รีเดมประชิด-ตัดลวดหนาม
ลากตู้คอนเทนเนอร์เปิดทาง
โดนไล่กระเจิง-กวาดจับอื้อ
ศาลแจงคำสั่งไม่ให้ประกัน
ปะทะเดือดหน้าราบ 1 ม็อบรีเดม นัดรวมพลบุกบ้านพักนายกฯ รื้อลวดหนาม-คอนเทนเนอร์ เจอตำรวจใช้แก๊สน้ำตา-สาดกระสุนยาง ใส่เต็มที่บาดเจ็บหลายคน จับผู้ชุมนุมร่วมสิบราย เผยชาวพม่าร่วมด้วย รองผบช.น.ฮึ่มจับส่งกลับประเทศทันที ขณะที่ศาลยุติธรรมชี้แจง ไม่ลงชื่อ ผู้พิพากษาสั่งไม่ให้ประกัน 4 แกนนำ ทำตามระเบียบปี 37 และป้องกันการวิ่งเต้นคดี

คึกคัก – กลุ่มผู้ชุมนุม REDEM ชุมนุมบริเวณใกล้กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่ตั้งบ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ บน ถ.วิภาวดีรังสิต กทม. มีการยิงกระสุนยางหลายระลอก เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมกลุ่มเยาวชนปลดแอกและแนวร่วม ในนาม “REDEM” (Restart Democracy) ที่จะเดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อไปยังบ้านพักของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ที่อยู่ในค่ายทหาร
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ตามที่กลุ่มเยาวชนปลดแอกและกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศนัดชุมนุมดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมโรงพักหลายท้องที่ จึงขอเรียนว่า กทม.ถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การชุมนุมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค เข้าความความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค ทั้งนี้ตำรวจจะใช้กำลังหลัก จากกองร้อยน้ำหวาน หรือชุดควบคุมฝูงชนหญิง 1 กองร้อย ควบคู่กับกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจนครบาล 1 ตำรวจ นครบาล 2 รวม 4 กองร้อย ถ้าหากสถานการณ์ย่ำแย่จะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสำรองจาก บช.น. 9 กองร้อย โดยตำรวจอนุญาตให้ผู้ชุมนุม เข้าใกล้สิ่งกีดขวางได้มากที่สุดที่แนวกั้นถนนวิภาวดีฯช่องทางคู่ขนานหน้า ร.พ.ทหารผ่านศึก ไม่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมปิดช่องทางด่วน หรือช่องทางหลักเด็ดขาด เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดยาวที่ประชาชนจะใช้เดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการเตรียม สิ่งกีดขวางนั้น ตำรวจพิจารณาตามความเหมาะสมจากการข่าว และพฤติกรรมของ ผู้ชุมนุม เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ เพราะการชุมนุมที่ผ่านมามีการใช้อาวุธปืน วัตถุระเบิด พลุเพลิงที่อาจก่อเพลิงไหม้ เช่น การชุมนุมที่รัฐสภา เกียกกาย ที่แยกรัชโยธิน ที่หน้าสถานทูตเมียนมา และที่ศาลฎีกา ตำรวจมีความห่วงใยจึงจำเป็นต้องตั้งเครื่องกีดขวางและแบริเออร์ในบางสถานที่เพื่อให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยได้นำสิ่งกีดขวางไปวางหน้ากรมทหารราบที่ 1 เพียง 1 ช่องทาง และให้เจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านจราจร
สำหรับการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อเนื่องศาลฎีกา มีการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรค ซึ่ง กทม.จัดผู้แทนมาแจ้งความฐานทำให้เสียทรัพย์ จากการรื้อต้นไม้ที่ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มูลค่า 5 ล้านบาท เบื้องต้นตำรวจได้ออกหมายเรียกไปแล้ว 8 คน และจะทยอยเพิ่มมากขึ้น
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า แม้การชุมนุมในวันนี้ประกาศว่าจะไม่มีแกนนำ แต่ผู้ที่ชักชวนให้คนออกมาร่วมการชุมนุม, ผู้ปราศรัย, ผู้บริหารจัดการชุมนุม และผู้ร่วมชุมนุม ถือเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมด ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยง ไม่ไปร่วมชุมนุม ไม่เช่นนั้นตำรวจจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย
พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า วันนี้ประชาชนอาจเดินทางกลับเข้าเมืองหลังจากวันหยุดยาว จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังนี้ ตั้งแต่เวลา 12.00 น.เป็นต้นไปจนกว่า การชุมนุมจะเสร็จสิ้น ได้แก่ ถนนพญาไท ช่วงแยกพญาไท-อนุสาวรีย์ชัยฯ,ถนนพหลโยธิน ช่วงอนุสาวรีย์ชัยฯ-แยกสะพานควาย, ถนนดินแดงช่วงแยกดินแดง-อนุสาวรีย์ชัยฯ, ถนนราชวิถีช่วงอนุสาวรีย์ชัยฯ-แยกตึกชัย, ถนนวิภาวดีฯช่องคู่ขนาน หน้าร.พ.ทหารผ่านศึก -สโมสรกองทัพบก และซอยพหลโยธิน 2 เฉพาะสะพานข้ามทางต่างระดับ โดยแนะนำให้ไปใช้เส้นทางหลีกเลี่ยงดังนี้ คือ ถนนศรีอยุธยา, ถนนเพชรบุรี, ถนนจตุรทิศ ถนนพระราม 6 ถนนวิภาวดีฯช่องทางด่วน, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ถนนประดิพัทธ์, ถนนกำแพงเพชร, ถนนกำแพงเพชร 2 ทางยกระดับ อุตราภิมุข และทางพิเศษศรีรัชเฉลิมมหานคร ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามเส้นทางได้ที่สายด่วน บก.จร.1197 ตลอด 24 ชั่วโมง
นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังศาลอุทธรณ์ ยกคำร้องครั้งที่ 2 ขอประกันตัวนายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายสมยศ พฤกษา เกษมสุข และนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม 4 แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎรที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกยื่นฟ้อง คดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ในความผิดตาม ป.อาญา ม.112 ม.116 และข้อหาอื่นนั้นว่าแนวทางหลังจากนี้ ในวันจันทร์ที่ 1 มี.ค. เราจะต้องขอเข้าเยี่ยมกลุ่มจำเลยที่ถูกคุมขังเสียก่อนเพื่อปรึกษาว่าเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หลังจากศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ซึ่งในการอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากเหตุผลที่ขอให้ปล่อยตัวแล้ว เรายังได้ขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนถึงสาเหตุที่ไม่ให้ประกันตัว เพื่อให้ศาลรู้ว่าหากได้ประกันตัว เราจะไม่เดินทางหลบหนีหรือไปกระทำซ้ำ แต่ศาลยกคำร้องทำให้เราก็ไม่มีข้อเท็จจริงส่วนนี้ปรากฏออกมา
รายงานข่าวจากศาลยุติธรรมแจ้งว่า จากกรณีมีผู้ออกมาเเสดงความเห็นเกี่ยวกับคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องครั้งที่ 2 ของนายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม 4 แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกอัยการยื่นฟ้อง คดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ในความผิดตาม ป.อาญา ม.112 ม.116 และข้อหาอื่น มีเเต่ลายเซ็นเเต่ไม่มีการพิมพ์ชื่อ ตัวบรรจงผู้พิพากษาที่มีคำสั่งไว้นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องนี้มีหนังสือ กระทรวงยุติธรรมที่ ยธ.0503/ว 148 นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ ปลัดยุติธรรม ในขณะนั้น มีหนังสือ เวียนถึงผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2537 เรื่องการเปลี่ยนแปลงแบบคำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกา
โดยอ้างถึงหนังสือกระทรวงยุติธรรมที่ ยธ 0503/ว34 ลงวันที่ 11 มี.ค. 2537 โดยเเนบสำเนาแบบคำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกา ความว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงกระทรวง ยุติธรรมได้แจ้งเกี่ยวกับคำแนะนำของประธาน ศาลฎีกาเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกาโดยทางโทรสาร พ.ศ.2537 เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกาทางโทรสารซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การดำเนินการทำคำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันความแจ้งอยู่แล้วนั้น
บัดนี้ศาลฎีกาได้เปลี่ยนแปลงแบบคำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกาโดยตัดข้อความที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้การสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวรวดเร็วขึ้น กับกำหนดให้มีการประทับตราศาลฎีกาลงบนลายมือชื่อขององค์คณะผู้พิพากษา เพื่อตัดปัญหาและป้องกันมิให้เกิดการปลอมแปลงคำสั่งของศาลฎีกาตามสำเนา คำสั่งคำร้องที่ได้แนบมาพร้อมหนังสือนี้ ทั้งนี้ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป จึงเรียนมา เพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับระเบียบปฏิบัติภายในดังกล่าวที่ไม่ให้การพิมพ์ชื่อตัวบรรจงผู้พิพากษา มีเเต่การเซ็นชื่อนั้นมีการใช้ในเฉพาะ ในศาลสูงซึ่งก็คือศาลอุทธรณ์เเละฎีกา เพื่อเหตุผลในการรู้องค์คณะป้องกันการวิ่งคดีเป็นระเบียบที่เขียนไว้ในเชิงป้องปรามเเละมีการใช้ปฏิบัติตามระเบียบนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เป็นเฉพาะกรณีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวของ 4 เเกนนำของศาลอุทธรณ์ดังที่กล่าวเท่านั้น
ซึ่งคำสั่งของศาลอุทธรณ์จะเเตกต่างกับ คำสั่งประกันในศาลชั้นต้น ที่คู่ความจะรู้ องค์คณะอยู่แล้วเพราะมีการสืบพยาน ส่วนคำร้องก็แยกส่วนการสั่งเเล้วเเต่เวรของ ผู้พิพากษา ทั้งนี้การมีคำสั่งจะเเตกต่างกับการมีคำพิพากษาที่จะต้องมีลายเซ็นพร้อมพิมพ์ รายชื่อผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาไว้ด้วย
กรณีการไม่มีการพิมพ์รายชื่อผู้พิพากษา ดังกล่าวในคำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงไม่ใช่การไม่กล้าแสดงตัวเปิดเผยต่อสาธารณชนเนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ด้วยกฎหมาย เเต่เนื่องจากมีระเบียบบัญญัติไว้ ให้ปฏิบัติตาม
ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผู้สื่อข่าวรายงาน มวลชนกลุ่ม REDEM ซึ่งมีกลุ่ม เยาวชนปลดแอก กลุ่มราษฎร เริ่มทยอยเดินทางมาถึงที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีการทำกิจกรรมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และการแสดงดนตรี พร้อมกับมีการแจกธงแดงที่ระบุคำว่า “REDEM” ให้กับมวลชนที่มารวมตัวบริเวณดังกล่าว
ต่อมาเวลา 15.10 น. พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเรขา ผกก.สน.พญาไท ได้อ่านประกาศขอให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ควบคุมโรค โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินเข้ามารุมตะโกนด่าทอ ทำให้ทางพ.ต.อ.บวรภพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอยออกจากจุดที่มีการชุมนุม
เวลา 17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมร่วมพากัน เดินเท้าเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังกรม ทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของพล.อ.ประยุทธ์ โดยใช้เส้นทางถนนราชวิถี เข้าสู่ถนนวิภาวดี-รังสิต โดยมีชาวเมียนมาเข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมเปล่งเสียงเรียกร้องให้ทางการกองทัพเมียนมาปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี เป็นระยะๆ อีกด้วย นอกจากนี้บริเวณถนนวิภาวดี-รังสิต (ฝั่งขาออก) ถูกปิดการจราจรทุกช่องทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ถนนวิภาวดี-รังสิต พบว่าตั้งแต่ ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่นำตู้คอนเทนเนอร์ ปิดการจราจรด้านคู่ขนาน ตั้งแต่ร.พ.ทหารผ่านศึกไปจนถึงหน้าราบ 1 รอ. ทำให้รถไม่สามารถสัญจรได้ รถเมล์ต้องไปวิ่งในช่องทางด่วน ประชาชนต้องปีนแบริเออร์กั้นถนนข้ามไปมา จนพนักงานขสมก.ต้องเอาลังไม้ไปวางไวให้ประชาชนได้ปีนขึ้นลง
นอกจากนี้บนสะพานลอยด้านหน้าโรงเรียน สุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ใช้ลวดหนามหีบเพลง ปิดสะพานลอย ทำให้ไม่สามารถสัญจรได้ ประชาชนต้องเลี่ยงไปใช้สะพานลอยในจุดอื่น เพื่อข้ามถนนวิภาวดี-รังสิต
ด้านพล.ต.ต.ปิยะ รอง ผบช.น. กล่าวถึงกรณีชาวเมียนมาที่เคลื่อนไหวในไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ และตำรวจได้จัดกำลังคอยดูแลป้องกันอันตรายมาให้โดยตลอด แต่เมื่อมาสมทบกับผู้ชุมนุมชาวไทย จึงขอเตือนว่า การชุมนุมของชาวไทยนั้นผิดกฎหมาย เพราะมีการใช้อาวุธความรุนแรงหลายครั้ง แต่ชาวเมียนมาชุมนุมด้วยความสงบมาตลอด
พล.ต.ต.ปิยะระบุว่า หากตำรวจเข้าจับกุมก็ต้องถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ควบคุมโรค และ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจำเป็นต้องส่งกลับประเทศเมียนมาแน่นอน ขออย่ามาร่วมชุมนุมกับชายไทยเด็ดขาด ทั้งนี้ ประเมินว่าได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอ ต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งอนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ และถนนวิภาวดี

ย้ายตู้ – กลุ่มผู้ชุมนุม REDEM ร่วมกันเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่นำมาตั้งขวางไม่ให้เข้าประชิดรั้วของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โดยมีตำรวจขัดขวาง เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
เมื่อเวลา 18.00 น. ที่หน้ากรมทหารราบ ที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ กลุ่มผู้ชุมนุมพากันเคลื่อนตู้คอนเทนเนอร์ ที่กีดขวางรั้วและทางเข้าออกกรมทหารออกจากแนวกั้นเดิมที่เจ้าหน้าที่วางไว้ 2 ตู้ ก่อนที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจะกรูกันเข้ามาอุดช่องโหว่ ที่ถูกเปิดไว้ พร้อมตั้งโล่เตรียมการรอรับการปะทะ
จากนั้นผู้ชุมนุมเข้ากดดันเจ้าหน้าที่จนต้องถอยร่นกำลังกลับเข้าไป นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุม บางส่วนปีนขึ้นไปตัดลวดหนามที่อยู่บนตู้คอนเทนเนอร์แล้วโยนลงมา
ขณะที่เจ้าหน้าที่ภายในกรมทหารราบที่ 1 ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุมยุติการเข้ามาในพื้นที่เด็ดขาดเพราะถือเป็นเขตพระราชฐาน

จับม็อบ – เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วนไว้ได้ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม REDEM บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 1 ขณะที่มีการปะทะหลายครั้ง โดยตร.ใช้กระสุนยางยิงสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่ามีการตั้งแนวของตำรวจชุดควบคุมฝูงชนบีบเข้ามาจากด้านถนน ดินแดง และด้านราบ 11 และมีรายงานว่าจับกุมผู้ชุมนุมไปแล้วอย่างน้อย 2 ราย
ต่อมาเวลา 18.20 น. ประชาชนสามารถเดินทางต่อมาถึงแนวกั้นต่อมาหน้าประตู กรมทหารราบที่ 1 ซึ่งมีรถจีโน่จอดอยู่ 2 คัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนตรึงกำลังอยู่บริเวณด้านหน้า จากนั้น กลุ่มมวลชนตะโกนให้เจ้าหน้าที่นำรถน้ำออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการเผชิญกันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ พบว่า มีกลุ่มชายหัวเกรียนใส่หมวกนิรภัยสีขาวจำนวนนับร้อยคน ตั้งแถวอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อสอบถามว่ามาจากหน่วยไหนก็ไม่ตอบ จากนั้นเดินแถวไปที่สโมสรทหารบก
ต่อมาเมื่อเวลา 18.30 น. ขณะที่ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนเคลื่อนแถวตั้งขบวนเพื่อกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านหน้าร.พ.ทหารผ่านศึก ก่อนมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าจับกุมบุคคลที่ใช้อาวุธที่คาดว่า จะก่อเหตุอันตราย ระหว่างนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความไม่พอใจจึงขว้างปาขวดน้ำและ ยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากบุคคล ไม่ทราบฝ่ายในฝั่งของผู้ชุมนุม บางส่วนเข้าช่วยห้ามปรามเพื่อระงับเหตุ จากนั้นผู้ชุมนุมบางส่วนพากันนั่งชูมือคุกเข่ากับพื้น พร้อมบอก เจ้าหน้าที่ว่าพวกเราไม่มีอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ฉีดใส่ผู้ชุมนุมจนกระจายตัวกันออกไป ซึ่งผู้ชุมนุมข้ามถนนคู่ขนานวิภาวดีเพื่อปิดการจราจรเพิ่มอีกชั้น พร้อมปิดล้อมแนวของตำรวจจากด้านหน้าและหลัง และมีการขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ขว้างแก๊ส น้ำตาออกไป และมีการยิงกระสุนยาง พร้อมฉีด น้ำแรงดันสูงใส่จนผู้ชุมนุมลุกแตกฮือโดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยโดยไม่ทราบจำนวน

ต่อมาเมื่อเวลา 19.20 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนกำลังถอยร่นโดยเตรียมจัดระเบียบตั้งแถวใหม่ภายในซอยถนนตัดใหม่ ข้างโรงพยาบาลทหารผ่านศึก
จู่ๆเกิดเหตุชุลมุนโดยไม่ทราบชนวนต้นเหตุ ซึ่งมีการขว้างปาขวดน้ำพลาสติกและสิ่งของใส่ซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและทางเจ้าหน้าที่ อีกทั้งทางกลุ่มผู้ชุมนุมยังมีการขว้างปา ประทัดใส่เข้าไปในวงล้อม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตอบโต้โดยการใช้อาวุธลักษณะคล้ายปืนแก๊ปชนิดลูกซองซึ่งมีประกายไฟออกจากปลายกระบอกปืนเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อยิงสกัดกั้นก่อนตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม จะเข้ามาเจรจา ระหว่างการประจันหน้ากัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศยืนยันว่าจะไม่มีการตลบหลังกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน
ต่อมามีการปะทะกันอีกครั้งที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 โดยผู้ชุมนุมผลักดันแนวตำรวจเพื่อรุกเข้าไปหน้ากรมทหารราบที่ 1 ให้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้รถฉีดน้ำสลายการชุมนุม จนผู้ชุมนุมหยุดชะงัก ก่อนมีการเจรจาให้ถอยกลับไปหลังแนวเดิมที่หน้าร.พ.ทหารผ่านศึก

สลายชุมนุม – ตำรวจควบคุมฝูงชนระดมยิงกระสุนยางใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อสลายการชุมนุมกลุ่มรีเดมที่บุกไปประท้วงหน้ากรมทหารราบที่ 1 ซึ่งเป็นบ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จนเป็นเหตุอลหม่านยืดเยื้อ เมื่อค่ำวันที่ 28 ก.พ.
ต่อมาเวลา 20.50 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแถวอีกครั้ง คราวนี้ใช้กระสุนยางไล่ยิงเป็นแนวก่อนตั้งแถวบนถนนวิภาวดีรังสิตไล่ต้อนผู้ชุมนุมเพื่อสลายการชุมนุม มีการยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาถี่ยิบ แล้วข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพื่อไล่ผู้ชุมนุมให้ล่าถอยไป โดยจังหวะนี้มีการ จับกุมผู้ชุมนุมไปไม่ทราบจำนวน