ฝ่ายค้านฉะรัฐบาล-สว.
ยุส่งภท.-ปชป.ถอนตัว
ป้อมโต้หัก‘พรรคร่วม’
กม.ประชามติสะดุดอีก

‘บิ๊กป้อม’ ปัดหักหลังพรรคร่วมรัฐบาล คว่ำร่างแก้ไขรธน.วาระ 3 ภูมิใจไทยโต้เล่นละครวอล์กเอาต์ ออกแถลงการณ์ขอโทษ อ้างตามเกมคนจ้องล้มไม่ทัน ส.ว.อ้างเหตุ โนโหวต หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลฯ ฝ่ายค้านเชื่อมีใบสั่ง จี้ ‘บิ๊กตู่-วิษณุ’ รับผิดชอบ ลั่นเดินหน้าสู้ต่อ ‘ไพบูลย์’ ทำขึงขังจ่อเสนอ พปชร. แก้รายมาตรา ‘จุรินทร์’ ลุยสะเดาะกลอนมาตรา 256 ‘ธนาธร’ เตรียมล่าชื่อหนุนแก้รายมาตรา ‘ปิยบุตร-ไอติม’ชงยุบศาลรธน.-ส.ว. รัฐสภาผ่านร่างพ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ส่วนร่างพ.ร.บ.ประชามติ สะดุดกลางคัน หลังกมธ.เสียงข้างมากแพ้โหวตมาตรา 9 ต้องปิดประชุม เลื่อนไปพิจารณาสมัยหน้า

รัฐสภาโหวตคว่ำแก้รธน.วาระ 3

จากการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรม นูญ(ฉบับที่..) พ.ศ….(แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) เพื่อลงมติในวาระ 3 ซึ่งใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 12 ชั่วโมงก่อนลงมติ เมื่อกลางดึกวันที่ 17 มี.ค. ผลการลงมติมี ส.ส.เห็นชอบ 206 เสียง ส.ว. 2 เสียง รวม 208 เสียง ,ไม่เห็นชอบ ส.ส.ไม่มี ส.ว. 4 เสียง รวม 4 เสียง ,งดออกเสียง ส.ส. 10 เสียง ส.ว 84 เสียง รวม 94 เสียง ,ไม่ประสงค์ลงคะแนน ส.ส. 9 เสียง ส.ว. 127 เสียง รวม 136 เสียง ดังนั้น ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภาหรือ 369 เสียง จึงมีมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของ 2 ส.ว.ที่ลงมติเห็นชอบ คือนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และนายพิศาล มาณวพัฒน์ ขณะที่นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา และนายเสรี สุวรรณภานนท์ ลงมติไม่เห็นชอบ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 กำหนดว่า การออกเสียงวาระ 3 ต้องได้เสียงเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง จากทั้งหมด 250 เสียงด้วย แต่การออกเสียงดังกล่าวได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ดังกล่าว ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบ

เปิดคะแนนเสียงส.ส.-ส.ว.

ขณะที่การโหวตงดออกเสียง 94 เสียงนั้น แบ่งเป็นส.ส.10 เสียง และส.ว. 84 เสียง ในส่วนส.ส.ที่งดออกเสียง ส่วนใหญ่เป็นของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อาทิ นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม. รวมถึงนายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ส่วนของส.ว.ที่งดออกเสียง อาทิ นาย พรเพชร วิชิตชลชัย พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชา นายจเด็จ อินสว่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พล.อ.ดนัย มีชูเวท พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง นายสมชาย แสวงการ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร นายวิทยา ผิวผ่อง พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ส่วนคะแนนไม่ประสงค์ลงคะแนน 136 เสียง เป็นของส.ส. 9 เสียง และส.ว.127 เสียง ในส่วนของส.ส.ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน อาทิ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นางเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม

ส.ว.ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน อาทิ นาย กล้านรงค์ จันทิก นายคำนูณ สิทธิสมาน นายเจตน์ ศิรธรานนท์ พล.อ.นพดล อินทปัญญา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์

‘ภท.-ชทพ.’วอล์กเอาต์-26พท.ล่องหน

สำหรับส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ไม่ร่วมลงมติวาระ 3 และยังพบว่า มีส.ส.อีก 200 กว่าคน และส.ว.อีก 33 คน ที่ไม่ขานมติใดๆ อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่

ขณะเดียวกันมีส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) 26 คน ไม่ขานมติใด ซึ่งสวนกับมติพรรคที่ให้ลงมติเห็นชอบ อาทิ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม

ส.ส.พรรคก้าวไกล บางส่วนที่ไม่ขานชื่อลงมติ อาทิ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ซึ่งเป็นส.ส.งูเห่าในพรรค และยังมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ไม่ขานชื่อลงมติเช่นกัน อาทิ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก รวมถึง 6 ส.ว.โดยตำแหน่ง ได้แก่ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผบ.ทร. พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผบ.ทอ. และพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.

‘ชวน’บอกจบ-เห็นใจคนคิดทำ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 18 มี.ค. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ถือว่าจบไปแล้ว ส่วนการเสนอแก้รายมาตรา คงต้องเสนอในสมัยประชุมหน้า ขณะที่ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและการทำประชามติ ยังไม่ชัดเจน ถ้าจะทำใหม่ หากพูดตามจริงในขณะนี้หน้าตาเป็นอย่างไร จะเริ่มอย่างไร คงไม่มีใครตอบได้ ซึ่งหลังจากปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 มี.ค. ตนจะมอบให้เจ้าหน้าที่ไปศึกษารายละเอียดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เน้นย้ำว่าจะต้องทำประชามติเสียก่อน ว่ามีกระบวนการอย่างไร ต้องตั้งคำถามอย่างไร เพราะในรัฐธรรมนูญไม่มีระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายชวนกล่าวว่า ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเขียนเพื่อไม่ให้แก้ไข หลักคือเขียนเพื่อให้แก้ยากที่สุด ฉะนั้น ไม่ง่ายตั้งแต่ต้น ก็เห็นใจคนที่คิดจะแก้ไข แต่ไม่ถึงขั้นแก้ไม่ได้เลย หากมีการแก้รายมาตรา อาจจะง่ายกว่า แต่ศาลรัฐธรรมนูญไปตีความว่าการแก้จะมีผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญ 2560

‘บิ๊กป้อม’ปัดหักหลังพรรคร่วม

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 3 จะกระทบการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่า ไม่รู้ ผู้สื่อข่าวถามว่าคุยกับพรรคร่วมเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่มีผลกับการร่วมรัฐบาล เพราะปล่อยให้ฟรีโหวต ยืนยันตั้งใจจะแก้อยู่แล้ว แต่จะแก้อย่างไร ต้องแก้ให้ถูกระเบียบตามที่มีอำนาจ

เมื่อถามถึงพรรคภูมิใจไทย ระบุพรรคพลังประชารัฐหักหลังเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า หักหลังเรื่องอะไร ก็บอกว่าฟรีโหวต จะไปหักหลังอย่างไร คงเห็นว่าดึกแล้วเลยเสนอให้ลงมติ แต่ยืนยันเราปล่อยฟรีโหวตอยู่แล้ว ไม่มีหักหลัง ต่อข้อถามถึงการวอล์กเอาต์ของพรรคภูมิใจไทยในญัตติสำคัญ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า จะไปรู้ได้อย่างไร ต้องไปถามเขาเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายคนมองว่าเรื่องนี้จะเป็นรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มี ไม่มี เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะไปรู้ได้อย่างไร สื่อไปถามเขาดู ตอนนี้เห็นยังดีกับตน ผู้สื่อข่าวถามถึงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ต้องแก้ไข ผมพูดตั้งหลายทีแล้ว ส่วนจะเริ่มได้เมื่อไร ยังไม่รู้ ถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่นี่”

‘ไพบูลย์’จ่อชงแก้รายมาตรา

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราว่า ตนได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยจะนำร่างแก้ไขรายมาตราเสนอต่อพรรคพลังประชารัฐ พิจารณาเห็นชอบต่อไป เพราะการจะแก้ไขหรือร่างใหม่ทั้งฉบับคงเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้นควรแก้เป็นรายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ คาดว่าจะเสนอได้ในสมัยการประชุมหน้า

เป้าหมายในการแก้ไขจะต้องเป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น เพิ่มสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน เรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสภาที่ยังมีข้อติดขัด บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณ เห็นควรใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เหมาะสมกว่าปี 2560 ที่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ มีความยุ่งยากและค่อนข้างรัดกุมมากเกินไปจนเกิดอุปสรรคในการทำงาน หากคนในพรรคเห็นว่าบทบัญญัติในส่วนใดควรจะแก้ไขก็สามารถเสนอเพิ่มเติมได้ แต่หมวด 1 หมวด 2 และ 38 มาตรา ที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชอำนาจ จะไม่ถูกพูดถึงเลย

ภูมิใจไทยโต้เล่นละคร

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล นี่เป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องมีเอกสิทธิ์ มีความเชื่อในมิติของตัวเอง เรื่องนี้ไม่ต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากเป็นเรื่องรัฐสภา แต่กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของการบริหารงาน เป็นคนละหมวดกัน

พรรคภูมิใจไทย ยืนยันไม่ได้หลอกประชาชน และเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ควรแก้ไขบางส่วนในเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย เช่น ที่มาส.ว. ซึ่งตนไม่เห็นด้วย แต่ทนเอา อย่างมากก็ 5 ปี เมื่อบทเฉพาะกาลหมดก็หมด ไม่ใช่ปัญหา เราจะชักใบให้เรือเสียทำไม ไดโนเสาร์มันก็ไปเอง ไม่มีใครไปทำลายเขาได้

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 มี.ค. สะท้อนเจตนาว่า ใครไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกพรรคเล่นเกมการเมือง ที่ไม่ต้องการให้แก้ ก็ต้องไปตอบประชาชนเอา ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคฝ่ายค้านระบุพรรคภูมิใจไทยเล่นละคร ไม่ยอมลงมติ นายชาดา กล่าวว่า เขาเล่นละครอยู่แล้ว ภูมิใจไทยไม่เล่นละครและไม่ได้เล่นเกม เอาไม่เอาเราบอกชัด ไม่มีเหตุผลต้องไปแคร์ใคร และไม่ต้องการรักษาฐานอำนาจให้ใคร เราต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรมและไม่ใช่การผูกขาดอำนาจ

แถลงการณ์ขอโทษ-ตามเกมไม่ทัน

ต่อมาพรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ว่า การประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มี.ค.พรรคภูมิใจไทย พยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมตกไป จึงสนับสนุนให้มีการชะลอการพิจารณาวาระที่ 3 ไว้ก่อน แล้วเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญกรุณาบอกแนวปฏิบัติ ตามคำวินิจฉัยกลาง เพื่อที่รัฐสภาจะได้ดำเนินการถูกต้อง และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ และพรรคภูมิใจไทยเห็นชอบ แต่เราทำไม่สำเร็จ การไม่ลงมติ คือ การแสดงออกให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ขอร่วมกระทำการที่เรียกได้ว่าไม่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างตรงไปตรงมา

พรรคภูมิใจไทย ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกประการ เพราะเราพลาดจริงๆ ที่ตามเกมการเมืองของผู้ที่จ้องจะล้มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทัน เนื่องจากคิดไม่ถึงว่าจะมีการพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงกันตลอดทั้งวัน เป็นการเล่นเกมที่จะเอาชนะกัน โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนที่จับตาดูการประชุมรัฐสภา และเฝ้ารอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องขอโทษที่ไม่สามารถรักษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ไว้ได้

พรรคภูมิใจไทย ยังดำรงความมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้ โดยมีหลักการ คือ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ และเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี

ปชป.ลุยสะเดาะกลอนม.256

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่สุดพลังความสามารถและสุดทางแล้วที่จะผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคก็ตัดสินใจเดินหน้าอย่างเต็มที่ โหวตลงมติเห็นชอบ แต่เสียงไม่พอ ที่คิดได้ตอนนี้คือเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยเฉพาะอุปสรรคกุญแจดอกใหญ่ที่คล้องประตูประชาธิปไตยไว้ ต้องสะเดาะออก คือมาตรา 256 ที่มีวิธีซับซ้อนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องหารือกันในส่วนของวิปรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีเสียง ไม่เพียงพอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้รัฐธรรมนูญยังเป็นเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นเงื่อนไข ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงต่อข้อถามว่ายังไม่ทบทวนท่าทีร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องการร่วมรัฐบาล ในพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครตอบคนเดียวได้ สิ่งที่ต้องคิดต่อไป คือต้องเดินหน้าหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล แก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไป

‘สิงห์ศึก’อ้างเหตุส.ว.โนโหวต

พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อโหวตวาระ 3 แล้ว สมาชิกคนใดที่ลงมติเห็นด้วยก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากมีคนฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.จะพิจารณา จะเห็นว่าสมาชิกส่วนใหญ่ลงมติไม่ประสงค์ขอลงคะแนน เพราะไม่อยากยุ่ง เนื่องจากรู้ว่าผิดและขัดคำวินิจฉัยของศาล แม้แต่สมาชิกที่งดออกเสียง อาจจะไม่ผิด แต่หากยื่นร้อง ป.ป.ช.สามารถเรียกสมาชิกที่งดออกเสียงไปเป็นพยานก็ได้” พล.อ.สิงห์ศึกกล่าว

ส่วนที่ ส.ว.ไม่กล้าโหวตวาระ 3 เพราะเกรงขัดคำวินิจฉัยศาลใช่หรือไม่ พล.อ.สิงห์ศึกกล่าวว่า ไม่ใช่ไม่กล้า แต่ ส.ว.ส่วนใหญ่เข้าใจในคำวินิจฉัยว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องหยุดเดิน หรือไม่ทำ ไม่ได้มีอย่างอื่นเลย เมื่อถามถึงทางออกในการแก้รัฐธรรมนูญ พล.อ.สิงห์ศึกกล่าวว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ทุกเวลาโดยรัฐสภา คือแก้ไขเป็นรายมาตรา หากเสนอเป็นรายมาตราเข้ามา ถ้าจะแก้ได้ทันทีทันใด วันนี้หรือพรุ่งนี้ ส.ว.ก็พร้อมสนับสนุน

ลุยแก้ต่อ – นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน ประชุมหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน หลังส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกับ ส.ว. โหวตล้มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเตรียมเสนอแก้อีกครั้งหลังเปิดประชุมสภาสมัยหน้า ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มี.ค.

ฝ่ายค้านจี้‘บิ๊กตู่-วิษณุ’รับผิดชอบ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายสมพงษ์ อมรวิวิฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา แถลงหลังการประชุมหัวหน้าและแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า เสียใจและผิดหวังกับเกมในสภาที่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งฝ่ายค้านจะผลักดันร่างพ.ร.บ.ประชามติที่สภาจะพิจารณาวาระ 2-3 ให้ผ่านลุล่วง เพื่อให้การเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินหน้าได้อีกครั้งในสมัยประชุมหน้า ส่วนการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านจะหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

พรรคฝ่ายค้านขอเรียกร้องให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายแสดงความรับผิดชอบ เพราะทั้ง 2 คนได้แถลงต่อรัฐสภาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล บุคคลทั้ง 2 จะรับผิดชอบอย่างไรกับการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าเป็นใบสั่ง

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญอีก แต่จะแก้อย่างไรนั้น ต้องมาทบทวน เพราะมีหลายปัจจัย เช่น เรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคำร้องไว้ จึงต้องมาคิดว่าจะแก้อย่างไรไม่ให้ไปชนที่เขากีดขวางไว้ ต้องใช้สติปัญญาและต้องสนธิกำลังกับหลายภาคส่วน

พท.สั่ง 26 ส.ส.แจงโนโหวต

ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ตนแต่งกายใส่ชุดสูทดำ พร้อมสวมปลอกแขนดำเพื่อไว้ทุกข์ให้กับเด็กชายร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกแท้งไปในวาระ 3 ซึ่งเป็นเจตนาชัดเจนของฝ่ายรัฐบาลที่ร่วมมือกันจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ เห็นชัดเจนว่ามีการเสนอญัตติเพื่อให้สภามีมติ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ หน้าที่ของสภาคือต้องพิจารณา แต่มีบางคนเสนอให้เลื่อนออกไป อ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมองว่าพฤติกรรมทั้งหมดขัดขวางไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลให้อำนาจสภา จึงควรดำเนินตาม ไม่ใช่ไปขัดและปิดทางการทำประชามติ ดังนั้น ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามถือเป็นการฝ่าฝืน เพราะศาลรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการลงโทษ ส.ส. 26 คนที่ไม่ลงคะแนนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้ลงนามในหนังสือเพื่อแจ้งให้ ส.ส.ทั้ง 26 คน ได้ชี้แจงเหตุผลกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถือว่าขัดมติพรรค ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายใหญ่ ดังนั้น ส.ส.ทั้ง 26 คนต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้นมากพอ พรรคให้เวลา 7 วันทำหนังสือชี้แจงเหตุผลกลับมา จากนั้นจะนำเรื่องเข้ากรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป

ก้าวไกลยุภท.-ปชป.ถอนตัว

ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ผิดหวังที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรควอล์กเอาต์ เรื่องนี้ชัดเจนว่าฝ่ายที่ต้องการล้มกระบวนการจัดตั้งส.ส.ร. คือส.ส.ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐร่วมมือกับส.ว. ไม่จริงใจให้มีส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการเล่นเกม ยื้อเวลาหลอกลวงประชาชน ทุกฝ่ายต้องหยุดเล่นละครหลอกลวงประชาชนได้แล้ว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ต้องถามพรรคภูมิใจไทยว่าที่ผ่านมาได้ตระบัดสัตย์ ผิดคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชนกี่ครั้งแล้ว ประชาชนต้องถือโอกาสนี้ถามพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกอ้างว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญเข้าร่วมรัฐบาล บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ย่อมถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองพรรค ต้องตอบประชาชนว่ายังคงจะร่วมรัฐบาลต่อไปอีกหรือไม่

‘ธนาธร’ล่าชื่อ-อย่ายอมแพ้

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า การคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา แสดงให้เห็นแล้วว่าชนชั้นนำ กองทัพ รัฐบาล พรรคที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และส.ว.ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกเขาต้องการยึดอำนาจไว้กับพวกพ้อง โดยไม่สนใจอนาคตของประเทศ กระบวนการที่ผ่านมาคือการซื้อเวลา แสดงละครหลอกประชาชน ตนเสียใจเป็นอย่างมากที่รัฐสภา ซึ่งควรเป็นที่หาทางออกให้กับสังคม กลับเป็นผู้ปิดประตูทางออกเสียเอง แต่เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราจะปล่อยให้ลูกหลานอยู่ในสังคมแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ เราประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แม้ไม่มีเครื่องมือต่อสู้เรียกร้องมากมาย แต่เราหยุดและยอมแพ้ไม่ได้

กระบวนการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ระยะใหม่แล้ว เมื่อแก้ทั้งฉบับทำไม่ได้ เราจะรณรงค์แก้ไขรายมาตรา ปลดเสาค้ำยันอำนาจของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนด้วยการยกเลิก ส.ว. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงแก้ไขที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ จะรณรงค์อย่างแข็งขันทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมรายชื่อจากประชาชน แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปรับดุลอำนาจในสังคมไทยเสียใหม่ เชิญชวนประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด มาร่วมกันสู้ตามระบบทุกวิถีทาง ให้สุดทุกทาง เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้องการประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ประเทศไทยใต้ระบอบ คสช. พบกันในการรณรงค์ล่ารายชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั่วประเทศ เร็วๆ นี้

‘ปิยบุตร-ไอติม’ชงยุบศาลรธน.-ส.ว.

ทางด้านกลุ่ม Resolution โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กลุ่มไอลอว์ ร่วมเปิดห้องสนทนาทางแอพพลิเคชั่น Clubhouse หัวข้อ “จับตาผลโหวต! เราจะไปสู่รัฐธรรมนูญของประชาชนได้อย่างไร?”

นายพริษฐ์กล่าวว่า เราต้องไม่ตกหลุมส.ว.และส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่พยายามนำเสนอว่าการแก้รายมาตรานั้นเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นก็เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มาและกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม มีปัญหามากมาย สิ่งที่ภาคประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ ไม่ใช่การซ่อมบ้าน แต่ต้องการมีส่วนร่วมสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมา เมื่อประชาชนต้องการมีส่วนร่วมร่างกติกา ก็จำเป็นต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา แต่สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือการแก้ไขรายมาตราไปพร้อมกันเพื่อตัดอำนาจของ คสช.ที่ยังหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นต้น

นายปิยบุตร ระบุว่า ตนเสนอว่าเราต้องออกไปจากเกมเขา ในเมื่อให้ทำใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ ต่อไปก็รณรงค์แก้รายมาตรากัน ยุบศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เปลี่ยนองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และที่มาของศาลรัฐธรรมนูญใหม่เสีย

เช่นเดียวกับ ส.ว. ตราบที่วุฒิสภาหน้าตาเป็นแบบนี้ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยากเย็น เพราะจะถูกขัดขวาง ปั่นป่วนกระบวนการเสมอ เมื่อขัดขวางกันขนาดนี้ เราก็รณรงค์แก้รายมาตรา ให้ยกเลิกวุฒิสภาไปเลย ให้เป็นสภาเดี่ยว เพราะวุฒิสภาในประวัติศาสตร์ไทยที่มาจากการแต่งตั้ง ล้วนมีฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนการสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารทั้งสิ้น

ถ้าวันหนึ่งพี่น้องประชาชนฝันอยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็เชิญชวนให้ออกจากกรงขังรัฐธรรมนูญ 2560 นั่นก็คือคิดถึงการประชามติ เป็นการประชามติเพื่อแสดงออกถึงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน ประชามติอันนี้ไม่ได้เป็นประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นประชามติที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ทิ้งทั้งฉบับแล้วทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่มีเงื่อนไข สามารถทำได้ทุกหมวดทุกมาตรา

พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกม.ฉลุย

เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา พิจารณาร่างพ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. …. ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 20 มาตรา โดยพิจารณาวาระ 2 เรียงมาตรา โดยเจตนารมณ์ต้องการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีส่วนร่วมเสนอกฎหมาย และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 รวมทั้งเพิ่มกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย

ทั้งนี้ สมาชิกได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ใช้เวลานานเกือบ 5 ชั่วโมง ก่อนลงมติในวาระ 3 เห็นชอบ 518 ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 3 เสียง จากนี้รอให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ถกร่างพ.ร.บ.ประชามติ

ต่อมาเวลา 15.00 น. มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ….. ที่กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นการพิจารณาวาระ 2 เรียงตามลำดับมาตรา ทั้ง 67 มาตรา

มาตรา 9 เกี่ยวกับให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจจัด และควบคุมดูแลการออกเสียงให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เสรี เสมอภาคและชอบด้วยกฎหมาย ที่ประชุมลงมติเห็นด้วยให้แก้ไข 534 ต่อ 3 งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 2 และเห็นชอบให้แก้ไขตามกมธ.เสียงข้างน้อยของนายชูศักดิ์ ศิรินิล เสนอ กำหนด 5 เงื่อนไข 1.การออกเสียงที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2.การออกเสียงกรณีเมื่อครม.เห็นว่ามีเหตุอันสมควร

3.การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง 4.การออกเสียงกรณีรัฐสภาพิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียง และได้ชี้แจงเรื่องให้ครม.ดำเนินการ และ 5.การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อครม. เพื่อให้ความเห็นชอบการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ห้ามออกเสียงประชามติเรื่องที่ผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้

เลื่อนพิจารณาไปปรับเนื้อหาใหม่

ทำให้ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานกมธ. ขอพักการประชุม 10 นาที เพื่อดูว่ามาตรา 10 จะทำอย่างไรให้สอดคล้องมาตรา 9 ที่ได้แก้ไข ทำให้สมาชิกถกเถียงกันไปมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานการประชุม จึงสั่งพักการประชุม กระทั่งเวลา 19.35 น. หลังพักการประชุม 1 ช.ม. นายสุรชัยกล่าวว่า สืบเนื่องจากการลงมติในมาตรา 9 เมื่อกมธ.ตรวจสอบรายละเอียดพบว่ามีผลกระทบอย่างน้อย 4 มาตรา คือ มาตรา 10, 11, 14 และ 15 ซึ่งระหว่างพักการประชุมได้สอบถามกฤษฎีกา ได้ความว่ากฤษฎีกาขออนุญาตกลับไปทบทวนยกร่างตามกระบวนการของกฤษฎีกา ซึ่งไม่อาจแล้วเสร็จในวันนี้ได้ อีกทั้งต้องตรวจสอบหมวดอื่นๆ อีกด้วย จึงขออนุญาตให้ประธานพิจารณาเลื่อนการประชุมเป็นคราวหน้าได้หรือไม่

จากนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม กล่าวว่า เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมแล้ว ทำให้ไม่สามารถประชุมได้อีก จึงต้องรอพิจารณาต่อในสมัยประชุมหน้าในเดือนพ.ค. หรือจะขอเปิดให้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมวิสามัญอีกครั้ง เพื่อพิจารณาเฉพาะเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งส.ส.และส.ว.ต่างไม่ติดใจที่จะให้เลื่อนการพิจารณาออกไป แต่ขอให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพราะหากรอให้เปิดสมัยประชุมทั่วไปในเดือนพ.ค. จะนานเกินไป และขอให้ประธานรัฐสภายืนยันว่าเมื่อเปิดประชุมในครั้งหน้าจะเป็นการพิจารณาในมาตรา 10 ต่อจากวันนี้ ไม่ใช่เริ่มพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติใหม่ ซึ่งนายชวนก็รับปาก

จากนั้น ประธานรัฐสภาได้อ่านพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมวิสามัญ และสั่งปิดการประชุมในเวลา 20.00 น.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน