ปชป.ห้าม-รุมแย่งเก้าอี้
‘ถาวร’อ้างยังไม่พ้นสส.
‘สมชัย’แย้ง-หลุดทันที
‘วิรัช’เผยไทม์ ไลน์รธน.
ถกวาระสาม17-18มีค.
‘บิ๊กตู่’ฉุน90ส.ส.พปชร. ลงชื่อสกัดคนนอกร่วม ครม. โผสะพัด 2 ก๊วนดัน ‘ชัยวุฒิ-ไผ่’ นั่งรัฐมนตรี ด้าน ‘ถาวร เสนเนียม’ ยกรัฐธรรมนูญมาตรา101 (13) ฟันธงตัวเองยังไม่หลุดจากส.ส. ‘สมชัย’ ชี้ติดคุก วันเดียวก็พ้นตำแหน่งทันที งัดกรณีกกต.ชุดวาสนาโต้ ‘จุรินทร์’ ให้ ‘บิ๊กตู่’ ชี้ขาดเขย่าโควตารมต.หรือไม่ ‘นิพิฏฐ์’ ลั่นเก้าอี้รมช.คมนาคมต้องเป็นโควตาภาคใต้ กระตุกคนปชป.หยุดแย่งกัน หวั่นชาวบ้านยิ่งเสื่อมศรัทธา ‘วิรัช’ เผยไทม์ไลน์วาระสาม 17-18 มี.ค.
‘บิ๊กตู่’ฉุนพปชร.ล่าชื่อสกัดคนนอก
หลังศาลอาญาชั้นต้น ตัดสินคดีคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)เนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2556-2557 มีผลให้รัฐมนตรี 3 คน ถูกพิพากษาจำคุกและหลุดจากตำแหน่งทันที เพราะขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) 2 คนคือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรมว.ศึกษาธิการ และพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) 1 คนคือ นายถาวร เสนเนียม อดีตรมช.คมนาคม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากที่มีกระแสข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะดึงคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี ทำให้ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ล่ารายชื่อส.ส.ในพรรคกว่า 80 คนจาก 119 คน ส่งหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสื่อไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ห้ามนำ“คนนอก”มาเป็นรัฐมนตรี และขอมอบอำนาจให้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างมาก
ล่าสุดมีส.ส.ร่วมลงชื่อ 90 คน โดยส.ส.กลุ่มสามมิตรไม่ได้ลงชื่อ 9 คน จาก 18 คนในกลุ่ม ขณะที่ 6 ส.ส.กลุ่มดาวกฤษ์ร่วมลงชื่อเพียง 2 คน ที่เหลือรวมถึงน.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ได้ลงชื่อ ส่วนรัฐมนตรีของพรรคไม่ได้ร่วมลงชื่อ
มีรายงานว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่ร่วมลงชื่อ ได้รับแจ้งจากขาใหญ่ประจำพรรคว่าหัวหน้าพรรค เป็นคนสั่งให้เซ็นต์ชื่อ แต่เมื่อแกนนำพรรคคนหนึ่งโทรศัพท์สอบถามพล.อ.ประวิตร ได้รับคำตอบว่าไม่รู้เรื่องและไม่ได้สั่งอะไรทั้งสิ้น ทำให้ ส.ส.เหล่านี้ไม่พอใจขาใหญ่ และได้แจ้งพฤติกรรมไปยังคนใกล้ชิดนายกฯแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังบ้าง
โผครม.สะพัด-ดันหน้าใหม่นั่งรมต.
ส่วนกระแสข่าวการปรับครม. ล่าสุดมีความพยายามของ “กลุ่ม 3 ช.” ซึ่งมีหลายโผที่น่าสนใจ โผแรกมีชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไปเป็น รมว.ดีอีเอส ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน พยายามขอไปนั่งเป็น รมว.ศึกษาธิการ หรือโผที่ 2 ให้ร.อ.ธรรมนัส เป็นรมว.ดีอีเอส นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ขยับไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ และนางนฤมล สลับไปเป็นรมช.คลังแทน
ขณะที่ รมช.ที่ว่าง 2 เก้าอี้ มีแคนดิเดตที่แกนนำบางกลุ่มพยายามผลักดัน โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องการให้นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรค ส่วน ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ผลักดันนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ขณะที่ 13 ส.ส.ภาคใต้ เรียกร้อง 1 ตำแหน่งให้กับส.ส.ในกลุ่มด้วย
มีรายงานว่าในวันที่ 2 มี.ค. พรรคพลังประชารัฐ จะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารายชื่อรัฐมนตรีในส่วนของพรรคด้วย
‘อู๊ดด้า’ให้นายกฯชี้ขาดโควตา
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการปรับครม. เพียงทำงานไปตามปกติ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่ได้นัดหารือกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ควรปรับแค่ 3 เก้าอี้ที่รัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่ง หรือรื้อใหม่ทั้งหมด นายจุรินทร์กล่าวว่า นายกฯ เป็นผู้ที่มีอำนาจตอบ ตนดูแลเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ ต่อข้อถามว่า มีกระแสข่าวว่าจะนำจำนวน ส.ส.ปัจจุบันของแต่ละพรรคมาคำนวณโควตารัฐมนตรีใหม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่มีสัญญาณอะไรทั้งสิ้น ต่อข้อถามว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ถูกปรับลดโควตาลงจะยอมได้หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนได้สอบถามเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ว บอกยังไม่มีสัญญาณอะไร
‘เฉลิมชัย’คุย‘อนุทิน’โชว์ปึ้ก
ต่อข้อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเลือกปรับเฉพาะตำแหน่งที่ว่างลงหรือไม่ นาย จุรินทร์กล่าวว่า ต้องหารือกันก่อน ขณะนี้ยังไม่มีการหารือ และเป็นเรื่องที่เร็วไปที่จะพูด เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญสุดในขณะนี้คือ การทำอย่างไรให้ทุกท่านได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากคิดว่าเรื่องของอิสรภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ พยายามที่จะช่วยกันดำเนินการกันอยู่ ซึ่งตอนนี้มีข่าวดีแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าพอใจกระทรวงที่ดูแลอยู่หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่าจะมีการสลับกระทรวงกัน นายจุรินทร์กล่าวว่า คงต้องตอบเหมือนเดิมว่ายังไม่ได้รับสัญญาณอะไรทั้งสิ้น เมื่อไม่มีจึงต้องตอบว่าไม่มี อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ตอบตรงไปตรงมา ต่อข้อถามถึงกรณีนายกฯ ระบุว่าจะต้องปรับ ครม.โดยเร็ว นายจุรินทร์กล่าวว่า สุดแล้วแต่นายกฯ คิดว่าท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาล ไม่ว่าใครก็ตามเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องเป็นผู้นับหนึ่งในการที่จะตัดสินและส่งสัญญาณ
ส่วนกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่กระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายจุรินทร์กล่าวว่า ความจริงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยทำงานร่วมกันใกล้ชิดมาตลอด ฉะนั้น ไม่มีอะไรแปลกที่จะไปคุยกัน ท่านพบกันเป็นปกติอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการสลับกระทรวงกันใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว แต่การพบปะและการทำงานร่วมกัน ทั้งสองพรรคทำงานใกล้ชิดกันมาตลอด
‘นิพิฏฐ์’ลั่นเก้าอี้รมช.เป็นโควตาใต้
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาหาบุคคลมาทำหน้าที่ รมช.คมนาคม แทนนายถาวร เสนเนียม ว่า ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดให้ตำแหน่งรมช.คมนาคม เป็นโควตาสัดส่วนส.ส.ภาคใต้ ดังนั้นหากจะปรับครม.ก็ต้องเป็นโควตาของส.ส.ภาคใต้ เหมือนเดิม ส่วนตัวบุคคลจะเป็นส.ส.หรืออดีตส.ส.ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันระหว่างหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เป็นลำดับแรกโดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับส.ส.ภาคใต้ และเมื่อได้รายชื่อแล้ว ทั้งสองคนจะเป็นผู้นำเสนอรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) เมื่อกก.บห.ให้ความเห็นชอบ ต้องให้ที่ประชุมส.ส.ของพรรคพิจารณาเป็นขั้นสุดท้าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคใต้ จะนัดหารือส.ส.และอดีตส.ส.เพื่อพูดคุยเรืองนี้หรือไม่ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า คงไม่มีการนัดพูดคุย ถ้าทำก็เกรงว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค เพราะทั้งส.ส.และอดีตส.ส.หลายคนมีคุณสมบัติกันทั้งนั้น จึงอยากให้เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เป็นผู้พิจารณา
กระตุกปชป.หยุดแย่งกัน
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า เชื่อว่าตอนนี้สมาชิกพรรคคงไม่มีการกดดันอะไร เพราะต้องยอมรับว่ากระแสความนิยมของพรรคยังไม่ได้ดีมาก ถ้าคนในพรรคออกมาสร้างความวุ่นวายเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี จะยิ่งทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพรรค ดังนั้นสมาชิกต้องหยุดเคลื่อนไหวในเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค เพราะเวลาผ่านมาช่วงหลังของวาระรัฐบาลแล้ว ทุกคนจึงควรมองถึงการเตรียมพร้อมการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“สิ่งสำคัญตอนนี้คือพรรคต้องเร่งหาทางฟื้นฐานเสียงของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ ถ้าทำได้จะช่วยฟื้นความแข็งแกร่งให้กับพรรคโดยรวม เราต้องช่วยกันทำให้เครื่องยนต์ตรงนี้ทำงานไปได้ ถ้าปักษ์ใต้ไม่ฟื้นก็ไม่ต้องไปพูดเลยว่าประชาธิปัตย์ในภาคอื่นจะฟื้นขึ้นได้หรือเปล่า พรรคจึงต้องคำนึงถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในภาคใต้ด้วย ถ้าเขารู้สึกดีกับพรรคเขาก็จะกลับมาเลือกเราอีกครั้ง จะช่วยทำให้เครื่องบินยี่ห้อประชาธิปัตย์บินได้อีกครั้ง ผมเชื่อว่าแกนนำพรรคและสมาชิก ทุกคนก็คิดเรื่องนี้เช่นกัน” นายนิพิฏฐ์กล่าว
‘ถาวร’ยันยังไม่หลุดส.ส.
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นส.ส.ของนายถาวรนั้น มีการแสดงความคิดเห็นเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายแรกมองว่า พ้นจากสภาพความเป็นส.ส.แล้วเพราะถูกจำคุกและยังไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ และถือว่าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (6) ที่ระบุว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล แต่อีกฝ่ายเห็นว่า เป็นเรื่องที่ศาลอาญาไม่ได้สั่ง แต่ส่งเรื่องไปให้ศาลอุทธรณ์กลางเป็นผู้สั่ง แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่มองว่านายถาวรหมดสมาชิกภาพไปแล้ว ซึ่งกรณีของนายถาวรต้องรอดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน
นายถาวร เสนเนียม อดีตรมช.คมนาคม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนยังมีคุณสมบัติความเป็นส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) ที่กำหนดว่าสมาชิกภาพของส.ส.สิ้นสุดลงเมื่อ“ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก” ส่วนที่มีบางคนตีความเรื่องลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (6) ที่ระบุว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาลนั้น ที่จริง ถ้าเป็นการถูกจำคุกเพียง 1 ชั่วโมงแล้วต้องขาดคุณสมบัติความเป็นส.ส. จนนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้รัฐเกิดความเสียหายจากการต้องเสียเงินหลายสิบล้านบาทสำหรับการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว
“กรณีของผมจะถูกนำไปเทียบกรณีของนายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ เพราะศาลพิพากษาไม่ให้นายนวัธได้รับการประกันตัว ทำให้ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ได้ จึงต้องพ้นจากสภาพความเป็นส.ส. ผมไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือหวงตำแหน่งส.ส. แต่มีความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ และถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภาผู้แทนราษฎร หรือองค์กรที่มีอำนาจ ได้ตัดสินถึงที่สุดแล้ว ผมพร้อมยอมรับ”นายถาวร กล่าว
‘สมชัย’แย้ง-พ้นตำแหน่งทันที
ทางด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ย้อนอดีตกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 137(4) กำหนดว่า คนที่จะเป็น กกต. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 109 (4) ที่เขียนว่า “ต้องคำพิพากษาจำคุกและถูกควบคุมโดยหมายศาล”
เมื่อ กกต. ยุคพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ 3 คน ถูกศาลตัดสินจำคุกเมื่อวันที่ 25 ก.ค.2549 คนละ 4 ปีและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ด้วยข้อหาจัดการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที โดยถูกคุมขังเป็นเวลา 3 วัน จึงมาการประกันตัวมาสู้คดีในขั้นอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งกว่าคดีขั้นฎีกาจะแล้วเสร็จคือวันที่ 13 มิ.ย.2556 กกต.ทั้งสาม พ้นจากตำแหน่งทันที เมื่อศาลส่งเข้าเรือนจำ ด้วยเหตุขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ และมีการสรรหากกต.ชุดใหม่มาทำงานต่อโดยเริ่มงานตั้งแต่ 20 ก.ย.2549
ข้อความในมาตรา 109(4) ของรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้เป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกับ มาตรา 98(6) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ดังนั้นเมื่อ ส.ส. และรัฐมนตรี ถูกส่งเข้าเรือนจำ เพียงวันเดียวก็หลุดจากตำแหน่ง
ทบทวนความจำอีกนิด คดีกกต.ชุดที่ 2 ติดคุก และพ้นตำแหน่งทันที คนยื่นฟ้องชื่อ ถาวร เสนเนียม
‘วิรัช’เผยไทม์ไลน์รธน.วาระ 3
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ว่า จะมีการเปิดสมัยวิสามัญเมื่อไหร่นั้น ตรงนี้เป็นหน้าที่ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะเป็นคนกำหนดวันในการประชุม ส่วนตนหมดหน้าที่ในการผ่านวาระ 2 แล้ว แต่ตามไทม์ไลน์ในการพิจารณาในวาระที่ 3 จะเป็นประมาณวันที่ 17-18 มี.ค. เพราะต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 15 วันหลังจากที่รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ 2 เสร็จแล้ว ซึ่งในการพิจารณาจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว. โพสต์ข้อความว่า หมดความหวังร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่ผ่านวาระ 2 ของรัฐสภาไปแล้ว แบบที่คำสงวนคำแปรญัตติของผมและเพื่อนส.ว.-ส.ส.พยายามต่อสู้ แพ้ราบคาบในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ 1.การขอสงวนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 1 และวาระ 3 ต้องใช้เสียงข้างมากเป็นพิเศษ โดยใช้เสียง 2 ใน 3 แบบสากล เช่น สหรัฐ เยอรมัน ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นฉันทามติ ที่ต้องใช้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ก็ถูกแก้ให้ไปใช้แค่ 3 ใน 5
‘สมชาย’หมดหวัง-ส.ว.แพ้ราบคาบ
นายสมชายระบุว่า 2.การขอสงวนให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกสรรจากรัฐสภา 20 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ฯลฯ 20 คน ผู้แทนนักเรียน นักศึกษา ประชาชน 10 คน ก็ถูกให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 เขต เขตละ 1 คน รวม 200 คน
3.การขอสงวนให้เพิ่มความให้ชัดเจนว่า ต้องนำพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์อีก 38 มาตรา ที่มีในหมวดอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากในหมวด 1-2 ไปใส่บังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย พร้อมบทเฉพาะกาลบางมาตราและการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ก็แพ้มติไม่ให้นำไปใส่เพิ่ม
4.การขอสงวนความเห็นให้ใส่ข้อห้ามเพื่อขจัดส่วนได้เสียห้ามมิให้ส.ส.ร. ไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี ก็แพ้มติอีกเช่นกัน หากผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 น่าจะวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ แล้ว เขาจะจัดให้พี่น้องประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนไปลงประชามติกัน ท่านจะต้องตัดสินใจว่าลงประชามติให้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ไปสร้างส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแทนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกให้ฉายาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง หรือไม่ ส่วนผมคงหมดหวังกับร่างแก้ไขนี้ จะขอรอน้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ยื่นส่งไปและศาลท่านเมตตารับไว้วินิจฉัยแล้วดีกว่า ผมเชื่อมั่นเองว่าน่าจะมีหวังมากกว่า
พท.จับตาศาลตีความแก้รธน.
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 2 ที่ผ่านรัฐสภาแล้ว ประเด็นที่พอใจคือ ได้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ที่ยังเห็นแย้งคือผลที่ออกมาว่าเขตเลือกตั้งส.ส.ร. ให้ยึดเขตเลือกตั้งเหมือนส.ส. ซึ่งอยากให้ยึดเขตจังหวัด แต่เมื่อผ่านวาระ 2 แล้ว ก็ไม่สามารถปรับแก้ได้อีก ก็ต้องยอมรับ
สิ่งที่ต้องจับตาคือกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ที่ขอให้วินิจฉัยปัญหาการทำหน้าที่และอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ซึ่งเท่าที่ทราบศาลจะพิจารณาในวันที่ 10 มี.ค. ฝ่ายค้านได้มีความเห็นโต้แย้งความเห็นของนายไพบูลย์ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะเป็นผู้ร้อง ให้ยื่นส่งต่อไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณา โดยมีความมั่นใจว่ากรณีที่นายไพบูลย์ยื่นร้องต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความขัดแย้งใดๆ แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องยื่นตีความ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัย
ดักคอรัฐบาลชิงยุบสภา
นายประเสริฐกล่าวว่า ถ้าศาลพิจารณาไม่รับคำร้องการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเดินหน้าต่อ แต่หากศาลระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เข้าใจว่านายไพบูลย์อยากให้ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง จึงขอให้ติดตามการพิจารณา สิ่งที่เรากังวลคือหากศาลระบุว่าแก้ไม่ได้ก็จะทำให้กระบวนการที่พี่น้องประชาชนต้องการล่าช้าออกไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวรัฐบาลจะชิงยุบสภาก่อนที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้น เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยใช้กติกาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม นายประเสริฐกล่าวว่า การยุบสภาต้องมีเหตุ แต่ตอนนี้กำลังจะมีการปรับครม.แน่นอนอยู่แล้ว การปรับครม.จะพัฒนาไปสู่การยุบสภาได้หรือไม่ ก็ต้องติดตามดูว่าจะไปได้ขนาดไหน แต่ถ้าจะมีการยุบสภาจริงจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไปต่อไม่ได้ เพราะขาดองค์ประกอบส.ส. ซึ่งจะทำให้ต้องรอการเลือกตั้งใหม่ก่อน แบบนี้ไม่เป็นผลดีกับประชาชน และยากที่ประชาชนจะรับได้ ถ้ายังไม่แก้คนคงสับสน และมีปฏิกิริยาในทางใดทางหนึ่ง
เร่งยื่นป.ป.ช.ฟัน 7 รมต.
นายประเสริฐยังกล่าวถึงความคืบหน้า ในการดำเนินการกับรัฐมนตรี หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือว่าสั่นคลอนรัฐบาลพอสมควร แม้จะยังไม่มีคดีความก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง นายกฯ ต้องดำเนินการกับรัฐมนตรีที่ส่อว่าทุจริต โดยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. มีอดีตผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจขององค์การคลังสินค้า (อคส.) มาร้องกับตนว่าถูกโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมให้ไปดำรงตำแหน่งที่ไม่มีงานทำ ดังนั้น ขณะนี้ตนกำลังรวบรวมหลักฐานที่ต่อเนื่องมาจากการอภิปราย เพื่อยื่นเอาผิดรัฐมนตรี คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ถัดไป
ตนอภิปรายเฉพาะนายจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กับนายกฯ จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้เร็วกว่ารัฐมนตรีคนอื่น ที่มีผู้อภิปรายหลายคนที่ต้องกำหนดแนวทางร่วมกันในการยื่น แต่การยื่นเอาผิดรัฐมนตรีทั้ง 7 คน จะดำเนินการยื่นต่อ ป.ป.ช.ได้แล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.นี้ ส่วนการยื่นเรื่องถอดถอนรัฐมนตรีที่ต้องใช้เสียงส.ส. 1 ใน 10 ของสภา อาจต้องใช้เวลาในการรวบรวม หาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลคนไหนที่ฟังการอภิปรายของเราแล้วอยากร่วมลงชื่อถอดถอนท่านใดก็ยินดี
‘จุรินทร์’มั่นใจป.ป.ช.สางคดีอคส.
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาเรื่องการจัดซื้อถุงมือยางเทียมของอคส. ที่ล่าสุดมีการบีบให้ นายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานคณะกรรมการหรือบอร์ดอคส. ลาออก ว่า หัวใจสำคัญที่เป็นภารกิจที่ตนได้ติดตามมาโดยตลอดคือการเร่งรัดที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วและทำอย่างไรจะเอาเงินคืนอคส. ให้ได้โดยเร็วที่สุดซึ่งขณะนี้ขั้นตอนที่ ผู้อำนวยการคนใหม่กำลังเร่งรัดดำเนินการคือคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย ซึ่งได้ดำเนินการแล้วและได้รับรายงานล่าสุดว่าคาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆนี้
ถ้าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัยชี้ว่าผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง จะได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 2 ชุดเพื่อชี้โทษว่า จะเป็นอย่างไรบ้างสำหรับใครบ้าง และอีกชุดหนึ่งชี้ความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายว่าใครต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับอคส. จำนวนเท่าไหร่ อย่างไรบ้าง นั่นเป็นกลไกของ อคส.ที่ต้องปฏิบัติโดยเร็ว และเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนกฎหมายตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอคส.
ต้องเรียกคืน 1.25 แสนล้าน
ส่วนเรื่องบอร์ดนั้น ผู้อำนวยการคนใหม่ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 ซึ่งป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้วและได้อายัดเงินในบัญชีต่างๆ เสร็จสิ้นไปก่อนหน้านี้นานแล้ว ถัดจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ป.ป.ช. จะเป็นผู้พิจารณาชี้มูลความผิด ว่ามีผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือกระทำการโดยมิชอบบ้าง ส่วนตนได้สั่งการอคส. ตามอำนาจหน้าที่ที่ตนมีอยู่ ว่าต้องให้ความร่วมมือกับป.ป.ช. อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งรัดเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และนำเงินมาคืนให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าเพื่อความโปร่งใสในการพิจารณาจะต้องให้ประธานบอร์ดอคส. ยุติบทบาทก่อนหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่บอร์ดหรือประธานบอร์ดต้องพิจารณาว่ายังสมควรที่จะทำหน้าที่อยู่ต่อไปหรือไม่ และยังไม่มีใครเสนอเรื่องใดมาถึงตน อีกทั้งตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายสุชาติ แต่ท่านยัง มีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอคส.อยู่
เมื่อถามว่ากรณีดังกล่าวเกี่ยวโยงถึงบริษัทเอกชนรายใหญ่ จะต้องดำเนินการระงับสัญญาหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการอคส. คนใหม่ว่าฝ่ายกฎหมายได้พิจารณาเบื้องต้นแล้วส่อว่าทุกสัญญาเป็นโมฆะ เพราะผู้ที่ลงนามในสัญญาลงนามเกินอำนาจหน้าที่เนื่องจากเป็นเงินเกินกว่า 50 ล้านบาท โดยไม่ผ่านบอร์ด ขณะเดียวกันสัญญาก็ไม่ผ่านอัยการ เป็นต้น ฉะนั้น 125,000 ล้านบาท ที่อยู่ในสัญญาถ้าเป็นโมฆะก็เสมือนกับไม่ได้มีนิติกรรมผูกพันกับอคส. ภารกิจที่จะต้องดำเนินการจากนี้คือทำอย่างไรเอาเงิน 125,000 ล้านบาท ที่อดีตรักษาการ ผู้อำนวยการโอนไปให้กับบริษัทแห่งหนึ่งคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ป.ป.ช.ได้อายัดบัญชีเหล่านั้นแล้ว
ปชป.ลุยช่วย‘พงศ์สินธุ์’หาเสียง
นายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงพื้นที่ของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อเนื่อง 3 วันนี้ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ระดับผู้บริหารพรรคหลายคน ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียง เช่นวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. มีระดับรองหัวหน้าพรรคลงพื้นที่หลายคน อาทิ นายสาธิต ปิตุเตชะ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายนราพัฒน์ แก้วทองและนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส่วนวันเสาร์ที่ 27 ก.พ. และวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ. มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรค ลงพื้นที่ทั้ง 2 วัน
สำหรับรูปแบบการลงพื้นที่ จะใช้การตั้งเวทีย่อยปราศรัย นัดพบกลุ่มอาชีพ เดินเคาะประตูบ้านย่านชุมชน และเดินพบประชาชนตามตลาดนัด ซึ่งเป็นวิธีการรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปฏิบัติกันมาโดยตลอด และเป็นวิธีการเดียวที่จะสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อได้ทราบถึงผลงาน จุดยืน อุดมการณ์ของพรรค ในการทำงานการเมืองเพื่อพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชมายาวนาน และเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ที่ทำงานการเมืองเคียงคู่อยู่กับพี่น้องประชาชนคนภาคใต้มาตลอด และครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งซ่อม พรรคประชาธิปัตย์จะต้องรักษาที่นั่งเดิมของพรรคไว้ให้ได้ จึงจำเป็นต้องระดมสมาชิกพรรคทั้งหมด เพื่อช่วยกันรณรงค์หาเสียงสนับสนุนเลือกนายพงศ์สินธุ์ เบอร์ 3 เพื่อรักษาที่นั่ง ส.ส.ของพรรคในเขต 3 ไว้ให้ได้
สำหรับการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มี.ค.นี้