เพื่อไทย-ก้าวไกลรุมอัดยับ
‘ตู่’ยันปรับเล็ก-ไร้คนนอก
ชัยวุฒิแบะท่าพร้อมนั่งรมต.

ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย 11 มี.ค. ชี้ขาดปมอำนาจรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กมธ.รัฐสภาหวังทุกฝ่ายโหวตผ่านวาระ 3 ถอนฟืนออกจากกองไฟ เพื่อไทย-ก้าวไกลอัดส.ว.ขู่คว่ำร่าง ระวังประชาชนลุกฮือต่อต้านระบอบประยุทธ์ ‘บิ๊กตู่’ ยันเองปรับครม.ไม่กี่ตำแหน่ง ไม่มีคนนอกนั่งรมต. ลั่นจบ ยึดตามโควตาพรรคร่วมเสนอ ‘อนุชา’ อุบขยับจากรมต.สำนักนายกฯ นั่งว่าการศึกษาฯ ‘อิทธิพล’ แบไต๋ ทิ้งรมว.วัฒนธรรม โยกคุมดีอีเอส ‘ชัยวุฒิ’ ไม่เหนียม พร้อมขึ้นแท่นรมต. ป้ายแดง

‘บิ๊กตู่’เผยปรับครม.เล็ก-ไร้คนนอก

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการ ถึงความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนได้ติดต่อประสานหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้วให้เร่งส่งรายชื่อมาให้ตน คิดว่าจะเร่งทำให้เสร็จตามขั้นตอน เพื่อนำไปสู่กระบวนการทางเอกสารทางธุรการ เพื่อให้เร็วภายในมี.ค.นี้ ก่อนขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ดังนั้น ขอให้หยุดได้แล้ว ใครเป็นอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคเสนอขึ้นมา ตนเป็นคนเลือก คงไม่มีปัญหา เพราะเป็นการปรับที่ไม่มากนัก

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีชื่อคนนอกเข้าร่วม ครม.ครั้งนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พูดหลายครั้งแล้ว เป็นเรื่องของพรรคและโควตาพรรค เสนออะไรขึ้นมาในกรอบของเขา ก่อนกล่าวเสียงดังว่า “ไม่มีคนนอก จบ”

ลั่นทำเต็มที่-ขอร้องอย่ามีปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการพิจารณาบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารในเดือนเม.ย.ว่า ในชั้นต้นได้ประชุมไปแล้วไม่มีปัญหา เป็นไปตามที่เสนอขึ้นมา

ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วย น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า “อะไรที่มันเรียบร้อย อะไรที่มันสงบเงียบ ก็ไม่ได้มีปัญหา ขอว่าอย่าให้มีปัญหาก็แล้วกัน แค่นั้นผมจะได้มีสมองไว้ทำอย่างอื่น ขอให้เห็นใจซึ่งกันและกันด้วย ผมก็ทำให้เต็มที่อยู่แล้ว ต้องไว้วางใจกันและกันบ้าง อะไรที่ไม่ใช่ประเด็นปัญหา อย่าไปเปิดขึ้นมาเลย”

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์พูดถึงตรงนี้ได้ถอนหายใจก่อนจะเดินออกจากโพเดียมกลับขึ้นห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมดูเหมือนวันนี้นายกฯเหนื่อย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เหนื่อยทุกวันนั่นแหละ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง

‘อนุชา’อุบนั่งศธ.-‘ชัยวุฒิ’ไม่เหนียม

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนัก นายกฯ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการปรับครม.ที่มีชื่อโยกไปเป็นรมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) ว่า “ไม่เคยได้ข่าว ไม่ได้ข่าวจริงๆ” ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าปรับเล็ก และรอประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แสดงว่าพรรคพลังประชารัฐจบแล้ว นายอนุชากล่าวว่า หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐคงคุยกับนายกฯมากกว่า ตนไม่ได้เข้าไปในส่วนนี้ อยู่ที่ผู้ใหญ่พิจารณา เมื่อถามว่าพร้อมหรือไม่หากต้องไปเป็นรมว.ศึกษา ธิการ นายอนุชากล่าวว่า ยังไม่มี ยังไม่คุย

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงข่าวถูกเสนอชื่อเป็นรมว.ศึกษาธิการ หรือรมต.ประจำสำนักนายกฯว่า ไม่ทราบเรื่อง เห็นข่าวจากสื่อเท่านั้น ขณะนี้ไม่มีการแจ้งให้ทราบ การปรับครม. เป็นอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่สมาชิกให้อำนาจเด็ดขาดในการพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลของพรรค ที่ผ่านมาก็ทำงานเต็มที่มาตลอดไม่ว่าจะบทบาทไหน เพราะตั้งใจมาทำงานให้บ้านเมืองและพร้อมทำงานทุกอย่างตามที่ผู้ใหญ่มอบหมายอย่างเต็มที่

‘อิทธิพล’แบไต๋คุมรมว.ดีอีเอส

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม รักษาการแทนรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ถึงกระเเสข่าวย้ายไปนั่งรมว.ดีอีเอสว่า ยังไม่ทราบ แต่ขณะนี้ตนรักษาการรมว.ดีอีเอส ตามมติครม. ส่วนเรื่องการปรับครม.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งใน ครม.แล้วว่าจะทำให้เร็วที่สุด อยู่ที่ว่านายกฯ จะดำเนินการอย่างไร สำหรับตนไม่ได้มีนัยอะไร ขอทำหน้าที่รักษาการไปพลางก่อน

ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประวิตรให้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่า ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพราะในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเพียงแค่ขอบคุณที่มอบอำนาจให้จัดการเรื่องนี้เท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้า นายกฯมอบหมายให้รับตำแหน่ง รมว.ดีอีเอส พร้อมใช่หรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่า ตนพร้อมในส่วนนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะป็นงานด้านไหน ซึ่งนายกฯเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม ตนพร้อมมาตลอดตั้งแต่นายกฯไว้วางใจให้เป็นรมว.วัฒนธรรม และพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดแบบใดก็ยินดี เพราะมีความตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

เร่งสานงานต่อ‘พุทธิพงษ์’

ผู้สื่อข่าวถามว่าตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้รักษาการรมว.ดีอีเอส ได้เข้าไปในกระทรวงแล้วหรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่า ยังไม่ได้เข้าไปทำงานในกระทรวง แต่ทำงานด้านเอกสารอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม ส่วนการประชุมกับกระทรวงดีอีเอสก็ยังใช้วิธีการประชุมทางไกล และไม่มีวาระอะไรที่ชะลอไว้ ต่อข้อถามว่าได้คุยกับนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรมว.ดีอีเอส บ้างหรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยเรื่องงาน แต่ที่ผ่านมาทำงานร่วมกัน และรู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว ไม่ได้ฝากฝังอะไรเป็นการเฉพาะ

เมื่อถามถึงการวางตัว น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ มานั่งรมว.วัฒนธรรม เพื่อหวังบารมีนายเสนาะ เทียนทอง ในการเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายอิทธิพลกล่าวว่า เรื่องตัวบุคคลและเหตุผลตนไม่ทราบ แต่เรื่องการทำงานนายกฯได้พูด กับครม.เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ขอให้ตั้งใจทำงานเพราะมีวาระเร่งด่วนหลายเรื่อง ตนก็มีภาระงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สำหรับงานที่ได้รับมอบหมายใหม่ ก็ต้องเร่งศึกษางานเพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อ

ปชป.เฟ้นชื่อหลังซ่อมนครศรีฯ

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่โรงเรียนเฉลิมพระ เกียรติ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำทีมจัดเวทีปราศรัยใหญ่ช่วย นายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ผู้สมัครส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช หาเสียง

นายจุรินทร์ ปราศรัยว่า เขต 3 มีการแข่งกัน 4 พรรค มีอยู่พรรคหนึ่งที่เป็นพรรคของคนนครที่แท้จริง ชื่อว่าประชาธิปัตย์ ขอให้ชาวนครเขต 3 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะ ป็นพรรคที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต หลายพรรคมีแต่อดีต เพราะตั้งมาเพื่อรับใช้คนใดคนหนึ่งให้มีอำนาจ พอคนนั้นหมดบุญ หมดวาสนาก็ยุบพรรค แต่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคแบบนั้น ศึกนี้ศึกใหญ่ ลำพังพวกตน ไม่พอ ขอให้ช่วยกันพาคนไปวันที่ 7 มี.ค. ช่วยกาเบอร์ 3 ประชาธิปัตย์

นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ จะกลับมามี 52 เสียงดังเดิมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น และต้องยอมรับว่านครศรีธรรมราชถือเป็นเมืองหลวงเมืองหนึ่งของพรรค ส่วนการปรับครม. พรรคยังไม่ได้ส่งชื่อ ขอให้เสร็จเลือกตั้งซ่อมก่อน จากนั้นจะหารือกับเลขาธิการพรรค และดำเนินการตามข้อบังคับพรรค โดยเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)และเรียกประชุมกก.บห.ร่วมกับ ส.ส. ขอให้เป็นหลังเลือกตั้ง มั่นใจภายในเดือนมี.ค. การปรับครม.น่าจะเสร็จเรียบร้อย

พท.จ่อเชือดซ้ำพณ.-ศธ.

ที่รัฐสภา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภา เเถลงว่า สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท) ทุกจังหวัดกว่า 100 คน ได้เข้าพบส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรค นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหา สารคาม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน นาย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ เเละนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี เพื่อขอบคุณที่อภิปรายถึงข้อบกพร่องในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา

สมาพันธ์สมาคมครูฯ ได้นำข้อมูลหลักฐานความไม่โปร่งใสการทำงานของรัฐมนตรีมามอบให้ ซึ่งบางส่วนพรรคมีอยู่แล้ว และจะรวบรวมเพื่อยื่นไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป โดยวันที่ 10 มี.ค. จะไปยื่นให้เอาผิดในส่วนของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ (พณ.) จากนั้นจะทยอยดำเนินคดี กระทรวงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ ต่อไป

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ส่งหนังสือทางอีเอ็มเอสถามพล.อ.ประยุทธ์ ว่า นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่เคยถูกกองทัพบกแจ้งความคดีหมิ่นเบื้องสูงเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2554 กับนายสุภรณ์ ที่ตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ส.ค.2562 เป็นคนเดียวกันหรือไม่

ศาลรธน.นัดชี้ปมแก้รธน.11 มี.ค.

วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) และศาลรัฐธรรมนูญได้รับหนังสือความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คนคือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ และนายอุดม รัฐอมฤต รวมทั้งหนังสือความเห็นของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง และคณะที่ยื่นคำร้องขอส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นแล้ว

ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าแม้คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งที่ประชุมของรัฐสภามีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยและประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อศาล มิใช่การกระทำของสมาชิกรัฐสภาเป็นรายบุคคล แต่เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาของศาลจึงสั่งรับไว้เพื่อประกอบการพิจารณา และศาลได้อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่งและกำหนดนัดด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติในวันที่ 11 มี.ค. 09.30 น.

‘สมชาย’พร้อมรับคำวินิจฉัย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยรับคำร้องเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่า ให้รอฟังคำแถลงด้วยวาจาของศาลในวันที่ 11 มี.ค.นี้ก่อน ส่วนการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม วาระ 3 ว่า ยังไม่มีการประสานมาจากสภาผู้แทนราษฎร

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะผู้ร่วมยื่นคำร้องกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาต่อการแก้รัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า คาดว่าการนัดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญจะเกิดขึ้นได้ ช่วง 17-18 มี.ค. เพราะมีร่างกฎหมายสำคัญที่รอพิจารณา ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ทั้งทำได้ หรือไม่ได้ ตนพร้อมน้อมรับคำวินิจฉัย

เบรกฟันธงส.ว.จ้องคว่ำวาระ 3

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ส.ว. ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 เพราะประเด็น 38 มาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ ไม่ถูกบัญญัติไว้ นายสมชายกล่าวว่า ไม่ทราบว่า ส.ว.จะพิจารณาอย่างไร เพราะเป็นเอกสิทธิ์ ส่วนตนนั้นไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเมื่อประเด็นที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจไม่ถูกบัญญัติไว้ ทำให้เกิดความกังวลต่อการไร้กรอบการทำเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่มีบทแก้ไข เปลี่ยนมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจที่บัญญัติไว้นอกจากหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

“อย่าคิดไปไกลว่า ส.ว.จะคว่ำร่างรัฐธรรม นูญ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 11 มี.ค. หากชี้ว่าทำไม่ได้ไม่ต้องโหวต หากชี้ว่าทำได้ ส.ว. 250 คน ต้องตัดสินใจอีกครั้ง ขอให้ไปทีละขั้นตอน” นายสมชายกล่าว

เมื่อถามว่ากังวลต่อกระแสมวลชนกดดัน และอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ส่วนตัวกังวลที่จะมีความรุนแรง แต่เรื่องดังกล่าวควรใช้เหตุผล รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แก้ไขได้ แต่ต้องแก้รายมาตรา ในประเด็นที่มีปัญหาหรือมีความไม่สมบูรณ์ เช่น หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ เป็นต้น และนำไปสู่การทำประชามติ หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำไม่ได้ สมาชิกรัฐสามารถยังมีสิทธิเสนอญัตติขอแก้ไขเป็นรายมาตราต่อรัฐสภาได้ โดยสามารถทำได้ทันที และรวดเร็ว

กมธ.ร่อนเอกสารแจงซีกวุฒิฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) (ฉบับที่…) พ.ศ…. ได้ทำเอกสาร 3 หน้ากระดาษชี้แจงว่า กมธ.โดย อนุกมธ.พิจารณาเสนอความเห็นในประเด็นข้อกฏหมาย ได้ศึกษาจนได้ข้อสรุปว่า การกำหนดหลักการในมาตรา 256/9 วรรคห้านั้น จะรวมถึงกรณีแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอื่นที่มีลักษณะไม่เหมาะสมหรือไม่สมควรที่จะทําให้ขัดหรือแย้งกับหมวด 1 และหมวด 2 ย่อม กระทํามิได้เช่นกัน สอดคล้องกับมาตรา 255 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า จะแก้ไขในเรื่องดังกล่าวไม่ได้

ดังนั้น ตามข้อเท็จจริง การแก้ไขไม่ว่าจะเป็นกรณีสถาบันทางการเมืองหรือบทบัญญัติส่วนอื่นที่จะแก้ไขนั้น จะต้องไม่ไปกระทบต่อหลักการสําคัญของหมวด 1 หมวด 2 รวมทั้งกระทบต่อพระราชอํานาจ ซึ่งการกำหนด มาตรา 256/9 วรรคห้า ย่อมครอบคลุมถึงบทบัญญัติในหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ หลักการปกครองประเทศและพระราชอํานาจ ด้วยแล้ว จึงไม่จําเป็นต้องระบุบทบัญญัติมาตราอื่นไว้ในหมวดอื่นๆอีกตามที่ซีกส.ว. ได้ร้องขอ และในมาตรา 256/9 วรรคหก ยังกำหนดว่า กรณีส.ส.ร.ให้อำนาจรัฐสภาวินิจฉัยด้วย หากพบว่า ร่างใหม่มีลักษณะแก้ไขเพิ่มเติมหรือกระทบสาระสำคัญหมวด 1 หมวด 2 ย่อมมีผลให้ร่างนั้น ตกไปตามบทบัญญัตินี้ทันที

หวังช่วยถอนฟืนออกจากไฟ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) (ฉบับที่…) พ.ศ…. ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสข่าวว่าส.ว.บางส่วนมีท่าทีอาจไม่โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ที่จะเข้าสู่รัฐสภาใน วันที่ 17-18 มี.ค. ว่า ยอมรับว่ากังวล แต่ต้องรอดูคำแถลงด้วยวาจาและมติของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 11 มี.ค.ก่อนว่าจะออกมาอย่างไร และเรื่องนี้พรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้พูดคุยรายละเอียดกัน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) (ฉบับที่…) พ.ศ….กล่าวว่า ส.ว.หลายคนแสดงทัศนะมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ตนยังเชื่อมั่นว่าเสียงส่วนใหญ่หลังจากได้ฟังการอภิปรายทั้งวาระ 1 และ 2 รวมทั้งดูรายงานของกมธ. จะเห็นภาพชัดเจนว่า การแก้มาตรา 256 และแก้ไขให้มีส.ส.ร. เป็นเรื่องที่เคยทำมาแล้ว เชื่อมั่นว่าการผ่านรัฐธรรมนูญ เหมือนการถอนฟืนออกจากไฟ ซึ่งเป็นกับดักของประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ หวังว่าทุกฝ่ายอยากเห็นประเทศเดินหน้าไปได้ ดังนั้น ในฐานะผู้เสนอร่าง และเป็นกมธ. อยากเรียกร้องทุกฝ่ายร่วมมือกันเดินหน้าให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

‘สมพงษ์’เชื่อแก้ไม่ได้เกิดปัญหา

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภา กล่าวถึงกระแสข่าวส.ว.จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ว่า รู้สึกกังวลใจและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ หากแก้ไขไม่ได้ ก็คงแก้ไขปัญหาอื่น รวมถึงเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องไปด้วยกัน ดังนั้น หากจะไม่ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีเหตุผล

“ถ้ารัฐสภาซึ่งเป็นที่ออกกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ แล้วจะแก้ไขด้วยวิธีใด รัฐธรรมนูญเดิมดีที่สุดแล้วหรือ ถ้าไม่รับร่างก็ต้องมีเหตุผล เพราะหมายถึงไม่มีทางแก้ไขได้หรือไม่ แล้วจะรอให้รัฐประหารอีกทีหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ ผมเป็นผู้แทนมา 30 กว่าปี สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ออกกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ เชื่อว่าจะทำให้เกิดปัญหา” นายสมพงษ์กล่าว

เตือนถ้าเบี้ยว-ประชาชนลุกฮือ

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส.ว.อาจโยนหินถามทางและส่งสัญญาณถึงส.ว.ในเครือข่ายสืบทอดอำนาจระบอบประยุทธ์ เพื่อดึงดูดให้ส.ว.คนอื่นๆ กล้าออกมาประกาศ แลกกับการได้รับตำแหน่ง เป็นการปูนบำเหน็จต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ความจริงคนพวกนี้อยู่ในตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งมา 10 กว่าปี ฉายาสภาปรสิต ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย คนกลุ่มนี้อาศัยห้อยโหนระบอบสืบทอดอำนาจ รอทำหน้าที่หลักคือ โหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เท่านั้น

หากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถูกคว่ำในกลางเดือนมี.ค. ซึ่งอาจเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการลงมติของส.ว. 250 คน จะทำให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านระบอบประยุทธ์ครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพราะประชาชนหมดความอดทน รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ผิดหวังซ้ำซาก ทั้งที่รัฐบาลแถลงให้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 แต่ไม่จริงใจและบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา รวมทั้งอาจประเมินว่าแรงกดดันให้แก้รัฐธรรมนูญนอกสภาเบาลง ซึ่งเป็นการประเมินผิดพลาด ใครทำอะไรไว้ ย่อมได้รับผลกรรมที่ก่อ ประชาชนให้โอกาสและรอรัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์เบี้ยวครั้งนี้ อาจไม่มีโอกาสได้อยู่แก้รัฐธรรมนูญอีกเลย

ก้าวไกลอัดล็อกไม่ให้ปท.เดินหน้า

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การที่ส.ว. ขู่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญสะท้อนว่ามีความมุ่งหมายบางอย่างที่จะขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อส.ว. ผู้สื่อข่าวถามว่าส.ว.ยกเหตุผลที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเรื่องการแตะหมวด 1 และหมวด 2 นายวิโรจน์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีเงื่อนไขล็อกไว้อยู่แล้วว่าจะต้องแก้ไขอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องเป็นรัฐเดี่ยวที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ทั้งยังห้ามแก้หมวด 1 และหมวด 2 ที่สำคัญยังไม่ทราบว่า ส.ส.ร.200 คนที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นใคร

“คำถามคือ ส.ว.มีสิทธิ์อะไรที่จะไปสร้างเงื่อนไข และดักคอส.ส.ร.ล่วงหน้า ทั้งที่ไม่ได้มีรากเหง้ามาจากประชาชน แต่มาจากการแต่งตั้งและระบบสรรหาของเผด็จการ ส.ว.ควรให้เกียรติส.ส.ร. และประชาชน แต่ ส.ว.มีแต่จะงอกข้อตกลงใหม่ๆ ขึ้นมา ผมต้องตั้งคำถามกลับไปว่าใครกันแน่ที่งอแง ใครกันแน่ที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ ใครกันแน่ที่ล็อกไม่ให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ใครที่ทำเป็นจระเข้ขวางคลองและเป็นปรปักษ์กับประชาชน เป็นนั่งร้านให้กับการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการที่กล้าตั้งตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์” นายวิโรจน์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน