ก้าวไกลเย้ย‘ตั้นนกหวีด’
ตั้งคนขายนมคุม‘สกสค.’
พท.ชำแหละล้ม‘รฟฟ.ส้ม’
ป้อม-ป๊อกปัดหัวคิวแล้ง
ศาลรับตีความ-แก้รธน.

ศึกซักฟอกวันที่สาม เพื่อไทยเปิดฉากชำแหละ‘อู๊ดด้า’ ปล่อยคนใกล้ชิดทุจริตถุงมือยาง โชว์ผังรายชื่อคนมีเอี่ยวสัญญาลวง ทำสูญงบ 2 พันล้าน ลั่นฟ้องป.ป.ช.-ศาลฎีกาการเมือง เอาผิดพ่วง ‘บิ๊กตู่’ ด้วย รมว.พาณิชย์โต้วุ่น รมต.เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ มีอำนาจจำกัด ‘จิรายุ’ อัดปฏิบัติการ 16 วันทันใจนาย ถล่มเละแผนล้มประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเอื้อทุนใหญ่ ‘ทวี สอดส่อง’ ตอกลิ่ม ‘ศักดิ์สยาม’ รุกที่รฟท. ก้าวไกลเปิดแผลเบื้องหลังนิคมจะนะ มัด ‘นิพนธ์’ เอื้อเครือญาติ โจ้เพื่อไทยปอกเปลือก ‘ณัฏฐพล’อุปสรรคพัฒนาประชาธิปไตย ตั้งคนขายนมเป็นเลขาฯสกสค. ‘ป้อม-ป๊อก’ โต้กินหัวคิวงบแก้แล้ง ‘อันวาร์’ กระตุกส.ส.ปชป. โหวตซักฟอก ไม่ต้องห่วงมารยาทการเมือง ‘เฮ้ง-ตั้น’ ล็อบบี้ส.ส. พปชร.ขอเสียงหนุน ศาลรธน.รับตีความแก้รัฐธรรมนูญ

ตู่เย้ยฝ่ายค้านข้อมูลเก่า-ซ้ำซาก

เวลา 09.20 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา เพื่อร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นวันที่สาม ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อถามถึงบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา 2 วัน พล.อ. ประยุทธ์ ทำน้ำเสียงเบื่อหน่าย กล่าวว่า ถ้าถามว่าตนตอบตรงหรือไม่ตรง ขอบอกว่าตอบด้วยหลักการกว้างๆ หลักการใหญ่ๆ ถ้ามีรายละเอียดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงอีกที

เมื่อถามว่ามีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่บ้าง นายกฯกล่าวว่า ไม่มีอะไรใหม่เลย ไม่มีจริงๆ ถามแล้วถามอีก พูดแล้วพูดอีกยังพูดซ้ำซากอยู่ สิ่งที่อยากขอนั้นควรพูดจาให้สุภาพเรียบร้อย เป็นคนไทยด้วยกันควรจะมีมารยาทกันบ้าง โดยเฉพาะสภาที่เรียกกันว่าสภาผู้ทรงเกียรติ ตนให้เกียรติทุกคน ดังนั้น ขอให้เกียรติกับสถานที่ เป็นสุภาพชนเมื่อเข้ามาในที่แห่งนี้

ก้าวไกลซัดหากินกับรถไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภา ผู้แทนฯนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่สอง เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ในช่วงดึก นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.ก้าวไกล อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ว่าไม่เห็นด้วยกับการหากินจากการสร้างรถไฟฟ้า มีปัญหาเพราะมีกระบวนการ 3 ป. ปั้นตัวเลข พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการแบบมีธง ปั้นตัวเลขให้ดูคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปั้นตัวเลขให้ดูกำไรน้อยหรือขาดทุน จะได้ใช้เงินรัฐไปอุดหนุนเอกชนมากๆ, ป.ปั่นโครงการ อยากอนุมัติโครงการใหญ่ๆ หวังได้จ่ายเงินเยอะๆ และ ป.ปั่นผลประโยชน์ จนเกิดศึกระหว่างขาใหญ่ในกระทรวงคมนาคม และขาใหญ่ของ กทม. เป็นเรื่องฉาวโฉ่ในกระทรวงคมนาคม

เวลา 00.40 น. วันที่ 18 ก.พ. นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม สั่งพักการประชุม และนัดประชุมใหม่เวลา 09.00 น. การประชุมตลอด 2 วันที่ผ่านมา ใช้เวลาประชุมไปแล้ว 30 ชั่วโมง

พท.ชำแหละทุจริตถุงมือยาง

เวลา 09.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพท. อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ บริหารผิดพลาดเสียหายร้ายแรง กรณีคดีทุจริตทำสัญญาลวงซื้อถุงมือยางของอคส. 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว 2,000 ล้านบาท

นายประเสริฐ ขึ้นแผนผังบุคคลที่เชื่อมโยงประกอบการอภิปราย ระบุ บุคคลที่เกี่ยวข้องทุจริตและมีความสัมพันธ์กับนายจุรินทร์ ในความเสียหายที่เกิดขึ้นคือนายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธาน อคส. อดีตสมาชิกปชป. และผู้ช่วย ส.ส.ของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ปี 2558 นายสุชาติกับนายจุรินทร์ อบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาการเมืองมหานคร นายจุรินทร์ยังแต่งตั้งพี่ชายของนายสุชาติ ชื่อนายพีระ ตรีชดารัตน์ เป็นที่ปรึกษารมว.พาณิชย์ ลำดับที่ 24 และนายจุรินทร์ ผลักดันนายสุชาติ ให้เป็นประธานบอร์ด อคส. เมื่อ 5 พ.ค.2563 นายสุชาติ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นป.ป.ช.รายได้ต่อปีมีแค่ 5 แสนบาท แต่มีทรัพย์สินรวม 170 ล้านบาท มีนาฬิกาปาเต๊ะ 9 เรือน มีเงินให้กู้ยืมอีกหลายล้านบาท นายจุรินทร์ ยังแต่งตั้งนายสกลจิตติ์ นิธิ เป็นบอร์ด อคส. ซึ่งเป็นสมาชิกปชป.ตั้งแต่ 15 ต.ค.53 ลาออก 19 พ.ย. 2562

บุคคลต่อมา พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตผกก.สน.ปทุมวัน เคยทำคดีและเป็น ผู้กล่าวหานายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว จากนั้นลาออกมาอยู่ อคส. เป็นผอ.ฝ่ายกฎหมายและคดี, นายเกียรติขจร แซ่ไต่ ผอ.ฝ่ายขาย อคส. เป็นผู้ประสานงานภายใน อคส. ที่ส่อทุจริต, นายสรายุทธ สายคำมี อดีต บ.ก.ข่าวสายความมั่นคง คนสนิทประธานอบร์ด อคส. รู้จักกับนายจุรินทร์, นายธณรัสย์ หัดศรี กรรมการบริษัทการ์เดียนโกลฟส์ ที่ทำสัญญาขายถุงมือยางให้อคส. ซึ่งมีประวัติคดีฉ้อโกงและคดีอาญาอื่นอีกหลายคดี รับสมอ้างผลิตถุงมือยางให้อคส.มูลค่า 112,500 ล้านบาท สมคบกับบุคคลใน อคส. โดยอ้างขอเบิกเงินล่วงหน้า 2 พันล้านบาท นี่คือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ชี้สัญญาลวง

รายละเอียดการทำสัญญากับการ์เดียนโกลฟส์ มีความน่าสงสัยคือ อคส.ต้องชำระเงินล่วงหน้า 2,000 ล้านบาทให้ผู้ขายภายใน 3 วันนับจากวันทำสัญญา และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่าให้ผู้ขายวางหลักประกันสัญญา 200 ล้านบาท มามอบให้อคส.ภายใน 7 วัน เท่ากับการ์เดียนโกลฟส์ รับเงินจากอคส. 2,000 ล้านบาทแล้ว นำเงิน 200 ล้านบาท มาทอนคืนเป็นค่าหลักประกันสัญญา และยังเหลือเงินทอนอีก 1,800 ล้านบาท ผิดวิสัยการค้าที่ไม่มีใครทำกัน และทั้ง 7 บริษัทที่สั่งซื้อถุงมือยางจากอคส. ไม่ได้สั่งถุงมือยางลาเท็กซ์ การทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางจึงเป็นสัญญาลวง ฉากบังหน้า เพื่อนำเงิน 2,000 ล้านบาทออกจากอคส.

จากนั้น นายประเสริฐ อภิปรายพร้อมเปิดคลิปเสียง อ้างเป็นบทสนทนาระหว่าง พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ และนายสุชาติ ในการประชุมบอร์ด อคส. 26 ส.ค. 2563 ว่า ในบทสนทนา ถามถึงสัญญาที่ควรนำมาแสดงเพราะมีมูลค่าสูง แต่มีการทักท้วงว่าเป็นเรื่องลับ นายสุชาติระบุให้รมว.พาณิชย์ เป็นผู้กดเดิน กดเงิน แสดงว่านายจุรินทร์ มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ และพบมีการตัดวาระดังกล่าวออกจากบันทึกรายงานการประชุม ไม่ให้มีผลต่อความรับผิดชอบหรือถูกสอบ และที่นายสุชาติ บอกว่าทำเป็นการลับรอรัฐมนตรีมากดเดิน สัญญาดังกล่าว อคส.เสียเปรียบเพราะหลังทำสัญญา 31 ส.ค.2563 อคส.จ่ายเงินให้การ์เดียนโกลฟส์ วันที่ 2 ก.ย.2563 ทั้งที่ยังไม่ส่งสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว และพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ไม่มีอำนาจลงนามในสัญญา เพราะมีวงเงินสูงกว่าอำนาจที่จะลงนามได้ ถือเป็นสัญญาอัปยศ

ซัดตู่เพิกเฉย-เล็งฟ้องเอาผิด

ขอตั้งข้อสังเกตว่า อคส.ทำสัญญาจ้างผลิตถุงมือยางราคากล่องละ 225 บาท แต่เอาไปขายให้ 7 บริษัท ในราคาขาดทุน กล่องละ 210 บาท จะทำไปทำไม และจะหาถุงมือยางจากไหนถึงได้ครบ เพราะคำสั่งซื้อถุงมือยางจาก 7 บริษัท 826 ล้านกล่อง แต่กำลังการผลิตถุงมือยางในประเทศ มีไม่เกิน 300 ล้านกล่อง แสดงให้เห็นถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้บริหาร ไม่โง่ก็บ้า

คดีนี้วงเงินทุจริตสูงถึง 2,000 ล้านบาท กระทำโดยคนสนิทของนายจุรินทร์ ซึ่งนาย จุรินทร์ ต้องใช้อำนาจหน้าที่สั่งนายสุชาติ รายงานข้อเท็จจริงแต่ไม่ทำ ส่วนพล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ไม่ดำเนินการใดๆ กับนายจุรินทร์ นายสุชาติ หรือบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกแจ้งความดำเนินคดีที่ป.ป.ช. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะไม่ได้กำกับดูแล แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะย้าย พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ไปประจำสำนักนายกฯ แต่ไม่พบการตรวจสอบหรือสั่งอายัดเงินจาก การ์เดียนโกลฟส์ และเชื่อว่านายกฯ ไม่กล้าปรับหรือดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างการทุจริตในรัฐบาล และเชื่อว่ามีการทุจริตอีกหลายกระทรวง เพราะเป็นฐานเสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ

การกระทำนี้เป็นการวางแผนทุจริตอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเงินหลวงมาเป็นของตัวเองและพวกพ้อง ขณะนี้เงิน 2,000 ล้าน อันตรธานหายไปจากบัญชีอคส.เรียบร้อย เป็นการปล้นชาติ โดยช่วยกันคิด แยกหน้าที่กันทำ จึงไม่อาจไว้วางใจให้นายกฯและนาย จุรินทร์ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป

ชี้แจง – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ลุกขึ้นชี้แจงตอบโต้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องทุจริตถุงมือยาง ยืนยันไม่เคยยุ่งเกี่ยวทั้งทางลับ หรือ ทางแจ้ง และไม่มีอำนาจแทรกแซงองค์การคลังสินค้า ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.

จุรินทร์ยันเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์

เวลา 10.35 น. นายจุรินทร์ลุกขึ้นชี้แจง ว่า ไม่ได้ร่วมสนทนาในเทปที่นำมาเปิด และไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย สิ่งที่ผู้อภิปรายกล่าวถึงอดีตรักษาการ ผอ.อคส.กับพวก, บริษัทการ์เดียนโกลฟส์ และอีก 7 บริษัท ประธานบอร์ดและบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น เห็นด้วยเกือบทุกประการ ไม่มีอะไรโต้แย้ง แต่ตนไม่เคยเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับโครงการนี้ ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง ผู้อภิปรายโกหกหลายประการ บอกตนไม่เคยตั้งกรรมการสอบ ไม่อายัดเงิน ไม่ดำเนินคดี ไม่เคยแถลงข่าวนั้น ไม่เป็นความจริง มีการตั้งกรรมการสอบโดยอคส. ทันทีที่ตนทราบเรื่องก็ดำเนินการจนย้ายอดีตรักษาการ ผอ.อคส. ไปประจำสำนักนายกฯโดยคำสั่งนายกฯ รวมทั้งเอาเทปมาเปิดและตีความผิดเพื่อจงใจใส่ความ ทำให้คนเข้าใจผิดว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง ตนไม่ได้ไปร่วมกระบวนการสมคบกับใครทำสัญญาแสนกว่าล้านบาท

อคส.เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ส่วนราชการที่รัฐมนตรีมีอำนาจไปสั่งได้ คนที่มีอำนาจวางนโยบายคือบอร์ด เป็นผู้บังคับบัญชาของผอ.อคส.ในการแต่งตั้งถอนถอดโดยขอความเห็นชอบจากครม. รัฐมนตรีมีอำนาจจำกัดตามพ.ร.ฎ.อคส.ฉบับใหม่ 2535 ที่นำรัฐมนตรีออกจากประธานบอร์ด ให้ผู้ทรงคุณวุฒิมาทำหน้าที่แทน เหมือนรัฐมนตรีกลายเป็นบุรุษไปรษณีย์ ระหว่างครม. บอร์ด ผอ.และพนักงาน ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา ต่างจากกรมที่รัฐมนตรีดูแล

ประเสริฐยันยื่นฟ้อง‘ตู่-อู๊ดด้า’

จากนั้นนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ปชป. ใช้สิทธิ์พาดพิงในฐานะเลขานุการและโฆษกกมธ.พาณิชย์ว่า หลักฐานที่นายประเสริฐ นำมาอภิปราย โดนลูกน้องต้มแล้ว เพราะหลายประเด็นเป็นเอกสารเท็จ ไม่ผ่านการรับรองจากกมธ. แต่นายบรรลังก์ อรรณนพร ส.ส.ขอนแก่น พท. รองประธานกมธ. อภิปรายยืนยันเอกสารในกมธ.ที่นำมาอภิปราย เป็นเอกสารจริงทั้งหมด คนที่ร่วมแถลงข่าวเป็นกมธ.จากทุกพรรค ด้ายนายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ปชป. ที่ปรึกษากมธ. บอกให้ใช้ข้อความที่ไม่ให้มีการฟ้องร้องกลับได้ จึงปรับแก้แต่ไม่ได้ห่างจากที่แถลง

จากนั้นนายประเสริฐ ชี้แจงต่อ พร้อมระบุ จะไปยื่นดำเนินคดีกับ รมว.พาณิชย์ รวมทั้งนายกฯ ต่อป.ป.ช. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง

จิรายุถล่มเละปม‘รฟฟ.สีส้ม’

เวลา 12.05 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.เพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมว่า การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท ดำเนินการตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ตั้งคณะกรรมการ 8 อรหันต์ ตามมาตรา 36 ส่วนใหญ่เป็นคนในกระทรวงคมนาคม มีอำนาจแก้ไข้เปลี่ยนแปลงการประกวดราคาได้ โดยจัดตาม “ปฏิบัติการ 16 วันทันใจนาย” ใช้ทฤษฎีสมคบคิด แบ่งงานกันทำ โดย 7 ส.ค. บริษัทเอกชนยื่นขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขประมูลแต่ทำไม่ได้ ต่อมาวันดีเดย์ 21 ส.ค.63 มีการแก้ไขเงื่อนไขการเปิดประมูล เชิญนายภคพงษ์ ศิริกันธรมาศ ผู้ว่าฯรฟม. ซึ่งไม่ใช่กรรมการตาม มาตรา 36 มาประชุม ในบันทึกกรรมการบางคนทักท้วงว่าทำได้หรือไม่ เอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ เมื่อเปิดประมูลไปแล้วจะขัดกฎหมายหรือไม่ แต่ผู้ว่าฯรฟม. บอกสงวนสิทธิ์ไปแล้วว่าเปลี่ยนแปลงได้ ไฮไลต์สำคัญคือ ตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาเป็นตัวแปรสำคัญ ตอบว่าเปลี่ยนเงื่อนไขการประกวดราคาได้ กระทั่งที่ประชุมมีมติแก้เงื่อนไขการประมูล เว้นแต่ผู้แทนจากสำนักงบประมาณที่ไม่เห็นด้วย

ต่อมาบีทีเอสซื้อซองประมูลไปแล้ว ได้ฟ้องศาลปกครอง ต่อมากรรมการทั้ง 8 คนก็ล้มประมูลโดยไม่รอการตัดสินของศาล กรรมการได้ใช้เทคนิคทางการกฎหมายขอสงวนสิทธิ์ยกเลิก ซึ่งไม่มีใครทำกัน และตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประกวดราคา ได้ลาออกจากบริษัทที่ปรึกษาในโครงการสีส้ม ต่อมา 1 ต.ค. ได้เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท. คุมสายงานวิศวกรรมการก่อสร้าง โดยบอร์ดทอท.ตั้งเป็นวาระลับ

ทวีซัดศักดิ์สยามรุกที่รฟท.

จากนั้นพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ อภิปรายกรณีนายศักดิ์สยาม กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันถือครอง บุกรุกและพักอาศัยในพื้นที่สมบัติของแผ่นดิน หรือที่สงวนหวงห้ามที่มีไว้เพื่อประโยชน์ประชาชนโดยรวม ที่รถไฟเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยระบุ หลังปี 2560 ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่สงวนหวงห้ามไว้ เป็นที่ของรฟท. และรฟท.ฟ้องชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นั้น ให้เพิกถอนโฉนด ซึ่งศาลก็สั่งให้เพิกถอน ขณะที่บ้านพักของนายศักดิ์สยาม ก็อยู่ในพื้นที่นั้น จึงควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รฟท.ต้องฟ้องทุกคน เอาที่ดินสาธารณสมบัติกลับมา แต่รมว.คมนาคม ในฐานะดูแลรฟท.กลับไม่ดำเนินการใดๆ นี่คือการกระทำที่ผิดหลักนิติรัฐ นิติธรรมและจริยธรรม

ส่วนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะดูแลกรมที่ดิน เมื่อศาลฎีกามีคำตัดสินสิ้นสุดแล้ว ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนภายใน 60-90 วัน แต่กลับปล่อยมาตลอด หรือนำเรื่องนี้เป็นข้อสมประโยชน์ทางการเมือง

ศักดิ์สยามขู่ฟ้อง

นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่า ปัจจุบันที่ดินแยกเขากระโดงมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์หลายราย ซึ่งการรถไฟดำเนินการอยู่ ที่ดินที่อ้างถึงเป็นที่ดินที่มีโฉนดเลขที่ 3466 มีการซื้อขายกันจนออกเป็นโฉนด มีการชี้แนวเขตโดยวิศวกรการรถไฟ และมีประชาชนอยู่มานาน ตนในฐานะรมว.คมนาคม ดำเนินการและสั่งการให้ยึดหลักธรรมภิบาล คุณธรรม โปร่งใสตรวจสอบได้ ยืนยันตนไม่เคยแทรกแซงสั่งการ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าคนใกล้ชิดหรือไม่ใกล้ชิดต้องยึดหลักภายใต้หลักกฎหมาย

ระหว่างการอภิปรายของพ.ต.อ.ทวี ส.ส.ภท.ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ ซึ่งพ.ต.อ.ทวีใช้สิทธิพาดพิงโดยกล่าวตอนหนึ่งว่า “มีในบันทึกด้วยว่า พ่อชัย ชิดชอบ เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟด้วย” นายศักดิ์สยาม จึงกล่าวว่า “เรื่องที่พาดพิงถึงบิดาของผมนั้นผมไม่โกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าทายาทคนอื่นจะโกรธหรือไม่ หากเขาโกรธขอให้ท่านเตรียมรับหมายศาล”

ฉะนิคมฯจะนะเอื้อกลุ่มทุน

เวลา 15.00 น. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ไม่มีความซื่อสัตย์เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องว่า ทุกวันนี้ชาวบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา ตั้งคำถามกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า เป็นโครงการที่มีผลประโยชน์แอบแฝงของนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ โครงการดังกล่าวไม่ใช่การพัฒนาแต่เต็มไปด้วยการทำลายทรัพยากร ทำลายอาชีพเศรษฐกิจของชาวจะนะ กระทบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่รัฐบาลไปขายฝันกับชาวบ้านว่าจะมีเม็ดเงินลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาท เกิดอุตสาหกรรมเป็นเมืองอัจฉริยะ มีการจ้างงานในพื้นที่ 1 แสนตำแหน่ง เป็นไปไม่ได้ เพราะดูจากนิคมอุตสาหกรรมใกล้ๆ ในพื้นที่สงขลาตอนนี้เป็นนิคมอุตสาหกรรมร้าง

รัฐบาลและนายนิพนธ์ เร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะบริษัททีพีไอพีพี มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ ดังนั้น โครงการดังกล่าวในอนาคตจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับนายนิพนธ์ และกลุ่มทุนนี้ก็เป็น กลุ่มทุนที่มอบเงินบริจาคโต๊ะจีนพปชร. ทำให้สงสัยว่าโครงการจะนะเกิดขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของนายทุนหรือเพื่อใคร

ชำแหละเบื้องหลัง‘นิคมจะนะ’

เวลา 15.00 น. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ไม่ซื่อสัตย์ เอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ว่า

รัฐบาลขายฝันจะมีเม็ดเงินลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นเมืองอัจฉริยะ มีการจ้างงานในพื้นที่ 1 แสนตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะนิคมใกล้ๆ ฅ๙ตอนนี้ร้าง รัฐบาลและนายนิพนธ์ เร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะบริษัท ทีพีไอพีพี มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่ อนาคตจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับนายนิพนธ์ และกลุ่มทุนนี้ก็เป็นกลุ่มทุนที่มอบเงินบริจาคโต๊ะจีนพปชร.

18 ส.ค.63 ครม.มีมติให้เปลี่ยนพื้นที่ 3 ตำบล ในอ.จะนะ จากพื้นที่สีเขียวเป็นสีม่วงเข้มหรือพื้นที่อุตฯหนัก ยังพบมีคนกว้านซื้อที่ดินไปขายให้นายทุน ซื้อไปแล้วกว่า 1.7 หมื่นไร่ ซึ่งก็คือนายนิพนธ์ โดยดำเนินการในนามลูกชาย เจ้าของบริษัทซื้อขายที่ดิน ยังมีทนายและเครือญาติใกล้ชิด ทั้งน้องภรรยาและคู่เขย ในฐานะรมช.มหาดไทยกำกับดูแลกรมที่ดิน ยังใช้ข้อมูลภายในครม.ที่อนุมัติดำเนินโครงการ เอื้อประโยชน์เครือญาติกว้านซื้อที่ดินในราคาถูก

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า เรื่องซื้อที่ดินเป็นเรื่องที่ทำได้ตามกฎหมาย แต่จะถูกผิดต้องตรวจสอบ ไม่ใช่มาพันว่าโครงการเอื้อประโยชน์ใคร มาบอกว่าผิดถูกในนี้ไม่ใช่ศาล ไม่อยากให้การพูดทำให้เกิดผลกระทบต่อการลงทุน ของใหม่อาจมีปัญหา ทุจริตตรงไหนก็แก้ไป แต่อย่าทำให้โครงการขนาดใหญ่ พังพินาศ

นิพนธ์ซัดจับแพะชนแกะ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาของนายประเสริฐพงศ์นั้น ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ที่ดิน 3 แปลงที่เกิดข้อพิพาทนำเรื่องไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว จากการรังวัดที่ดินทางอากาศพบว่าที่ดินทั้ง 3 แปลง ตั้งอยู่ที่แนวทับซ้อนกับการร้องเรียน ขณะนี้ยังไม่มีการออกโฉนด ที่กล่าวหาตนว่าใช้อำนาจหน้าที่นำที่ดินประชาชนไปให้เอกชนเป็นข้อกล่าวหาเท็จ จับแพะชนแกะ ตัดแปะเอกสารมาว่าตน

‘ป้อม-ป๊อก’โต้กินหัวคิวงบแก้แล้ง

เวลา 17.15 น. น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.เสรีรวมไทย อภิปรายงบประมาณองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ขุดลอกคูคลอง แต่นำโครงการไปขายให้คนอื่นดำเนินการต่อ มีการเรียกรับหัวคิวโครงการขุดลอกคูคลอง แก้ภัยแล้ง อุทกภัย 20,000 โครงการ แต่เปลี่ยนวิธีซอยโครงการไม่ให้เกิน 5 แสนบาท เพื่อไม่ต้องเปิดประมูล ใช้จัดจ้างพิเศษโดยบริษัทที่ได้งานจะเป็นเดิมๆ เช่น กลุ่มของคุณนาย อ. ตนมีสลิปหลักฐานการโอนเงินค่าหัวคิว ใครอยากได้งานให้โอนเงินมาก่อน มีการอ้างชื่อ บิ๊กผู้ใหญ่มหาดไทย คือ บิ๊ก ป. และบิ๊ก ฉ. เพื่อให้ได้งาน พล.อ.อนุพงษ์ เคยตรวจสอบเรื่องการซอยโครงการหรือไม่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ชี้แจงว่า อผศ.เป็นองค์การกุศลดูแลทหารผ่านศึก ในปี 2556 สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อผศ.ได้รับสิทธิพิเศษได้รับงานด้านพัฒนาก่อสร้างปรับปรุง ฟื้นฟูแหล่งน้ำ แต่ที่ผ่านมามีปัญหาทำไม่ตรงกับความต้องการประชาชน นำไปสู่การร้องเรียน จึงถูกระงับสิทธิพิเศษไปในปี 2560 ส่วนการอ้างชื่อตนไปรับเงินรับทองไม่รู้ใครเป็นคนอ้าง ตนไม่ได้ทุจริต ไม่มีรายรับเรื่องเหล่านี้

พล.อ.อนุพงษ์ ชี้แจงว่า ตลอดรับราชการจนเกษียณไม่เคยทำผิดกฎหมาย ถ้ามีหลักฐานเอาไปให้หน่วยงานตรวจสอบได้เลย การช่วยภัยแล้งบางครั้งทำโครงการใหญ่ไม่ได้ ต้องกระจายไปตามตำบล หมู่บ้าน ไม่มีเจตนาซอยงาน แต่เป็นโครงการเร่งพอสมควรเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ตนไม่มีนโยบายซอยงาน ไม่ยุ่งเกี่ยวการรับประโยชน์

ซักฟอกครูตั้น – นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ลุกขึ้นชี้แจงฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ชำแหละแต่งตั้งคนสนิทนั่งเลขาฯ สกสค. ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.

เย้ยณัฏฐพลเป็นรมต.เพราะนกหวีด

เวลา 17.50 น. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การทำงานของนายณัฏฐพลทำให้กลุ่มนักเรียนเลวและกลุ่มนักเรียนจากจังหวัดต่างๆ ออกมาขับไล่ หลายคนถูกตั้งข้อหา ถูกพักเรียน ถูกไล่ออก ถูกข่มขู่จะไม่ให้จบการศึกษา หลายโรงเรียนมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพและมีการล่วงละเมิดทางเพศ คำสั่งของกระทรวงก็ไม่มีผลต่อการบังคับใช้ในโรงเรียน ทั้งเรื่องทรงผม การแต่งกาย และการใช้อำนาจนิยมของครู รมว.ศธ.ก็เห็นด้วยกับการใช้อำนาจเหล่านี้ ดังนั้น นายณัฏฐพล จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาการศึกษา เพราะออกมาเป่านกหวีด และทำลายประชาธิปไตยจนได้เป็นรัฐมนตรี

โจ้ฉะตั้งคนขายนมคุมสกสค.

เวลา 18.50 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.พท. อภิปรายว่า ขออภิปรายไม่วางใจนายณัฏฐพล ที่ไร้ภาวะผู้นำ ไร้สำนึก แต่งตั้ง นายธนพร สมศรี คนสนิทเข้ามานั่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งสกสค.มีเงินฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อนครูเป็นหมื่นล้าน เป็นที่มาของผลประโยชน์

“ครูตั้นวางแผน แต่งตัวเด็กขายนมมาเป็นเลขาฯ สกสค. โดยให้นายประเสริฐ บุญเรือง รักษาการปลัดศึกษาธิการขณะนั้น ตั้งนาย ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เป็นเลขาฯ สกสค.เมื่อ 22 ต.ค.62 โดยครูตั้นออกคำสั่งให้นายอรรถพล ตรึกตรอง ออก เพื่อให้นายดิศกุล เข้ามาแทนแล้วไปแก้คุณสมบัติเลขาฯ สกสค.จากจบ ป.โท เป็น ป.ตรีในวันที่ 13 พ.ย.62 แก้วุฒิแล้วยังไม่พอ ยังแก้ให้ประกอบอาชีพภาคเอกชนไม่น้อยกว่า 12 ปีได้ทั้งๆที่นายธนพร เพิ่งเรียนจบเมื่อปี 48 และเป็นผู้จัดการขายนม ต่อมา 20 พ.ย.62 นายกฯ เซ็นให้นายธนพรออก จากนั้นนายดิศกุล ก็เซ็นตั้งนายธนพรมาเป็นรองเลขา สกสค. ในวันเดียวกัน นายดิศกุล มอบงานให้นายธนพร คุมงานใหญ่ในหลายสำนัก วันต่อมาครูตั้นไปเยี่ยมนายธนพรเลย แสดงว่าต้องสนิทกันมาก ขอให้ครูชุดดำและนักเรียนเลวรู้ว่า นายธนพรมีวันนี้ เพราะครูตั้นให้” นายยุทธพงศ์กล่าว

อันวาร์กระทุ้งปชป.ฟรีโหวต

นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ปชป. ส่งเอกสารผ่านไลน์กลุ่มส.ส.พรรค ระบุถึงหลักเกณฑ์การตัดสินใจลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอยึดหลัก ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด และอยากบอกเพื่อนสมาชิกพรรคหลายคนที่มาพูดคุยกับตนและปรึกษาด้วยความไม่สบายใจว่า พวกเราจะยกมืออย่างไร ก็ตอบไปว่าได้รับฟังเสียงสะท้อนจากสื่อและสังคมว่าครั้งที่แล้วเรายกมือไว้วางใจรัฐมนตรีบางคนทั้งที่ไม่น่าไว้วางใจ ทุกคนจำใจต้องลงมติสวนความรู้สึกตัวเอง เพราะผู้บริหารพรรคอ้างมารยาททางการเมือง ทำให้พวกเราถูกผูกมัดไว้ด้วย คำนี้ แต่วันนี้พล.อ.ประวิตร ประกาศแล้วว่ามารยาททางการเมืองไม่มี เป็นประชาธิปไตย พวกเรา ปชป.จะยอมให้ถูกบังคับต่อหรือไม่นั้น ตนหวังว่าทุกคนจะพิจารณาตัดสินใจในแนวทางที่รักษาระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น เพื่อรักษาภาพพจน์ของพรรค

ช่วงเย็นวันนี้ นายอันวาร์ ยังส่งไฟล์คลิปวิดีโอในไลน์กลุ่มเดิม เนื้อหาตอกย้ำแนวทางของตัวเองในการลงมติ แกนนำพรรคโดยเฉพาะนายจุรินทร์ เห็นคลิปแล้ว และส.ส.แบ่งเป็น 2 ฝ่าย เห็นว่าควรให้ส.ส.ตัดสินใจเอง อีกฝ่ายเห็นว่าควรคำนึงเรื่องการเมืองและการอยู่ร่วมรัฐบาล ปชป.จะเรียกประชุมส.ส.ก่อนวันลงมติ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจให้ลงมติในทิศทางเดียวกัน

วิปรบ.เล็งขยายวันประชุม

เวลา 19.00 น. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เผยว่า หากอภิปรายไม่จบจริงๆ ก็ต้องขยายเวลา ถ้าใช้เวลาชี้แจงมากเหมือนขณะนี้ลุกขึ้นทุกครั้งที่ถูกอภิปราย ก็คงยาว ไปโหวตกันวันอาทิตย์ที่ 21 ก.พ. แต่ย้ำว่าขอดูคืนนี้ก่อนเพื่อตัดสินใจกันในที่ประชุมวิปรัฐบาล 19 ก.พ. พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมขยายเวลา ที่ประชุมวิปรัฐบาล 19 ก.พ. จะพูดคุยถึงทิศทางการลงมติ โดยพรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตในทิศทางเดียวกัน ถ้าใครไม่โหวตตามแต่ละพรรคจะมีบทลงโทษ วิธีนี้ทำกันมาทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ศาลจะเริ่มพิจารณา 4 มี.ค. ยืนยันว่าการลงมติในวาระ 2 วันที่ 24-25 ก.พ.ยังเหมือนเดิม เพราะศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ยุติ ถ้าผ่านวาระ 2 แล้ว วิปรัฐบาลและสภาต้องประสานครม. ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ขณะเดียวกันพ.ร.บ. ประชามติ จะเสร็จพร้อมกัน นำเข้าสภาพร้อมกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

ณัฏฐพล-สุชาติล็อบบี้ขอเสียงส.ส.

ในส่วน พปชร. มีรายงานข่าวระบุ 2 รัฐมนตรีที่มีข่าวว่าจะได้คะแนนไว้วางใจน้อยสุดคือ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน พยายามประสานขอเสียงสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆ ในพรรค โดยเฉพาะกลุ่มของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่มีเสียงส.ส.มากที่สุดในพรรค ประมาณ 40 เสียง รวมถึงกลุ่มสามมิตร นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ที่มีส.ส.ประมาณ 30 เสียง เพื่อให้เกิดความอุ่นใจ

โดยช่วงบ่ายวันนี้การเจรจาลงตัว คะแนนแต่ละคนจะสูสีกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังประสานไปยังพรรคเล็กให้ช่วยลงมติด้วย และยังมีความเคลื่อนไหวของแกนนำแต่ละกลุ่มในพปชร. ที่ต้องการเอาใจ พล.อ.ประวิตร ให้ได้รับเสียงไว้วางใจมากที่สุดเป็นครั้งที่สอง เพื่อรักษาแชมป์ไว้

หลังการลงมติเสร็จสิ้น แกนนำบางกลุ่มใน พปชร.เตรียมเคลื่อนไหวเพื่อให้ปรับ ครม. โดยจะผลักดันแกนนำในกลุ่มที่เป็น รมช.ได้ขึ้นเป็น รมว. เปิดตำแหน่ง รมช. ให้กับกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มภาคใต้ ที่ยังไม่มีสัดส่วนรัฐมนตรีเลย และหากชนะเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีฯ จะมีส.ส. 14 เสียง โดยหลักต้องได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

ศาลรธน.รับตีความแก้รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ผลการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเรื่องประธานรัฐสภา ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1)

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พปชร. ที่เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาและที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 ก.พ. เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา โดยมีมติเสียงข้างมากให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7(6) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย

เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้ ผู้เกี่ยวข้องคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ และนายอุดม รัฐอมฤต ทำความเห็นเป็นหนังสือ ตามประเด็นที่กำหนด โดยให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 3 มี.ค. และนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 4 มี.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน