เชียงใหม่พุ่งขึ้นที่ 2โลก
หมอเตือนวิกฤตใหญ่
พิษฝุ่นควันภาคเหนือทำป่วยแล้ว 2.5 แสนคน เชียงใหม่พุ่งอันดับ 2 เมืองมลพิษโลก กลุ่มควัน สีขาวมองเห็นด้วยตาเปล่าและมีกลิ่นไหม้บดบังทัศนวิสัยส่งผลต่อสุขภาพ พบจุดความร้อน 122 จุด ใน 16 อำเภอ ทั้งจากการเผา ไฟป่า และควันข้ามแดน ขณะที่อ.แม่สาย แม่ฟ้าหลวง เชียงแสน จ.เชียงราย ขมุกขมัวไปด้วยหมอกควัน กรมอนามัยชี้ค่าฝุ่นพิษวิกฤตหนัก กระทบสุขภาพประชาชน 3 จังหวัด แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย
วันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังน่าเป็นห่วง สภาพทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ปกคลุมหนาทึบด้วยฝุ่นควันสีขาวบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาและทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำลง ทั้งนี้ฝุ่นควันสีขาวสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจนและมีกลิ่นไหม้
ขณะที่รายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ จากสถานีตรวจวัดในพื้นที่ตำบลช้างเผือกและตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง เมื่อเวลา 09.00 น. อยู่ที่ 132 และ 114 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 242 และ 224 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานไม่เกิน 100 โดยสถานีตำบลศรีภูมิไม่มีรายงานข้อมูล คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้งดกิจกรรมนอกอาคารและสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง โดยกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยเรื้อรังโรคทางเดินหายใจต้องดูแลเป็นพิเศษ
ข้อมูลคุณภาพอากาศเว็บไซต์ https://www.iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก รายงานผลการตรวจคุณภาพอากาศเมื่อเวลา 10.00 น. พบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีค่ามลพิษอากาศสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ 215 US AQI และค่า PM2.5 อยู่ที่ 164.6 มคก./ลบ.ม. อันดับ 1 เมืองเสินหยาง ประเทศจีน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ 234 US AQI อันดับ 3 เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ 201 US AQI ปัจจัยที่ทำให้เชียงใหม่มีฝุ่นควันสะสมมากคาดว่ามาจากหลายสาเหตุทั้งการเผาและควันข้ามแดนที่กระแสลมพัดพามาสะสม รวมทั้งวานนี้เกิดไฟไหม้ทางด้านทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เขตบ้านปางยาง ต.บ้านปง อ.หางดง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ ไฟลุกลามขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว เฮลิคอปเตอร์ KA-32 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขึ้นบินโปรยน้ำดับตั้งแต่ช่วงเย็น ขณะที่ชุดดับไฟป่าภาคพื้นดินเข้าดับไฟตลอดคืนจึงควบคุมไฟไว้ได้ในวงจำกัด
สำหรับจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เช้านี้มีจำนวน 122 จุด ใน 16 อำเภอ เป็นจุดที่ลุกลามจากเมื่อวานนี้ 38 จุด พบมากที่สุดในอ.ฮอด 20 จุด รองลงมาคือ อ.จอมทอง 19 จุด ขณะที่อ.หางดงซึ่งเกิดไฟไหม้ป่าอย่างหนักเย็นวานนี้ตรวจพบจุดความร้อนใหม่ 3 จุด ในต.บ้านปง เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟอย่างต่อเนื่อง
จากกรณีไฟป่าและการเผาในประเทศเพื่อนบ้านเป็นบริเวณกว้างทำให้ฝุ่นละอองและหมอกควันพัดปลิวเข้ามาตามชายแดนไทยด้าน อ.แม่สาย อ.แม่ฟ้าหลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย นานนับเดือนแล้วนั้น ส่งผลให้สภาพอากาศโดยทั่วไปใน จ.เชียงราย ขมุกขมัวไปด้วยหมอกควัน โดยเฉพาะชายแดนด้าน อ.แม่สาย ช่วงเช้ากรมควบคุมมลพิษตรวจวัดคุณภาพอากาศที่สำนักงานสาธารณสุข อ.แม่สาย ติดชายแดนไทย-เมียนมา พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ในปริมาณ 183 มคก./ลบ.ม. ขณะที่ในเขต อ.เมืองเชียงราย วัดคุณภาพอากาศได้ในระดับ 83 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ
นพ.วัชรพงษ์ คำหล้า นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เผยว่าตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศดังกล่าวรวม 29,275 ราย เป็นกลุ่มโรคทางเดินหายใจ 12,455 ราย ประกอบด้วยโรคปอดอุดตันเรื้อรัง 6,002 ราย หอบหืด 163 ราย ปอดอักเสบ 1,645 ราย ไข้หวัดใหญ่ 173 ราย คออักเสบเฉียบพลัน 2,460 ราย จมูกอักเสบเรื้อรัง 214 ราย และหลอดลมอักเสบ 1,762 ราย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือดและสมองอุดตันขาดเลือด 3,610 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ 6,753 ราย กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 6,753 ราย และผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบระยะยาวประเภทมะเร็งปอด 545 ราย
ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนืออยู่ในค่าเกินมาตรฐาน (สีส้ม) และยังพบพื้นที่ที่อยู่ในขั้นวิกฤต (สีแดง) มีผลกระทบต่อสุขภาพ 6 พื้นที่ ใน 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ค่าสูงสุดวันเดียวกันนี้อยู่ที่จ.แม่ฮ่องสอน 194 มคก./ลบ.ม. สำหรับพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พบอยู่ในระดับปานกลาง
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่าจากรายงานการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-7 มี.ค. 2564 พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยมีจำนวนสะสม 255,077 ราย เป็นผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ กลุ่มโรคตาอักเสบ และกลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือดและสมองอุดตันขาดเลือด สอดคล้องกับการเฝ้าระวังอาการตนเองของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง (อนามัยโพล) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1-8 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวมมีอาการถึง ร้อยละ 39.49 ส่วนใหญ่มีอาการแสบจมูก ร้อยละ 19.32 คัดจมูกมีน้ำมูก ร้อยละ 18.90 และอาการระคายเคืองตาร้อยละ 15.54 กลุ่มอายุ 45-54 ปี มีอาการมากที่สุด