คดีกปปส.ชัตดาวน์ปี57
สุเทพ5ปี-ลูกหมี โดน9 ปี
‘พุทธะอิสระ’ก็ไม่รอด
แต่ไม่ผิดข้อหาเป็นกบฏ
ยกฟ้อง-รออาญา24คน
ตัดสิทธิ์5ปี-‘ทยา’ด้วย!

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ศาลพิพากษา 39 กปปส. ม็อบชัตดาวน์ไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จำคุก ‘เทพเทือก’ 5 ปี ‘ส.ส.ลูกหมี’ หนักสุด คุก 9 ปี 24 เดือน ‘พุทธิพงษ์’ 7 ปี ‘ณัฏฐพล’ 6 ปี 16 เดือน ‘ถาวร’ 5 ปี โดยทั้ง 3 รมต.ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ขณะที่ ‘อิสสระ’ โดน 7 ปี 16 เดือน ‘พุทธะอิสระ’ ก็ไม่รอด 4 ปี 8 เดือน ‘แซมดิน’ 4 ปี 16 เดือน ศาลชี้ผิดฐานยุยงปลุกปลั่น บุกรุกสถานที่ราชการ ขัดขวางเลือกตั้งปี 2557 แต่ไม่มีเจตนาฐานกบฏ ส่วนข้อหาก่อการร้าย พยานไม่มีน้ำหนัก รอลงอาญา 12 คน ยกฟ้อง 12 คน ให้ประกัน 6 จำเลยระหว่างอุทธรณ์คดี ส่วน ‘เทือก-ลูกหมี-พุทธิพงษ์-อิสสระ-ถาวร-ณัฏฐพล-พุทธะอิสระ-แซมดิน’ นอนคุก รอศาลอุทธรณ์สั่งจะให้ประกันหรือไม่

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวกแกนนำ และแนวร่วมกปปส. รวม 39 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ยุยงให้หยุด งานฯ กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ

ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ, บุกรุกในเวลากลางคืนฯ และร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไป โดยนายสุเทพกับพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัวทุกคน

จำคุก – นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมด้วยแกนนำกปปส. รวม 39 คน เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันก่อกบฏ, ก่อการร้าย, อั้งยี่ซ่องโจร, สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย, ขัดขวางการเลือกตั้ง ฯลฯ
ระหว่างการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ปี 2557 โดยมีคำพิพากษาว่ากระทำผิดจริงลงโทษจำคุกหนักเบาต่างกันไป ที่ศาลอาญา รัชดาฯ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.

 

สำหรับจำเลยทั้ง 39 คน ประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 3.นายชุมพล จุลใส 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5.นายอิสสระ สมชัย 6.นายวิทยา แก้วภราดัย 7.นายถาวร เสนเนียม 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 12.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 13.นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ 14.นายถนอม อ่อนเกตุพล 15.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 16.นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ 17.นายสาธิต เซกัล 18.น.ส.รังสิมา รอดรัศมี 19.พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี 20.พล.ร.อ. ชัย สุวรรณภาพ

21.นายแก้วสรร อติโพธิ 22.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 23.นายถวิล เปลี่ยนศรี 24.ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ 25.นายมั่นแม่น กะการดี 26.นายคมสัน ทองศิริ 27.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ 28.นายพิภพ ธงไชย 29.นายสาวิทย์ แก้วหวาน 30.นายสุริยะใส กตะศิลา 31.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด 32.พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์ 33.นายสำราญ รอดเพชร 34.นายอมร อมรรัตนานนท์ 35.นายพิเชฐ พัฒนโชติ 36.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ 37.นายกิตติชัย ใสสะอาด 38.นางทยา ทีปสุวรรณ และ 39.นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพกับพวกจำเลยรวม 37 คน เดินทางมาศาล ส่วน พล.อ.ปรีชา จำเลยที่ 11 เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ จำเลยที่ 32 ถูกคุมขังในเรือนจำด้วยคดีอื่น โดยศาลให้รับฟังคำพิพากษาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำ ขณะที่บรรยากาศในศาล มีผู้ชุมนุมอดีตกปปส.จำนวนหนึ่งมามอบดอกไม้ให้กำลังใจนายสุเทพและพวก พร้อมร่วมรับฟังคำพิพากษาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ศาลจัดแยกไว้ให้ที่ห้องพิจารณา 701 ด้วย ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าพนักงานตำรวจศาล และตำรวจ สน.พหลโยธิน ร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อย

สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติ การณ์ความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2556 ถึงวันที่ 1 พ.ค.2557 ต่อเนื่องกัน นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งคณะบุคคล ชื่อ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือกปปส. มีนายสุเทพเป็นเลขาธิการ

โดยร่วมกันมั่วสุมเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร กองกำลัง แบ่งหน้าที่กันกระทำก่อความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ฐานเป็นกบฏเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยร่วมกันยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนทั่วประเทศกระด้างกระเดื่อง ร่วมชุมนุมขับไล่ ก่อความไม่สงบเพื่อขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นให้ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เพื่อมิให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ให้ข้าราชการระดับสูงรายงานตัวกับกลุ่มกปปส.

จากนั้นกปปส.จะแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าบริหารประเทศเป็นรัฐบาลประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งจะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และครม. โดยจะนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเอง รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังส่วนหนึ่งพร้อมอาวุธเข้าไปบุกยึดสถานที่ราชการ และหน่วยงานสำคัญต่างๆ หลายแห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชา การตำรวจนครบาล สำนักงานเขตหลักสี่ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมทั้งการปิดกั้น ขัดขวางเส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

นอกจากนี้ ช่วงวันที่ 13 ม.ค. ถึงวันที่ 2 มี.ค.2557 พวกจำเลยได้บังอาจปิดกรุงเทพ มหานคร ด้วยการตั้งเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพฯ รวม 7 จุด ปิดกั้นเส้นทางการจราจร จัดตั้งกองกำลังรักษาพื้นที่ วางเครื่องกีดขวาง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง การกระทำของพวกจำเลยล้วนไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ เหตุเกิดในกรุงเทพฯ และอีกหลายท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 135/1, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 76, 152

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาเวลา 10.50 น. เสร็จสิ้นในเวลา 17.20 น. โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว พวกจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการตั้งเวทีชุมนุมปราศรัย เคลื่อนไปสถานที่ราชการ เป็นการชุมนุมสันติ ไม่รุนแรง ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการปกปิด ซ่อนเร้นอำพรางเพื่อทำผิดกฎหมาย การชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขับไล่ระบอบทักษิณ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนายุยงปลุกระดมกระทำผิดอาญา

หากมีผู้ใดกระทำความผิดอาญาต้องแยกการกระทำเฉพาะราย ไม่อาจกล่าวหาเหมารวมว่าร่วมกันกระทำความผิด ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มุ่งหวังรัฐบาลลาออก ปฏิรูปแก้ปัญหาประเทศก่อนเลือกตั้ง ไม่มีลักษณะล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญผูกพันผู้เกี่ยวข้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วินิจฉัยแล้วไม่มีเจตนาความผิดฐานกบฏ มีเพียงการกระทำในแต่ละข้อหาอาญาเท่านั้น

ส่วนกรณีการชุมนุมเพื่อไม่ให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ เห็นว่าข้าราชการเป็นกลไกรัฐ ไม่ได้รับใช้ระบอบทักษิณตามที่กล่าวอ้าง การที่จำเลยจัดเคลื่อนขบวนไปให้หน่วยงานหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นการก่อให้ละเว้น หยุดงาน เสียหาย ไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร ทำให้เกิดความปั่นป่วนเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนไม่อาจติดต่อราชการได้ หน่วยงานป้องกันรักษาความปลอดภัยต้องปิดประตู กั้นเขตไม่ให้มีการบุกรุก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และตำรวจไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่

การที่จำเลยนำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสถานที่ราชการ ให้จำเลยกับผู้ชุมนุมเข้าไปตรวจสอบว่ามีการทำงานหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ยอมให้ตรวจสอบนั้น เกิดจากผู้ชุมนุมเรียกร้องกดดันคุกคามให้อยู่ในภาวะจำยอม ไม่ถือว่าได้อนุญาต เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ผู้ชุมนุมนำโซ่มาคล้องกุญแจ เอากาวหยอด เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ การที่จำเลยนำผู้ชุมนุมไปปิดสถานที่ราชการ ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่น ไม่มีเหตุอันสมควร ยุยงหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล ไม่ใช่ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความปั่นป่วน

ต่อมาคำพิพากษาของศาลบรรยายถึงพฤติการณ์ในส่วนของจำเลยโดยละเอียด แบ่งเป็นสถานการณ์ต่างๆ ที่นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงการขัดขวางการเลือกตั้งที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง สำนักงานเขต และหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยในกรณีขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต ก่อให้เกิดความปั่นป่วน เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งแต่อย่างใด ทั้งนี้ ไม่อาจอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะมายกเว้นการกระทำความ ผิดได้

ส่วนความผิดฐานก่อการร้ายที่ฟ้องนาย สุเทพ จำเลยที่ 1 กับนายชุมพล จำเลยที่ 3 นั้น เนื่องจากมีการบุกตัดสัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทีโอทีนั้น ศาลเห็นว่าไม่มีพยานยืนยันจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นผู้ก่อเหตุ หรือร่วมรู้เห็นเชื่อมโยงกับการก่อเหตุ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักลงโทษจำเลยที่ 1 และ 3 ฐานก่อการร้ายได้

ดังนั้น จำเลยที่ 1, 3-10, 12, 14-17, 19-20, 24-27, 30, 33-35, 37-38 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, 117 วรรคหนึ่ง, 215 วรรคสอง, 206, 358, 365 (2) (3), 362, 364 ประกอบ 83, 86 (เฉพาะจำเลยที่ 12 และที่ 14 มาตรา 86 ด้วย) และจำเลยที่ 3, 5, 8, 16, 24, 33, 38 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550

การกระทำของจำเลยที่ 1, 3, 4, 5, 7, 8, 15, 16, 17, 24, 29, 33, 34, 38 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษแต่ละกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ, ร่วมกันยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล, ร่วมกันบุกรุกสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น, ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

สำหรับจำเลยที่ 12 และ 14 ผิดฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันยุยงฯ และฐานร่วมกันบุกรุก (เฉพาะจำเลยที่ 12) การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานร่วมกันยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาลจำคุกจำเลยที่ 1 (2 กระทง) ที่ 3 (6 กระทง), ที่ 4 (5 กระทง), ที่ 5 (6 กระทง), ที่ 6 (1 กระทง), ที่ 7 (4 กระทง), ที่ 8 (2 กระทง), ที่ 9 (1 กระทง), ที่ 10 (1 กระทง)

จำเลยที่ 15 (3 กระทง), ที่ 16 (3 กระทง), ที่ 17 (2 กระทง), ที่ 18 (1 กระทง), ที่ 20 (1 กระทง), ที่ 24 (2 กระทง), ที่ 25 (1 กระทง), ที่ 26 (2 กระทง), ที่ 29 (2 กระทง), ที่ 30 (1 กระทง), ที่ 35 (1 กระทง) ส่วนจำเลยที่ 12 ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ (1 กระทง), ที่ 14 (1 กระทง) จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และสำหรับจำเลยที่ 6, 9, 10, 12, 14, 19, 20, 25, 35 ให้ปรับกระทงละ 20,000 บาท ปรับจำเลยที่ 17 จำนวน 40,000 บาท

ส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ จำเลยที่ 1 (3 กระทง), ที่ 3 (3 กระทง), ที่ 4 (2 กระทง), ที่ 5 (1 กระทง), ที่ 7 (1 กระทง), ที่ 8 (4 กระทง), ที่ 16 (1 กระทง), ที่ 24 (2 กระทง), ที่ 30 (1กระทง), ที่ 33 (2 กระทง) และที่ 34 (1 กระทง) จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 38 ปรับ 20,000 บาท

ความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้ใดผู้หนึ่งมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ให้จำคุกจำเลยที่ 3, 5, 34 คนละ 1 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นในเวลากลางคืน และฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลยที่ 34 มีกำหนด 1 ปี

ส่วนฐานร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 34 เป็นเวลา 6 เดือน จำเลยที่ 37 จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ความผิดฐานร่วมกันกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 (2 กระทง), ที่ 5 (1 กระทง), ที่ 8 (2 กระทง), ที่ 16 (1 กระทง), ที่ 24 (2 กระทง), ที่ 33 (2 กระทง), ที่ 38 (1 กระทง) ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 38 จำนวน 20,000 บาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 3, 5, 8, 16, 24, 33, 38 มีกำหนด 5 ปี

คำพิพากษาระบุต่อว่า โดยทางพิจารณา จำเลยดังกล่าวนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษกระทงละ 1 ใน 3 ฐานร่วมกันยุยงให้เกิดการร่วมกันหยุดงานเพื่อบังคับรัฐบาล, ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ, ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ, ฐานร่วมกันมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้ เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้ใดผู้หนึ่งมีอาวุธเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก, ฐานร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น และฐานร่วมกันกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ สิทธิได้

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำคุก 5 ปี, จำเลยที่ 3 นายชุมพล จุลใส จำคุก 9 ปี 24 เดือน, จำเลยที่ 4 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จำคุก 7 ปี, จำเลยที่ 5 นายอิสสระ สมชัย จำคุก 7 ปี 16 เดือน, จำเลยที่ 6 นายวิทยา แก้วภราดัย จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 7 นายถาวร เสนเนียม จำคุก 5 ปี, จำเลยที่ 8 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จำคุก 6 ปี 16 เดือน, จำเลยที่ 9 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี

จำเลยที่ 11 พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ (เสียชีวิต), จำเลยที่ 12 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 14 นายถนอม อ่อนเกตุพล จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 15 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จำคุก 3 ปี, จำเลยที่ 16 นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ จำคุก 4 ปี 8 เดือน, จำเลยที่ 17 นายสาธิต เซกัลป์ จำคุก 2 ปี ปรับ 26,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 19 พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 20 พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี

จำเลยที่ 24 ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ จำคุก 4 ปี 16 เดือน, จำเลยที่ 25 นายมั่นแม่น กะการดี จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 26 นายคมสัน ทองศิริ จำคุก 2 ปี, จำเลยที่ 29 นายสาวิทย์ แก้วหวาน จำคุก 2 ปี, จำเลยที่ 30 นายสุริยะใส กตะศิลา จำคุก 2 ปี, จำเลยที่ 33 นายสำราญ รอดเพชร จำคุก 2 ปี 16 เดือน, จำเลยที่ 34 นายอมร อมรรัตนานนท์ จำคุก 20 เดือน, จำเลยที่ 35 นายพิเชฐ พัฒนโชติ จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท รอลงอาญา 2 ปี, จำเลยที่ 37 นายกิตติชัย ใสสะอาด จำคุก 4 เดือน ปรับ 6,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี และจำเลยที่ 38 นางทยา ทีปสุวรรณ จำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 26,666 บาท รอลงอาญา 2 ปี

โดยจำเลยทั้ง 12 คนที่รอลงอาญานั้น ศาลให้เหตุผลว่าบางคนเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น แม้บางคนจะเป็นแกนนำในการชุมนุมด้วยก็ตาม แต่ความผิดที่จำเลยแต่ละคนกระทำนั้นน้อยกว่าจำเลยอื่นอีก ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อุกอาจ หรือรุนแรงจากการชุมนุม ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยดังกล่าวเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยดังกล่าวกลับตัวเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้ ยังให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 3, 5, 8, 16, 24, 33, 38 มีกำหนดคนละ 5 ปี และให้นับโทษของจำเลยที่ 15, 25, 30 ต่อจากโทษตามท้ายฟ้องด้วย

ขณะที่ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย 12 คน ประกอบด้วย จำเลยที่ 2 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, จำเลยที่ 13 นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์, จำเลยที่ 18 น.ส.รังสิมา รอดรัศมี, จำเลยที่ 21 นายแก้วสรร อติโพธิ, จำเลยที่ 22 นายไพบูลย์ นิติตะวัน, จำเลยที่ 23 นายถวิล เปลี่ยนศรี, จำเลยที่ 27 พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์, จำเลยที่ 28 นายพิภพ ธงไชย, จำเลยที่ 31 นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด, จำเลยที่ 32 พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์, จำเลยที่ 36 นายสมบูรณ์ ทองบุราณ และจำเลยที่ 39 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ต่อมาพวกจำเลยที่ถูกพิพากษาลงโทษไม่รอลงอาญา ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์กรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยศาลพิเคราะห์คำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ประกันตัว นายสมศักดิ์ จำเลยที่ 15, นายคมสัน จำเลยที่ 26, นายสาวิทย์ จำเลยที่ 29, นายสุริยะใส จำเลยที่ 30, นายสำราญ จำเลยที่ 33, นายอมร จำเลยที่ 34 โดยตีราคาประกันคนละ 600,000 บาท

ส่วนนายสุเทพ จำเลยที่ 1, นายชุมพล จำเลยที่ 3, นายพุทธิพงษ์ จำเลยที่ 4, นายอิสสระ จำเลยที่ 5, นายถาวร จำเลยที่ 7, นายณัฏฐพล จำเลยที่ 8, นายสุวิทย์ จำเลยที่ 16, และ ร.ต.แซมดิน จำเลยที่ 24 ศาลอาญาเห็นควรให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป จึงควบคุมตัวนายสุเทพกับพวกจำเลยรวม 8 คน ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกรัฐมนตรี 3 คน จากคดีชุมนุมม็อบกปปส.ว่า เมื่อศาลมีคำตัดสินจำคุกผู้เป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (7) จะหลุดจากตำแหน่งทันทีตั้งแต่มีคำพิพากษา เมื่อถามว่าตำแหน่ง ส.ส.จะหลุดด้วยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่าถ้าศาลไม่ได้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองก็ไม่เป็นไร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน