00 น. ไปตลาดซอยกวนอิม เขตบางเขน พร้อมครอบครัว ที่มาขายของอยู่ในตลาด และกลับที่พักในเขตบางเขนโดยรถจักรยานยนต์ส่วนตัว

22 ม.ค. ช่วงบ่าย เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 กับหน่วยตรวจเชิงรุกที่ตลาดซอย กวนอิม เขตบางเขน

23 ม.ค. ช่วงเช้า อาศัยอยู่ที่พัก เขตบางเขน ช่วงบ่ายไปตลาดนัดป้ากิ่ง หน้าหมู่บ้านเอื้ออาทร ซอยคู้บอน 27 เขตบางเขน

24 ม.ค. ทราบผลการตรวจเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

และการแจ้งข้อมูลการสอบสวนโรค จะรายงานข้อมูลที่ไม่พาดพิงถึงบุคคลก่อนที่จะได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 10

6 รายมหาสารคามติดเชื้อจากกทม.

ด้านนพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 930 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในสมุทรสาครและจังหวัดอื่นๆ ทำให้พบการติดเชื้อสูงที่สุด 889 ราย ส่วนในระบบเฝ้าระวังลดลงมาเหลือ 29 ราย ตัวเลขอาจขยับขึ้นลงในแต่ละวัน ถือว่าคงตัวอยู่ในหลักสิบไม่เกิน 100 ราย

ทั้งนี้กรณี จ.มหาสารคามพบผู้ป่วยเพิ่ม 6 ราย จากการสอบสวนพบว่า รายแรกคือชายอายุ 46 ปี วันที่ 3 ม.ค.เดินทางกลับจากกทม.ถึงมหาสารคาม ผ่านไป 7 วัน มีอาการไข้ วันที่ 18 ม.ค.ปวดเมื่อยตามตัว วันที่ 23 ม.ค. มีอาการมากขึ้นไปพบแพทย์และได้ยารักษา วันที่ 27 ม.ค. อาการไม่ดีขึ้น ไปตรวจที่ร.พ.หาเชื้อโควิด พบผลเป็นบวกทีมสอบสวนโรคมหาสารคามสอบสวน ผู้เกี่ยวข้องพบมีผู้สัมผัส 110 ราย และมีผลบวกตามมา 5 ราย คือภรรยา และเพื่อนที่กินเลี้ยงด้วยกัน โดยวันที่ 29 ม.ค.พบผลบวกเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังรอยืนยันจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และจะมารายงานเพิ่มเติม นอกจากนี้ จะค้นหาในชุมชนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เรื่องงานเลี้ยงช่วงที่มีการระบาดขอแนะนำให้งด ควร หลีกเลี่ยง เวลารับประทานอาหาร การเปิดหน้ากาก มีโอกาสฟุ้งกระจายจากการพูดคุย หัวเราะ เกิดความเสี่ยงแพร่เชื้อขึ้นได้

สงขลาติดโควิดอีก 2 จากมาเลย์

สำนักงานสาธารณสุข(สสจ.)สงขลา รายงานว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด 2 คน เป็นคนไทยที่เดินทางจากมาเลเซียทางด่านสะเดา จ.สงขลา แล้วนำเข้าสถานที่กักกันตัวที่รัฐจัดให้ในอ.สะเดา ขณะนี้ส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้สัมผัสกับบุคคลทั่วไป

สำหรับจ.สงขลาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 จนถึงวันที่ 30 ม.ค. มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 10 คน ภายในประเทศ 2 คน จากต่างประเทศ 8 คน ผู้ป่วยยืนยันสะสมลระลอกแรกและระลอกใหม่ 144 คน

มหาชัยออกมาตรการคลายล็อก

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากมาตรการของศบค.นั้น ทางคณะกรรมการควบคุมโรค จังหวัดสมุทรสาคร จะประชุมหารือเพื่อออกประกาศคำสั่งในระดับจังหวัดสมุทรสาครต่อไป ซึ่งภาพรวมแล้วประกาศที่จะออกมาจะเป็นไปตามที่ศบค.กำหนดไว้ ไม่มีข้อกำหนดพิเศษแม้แต่ในพื้นที่สีแดง 8 ตำบลที่ก่อนหน้านี้ทางจังหวัดเคยออกคำสั่งควบคุมเข้มข้น

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา 3 สัปดาห์ตามที่ออกคำสั่งควบคุมเข้มข้นในพื้นที่สีแดง 8 ตำบลที่มีความเสี่ยงสูงนั้น พบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติและอยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการ ประกอบกับเมื่อเราตรวจเชิงรุกอย่างเข้มข้นตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงทำให้ค้นหาผู้ติดเชื้อได้จำนวนมาก และสามารถควบคุมกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ดังนั้น เมื่อศบค.มีคำสั่งให้ผ่อนปรนบางมาตรการได้แล้วนั้น จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมพิเศษในพื้นที่ สีแดง 8 ตำบลอีก ทำให้ทุกพื้นที่สามารถที่จะใช้คำสั่งเดียวกันได้ทั่วทั้งจังหวัด ขอเพียงแค่ให้ทุกคนตระหนักเรื่องการปฏิบัติตนเองเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของสาธารณสุขเท่านั้น อีกทั้งการแก้ปัญหาในทุกระดับนั้นต้องคำนึงถึงว่าเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แก้ปัญหาโควิดต้องได้ผล จะทำเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้ชาวสมุทรสาครกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใต้การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

16 โรงงานมหาชัยถกแก้โควิด

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าฯสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ผลยังส่ง รองผู้ว่าฯ เรียกผู้ประกอบการ 16 โรงงานเข้าประชุมหารือเพื่อชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการของศบค. เพื่อการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และหารือแนวทางขับเคลื่อนการทำงานควบคู่แก้ปัญหาโควิด ให้เป็นไปตามกลยุทธ์การจัดการโควิด-19 ในโรงงานแบบมีส่วนร่วม พื้นที่จ.สมุทรสาคร ตามคำสั่งของปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้ประกอบการโรงงานขนาดใหญ่ 16 แห่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หลังการประชุม นายธีรพัฒน์กล่าวว่า การประชุมร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานทั้ง 16 แห่งนี้เน้นที่มาตรการด้านการปฏิบัติตนที่จะช่วยกันทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า ควบคู่กับการปฏิบัติตามมาตรการทางการแพทย์สาธารณสุข ซึ่งโรงงานยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคควบคู่กันไปด้วย และจะต้องมีกระบวนการทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ที่ชัดเจน โดยจะต้องกำหนดวิธีการปฏิบัติให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าพื้นที่ไหนควรปฏิบัติตนอย่างไรให้สอดคล้องกับภายใต้มาตรการตามที่ศบค. และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้

นายธีรพัฒน์กล่าวต่อว่า จากการตรวจเชิงรุกทุกพื้นที่อย่างเข้มข้นระหว่างวันที่ 25-31 ม.ค. ซึ่งมีเป้าหมายตรวจเชิงรุกมากกว่าวันละ 10,000 คนนั้น พบตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อที่ค่อนข้างมาก เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจากการที่เราจำกัดวงในแต่ละพื้นที่และแบ่งสีในทั้ง 3 อำเภอนั้น ทำให้พิสูจน์ได้ว่าแนวทางสันนิษฐานของสาธารณสุขและจังหวัดเดินมาถูกทางแล้ว พบแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ส่วนใหญ่จะมีต้นตออยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการ เชื่อว่าหลังจากสัปดาห์นี้ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อการตรวจโรงงานขนาดใหญ่เสร็จสิ้นลง ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พบจำนวนมากในแต่ละวันจะค่อยๆ ลงลด หลังจากนี้ช่วงเดือนก.พ.ตลอดทั้งเดือนแผนการตรวจเชิงรุกของเราก็จะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยจะเป็นในสถานประกอบการขนาดเล็ก และชุมชนต่างๆ ตั้งเป้าไว้วันละ 2,000 คน เพื่อทำให้พื้นที่สีแดงกลายเป็นสีเหลือง, พื้นที่สีเหลืองกลายเป็นสีเขียว และพื้นที่สีเขียวให้คงอยู่เหมือนเดิม ดังเช่นแผนปฏิบัติการ 3 พื้นที่ของทางสำนักงานสาธารณสุขคือทลายรังปลวก อ.เมืองสมุทรสาคร, คืนพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน และปกป้องพื้นที่สีเขียว อ.บ้านแพ้ว

“ถ้าโรงงานหรือสถานประกอบการทุกแห่งร่วมมือด้วยดีอย่างที่ผ่านมาจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 ในสมุทรสาครจะผ่านพ้นไปนั้น เชื่อได้ว่าคงไม่ต้องมีมาตรการเข้มถึงขั้นต้องสั่งปิดโรงงานหรือสถานประกอบการอย่างแน่นอน แต่ถ้าแห่งไหนไม่ปฏิบัติตามและฝืนคำสั่งของจังหวัด ก็คงจะต้องดำเนินการเข้มตามกลยุทธ์การจัดการโควิด-19 ในโรงงานแบบมีส่วนร่วม พื้นที่จ.สมุทรสาคร ตามคำสั่งของปลัดสาธารณสุข”

สำหรับจ.สมุทรสาคร นับตั้งแต่เกิด โควิด-19 ระบาดระลอกสองจนถึงปัจจุบัน ตรวจเชิงรุกไปแล้ว 115,007 ราย ทราบผลการตรวจในห้องแล็บ 94,078 ราย พบผู้ติดเชื้อจากการตรวจเชิงรุกรวม 8,167 ราย

ลพบุรีวุ่น-แม่ค้าตลาดนัดติดเชื้อ

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมพระปรางค์สามยอด ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลพบุรี นายศุภภิมิตร เปาริก รองผู้ว่าฯ ลพบุรี น.ส.สุดารัตน์ ลิจิติภูมิ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี และ นพ.วรวิทย์ สัมฤทธิ์ดี โฆษกศบค.ลพบุรี ร่วมแถลงสถานการณ์โควิด-19

นพ.วรวิทย์กล่าวว่า จ.ลพบุรีมีการส่งตรวจหาเชื้อสะสมทั้งหมด 3,483 ราย ไม่พบเชื้อ 3,422 ราย รอผลตรวจ 39 ราย ผู้ป่วยสะสม 22 ราย รักษาหายแล้ว 21 ราย วันนี้พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย เป็นผู้หญิง อายุ 34 ปี อยู่ที่ ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี มีอาชีพขายของตลาดนัด ขายประจำที่ตลาดนัดวัดเขาแก้ว อ.เมือง จ.ลพบุรี และตลาดนัดวัดวิหารขาว อ.ท่าวุ้ง เมื่อวันที่ 23 ม.ค.มีเพื่อนเดินทางจากกทม.มาที่บ้าน จากนั้น 2-3 วันต่อมาได้รับแจ้งจากเพื่อนคนดังกล่าวว่าตรวจพบเชื้อโควิด-19 ผู้ป่วยจึงเข้ารับการตรวจที่ร.พ.พระนารายณ์มหาราช และทราบผลเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 ว่าติดเชื้อ ทางโรงพยาบาลเข้ารักษาตัว โดยมีอาการปกติ ไม่มีไข้ สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงมี 6 ราย ให้กักตัวที่บ้าน 14 วัน 5 ราย และกักตัวที่ที่พักที่ทางราชการจัดให้ 1 ราย พร้อมทั้งตรวจหาเชื้อทั้งหมดแล้วมีผลเป็นลบ 5 ราย และรอผลตรวจ 1 ราย

ด้านน.ส.สุดารัตน์กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขลงพื้นที่บริเวณตลาดนัดทั้ง 2 แห่ง โดยช่วงเช้าถึงเที่ยงวันนี้เทศบาลตำบลท่าศาลาเข้าทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตลาดนัดวัดเขาแก้ว และค้นหากลุ่มเสี่ยงเชิงรุกในกลุ่มผู้ค้าที่ตลาด ส่วนตลาดนัดวัดวิหารขาวจะทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อด้วยเช่นกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนก่อนจะเปิดบริการในวันอาทิตย์ สำหรับผู้มาเลือกซื้อสินค้าในตลาดถือเป็น ผู้เสี่ยงต่ำ แต่ขอให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองในระยะเวลา 14 วันเช่นเดียวกัน ส่วนการค้นหาผู้ป่วยในเชิงรุกดำเนินการไป 2,000 กว่ารายแล้ว ไม่พบผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม จะขยายพื้นที่ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงให้ครบทั้ง 11 อำเภอ จากเดิมที่มีเป้าหมาย 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.โคกสำโรง และ อ.ท่าวุ้ง

แจกของ – ประชาชนจำนวนมากต่อคิวแห่รับข้าวสารอาหารแห้ง ที่บริษัท พลัสโฟม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด นำมาแจกฟรีช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบจากการ แพร่ระบาดของเชื้อโควิด ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 30 ม.ค.

นับพันแห่รับของแจก

วันเดียวกัน ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี บริษัท พลัสโฟม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด นำสิ่งของมาแจกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด โดยมีประชาชนกว่า 1,000 คนมาต่อคิวรอรับสิ่งของทาง มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่อแถวยาวกว่า 200 เมตร ท่ามกลาง แดดร้อน

โดยบริษัทพลัสโฟม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด ประกาศแจกสิ่งของเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนชาวพัทยาที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด 1,000 กล่อง ภายในกล่องจะมีข้าวสาร 1 ก.ก. 2 ถุง น้ำมันพืช ปลากระป๋อง มาม่า ไข่ไก่ และน้ำเปล่า เพื่อนำให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบที่สอง

น.ส.บุษบา ทาขุ่ย ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท พลัสโฟม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทพลัสโฟม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด อยากขอบคุณและตอบแทนคนไทยที่คอยสนับสนุนทำให้บริษัทได้เจริญเติบโตมากขึ้น จึงนำผลกำไรของทางบริษัทกลับมาตอบแทนเพื่อคืนกำไรให้กับสังคม ทางบริษัทนำสิ่งต่างๆ ของใช้จำเป็นพื้นที่ฐานนำแพ็กใส่กล่องกว่า 1,000 กล่องมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้

เคสดีเจมะตูมติดเชื้ออีก 1-รวม 30

ด้านนพ.วิชาญ ปาวัน ผอ.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการติดเชื้อโควิด-19 จากงานเลี้ยงวันเกิดและในห้างสรรพสินค้าว่า กรณีงานเลี้ยงวันเกิดมี 2 กลุ่มเชื่อมโยงกัน มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1 ราย รวมเป็น 30 ราย สถานการณ์ในกลุ่มนี้ค่อนข้างจะนิ่ง แต่ยังต้องติดตามต่อไปจนครบระยะการเฝ้าระวัง กรณีที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องของการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้าง คือไม่เอาตัวเองเข้าไปสถานที่หรือกิจกรรมเสี่ยง หรือใกล้ชิดกับคนที่มีความเสี่ยง เพราะจะส่งผลให้ตัวเองอาจเกิดการติดเชื้อและทำให้แพร่กระจายไปสู่คนใกล้ชิดจำนวนมากได้ และไม่ควรประมาทแม้มีอาการเพียงเล็กน้อย หากมีปัจจัยเสี่ยงหรือความเสี่ยงต้องรีบไปตรวจ และต้องรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

“สถานการณ์ที่ใกล้สงบนี้ ขอทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันยุติให้ได้โดยเร็ว กิจกรรมอะไรงดได้ขอให้งด กิจกรรมอะไรที่เสี่ยงขอให้เลี่ยง ร่วมกันเป็นหูเป็นตาสอดส่อง ใครที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็ต้องคอยห้ามปราม ตักเตือนกันและกัน ช่วยเหลือดูแลกันในภาวะวิกฤตนี้” นพ.วิชาญกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการผ่อนคลายมาตรการวันที่ 1 ก.พ.นี้จะต้องเข้มงวดอย่างไรไม่ให้เกิดการติดเชื้ออีก นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ต้องร่วมมือร่วมใจทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของร้านค้า สถานบริการต่างๆ ต้องมีมาตรการลดความเสี่ยง รักษาระยะห่าง ลูกค้าไม่หนาแน่นเกินไป จัดอุปกรณ์ล้างมือ ส่วนประชาชนต้องมีมาตรการเข้มข้น เมื่อโรคสามารถแพร่ได้โดยไม่มีอาการต้องป้องกันตนเองให้ดีที่สุด ไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยง

เร่งสอบสวนโรคโรงงานเย็บผ้า

นพ.วิชาญ กล่าวถึงโรคโควิด-19 ในพื้นที่ กทม.ว่า พื้นที่กทม.ภาพรวมยังมีรายงานผู้ป่วยต่อเนื่องทุกวัน แต่มีแนวโน้มลดลง วันนี้เป็นตัวเลขหลักหน่วย แต่สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ป่วยสะสมกระดกขึ้นมาเล็กน้อย เนื่องจากมีกลุ่มก้อนระบาดที่เกี่ยวข้องกับกรณีงานเลี้ยงวันเกิดและพนักงานร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า สำหรับที่มาของการพบผู้ติดเชื้อใน กทม. พบว่า 1.ในสถานกักกันยังพบทุกวัน 5-10 ราย คงที่ 2.เชื่อมโยงสมุทรสาครมีประปราย ไม่ได้เป็นเวฟขนาดใหญ่ 3.ประวัติเชื่อมโยงผับบาร์ได้สงบลงแล้ว แสดงว่ามาตรการปิดผับบาร์สถานบันเทิงถือว่ามีประสิทธิภาพ

4.การสุ่มตรวจโรงงานที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก ได้สุ่มใน 5 เขต คือ บางขุนเทียน บางบอน ภาษีเจริญ บางแค และหนองแขม สัปดาห์ที่ผ่านมาสำรวจไป 40 โรงงาน พบผู้ติดเชื้อสถานประกอบการ 4 แห่ง โดย 3 แห่งเป็นสถานประกอบการเดิมในเขตบางขุนเทียนและบางบอน ส่วนอีกแห่งเป็นแรงงานพม่าในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในเขตภาษีเจริญ กำลังสอบสวนโรคและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม

5.การติดเชื้อในชุมชนมีรายงานประปรายในชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวพักอาศัยในเขตบางขุนเทียนและบางบอน ไม่มีลักษณะเป็นเวฟใหญ่ ส่วนใหญ่รายใหม่ที่พบให้ประวัติเชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายก่อนหน้านี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงงานที่ตัวเองทำงาน 6.เชื่อมโยงกับกลุ่มเพื่อน การสัมผัสใกล้ชิด พบรายงานเพิ่มขึ้นมาเยอะ บ่งบอกว่าอาจมีการหย่อนต่อมาตรการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับเพื่อนสนิทหรือคนใกล้ชิด ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่เอาตัวเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยงและไม่กักตัวเองส่งผลให้นำเชื้อมาสู่คนใกล้ชิดได้

“หากเปรียบเทียบสถานการณ์ระลอกแรกและระลอกใหม่ในกทม. ในระลอกใหม่ไม่สูงเท่า แต่แนวโน้มมีต่อเนื่อง ยังวางใจไม่ได้ สัดส่วนผู้ป่วยยังเป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน เป็นกลุ่มทำงานด้วยเที่ยวด้วย จึงต้องวางมาตรการให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ส่วนของมาตรการสำคัญในกทม.สัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.หารือกับสปคม.เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงานควบคุมโรคในหลายเรื่อง โดยระบบเฝ้าระวังจะเพิ่มความเข้มข้นการปรับนิยามการเฝ้าระวัง โดยปรับเรื่องของพื้นที่เสี่ยงและประชากรเสี่ยง และเพิ่มความไวในการจับการระบาด และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยบริการปฏิบัติตามแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดไว้”

ส่วนการเฝ้าระวังเชิงรุกเน้นย้ำให้เพิ่มการเฝ้าระวังผู้ป่วยทางเดินหายใจและปอดอักเสบ ผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ PUI ให้มีการสุ่มตรวจมากขึ้นในกทม. ส่วนการค้นหาเชิงรุกยังยึดหลักในการหาผู้ป่วยเพิ่มเติมเพื่อยุติการระบาดในพื้นที่ และสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง โดยใช้วิธีการสำรวจแบบเร็วในพื้นที่โรงงานที่กล่าวไปแล้ว โดยสุ่มสำรวจหาการติดเชื้อของแรงงานมุ่งเป้าไปที่โรงงานที่มีแรงงานต่างด้าวให้ครอบคลุมโรงงานขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ และจะศึกษาทางระบาดวิทยาเพิ่มเติมเพื่อหาการติดเชื้อในชุมชน โดยมุ่งเป้าคนไทยที่มีอาชีพบริการ สัมผัสกับแรงงานต่างด้าว ทำงานในสำนักงานเขต บุคลากรสาธารณสุข ตำรวจ ผู้รับรถโดยสารรับจ้าง แคชเชียร์ ห้างสรรพสินค้า พนักงานแลกบัตรศูนย์การค้า เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้อมูลว่ามีการติดเชื้อแอบซ่อนในชุมชนหรือไม่

ส่วนมาตรการควบคุมในสถานประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวได้ทบทวนมาตรการการดูแลผู้ป่วย เน้นย้ำนำผู้ป่วยติดเชื้อนำเข้าร.พ.ที่กำหนดไว้ รักษาให้ครบระยะเวลาที่กรมการแพทย์กำหนดไว้ เพื่อป้องกันปัญหาการสื่อสารกับผู้ป่วยต่างด้าว จึงเน้นย้ำให้จัดทำคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อถึงสถานประกอบการ เจ้าของที่พักอาศัย ให้นำเอาผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในสถานที่ที่กำหนด การจัดการผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำเป็นต้องจัดทำคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อสั่งตรงไปยังสถานประกอบการและเจ้าของที่พักที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เพื่อนำมาเข้ากักกันในสถานที่ทาง กทม.กำหนด

‘อนุทิน’ชูเชียงรายต้นแบบโควิด

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข พร้อมม.ล.นพ.สมชาย จักรพันธุ์ ประธานคณะที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสาธารณสุข และคณะเดินทางไปตรวจการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 พร้อมนำวัสดุอุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามัย 20,000 ชิ้น หน้ากากเอ็น 95 จำนวน 12,000 ชิ้น ชุดคลุม 400 ชุด เฟซชีลด์ และเจลแอลกอฮอล์ มอบให้กับสำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงราย และโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อนำไปสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

นายอนุทินกล่าวว่า ขอชื่นชมจ.เชียงรายที่สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกใหม่ได้อย่างดีจากความร่วมมือของพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน มีการตรวจจับผู้ติดเชื้อที่รวดเร็วไม่เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง และข้อมูลถึงวันที่ 30 ม.ค.นี้ มีผู้ติดเชื้อ สะสมในจ.เชียงราย รวม 65 ราย ล่าสุดผู้ติดเชื้อรายสุดท้ายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้รักษาจนหายและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ดังนั้นจะนำระบบการดูแลผู้ติดเชื้อของจ.เชียงราย ไปเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการดูแลเตียงผู้ติดเชื้อเพื่อลดความแออัดที่จ.สมุทรสาครต่อไป สำหรับสถานการณ์ในเขตสุขภาพที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ถือว่าสามารถควบคุมได้ดีโดย ผู้ติดเชื้อระลอกใหม่จำนวน 100 คนได้รักษาหายและกลับบ้านได้แล้วเช่นกัน

6 เดือนแรกฉีดวัคซีน 70 จว.

นายอนุทินกล่าวว่า จากการที่มีการพัฒนาวัคซีนเพื่อนำมาใช้ในประเทศไทยนั้นจะต้องมีการเตรียมระบบบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความเข้มแข็ง โดยต้องควบคุมให้ดี รวมทั้งต้องมีการสังเกตอาการของผู้ที่รับวัคซีนเพื่อไม่ให้ประชาชนมีความวิตกกังวล สำหรับประสิทธิภาพนั้นเบื้องต้น 6 เดือนแรก จะใช้ประมาณ 5 ล้านโดสในพื้นที่เฉลี่ย 70 จังหวัด หรือจังหวัดละประมาณ 3,000-4,000 คนต่อวัน หากระยะแรกได้ผลดีก็จะขยายเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะใช้ได้ภายในเดือนก.พ.นี้

“สำหรับกลุ่มที่จะได้รับการฉีดก่อนคือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค และบุคคลทั่วไปที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนระยะที่ 2 ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. จำนวน 26 ล้านโดสจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ และระยะที่ 3 ช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 จะฉีดให้ประชาชนทั่วไปให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในชุมชนอันจะเป็นการตัดวงจรการระบาดของโรคต่อไป”

‘บิ๊กตู่’ขอบคุณทุกฝ่ายช่วยคุมโควิด

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ว่า สถาบันวิชาการชั้นนำของประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศที่รับมือกับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 4 จากการสำรวจทั้งหมด 98 ประเทศทั่วโลก เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เพราะคนไทยทุกคนมีส่วนร่วม และเราทุกคนควรภาคภูมิใจครับ

“ผมเชื่อครับว่าคนไทยหากร่วมมือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ ผมขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกท่าน อีกครั้ง ทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง อาสาสมัคร และส่วนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมโดยทั่วกันทั้งประเทศ ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยในร้านค้าและสถานประกอบการของท่าน ที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามแนวทางสาธารณสุข เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อีกครั้งด้วยความร่วมมือของทุกคนครับ ขอบคุณครับ #รวมไทยสร้างชาติ” นายกฯ โพสต์

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลและประชาชนไทย ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงห่วงใยประชาชนไทย และพระราชทานรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน รวมทั้งสิ้น 20 คัน เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19 และวิเคราะห์ผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น จะส่งผลให้ทำการตรวจเชิงรุกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“นายกฯ ชื่นชมการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าศูนย์ ที่สนธิกำลังกวดขันและบูรณาการการทำงานของกองกำลังป้องกันชายแดนอย่าง เข้มข้น ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองเพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง เพิ่มความถี่การตั้งจุดตรวจ และลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนทุกด้าน เพิ่มการวางเครื่องกีดขวางตามช่องทาง ท่าข้าม ที่ล่อแหลมและสำคัญในภูมิประเทศ และเครื่องมือพิเศษทุกระบบในการเฝ้าตรวจพื้นที่ เช่น ซีซีทีวี และการใช้โดรน เพื่อป้องกันการข้ามแดนผิดกฎหมาย ทั้งการลักลอบข้ามแดนของแรงงานผิดกฎหมาย การมั่วสุมผิดกฎหมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การลักลอบขนย้ายสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติด ทั้งนี้นายกฯ เน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโรคเพื่อรับผิดชอบต่อตนเอง และรับผิดชอบต่อผู้อื่นในสังคม”

เพิ่มเยียวยาคนไม่มีสมาร์ตโฟน

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาเป็นระยะๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งโครงการเราชนะ ส่วนประชาชนกลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์ สมาร์ตโฟน สามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไป ที่ธนาคารของรัฐทุกสาขา ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย โดยรูปแบบการใช้เงินอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

“สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุและ ผู้พิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายอาสาสมัครลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสิทธิโครงการเราชนะ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือรองรับกรณีไม่ได้รับสิทธิ และเริ่มโครงการ “พม. รถปันสุข สู่ชุมชน” เพื่อกระจายของใช้ที่จำเป็นสู่ชุมชนที่เดือดร้อนจากโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 28 จังหวัดที่ศบค.กำหนดไว้ก่อนหน้า พร้อมประเมินสภาพครอบครัวกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้คำแนะนำช่องทางการหารายได้และการช่วยเหลือด้านสวัสดิการ อาทิ เงินสงเคราะห์ เงินทุนประกอบอาชีพ”

น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า นอกจากนั้นผู้สูงอายุและผู้พิการที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ เนื่องจากผลกระทบจาก โควิด-19 ได้เตรียมสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยไว้เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ผ่านกองทุนผู้สูงอายุและกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ โดยผู้สูงอายุสามารถขอกู้เพื่อประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน 30,000 บาท 3 ปีแรก ไม่คิดดอกเบี้ย ต้องมีผู้ค้ำประกัน ส่วนผู้พิการขอกู้ฉุกเฉินเพื่อประกอบอาชีพ รายละไม่เกิน 10,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ซึ่งการปล่อยสินเชื่อเงื่อนไขอื่น ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่พัฒนาสังคมจังหวัด หรือโทร. 1300

รับเปิดเรียน – เจ้าหน้าที่พ่นยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดอุปกรณ์และอาคารต่างๆ ในโรงเรียนอนุบาลลพบุรี อ.เมือง จ.ลพบุรี เตรียมพร้อมกลับมาเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.พ.นี้ หลังศบค.ผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด เมื่อวันที่ 30 ม.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน