เรียกสอบ3ครูสาว คดีสวมคนละครึ่ง

11 ก.พ. 2564 - 09:05 น.

ผบช.ภาค 4 จ่อหมายเรียก 3 ครูสาวอัตราจ้างเทศบาลยางคำ ขอนแก่น แก๊งล่าบัตรประชาชนสวมสิทธิ์‘คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน’ หลังชาวบ้านกว่า 500 คน แจ้งความ โดย 1 ในครูที่ถูกหมายสารภาพรู้จักกับดร.ครูหนุ่มที่ถูกจับก่อนหน้านี้ ได้ค่าตอบแทนหัวละ 50 บาท ส่วนเจ้าของบัตรได้ 200 บาท เตรียมประสานรัฐบาลเป็นเจ้าทุกข์เอาผิด ขณะที่ภาคใต้ สภ.คอหงส์ สงขลา สอบ 7 ชาวบ้าน ชื่อโผล่ใช้สิทธิ์เที่ยวด้วยกันที่โรงแรมชัยภูมิ-ภูเก็ต ส่งบัตรประชาชนให้ แลกเงิน 400 บาท แต่ถูกโกงใช้สิทธิ์ 10 วัน ตั้งแต่ก.ค.63 พบทุจริตกว่า 100 คน ร้านค้า 101 แห่งร่วมทำผิด รวมความเสียหายถึง 87 ล้าน

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 ก.พ. ที่สภ. หนองเรือ จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต. ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส.ภาค 4 ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีชาวบ้านในพื้นที่ อ.หนองเรือ กว่า 500 ราย ถูกว่าที่ ร.ต.ดร.ภูผาภูมิ โมรีย์ ข้าราชการครูในพื้นที่ อ.หนองเรือ พร้อมพวกอีก 4 ราย หลอกชาวบ้าน นำบัตรประจำตัวประชาชนไปสวมสิทธิ์ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยให้เงินจำนวน 200 บาทกับชาวบ้าน

ในวันนี้มีชาวบ้านใน ต.ยางคำ อ.หนองเรือ ที่ถูกสวมสิทธิ์ต่างทยอยเดินทางมาให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน สภ.หนองเรือ และแจ้งความ ร้องทุกข์ดำเนินคดี กับ “ครูอ้อ-ครูนิด และ ครูพี้” ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นครูอัตราจ้างของเทศบาลตำบลยางคำ ที่มีพฤติกรรมหลอก ชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการนำเลขบัตรประจำตัว ประชาชนไปให้กับว่าที่ ร.ต.ดร.ภูผาภูมิ เพื่อสวมสิทธิ์ลงทะเบียนทั้ง 2 โครงการ

พล.ต.ท.ยรรยงกล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.บ้านฝาง และขยายผลตรวจสอบพบที่ อ.หนองเรืออีกกว่า 500 ราย ต่อมาพบว่า มีผู้ร่วมขบวนการซึ่งเป็นครูอัตราจ้างในพื้นที่ อ.หนองเรือ ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับ ดร.ภูผาภูมิ ที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ โดยทีมสอบสวน จะเร่งสอบปากคำชาวบ้านให้ครบทุกปาก และจะออกหมายเรียกครูทั้ง 3 คนที่ถูก กล่าวหามาสอบสวน เพื่อดำเนินการตาม ขั้นตอน

“ตำรวจจะสอบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง หากพบมีส่วนเชื่อมโยงไปที่ใคร หรือพื้นที่อื่นอีกก็จะออกหมายเรียกมาสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ โดยเบื้องต้นจะเอาผิดผู้ที่นำเลขบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้าน ไปใช้สวมสิทธิ์เพื่อลงทะเบียนโครงการของรัฐบาลทั้ง 2 โครงการก่อน พร้อมประสานไปยังส่วนของผู้เสียหายโดยตรงคือรัฐบาล เพื่อดำเนินการแจ้งความเอาผิดขบวนการสวมสิทธิ์ดังกล่าวนี้ในข้อหาฉ้อโกง โดยอยู่ระหว่าง รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดตามขั้นตอน” พล.ต.ท.ยรรยงกล่าว

พล.ต.ท.ยรรยงกล่าวต่อว่า พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวครูอ้อ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มาสอบสวน เบื้องต้นให้การว่ารู้จักกับ ว่าที่ร.ต.ดร.ภูผาภูมิ จริง โดยได้ชักชวนตนเองให้ไปหาบัตรประจำตัวประชาชนของชาวบ้านมา และให้ค่าตอบแทนรายละ 50 บาท ส่วนอีก 200 บาทจะนำไปให้ชาวบ้าน แต่พบว่ามี ชาวบ้านบางรายได้เงินเพียง 100 บาท โดยรายละเอียดอยู่ในสำนวนการสอบสวน ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะเรียกครูอีก 2 คนมาสอบปากคำตามขั้นตอน และเมื่อทางเจ้าหน้าที่ รัฐเข้าแจ้งความก็จะแจ้งข้อหา ฉ้อโกงเพิ่มเติมกับทุกคนที่ร่วมขบวนการ

ส่วนปัญหาการสวมสิทธิ์โครงการรัฐในพื้นที่ จ.สงขลา วันเดียวกัน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีแสง ผกก.สภ.คอหงส์ ได้เรียกผู้ที่มีชื่อใช้สิทธ์โครงการเราเที่ยวด้วยกันและเข้าพักในโรงแรม ที่พบการทุจริตโครงการนี้มาสอบสวน 7 คน แต่มาเข้าพบและให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว 4 คน มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.น้ำน้อย และต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดย 3 คนมีชื่อเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ ส่วนอีกคนมีชื่อเข้าพักในโรงแรมที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งล้วนเป็นโรงแรมที่ถูกจับกุมทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกันไปแล้ว

จากการสอบถามชายอายุ 43 ปี และพี่สาวอายุ 53 ปี ซึ่งทำงานโรงงานที่เดียวกันให้การว่าได้รับการติดต่อจากเจ๊ปาล์มให้ไปเที่ยว ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน แต่ตนไม่ได้ไป เจ๊ปาล์มจึงขอให้ส่งบัตรประชาชนไปให้ทางไลน์และโอนเงินมาให้ 400 บาทตอบแทน ส่วนพี่สาวยังไม่ได้เงิน เพราะไม่ได้รับสิทธิ์โครงการ กระทั่งมีหมายเรียกจากตำรวจให้มาพบ พนักงานสอบสวน เพราะมีชื่อปรากฏอยู่ในโรงแรมที่ถูกจับทุจริตโครงการนี้

ด้านคุณลุงเคียง ทองบูรณ์ อายุ 76 ปี บอกว่า มีอาชีพเลี้ยงวัว ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ แต่ก็มีชื่อไปเที่ยวที่โรงแรมดังกล่าวด้วย ซึ่งไม่ทราบว่าถูกสวมสิทธิ์ได้อย่างไร แต่อาจเป็นไปได้ว่าเคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะมีประกันสังคม รวมทั้งเคยถ่ายบัตรประชาชนค้ำประกันรถให้ลูกชายไปครั้งหนึ่ง แต่ยืนยันว่า ไม่เคยส่งบัตรประชาชนตัวจริงให้ใคร

ส่วนหญิงสาวอีกคนที่มาให้ปากคำบอกว่าได้รับการติดต่อจากโรงแรมแห่งหนึ่งที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ให้ไปเที่ยวฟรีกินฟรีทุกอย่าง 2 คืน 3 วัน แต่ทางโรงแรมได้ลงเช็กอิน ใช้สิทธิ์เข้าพักเต็ม 10 คืน

รายงานข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำทั้ง 4 คนไว้เป็นพยานในคดี เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ที่ทุจริตโครงการ โดยนำชื่อไปหลอกใช้สิทธิ์ เพื่อรับส่วนต่าง แต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์จริง

จากการตรวจสอบโรงแรมดังกล่าวที่จ.ชัยภูมิ นั้น พบพฤติการณ์ลงทะเบียนเป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง นับตั้งแต่เดือนก.ค.2563 ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิ์โครงการ 9,263 ราย ยอดจองห้องพัก 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้องต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่ากว่าร้อยละ 99 ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้อง เต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็กอินและเช็กเอาต์ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน โดยพบว่า คูปองที่ได้รับหลังจากเช็กอินห้องพักที่ใช้สแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าโครงการมียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติรวม มูลค่าความเสียหายในส่วนของโรงแรมแห่งนี้รวม 14,000,000 บาท และมีร้านค้าที่ร่วมกระทำผิดอีก 101 ร้าน ความเสียหายประมาณรวม 87,000,000 บาท

ภายหลังการสอบปากคำ พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า เฉพาะพื้นที่ สภ.คอหงส์ มีรายชื่อ ผู้ที่ไปใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง โรงแรม ที่พบการทุจริต 7 รายและทยอยเรียกมาให้ปากคำเพื่อเป็นพยาน โดยแยกออกเป็น 3 เคส คือ กรณีที่ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ กรณีที่ให้บัตร ประชาชนแลกกับค่าตอบแทน และกรณีที่ไปเที่ยวจริง แต่พักแค่ 2 คืน 3 วัน แต่ถูกทางโรงแรมสวมสิทธิ์ 10 วันเต็มตามโควตา โดยไม่ได้พักจริง

“พนักงานสอบสวนจะเร่งสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสาวไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการนี้ ส่วนพื้นที่จ.สงขลา ทราบว่ามีผู้มีชื่อเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันและไปพักในโรงแรมที่มีการทุจริตนับร้อยคน” พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เรียกสอบ3ครูสาว คดีสวมคนละครึ่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง