เฮ้งมั่นใจ-ลงมติฉลุย
‘ก้าวไกล’ถล่มทิ้งทวน
ปั่นไอโอ-ตั๋วย้ายตร.
โรมแถลงต่อนอกสภา
‘หนู’ปัดไม่รู้-ปรับครม.

จับตาโหวตญัตติซักฟอก ‘บิ๊กป้อม’ เรียกประชุมส.ส.พปชร. ทุบโต๊ะสั่งคะแนนรมต.ต้องได้ เท่ากันทุกคน ‘เสี่ยเฮ้ง’ โต้วิ่งล็อบบี้ ซัดคนไม่หวังดีจ้องทำลายพรรค ยันหัวหน้าพรรคมีบารมีคุมเสียงได้ ‘อนุทิน’ โยนนายกฯ ตัดสินใจเรื่องปรับครม. ก้าวไกลทิ้งทวน อภิปรายเดือด ซัด ‘บิ๊กตู่’ หัวหน้าแก๊งปั่นไอโอ ‘โรม’ แฉตั๋วแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ เจอส.ส. รัฐบาลประท้วงแหลก ‘พิธา’ จวกนายกฯ แอบอ้างใช้สถาบันเป็นเกราะกำบังความผิดตัวเอง ‘บิ๊กตู่’ ร่ายยาว ชี้แจงทุกข้อกล่าวหา พร้อมรับไปแก้ไขปรับปรุง ยันไม่เคยเรียกรับเงิน ‘หมอชลน่าน’ กล่าวสรุป จบศึกอภิปราย 4 วัน 3 คืน

‘บิ๊กตู่’เครียด-ไม่ตอบปรับครม.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ก.พ. ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าร่วมการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่สี่ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เรียบเฉย โดยไม่ได้ตอบคำถามถึงกรณีจะชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้เพิ่มเติมประเด็นใดหรือไม่ รวมทั้งภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายจะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ โดยนายกฯเดินเข้าลิฟต์ขึ้นห้องประชุมทันที

‘เฮ้ง’โต้ล็อบบี้โหวตไว้วางใจ

ที่รัฐสภา นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวขอเสียงส.ส.จากกลุ่มต่างๆ ในพรรคว่า เป็นการปล่อยข่าวจากคนที่ไม่หวังดีเพราะ พปชร.มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นหัวพรรค และเป็นศูนย์รวมจิตใจของส.ส.ทุกคน ดังนั้น เรื่องที่ไปวิ่งขอคะแนน จึงไม่เป็นความจริง เพราะคงไม่มี ส.ส.คนไหนแตกแถวจากมติพรรค และเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคน จะได้คะแนนเท่ากัน ทั้งนี้ ตนทำงานตามนโยบายของนายกฯ ไม่มีเรื่องทุจริต และตนสามารถชี้แจงฝ่ายค้านได้ครบทุกประเด็น

‘อนุทิน’กั๊กโหวต-รอฟังชี้แจง

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับครม.ว่า ใครปรับ การลงมติยังไม่เกิดขึ้น รอฟังคำชี้แจงและรอผลการลงคะแนนก่อน ส่วนการปรับครม.เป็นการตัดสินใจของนายกฯ ถ้าแจ้งมาให้ปรับ หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคค่อยมาคิด ยืนยันว่าภท.ยังไม่คิด รัฐมนตรีทั้ง 7 ต่างทำงาน ขยันขันแข็งดี มีผลงานชัดเจน ยืนยันยังไม่มีสัญญาณปรับครม. ส่วนการลงคะแนนนั้น ภท.มีมติว่า หากรัฐมนตรีชี้แจงได้และฝ่ายค้านไม่มีหลักฐานมาหักล้างคำชี้แจง เราต้องสนับสนุนในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เราต้องมีมติในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้ารัฐมนตรีคนใดชี้แจงไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

‘ป้อม’ทุบโต๊ะโหวตรมต.เท่ากัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการอภิปรายในห้องประชุมสุริยัน ปรากฏว่าเมื่อเวลา 15.45 น. พล.อ.ประวิตร ได้เรียกประชุม ส.ส.พปชร. เป็นการด่วน โดยมีรัฐมนตรี ส.ส. และแกนนำของทุกกลุ่มในพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มีข่าวว่าจะได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยที่สุด 2 คน คือ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่ห้อง พปชร. ชั้น 6 อาคารรัฐสภา อย่างไรก็ตาม มีการนำโซ่และกุญแจมาล็อกประตูด้านหลังห้องด้วย ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ใช้เวลาพูดคุยไม่ถึง 10 นาที โดยกำชับเพียงสั้นๆ ถึงการลงมติว่า ให้ส.ส.ลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีของ พปชร.ให้เท่ากันทุกคน และให้ส.ส.หยุดประท้วง เพื่อให้เวลาเดินไปตามกรอบและจบประชุมได้ภายในคืนนี้ และลงมติได้ในวันที่ 20 ก.พ.

ตีมึนไม่รู้ข่าวปรับครม.

พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์หลังการประชุมถึงการลงมติว่า ไม่มีอะไร เมื่อถามถึงกระแสข่าวการปรับครม. หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวเสียงแข็งว่า “คุณปรับเลย ปรับให้ดี ผมยังไม่รู้เลย ปัดโธ่” เมื่อถามย้ำว่ารัฐมนตรีที่ได้คะแนนรั้งท้าย กังวลว่าจะถูกปรับครม. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คิดไปเองทั้งนั้น เมื่อถามว่ากระแสข่าวการลงมติครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรจะได้คะแนนไว้วางใจมากที่สุดเป็นครั้งที่ 2 พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุม รัฐมนตรี ส.ส. ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดในทางเดียวกันว่า ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า การเรียกประชุมด่วนครั้งนี้ เกิดจากกรณีมีข่าวว่า ส.ส.บางส่วนจะลงมติไว้วางใจให้กับนายสุชาติ น้อยที่สุด จนนายสุชาติต้องเข้าไปพบพล.อ.ประวิตร เพื่อสะท้อนปัญหาและขอความช่วยเหลือ ขณะที่พล.อ.ประวิตร ก็ต้องการกำชับ ส.ส.ลงมติให้รัฐมนตรีเท่ากัน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของพรรค ไม่ให้เกิดความเสียหายว่าไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล โดยพล.อ.ประวิตร ถามส.ส.ว่าใครมีอะไรสงสัยหรือไม่ ให้ถามมา คุยกันให้รู้เรื่อง ไปเลย และให้โหวตไปตามที่คุยกันไว้ ให้สามัคคีกัน

พปชร.เชื่อบารมี‘ป้อม’-ไม่แตกแถว

ด้านนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขาธิการ พปชร. ให้สัมภาษณ์หลังประชุมพรรคว่า พล.อ.ประวิตรสอบถามส.ส.ว่าใครมีประเด็นข้อสงสัย ซึ่งไม่มีปัญหาเพราะรัฐมนตรีชี้แจงได้ชัดเจน และรัฐมนตรีทุกคนไม่มีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะนายกฯ ชี้แจงครบถ้วนทุกประเด็น ส่วนคะแนนโหวต มั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนได้เท่ากัน เพราะส.ส.ทุกคนให้การยืนยัน อีกทั้งการชี้แจงของรัฐมนตรีทุกคนชัดเจน รวมทั้งรัฐมนตรีพรรคอื่นๆ ด้วย ส.ส.พปชร. ก็ไม่มีข้อสงสัย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวปรับครม. นายอนุชากล่าวว่า มั่นใจหลังการอภิปรายไม่มีการปรับ ครม.แน่นอน ในที่ประชุมไม่มีการพูดเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร ปรารภเรื่องความรักสามัคคีในพรรค อะไรที่เป็นเรื่องบาดหมางกันส่วนตัว อย่านำมาเป็นประเด็นลงมติ และยังขอบคุณที่สมาชิกทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จึงเชื่อว่าคะแนนของหัวหน้าพรรคและรัฐมนตรีจะเท่ากัน ไม่มีใครโหวตสวนแน่เพราะพล.อ.ประวิตร เป็นผู้มีบารมีและตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่าบารมีของพล.อ.ประวิตรแผ่ถึงพรรคร่วมอื่นๆ ด้วยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า คงไม่เป็นถึงขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับการชี้แจงของรัฐมนตรีและทุกพรรคก็มีวิจารณญาณ และเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค

ซัด‘ตู่’หัวหน้าแก๊งปั่นไอโอ

สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. โดยมีนาย สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อเป็นวันที่สี่ โดยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล อภิปรายพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ในประเด็นการทำปฏิบัติการทางข้อมูลสื่อสาร (ไอโอ) ของกองทัพ เป็นการไม่ปฏิบัติตามการแถลงนโยบายเร่งด่วน เรื่องป้องกันความปลอดภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่กลับก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์เสียเอง และยังจงใจปล่อยให้ใช้งบประมาณ เวลาราชการ และบุคลากรภาครัฐ ทำงานสร้างความเกลียดชัง เอาความจงรักภักดีมาเป็นอาวุธทำร้ายประชาชน ทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊ง ยุยงปลุกปั่น เผยแพร่ข่าวปลอม เป็นคนชักใยกลไกต่างๆ ทั้งหมดเพื่อค้ำยันบัลลังก์อำนาจของตัวเอง

ในช่วงหนึ่ง นายณัฐชาได้นำคลิปการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสั่งการทำ ไอโอของมณฑลทหารบกที่ 21 เมื่อเดือนก.พ. 2563 มาเปิดในสภา ซึ่งนายณัฐชา ระบุว่า การสั่งการในคลิป เป็นเวลา 4 วันก่อนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ผู้บังคับบัญชาสั่งให้เตรียมรับมือกับการยุบพรรค ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดถึงรู้ก่อน และจะสังเกตได้ว่าในการประชุมดังกล่าวมีความกังวล และย้ำว่าอย่าให้เอกสารจะหลุด โดยเฉพาะเอกสารการเงิน แสดงว่าปฏิบัติการนี้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินใช่หรือไม

ใช้งบสร้างความแตกแยก

นายณัฐชากล่าวว่า เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเอกสารว่าด้วยการทำไอโอ เป็นการเปิดอบรมผ่านหลักสูตร มีกลไกการทำงานแบ่งทีมเป็นฝ่ายขาว ที่เป็นงานประชาสัมพันธ์ และฝ่ายดำมุ่งโจมตีด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี และล้มล้างสถาบัน โดยแบ่งฝ่ายปฏิบัติการออกเป็นหลายกลุ่ม ทำหน้าที่ต่างกัน นอกจากนั้นยังมีกลไกการสั่งงานอย่างเป็นระบบผ่าน 2 แอพพลิเคชั่นที่ให้เอกชนทำขึ้น คือ ทวิตเตอร์บรอดคาสต์ ที่ใช้ปั่นแท็ก ทวีตข้อความ และฟรีแมนเซ็นเจอร์ โดยระดับแกนนำเท่านั้นที่จะใช้ 2 แอพฯนี้ทำงาน ส่วนระดับสนับสนุนใช้ไลน์กลุ่ม มีเป้าหมายว่าต้องมียอดบัญชีไอโอกว่า 54,800 บัญชี ผ่านการควบคุมดูแลของกองทัพถึง 19 หน่วยงาน

นายณัฐชากล่าวว่า นี่คือปฏิบัติการไอโอของกองทัพ 100 เปอร์เซ็นต์ และยังพบว่าการปั่นกระแสดังกล่าว เกี่ยวข้องกับกองทัพบก โดยมีพล.ต.จักรชัย ศรีคชา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) สั่งการและใช้ทหารในกองทัพ อาทิ ทวิตเตอร์ เฮียตือ สนามเป้า ซึ่งตัวจริงคือ พ.ท.ธรรม์ มาลัยทอง สังกัดกองพลทหารม้าที่ 2 รอ. ซึ่งตนถือว่าใช้กองทัพแบ่งแยกประชาชน เพื่อสร้างความเกลียดชัง ทั้งนี้ การปฏิบัติการ ไอโอ ยังขยายมายังกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นอธิบดี นำงบประมาณผลิตรายการคุยถึงแก่น เนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้าม และยังพบการสร้างความเกลียดชังผ่านทวิตเตอร์ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการนายกฯ ขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะพฤติกรรมที่เกิดขึ้นคือการปกป้องอำนาจตนเอง ไม่ใช่การปกป้องสถาบัน

ประท้วงวุ่นพูดถึงระบอบประยุทธ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปราย มีส.ส.พปชร. อาทิ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี นายเกษม ศุภรานนท์ ส.ส. นครราชสีมา และนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ เนื่องจากเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลภายนอก และเมื่อนายณัฐชา อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้นำเอาองคาพยพองค์กรต่างๆ ศักดิ์ศรีข้าราชการ ทหาร มาค้ำจุนระบอบประยุทธ์ ทำให้น.ส. ปารีณาประท้วงทันที ให้ถอนคำว่าระบอบประยุทธ์ เพราะเป็นการเสียดสี ไม่มีระบอบประยุทธ์ แต่นายณัฐชาโต้ว่าการอภิปรายตลอด 3 วัน ระบอบประยุทธ์พูดมา 3 ครั้งแล้ว นายสุชาติได้สั่งให้ถอนคำพูด จากนั้นนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พปชร. ประท้วงว่าประธานวินิจฉัยแล้ว ให้ถอน แต่นายณัฐชาโต้เถียง จนนายสุชาติตัดบทและขอให้ถอน คำพูด กระทั่งนายณัฐชายอมถอนคำพูด เพื่อให้การอภิปรายได้ไปต่อ

บิ๊กช้างโต้-ยันแค่พีอาร์ผลงาน

ต่อมาเวลา 10.25 น. พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงว่า ยืนยันพล.อ ประยุทธ์ไม่เคยสั่งการหรือมีนโยบายให้หน่วยงานทหารสร้างความแตกแยกตามที่กล่าวหา เพียงแต่ทำให้ประชาชนได้รับทราบผลงานและสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อความสงบเรียยบร้อย ซึ่งยอมรับว่าในโซเชี่ยลมีเดีย มีข้อความที่ไม่ถูกต้อง เป็นเท็จ กระทบต่อความมั่นคง จึงเป็นที่มาของการจัดการอบรมให้ความรู้กำลังพลได้เข้าใจวิธีการใช้สื่อโซเชี่ยลอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ ทั้งนี้ บัญชีมีการเปิดเผยชัดเจน ไม่ได้ปิด ไม่ได้ทำเพื่อให้ร้ายใคร นายณัฐชาโยงไปมาเหมือนมีความชำนาญในการทำมากกว่ากองทัพ และการพูดถึงฝ่ายขาวฝ่ายดำ ฝ่ายตรงข้ามนั้น เป็นวิธีการเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติการ ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นประชาชน

‘โรม’ชำแหละโยกย้ายตำรวจ

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ว่า ทั้งสองบริหารราชแผ่นดินล้มเหลว และไม่โปร่งใสที่มีต่อการบริหารราชการตำรวจ จนกลายเป็นที่ซ่องสุมกลุ่มที่จะกอบโกยยศและตำแหน่งไว้กับตนเองและพวกพ้อง ตั้งแต่สมัยพล.อ.ประวิตร กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตั้งแต่ปี 57 มีการปล่อยปละละเลยให้ผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาบงการการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งจนก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์และการใช้เส้นสายในวงการตำรวจ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ เข้ามากำกับดูแลด้วยตนเอง ก็ยังปล่อยให้คนเหล่านั้นลอยนวลต่อไป ทำให้วงการตำรวจเพิกเฉยต่ออาชญากรรม กระทำกับผู้บริสุทธิ์ เปิดบ่อนไม่ว่า ค้ายาไม่สอบ เจอเจ้าพ่อน้อมนอบ แต่เจอม็อบสู้ตาย จากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลายเป็นผู้พิฆาตประชาชน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำให้เป็นเวทีของคนฝั่งรัฐบาลและตำรวจมาพูดคุยและตัดสินใจในงานของตำรวจและการโยกย้าย แต่กลับละเลยการดูแลปัญหา จนเกิดปัญหาเรื่องตั๋วตำรวจ ตั๋วที่มีแล้วจะได้ทุกอย่าง ซื้อตำแหน่งได้ในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม และมีการทำหนังสือราชการ เป็นตั๋วจากคนที่ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอสนับสนุนการขอรับตำแหน่งให้กับนายตำรวจบางนายข้ามหน่วยงาน ถามว่าอาศัยกฎหมายอะไร เพราะการแต่งตั้งมีขั้นตอนตามกฎระเบียบและกฎหมายอยู่แล้ว ถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รวมทั้งการเลื่อนขั้นนายตำรวจบางนายที่เติบโตอย่างรวดเร็วและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ก.ตร. ทำให้คนทำงานเสียกำลังใจและทำลายระบบคุณธรรมของตำรวจ

สภาป่วน-ถูกเบรกปม‘ตั๋วช้าง’

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ดังนั้น ข้อกล่าวหาคือ นายกฯ และพล.อ.ประวิตร ปล่อยให้บุคคลภายนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามาแทรงแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้ตำรวจจำนวนมากต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยอื่น ซึ่งตั๋วที่ตนรวบรวมมานั้น มีทั้งของผบ.ตร. พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีตั๋วอีกหนึ่งประเภทคือเรียกกันว่า “ตั๋วช้าง” มีตำรวจ 20 คนได้รับตั๋วนี้ ซึ่งมีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ขณะนั้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายรังสิมันต์ พูดถึงตั๋วช้าง ถูกประท้วงจากส.ส.พปชร. ขณะที่ประธานที่ประชุม ขอไม่ให้อภิปรายเรื่องตั๋วอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการอภิปราย นายรังสิมันต์ได้พาดพิงถึงบุคคลภายนอกบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการเลื่อนตำแหน่งของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบช.ก. พล.ต.ต. จิรภพ ภูริเดช รองผบช.ก. จนทำให้นาย สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา และนาย ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ทำหน้าที่สลับกันเป็นประธานประชุม ต้องคอยกำชับเป็นระยะว่าห้ามพาดพิงบุคคลภายนอก หากยังพูดพาดพิงอีกจะไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อ ซึ่งระหว่างนั้นมีส.ส.พปชร.หลายคนลุกขึ้นประท้วงขอให้อภิปรายในประเด็น ขณะที่ส.ส.ฝั่งฝ่ายค้านหลายคนก็ประท้วงการทำหน้าที่ของประธานที่ประชุมเช่นกัน

‘บิ๊กป้อม’ยันแต่งตั้งตร.ทำตามกม.

จากนั้นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ชี้แจงว่า ช่วงที่ตนเป็นประธาน ก.ตร. ได้ทำตามระเบียบของกฎหมาย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ท่านได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าใครไม่ได้อะไร นั่นเป็นเรื่องรายละเอียด เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะพิจารณาคนของเขาว่าใครมีความสามารถอย่างไร เราทำทุกอย่างทำตามขั้นตอน ตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับของ ก.ตร. และตามครม.ได้มอบหมายให้

พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า หนังสือสนับสนุนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ที่เสนอต่อผบ.ตร.นั้น เป็นเพียงหนังสือสนับสนุนการแต่งตั้ง โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ผู้บังคับบัญชา ส่วนการยกเว้นหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง เป็นการเสนอโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้น พิจารณาตามความรู้ ความสามารถ และพิจารณาจากผลงาน ยืนยันว่าการแต่งตั้งที่ผ่านมาเป็นไปตามหลักเกณฑ์และพ.ร.บ.ตำรวจ และกฎของก.ตร. ตนสั่งเองไม่ได้ทั้งหมด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามมติและหลักเกณฑ์ มี 3 ระดับ ตนเกี่ยวเฉพาะในชั้นก.ตร. ที่แต่งตั้งระดับ นายพล มีกรรมการทั้งบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและภายนอก และผลที่ออกมาต้องเป็นมติ เราต้องคัดกรองเป็นอย่างดี

‘บิ๊กตู่’ย้ำอีกไม่เคยเรียกรับเงิน

“ที่บอกว่ามีคนไปเสียเงินเสียทอง ทั้งรองนายกฯ และผมเคยบอกแล้ว ขอให้มาร้องเรียนที่ผมหรือรองนายกฯ ก็ได้ ก็ไม่มีใครมาร้องเรียน แต่ไปพูดกันภายนอก ก็เกรงว่าจะกลายเป็นหลอกเอาเงิน แอบอ้าง บอกมาเลยถ้าใครเสียเงิน ผมประกาศหลายครั้งแล้ว ส่วนที่บอกว่าใครจะมีใบเสร็จ การทุจริตต้องมีทั้งผู้รับและผู้ให้ ที่อ้างว่าผมและรองนายกฯ ได้ประโยชน์ อยากถามว่าผมได้ประโยชน์จากที่ไหน มีหลักฐานหรือยัง ขอย้ำว่าการซื้อขายตำแหน่ง ให้ร้องเรียนเข้ามา ซึ่งในชั้นคณะกรรมการอุทธรณ์ก็ไม่มีใครรับสารภาพว่าจ่ายเงินให้ใคร แล้วมาบอกว่าทั้งหมดมาส่งที่ผมและรองนายกฯ ผมยืนยันไม่มี ผมไม่เคยรับผลประโยชน์ในการเป็นนายกฯ หรืออะไรก็ตาม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า สำหรับการปรับ ย้าย โอน เจ้าหน้าที่ตำรวจไปปฏิบัติงานในหน่วยงานในพระองค์ ที่เรียกว่าตำรวจมหาดเล็กรักษาพระองค์ ตั้งมาเพื่อถวายงานใกล้ชิด ดูแลถวายความปลอดภัยและถวายพระเกียรติ จึงจำเป็นต้องคัดเลือก สอบถามทัศนคติ ถ้าไม่ผ่านหรือไม่เหมาะสม ก็ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่เดิม ไม่ได้ลงโทษใดๆ ยืนยันเราทำทุกอย่างให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

โรมแถลงแฉ‘ตั๋วตร.-ตั๋วช้าง’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายรังสิมันต์ อภิปรายถึงกรณีตั๋วตำรวจและตั๋วช้าง และมี ผู้ประท้วงจนไม่สามารถอภิปรายได้ ทำให้ประธานที่ประชุมให้สรุปจบภายใน 5 นาที ต่อมาเวลา 13.00 น. นายรังสิมันต์ เปิดอภิปรายต่อ ที่ห้องพรรคก้าวไกล ชั้น 6 อาคารรัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงตั๋วตำรวจว่าบัญชีโยกย้ายนายตำรวจกว่าพันนาย ซึ่งมีตั๋วตำรวจ ไม่ทราบว่านายกฯและพล.อ.ประวิตร เคยทราบหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีอีกตั๋วหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2562 ซึ่งเรียกกันว่า ตั๋วช้าง มีการเขียนขอสนับสนุนแต่งตั้งนายตำรวจ 20 นายเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งจากบุคคลภายนอก และไม่เคยได้รับการปฏิเสธ เมื่อดูรายชื่อ หลายคนแม้ดำรงตำแหน่งไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ก็ได้รับการยกเว้นให้เพื่อได้เลื่อนขั้น ถือว่านายกฯในฐานะประธาน ก.ตร. ปล่อยให้คนนอก เข้ามาแทรกแซงการบริหารงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอไม่ไว้วางใจนายกฯและรองนายกฯ

ศรัณย์วุฒิเผยพิรุธจัดซื้อกลาโหม

ต่อมาเวลา 13.40 น. ในที่ประชุมสภา นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ครั้งนี้ตนมีใบเสร็จหลายใบ และจะแฉว่าคนที่บอกว่าไม่รับเงินชั่วๆ มันจริงหรือไม่ ขอพุ่งเป้าที่กระทรวงกลาโหมและนายกฯโดยตรง ซึ่งมีการจัดซื้อรถบัส 429 คัน มูลค่ารวม 2,250 ล้านบาท โดยมีบริษัท อ ชนะประมูลทุกครั้ง ใช้เทคนิคประมูล เป็นล็อตเล็กๆ เพื่อผ่านแบบสบายๆ เช่น ซื้อ 512 คันแต่ประมูลแค่ 500 คันก่อนเพื่อไม่ให้เงินเกิน ส่วนเทคนิคการเทียบราคา จะเห็นว่าปล่อยให้เป็น บริษัท ภรรยากับสามี มาเป็นคู่เทียบตลอด เป็นบริษัทคู่เทียบกำมะลอ เพื่อฮั้วประมูล และพบพิรุธทุกขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง มีการซอยย่อยงบประมาณ โดยตนจะดำเนินการกับนายกฯ ในฐานความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542

นายศรัณย์วุฒิกล่าวต่อว่า มีวินมอเตอร์ไซค์กับชาวบ้านมาบอกตนว่า มีบ้านคนใหญ่คนโตระดับอัครมหาเศรษฐีอยู่ในหมู่บ้านหรูราคาหลังละ 200-300 ล้านบาท โดยเป็นบ้านสองหลังติดถนน อยู่หัวมุม ติดวงเวียน ศาลาเรือนรับรองและอยู่ริมน้ำ โดยมีการล็อกในสารบบไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของบ้าน ของขวัญจากเจ้าสัวอักษรย่อ จ.จาน ที่มอบให้หลังจากไปยืดอายุกฎหมายเก็บภาษีที่ดินหรือไม่ นอกจากนี้ใครที่เป็นฝ่ายตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไล่จับกุมคุมขัง แจ้งความดำเนินคดีข้อหามาตรา 112

‘ตู่’เย้ยเชื่อวินจยย.-ระวังถูกฟ้อง

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงนายศรัณวุฒิ ว่า เรื่องบ้าน 2 หลัง ตนไม่รู้เลยว่าหมู่บ้านอยู่ตรงไหน เป็นของใคร ไปเชื่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างแล้วมาอ้างตรงนี้ ระวังถูกฟ้องด้วยแล้วกัน การเจรจาจีทูจีไม่มีประเทศไหนเป็นเจ้าของกิจการเองแต่เป็นการรับรองบริษัทในการเจรจา ที่มีรูปตนไปนั้นไม่ได้ไปซื้อ แต่เป็นการเยี่ยมเยียนประเทศเขาอย่างเป็นทางการ ที่บอกมีใบเสร็จเยอะแยะไม่แน่ใจใช่ถูกต้อง และกฎหมายรับรองหรือไม่

“ที่อ้างมีผู้นำประเทศบอกมา ประเทศไหน ท่านมีโอกาสได้ไปพบเขาด้วยตัวเองหรือไม่ ส่วนตัวแล้วท่านไม่มีโอกาสเข้าพบผู้นำเหล่านี้แน่นอน ไม่มีทาง” นายกฯ กล่าวและว่า เรื่องรถบัสกองทัพบกเพื่อทดแทนที่ทรุดโทรม รายละเอียดและทีโออาร์เขากำหนดกัน ส่วนงบกลาง ไม่ใช่นายกฯ เอาเงินมาอยู่ที่ตัวเองแล้วสั่งทุกอย่าง ต้องเข้าครม. ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ค่อนข้างก้าวล่วงหมิ่นประมาทตนหลายเรื่อง ขอให้ไปพูดข้างนอกแล้วกัน การใช้กฎหมายต่างๆ เมื่อมีการละเมิด เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ

นายศรัณวุฒิลุกขึ้นโต้ พร้อมชูเอกสารใบเสร็จว่า ใบเสร็จที่นำมาชี้แจงเป็นหลักฐานจริงๆ ยืนยันได้ หมดอำนาจเมื่อไรก็โดนไล่บี้ไล่ต้อนเมื่อนั้น เพราะหลักฐานการคอร์รัปชั่นไม่หมดอายุความ พล.อ.ประยุทธ์จึงสวนว่ากระดาษที่ถือเป็นใบเสร็จที่ท่านเขียนเอง รูปร่างใบเสร็จไม่ใช่แบบนั้น ขอให้ไปพิสูจน์ต่อไปในกระบวนการยุติธรรม

มิ่งขวัญซัดแก้โควิดแบบชิงโชค

เวลา 15.35 น. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ปัจจุบันสหรัฐและจีนทำสงครามการค้ากัน แทนที่ไทยจะวางตัวเป็นกลาง กลับเทน้ำหนักไปทางจีน ทำให้ไทยโดนตัดจีเอสพีทางการค้าถึง 2 ครั้ง มูลค่าความเสียหายกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 45 ของมูลค่าการส่งออก นอกจากนี้เราส่งออกไปจีน 9 แสนกว่าล้านบาท แต่นำเข้าจากจีน 1.5 ล้านล้านบาท แปลว่าเราขาดดุลการค้ากับจีนกว่า 6 แสนล้านบาท นอกจากนี้นายกฯ ยังล้มเหลวในการบริหารจัดการโควิด-19 แทนที่จะจ่ายเงินเยียวยาแบบจ่ายตรงเหมือนสหรัฐหรือญี่ปุ่น แต่ไทยทำแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เหมือนเล่นเกมชิงโชคกับประชาชน แล้วยังมีเราเที่ยวด้วยกัน เราไม่ทิ้งกัน คนละครึ่ง เราชนะ และเรารักกัน เกิดการโกงออนไลน์ขึ้น ทั้งนี้ นายกฯเป็นทหารที่มีความสามารถ แต่ปัญหาเศรษฐกิจนั้น ใหญ่เกินกว่าจะบริหารจัดการได้ จึงไม่ไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้ ขอให้ออกจากตำแหน่งหรือเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งอื่น

วิปเคาะลงมติสิบโมงเช้า20ก.พ.

เมื่อเวลา 18.20 น. ที่รัฐสภา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมแถลงข่าวหลังหารือว่า เห็นชอบให้ลงมติญัตติไม่ไว้วางใจในเวลา 10.30 น วันที่ 20 ก.พ. และการที่มีมติร่วมกันให้จบการอภิปรายในคืนนี้ ไม่ใช่เป็นการกลัวที่จะเกิดการชุมนุมของกลุ่มราษฎรในวันที่ 20 ก.พ. ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย สิ่งสำคัญที่สุด คืออยากใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

‘ป้อม’โต้-ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล

เวลา 18.30 น. นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังปวงชนไทย อภิปรายถึง 3 ป.บริหารงานล้มเหลว โดยเฉพาะพล.อ. ประวิตร ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นพี่ใหญ่ และมีการรับของขวัญวันเกิดเป็นเหล็กไหล จากนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.พรรคพลังไทยรักไทย ซึ่งมีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ตนจะส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญห้วินิจฉัยพล.อ.ประวิตร พ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว และขอให้ป.ป.ช.ไต่สวนกรณีทุจริต ต่อหน้าที่ พร้อมกันนี้ได้อภิปรายร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศการใช้ที่ดินส.ป.ก.4-01 เอื้อให้กับพวกพ้อง นักการเมือง นายทุน

จากนั้นพล.อ.ประวิตร ชี้แจงสั้นๆว่า ที่พูดทั้งหมดนั้นไม่เป็นความจริง ก่อนจะลุกออกจากห้องประชุมไปทันที

ธรรมนัสฉิว-โดนแค่ที่ดินสปก.

ขณะที่ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เพื่อให้เกษตรกรถลืมตาอ้าปากได้ หลุดพ้นกับดักความยากจน แก้ไขให้รายละเอียดให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นดุลพินิจของข้าราชการ เพื่อไม่ให้เกิดทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายร.อ. ธรรมนัส นั้นมีนายนิคม เพียงคนเดียวและอภิปรายแค่เรื่องที่ดินส.ป.ก.เท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆในญัตติ อาทิ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล เสนอแต่งตั้งคู่สมรสเป็นข้าราชการเมือง ไม่มีการอภิปรายแต่อย่างใด

เวลา 20.16 น. นายคฑาเทพ ลุกขึ้น ชี้แจงกรณีถูกพาดพิงว่ามอบเหล็กไหล ให้พล.อ.ประวิตรว่า การอภิปรายดังกล่าวทำให้ตนเสียหาย โดยหินที่ตนมอบให้ พล.อ.ประวิตร เป็นแค่หินสวยงามเท่านั้น ไม่ใช่เหล็กไหล มูลค่าไม่ถึง 3 พันบาท

พิธาปลุกโหวตไม่ไว้วางใจ‘ตู่’

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายระบุ สรุปสาเหตุที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ 3 ข้อ 1.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอื้อนายทุน ทำลายนิติรัฐเพื่อพวกพ้อง โดยรัฐบาลใช้กฎหมายอยู่ 3 ชุด ชุดแรกสำหรับคนธรรมดาสามัญชน ชุดสองสำหรับคนรวย เจ้าสัว คนใกล้ชิดรัฐบาล พรรคพวก ชุดสุดท้ายสำหรับผู้ที่เห็นต่าง ยัดคดี ทำนิติสงคราม 2.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกใช้ขบวนการไอโอ และ 3.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไร้ความสามารถ บริหารเศรษฐกิจแบบเช้าชามเย็นชาม

สิ่งที่บกพร่องร้ายแรงที่สุดคือ เป็นนายกฯที่ไม่เข้าใจหลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบัน และนำสถาบันมาปกป้องตัวเอง ใช้ป.อาญา ม.112 ดำเนินคดีกับนักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่ร่วมชุมนุมและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน การใช้มาตรา 112 พร่ำเพรื่อ ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่ง ถึงเวลาแล้วที่สภาแห่งนี้ต้องเลือกระหว่างประยุทธ์ กับ ประเทศ ถ้าเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เกรงว่าเราจะไม่มีประเทศหลงเหลือ ถ้าเลือกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสลักแรกที่ต้องถอดออกเพื่อปลดล็อคประเทศไทย

‘ตู่’พร้อมปรับปรุง-ไม่เป็นศัตรูใคร

เวลา 21.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงข้อกล่าวหาและระบุว่า ได้ฟังมาโดยตลอด รับฟังข้อมูลอันเป็นประโยชน์ พร้อมนำไปปรับปรุงดูแล ในฐานะเป็นนายกฯและดูแลเศรษฐกิจ ไม่ได้ดูแลเฉพาะเจ้าสัว ขอให้ดูตั้งแต่ก่อนตนเข้ามา หลังเข้ามา เป็นอย่างไร ทุกคนก็มีความคาดหวังให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ได้แก้ปัญหาต่างๆ จะไม่ให้ใครมายึดครองประเทศไทย ไม่ได้เข้าข้างใคร เราวางตัวดีอยู่แล้ว ในเวทีต่างประเทศ โลกเปลี่ยน เราก็ต้องปรับ สิ่งเหล่านี้อยู่ในแผน ทั้งสิ้น สถานการณ์การเงินยังดี แม้เราจะกู้บ้าง ยืนยันว่าตนไม่ใช่ศัตรูกับใคร ทำดีที่สุด อยากให้ทุกคนเข้าใจ ทำงานด้วยการปฏิบัติ เหมือนจะตีที่หมาย มีข้าศึกระหว่างทางเสมอ ก็ต้องแก้ไขกันไป ไม่ว่าจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาส ถ้ายังมีโอกาส ก็ทำสิ่งที่ดีๆต่อไป จะได้เห็นผลเป็นรูปธรรม เราจะกลายเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ขอให้เราช่วยคิด ช่วยกันทำ จะนำคำแนะนำไปแก้ไขให้ประชาชน

จากนั้นนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พท. กล่าวสรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านตลอด 4 วัน

กล้วยแพง – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งฟังส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายเรื่องสินค้าแพง โดยมีนายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ชูกล้วยหอมโชว์ประกอบการอภิปราย ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ก.พ.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน